Apple แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่: John Ternus รับไม้ต่อจาก Tim Cook

Apple แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่: John Ternus รับไม้ต่อจาก Tim Cook

บริษัท Apple ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า John Ternus จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของบริษัท โดยจะเข้ารับตำแหน่งแทน Tim Cook ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป นับเป็นการเปลี่ยนผู้นำระดับสูงครั้งสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในทศวรรษถัดไปของบริษัท

Ternus ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัททันทีที่ขึ้นเป็น CEO ขณะเดียวกัน Arthur Levinson ประธานกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร (nonexecutive chairman) จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยการอิสระหลัก (lead independent director) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการกำกับดูแลความโปร่งใสและความสมดุลของอำนาจภายในบอร์ด

Apple ระบุในแถลงการณ์ว่า Cook จะยังคงทำหน้าที่ CEO ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน เพื่อทำงานร่วมกับ Ternus อย่างใกล้ชิดในการส่งมอบงานและถ่ายทอดประสบการณ์ให้ราบรื่นที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นระบบ และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผู้นำอย่างกะทันหัน

นี่ถือเป็นการเปลี่ยน CEO ครั้งแรกของ Apple นับตั้งแต่ Cook เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Steve Jobs ในปี 2011 ก่อนที่ Jobs จะเสียชีวิตไม่นาน และการแต่งตั้งครั้งนี้จะทำให้ Ternus กลายเป็น CEO คนที่ 8 ในประวัติศาสตร์ของบริษัท

Cook กล่าวในแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนความผูกพันอย่างลึกซึ้งว่า การได้เป็น CEO ของ Apple ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และเขารู้สึกขอบคุณทีมงานที่มีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งร่วมกันสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ในส่วนของโครงสร้างองค์กร Apple ยังประกาศว่า Johny Srouji จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ (Chief Hardware Officer) แทน Ternus โดยจะดูแลทั้งเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และงานวิศวกรรม ซึ่งถือเป็นบทบาทที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต

วิเคราะห์ผลงานยุค Tim Cook: จากเกือบล้มละลายสู่บริษัทมูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์

ภายใต้การนำของ Cook มูลค่าตลาดของ Apple เติบโตขึ้นมากกว่า 20 เท่า จนแตะระดับประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จเชิงธุรกิจอย่างมหาศาล รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จนเกิน 400,000 ล้านดอลลาร์ในปีล่าสุด

Cook ได้รับการยอมรับใน Silicon Valley ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการ” (operations guru) โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนของ Apple ให้มีประสิทธิภาพสูง หลังจากเข้าร่วมบริษัทในปี 1998 ซึ่งในเวลานั้น Apple อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย

ก่อนเข้าร่วม Apple เขาเคยทำงานกับ IBM เป็นเวลานานถึง 12 ปี และยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารที่ Compaq ซึ่งช่วยให้เขาสั่งสมประสบการณ์ด้านการผลิตและโลจิสติกส์อย่างลึกซึ้ง

ในยุคของ Cook Apple ยังขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ เช่น อุปกรณ์สวมใส่ (wearables) อย่าง Apple Watch และ AirPods รวมถึงอุปกรณ์ AR/VR อย่าง Vision Pro แม้ว่าผลิตภัณฑ์บางตัวจะยังไม่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์เต็มที่

ความท้าทายใหม่ของ John Ternus: AI คือสนามรบหลัก

สำหรับ Ternus วัย 50 ปี ซึ่งทำงานกับ Apple มานานเกือบครึ่งชีวิต ถือเป็น “ตัวเต็ง” มานานในการสืบทอดตำแหน่ง เขาเคยดูแลทีมวิศวกรรมเบื้องหลังผลิตภัณฑ์หลักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, AirPods และ Vision Pro

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเขาอาจไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ แต่คือการผลักดัน Apple ให้ตามทันหรือแซงคู่แข่งในด้าน AI ซึ่งปัจจุบันบริษัทถูกมองว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่น ๆ

Apple ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักลงทุนและนักพัฒนาเกี่ยวกับการขาดเทคโนโลยี AI ระดับแนวหน้า โดยเฉพาะหลังจากเลื่อนการอัปเกรด Siri ออกไป และต้องหันไปใช้โมเดล AI จาก Google อย่าง Gemini ในเวอร์ชันใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีภายนอกในบางส่วน

ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน: การเมือง เศรษฐกิจ และซัพพลายเชน

Apple กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน เช่น

  • ความซับซ้อนของซัพพลายเชนระดับโลก
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
  • นโยบายภาษีนำเข้าของ Donald Trump
  • ปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำจากความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูง

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อทั้งต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว

การขาด “ผู้ออกแบบระดับตำนาน” และผลกระทบต่อแบรนด์

หลังจาก Jony Ive ออกจาก Apple ในปี 2019 บริษัทก็ขาดผู้นำด้านการออกแบบที่มีอิทธิพลสูง ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ iPhone และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มีความโดดเด่นด้านดีไซน์

ปัจจุบัน Ive ได้ย้ายไปร่วมงานกับ OpenAI ซึ่งยิ่งสะท้อนการแข่งขันด้านนวัตกรรมระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

บทบาททางการเมืองของ Tim Cook และมรดกที่ทิ้งไว้

Cook ไม่ได้เป็นเพียง CEO แต่ยังทำหน้าที่เสมือน “นักการทูตองค์กร” โดยมีบทบาทในการเจรจากับผู้นำทั้งในและต่างประเทศ เช่น การพบกับ Trump ที่ White House เพื่อหารือเรื่องการลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 600,000 ล้านดอลลาร์

เขายังเคยเผชิญหน้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ในประเด็นความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เช่น คดี iPhone ในเมือง San Bernardino ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะปลดล็อกข้อมูลให้ FBI เพราะมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้ใช้

มุมมองนักวิเคราะห์: การเปลี่ยนตัวที่ “เร็วกว่าคาด”

Dan Ives นักวิเคราะห์จาก Wedbush มองว่าการลงจากตำแหน่งของ Cook มาเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยก่อนหน้านี้ตลาดเชื่อว่าเขาน่าจะอยู่ต่ออีกอย่างน้อย 1 ปี

แม้ Cook จะเคยออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องเกษียณในการให้สัมภาษณ์กับ Good Morning America แต่การประกาศครั้งนี้ก็ยืนยันว่าบริษัทได้เตรียมแผนเปลี่ยนผ่านไว้ล่วงหน้าแล้ว

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

การเปลี่ยนผ่านจาก Tim Cook ไปสู่ John Ternus ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร แต่เป็น “การเปลี่ยนยุค” ของ Apple จากบริษัทที่แข็งแกร่งด้านฮาร์ดแวร์และซัพพลายเชน ไปสู่การต้องแข่งขันในโลกที่ AI เป็นตัวกำหนดอนาคต

คำถามสำคัญคือ

  • Apple จะสามารถกลับมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมได้หรือไม่?
  • Ternus จะสร้าง “Apple ยุค AI” ได้สำเร็จหรือไม่?

คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของบริษัทที่มีอิทธิพลต่อโลกเทคโนโลยีมากที่สุดบริษัทหนึ่งในทศวรรษหน้า

Similar Posts

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง! น้ำมันพุ่ง 9% AI สั่นคลอน จับตา CPI ปะทะงบแบงก์ยักษ์สหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ที่สองของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดที่สุดครั้งหนึ่งของปี เมื่อแรงกดดันสามด้านมาบรรจบกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่จนดันราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายปี ความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจ “วิ่งนำหน้าตัวเอง” ไปไกลเกินพื้นฐาน และการรอคอยตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคเดือนมิถุนายนซึ่งจะเป็นข้อมูลชิ้นสุดท้ายก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปลายเดือนนี้ ในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 0.79% ที่ระดับ 7,515.34 จุด ดัชนี Nasdaq Composite ร่วงแรงกว่าที่ 1.55% ปิดที่ 25,873.18 จุด ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลดลง 138.37 จุด หรือ 0.26% ปิดที่ 52,498.64 จุด โดยแรงขายกระจุกตัวหนักในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ดัชนีถ่วงน้ำหนักเท่ากัน (Equal Weight) แทบไม่เปลี่ยนแปลง สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตลาดทั้งตลาด แต่อยู่ที่ “หัวใจ” ของตลาดกระทิงรอบนี้ นั่นคือหุ้นกลุ่ม AI สิ่งที่ทำให้เช้าวันอังคารที่…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • | |

    ดอลลาร์อ่อนก่อน Jackson Hole เยนแข็ง บาทกลับใต้ 33 | ค่าเงินโลก 18 ส.ค. 2026

    ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศเปิดสัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคม 2026 ด้วยภาพของ “ดอลลาร์อ่อนค่าเป็นวงกว้าง” หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนกว่าคาดช่วยลดแรงเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ส่งผลให้เงินเยนญี่ปุ่นและยูโรฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าหลุดระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนสองเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางค่าเงินทั้งไตรมาส นั่นคือรายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) และการปราศรัยครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่งานสัมมนา Jackson Hole ภาพรวมของตลาดในวันนี้สะท้อนภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกเรียกว่า “การกลับทิศของการคาดการณ์” (repricing) อย่างชัดเจน เพียงเดือนเดียวก่อนหน้านี้ ตลาดยังให้น้ำหนักว่าเฟดภายใต้การนำของวอร์ชอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่เมื่อชุดข้อมูลล่าสุดทั้งยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ออกมาชะลอตัวพร้อมกัน ความเร่งด่วนในการขึ้นดอกเบี้ยก็ลดลง ดัชนีดอลลาร์ (DXY) จึงอ่อนตัวลงสู่ระดับราว 99.6 จุด และบันทึกสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในรอบสามเดือน ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นแรงหนุนให้สกุลเงินหลักและสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็นวงกว้าง สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขบนหน้าจอเทรด เพราะทิศทางของดอลลาร์ เยน และยูโร ล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนนำเข้า รายได้ส่งออก มูลค่าพอร์ตลงทุนต่างประเทศ และแม้กระทั่งกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจสถานการณ์ค่าเงินหลักแบบเจาะลึกทีละคู่ พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ภาพรวมตลาดค่าเงินวันนี้: ดอลลาร์เสียแรงหนุนจากดอกเบี้ย…

  • | |

    ตลาดโลกผวาสงครามฮอร์มุซ ดาวโจนส์แกว่งใกล้ 5.3 หมื่นจุด เฟดเหยี่ยวกดบาทอ่อน

    ตลาดการเงินทั่วโลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่บนเส้นด้ายที่ตึงเครียด ระหว่างความหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยืนระยะได้ กับความกลัวว่าไฟสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่ปะทุขึ้นอีกครั้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซจะลุกลามจนฉุดราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งกลับ นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ฟื้นตัวแรง กับสัญญาณ ‘เหยี่ยว’ ของธนาคารกลางสหรัฐยุคใหม่ภายใต้การนำของเควิน วอร์ช ที่เปิดทางขึ้นดอกเบี้ยแทนที่จะลด ผลพวงทั้งหมดสะท้อนตรงมายังนักลงทุนไทยผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนทะลุ 33 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองที่ผันผวน และต้นทุนพลังงานที่ยังทรงตัวสูง ภาพรวมของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม ปิดบวกได้สำเร็จ โดยได้แรงหนุนหลักจากการดีดกลับของหุ้นผู้ผลิตชิปและการอ่อนตัวลงของราคาน้ำมัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนคลายความตึงเครียดลงบางส่วน แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ระดับ 52,487.41 จุด เพิ่มขึ้น 139.02 จุด หรือราว 0.27% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.81% ปิดที่ 7,543.64 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้นถึง 1.30% ปิดที่ 26,206.89 จุด ตามรายงานของ CNBC สะท้อนว่าแรงซื้อกลับเข้าสู่กลุ่มเทคโนโลยีอย่างชัดเจนหลังเผชิญแรงเทขายในช่วงต้นสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดโลก ตั้งแต่การฟื้นตัวของหุ้นชิปและความเสี่ยงของฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซกับราคาน้ำมันและทองคำ การเปลี่ยนขั้วนโยบายของเฟดยุควอร์ช ความเคลื่อนไหวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงพลวัตของค่าเงินและตลาดหุ้นเอเชีย พร้อมประเมินผลกระทบที่จับต้องได้ต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย…

  • | |

    KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์

    ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งด้านมืดและด้านสว่างพร้อมกัน ดัชนี KOSPI ดิ่งลงอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) สองวันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ก่อนจะทะยานกลับขึ้นถึง 17.91% ในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 6,595.45 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี และเป็นครั้งแรกที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดในหนึ่งวัน สัปดาห์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่าด้วยความเปราะบางของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย และความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมชิปความจำ (Memory Chip) ห้าวันที่เหวี่ยงจากตื่นตระหนกสู่ความคลั่งไคล้ หากต้องสรุปสภาพตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยชุดตัวเลข คงหนีไม่พ้นอัตราการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี KOSPI ตลอดห้าวันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ +0.97%, -10.84%, -5.98%, -1.23% และ +17.91% ตัวเลขชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของตลาดที่แกว่งตัวจากภาวะตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้ภายในเวลาไม่กี่วัน จนนักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยว่าตลาดกำลังซื้อขายราวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางอารมณ์แปรปรวน จุดเริ่มต้นของพายุคือวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ดัชนียังทรงตัวได้ในแดนบวกเล็กน้อย ก่อนที่วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งสื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น ‘Black Tuesday’ ดัชนี KOSPI จะร่วงลงถึง 10.84% ปิดที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *