Apple แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่: John Ternus รับไม้ต่อจาก Tim Cook

Apple แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่: John Ternus รับไม้ต่อจาก Tim Cook

บริษัท Apple ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า John Ternus จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของบริษัท โดยจะเข้ารับตำแหน่งแทน Tim Cook ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป นับเป็นการเปลี่ยนผู้นำระดับสูงครั้งสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในทศวรรษถัดไปของบริษัท

Ternus ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัททันทีที่ขึ้นเป็น CEO ขณะเดียวกัน Arthur Levinson ประธานกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร (nonexecutive chairman) จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยการอิสระหลัก (lead independent director) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการกำกับดูแลความโปร่งใสและความสมดุลของอำนาจภายในบอร์ด

Apple ระบุในแถลงการณ์ว่า Cook จะยังคงทำหน้าที่ CEO ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน เพื่อทำงานร่วมกับ Ternus อย่างใกล้ชิดในการส่งมอบงานและถ่ายทอดประสบการณ์ให้ราบรื่นที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นระบบ และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผู้นำอย่างกะทันหัน

นี่ถือเป็นการเปลี่ยน CEO ครั้งแรกของ Apple นับตั้งแต่ Cook เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Steve Jobs ในปี 2011 ก่อนที่ Jobs จะเสียชีวิตไม่นาน และการแต่งตั้งครั้งนี้จะทำให้ Ternus กลายเป็น CEO คนที่ 8 ในประวัติศาสตร์ของบริษัท

Cook กล่าวในแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนความผูกพันอย่างลึกซึ้งว่า การได้เป็น CEO ของ Apple ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิต และเขารู้สึกขอบคุณทีมงานที่มีความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งร่วมกันสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ส่งผลต่อชีวิตของผู้คนทั่วโลก

ในส่วนของโครงสร้างองค์กร Apple ยังประกาศว่า Johny Srouji จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์ (Chief Hardware Officer) แทน Ternus โดยจะดูแลทั้งเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์และงานวิศวกรรม ซึ่งถือเป็นบทบาทที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในอนาคต

วิเคราะห์ผลงานยุค Tim Cook: จากเกือบล้มละลายสู่บริษัทมูลค่า 4 ล้านล้านดอลลาร์

ภายใต้การนำของ Cook มูลค่าตลาดของ Apple เติบโตขึ้นมากกว่า 20 เท่า จนแตะระดับประมาณ 4 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จเชิงธุรกิจอย่างมหาศาล รายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จนเกิน 400,000 ล้านดอลลาร์ในปีล่าสุด

Cook ได้รับการยอมรับใน Silicon Valley ว่าเป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการ” (operations guru) โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนของ Apple ให้มีประสิทธิภาพสูง หลังจากเข้าร่วมบริษัทในปี 1998 ซึ่งในเวลานั้น Apple อยู่ในภาวะใกล้ล้มละลาย

ก่อนเข้าร่วม Apple เขาเคยทำงานกับ IBM เป็นเวลานานถึง 12 ปี และยังเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารที่ Compaq ซึ่งช่วยให้เขาสั่งสมประสบการณ์ด้านการผลิตและโลจิสติกส์อย่างลึกซึ้ง

ในยุคของ Cook Apple ยังขยายเข้าสู่ตลาดใหม่ เช่น อุปกรณ์สวมใส่ (wearables) อย่าง Apple Watch และ AirPods รวมถึงอุปกรณ์ AR/VR อย่าง Vision Pro แม้ว่าผลิตภัณฑ์บางตัวจะยังไม่ประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์เต็มที่

ความท้าทายใหม่ของ John Ternus: AI คือสนามรบหลัก

สำหรับ Ternus วัย 50 ปี ซึ่งทำงานกับ Apple มานานเกือบครึ่งชีวิต ถือเป็น “ตัวเต็ง” มานานในการสืบทอดตำแหน่ง เขาเคยดูแลทีมวิศวกรรมเบื้องหลังผลิตภัณฑ์หลักทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch, AirPods และ Vision Pro

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของเขาอาจไม่ใช่ฮาร์ดแวร์ แต่คือการผลักดัน Apple ให้ตามทันหรือแซงคู่แข่งในด้าน AI ซึ่งปัจจุบันบริษัทถูกมองว่าล้าหลังเมื่อเทียบกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่น ๆ

Apple ถูกวิจารณ์อย่างหนักจากนักลงทุนและนักพัฒนาเกี่ยวกับการขาดเทคโนโลยี AI ระดับแนวหน้า โดยเฉพาะหลังจากเลื่อนการอัปเกรด Siri ออกไป และต้องหันไปใช้โมเดล AI จาก Google อย่าง Gemini ในเวอร์ชันใหม่ ซึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพาเทคโนโลยีภายนอกในบางส่วน

ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน: การเมือง เศรษฐกิจ และซัพพลายเชน

Apple กำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านพร้อมกัน เช่น

  • ความซับซ้อนของซัพพลายเชนระดับโลก
  • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
  • นโยบายภาษีนำเข้าของ Donald Trump
  • ปัญหาการขาดแคลนหน่วยความจำจากความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูง

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อทั้งต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทในระยะยาว

การขาด “ผู้ออกแบบระดับตำนาน” และผลกระทบต่อแบรนด์

หลังจาก Jony Ive ออกจาก Apple ในปี 2019 บริษัทก็ขาดผู้นำด้านการออกแบบที่มีอิทธิพลสูง ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ iPhone และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ มีความโดดเด่นด้านดีไซน์

ปัจจุบัน Ive ได้ย้ายไปร่วมงานกับ OpenAI ซึ่งยิ่งสะท้อนการแข่งขันด้านนวัตกรรมระหว่างบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก

บทบาททางการเมืองของ Tim Cook และมรดกที่ทิ้งไว้

Cook ไม่ได้เป็นเพียง CEO แต่ยังทำหน้าที่เสมือน “นักการทูตองค์กร” โดยมีบทบาทในการเจรจากับผู้นำทั้งในและต่างประเทศ เช่น การพบกับ Trump ที่ White House เพื่อหารือเรื่องการลงทุนในสหรัฐฯ มูลค่า 600,000 ล้านดอลลาร์

เขายังเคยเผชิญหน้ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ในประเด็นความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ เช่น คดี iPhone ในเมือง San Bernardino ซึ่งเขาปฏิเสธที่จะปลดล็อกข้อมูลให้ FBI เพราะมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิผู้ใช้

มุมมองนักวิเคราะห์: การเปลี่ยนตัวที่ “เร็วกว่าคาด”

Dan Ives นักวิเคราะห์จาก Wedbush มองว่าการลงจากตำแหน่งของ Cook มาเร็วกว่าที่คาดไว้ โดยก่อนหน้านี้ตลาดเชื่อว่าเขาน่าจะอยู่ต่ออีกอย่างน้อย 1 ปี

แม้ Cook จะเคยออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องเกษียณในการให้สัมภาษณ์กับ Good Morning America แต่การประกาศครั้งนี้ก็ยืนยันว่าบริษัทได้เตรียมแผนเปลี่ยนผ่านไว้ล่วงหน้าแล้ว

บทสรุปเชิงวิเคราะห์

การเปลี่ยนผ่านจาก Tim Cook ไปสู่ John Ternus ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้บริหาร แต่เป็น “การเปลี่ยนยุค” ของ Apple จากบริษัทที่แข็งแกร่งด้านฮาร์ดแวร์และซัพพลายเชน ไปสู่การต้องแข่งขันในโลกที่ AI เป็นตัวกำหนดอนาคต

คำถามสำคัญคือ

  • Apple จะสามารถกลับมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมได้หรือไม่?
  • Ternus จะสร้าง “Apple ยุค AI” ได้สำเร็จหรือไม่?

คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของบริษัทที่มีอิทธิพลต่อโลกเทคโนโลยีมากที่สุดบริษัทหนึ่งในทศวรรษหน้า

Similar Posts

  • |

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่…

  • |

    โภคภัณฑ์โลกเดือดร้อน: น้ำมันพุ่ง ทองยืนสูง เงินผันผวน เมื่อฮอร์มุซยังคับแคบ

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงอยู่ในภาวะปั่นป่วนสูงในเดือนพฤษภาคม 2569 หลังวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ กระทบการส่งออกน้ำมันดิบกว่า 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือราว 1 ใน 5 ของอุปทานโลก ณ วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำซื้อขายบริเวณ 4,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และตลาดพลังงานโลกก็เผชิญกับความตึงเครียดที่ไม่เคยพบเห็นในรอบหลายทศวรรษ นักลงทุนไทยและภาคธุรกิจไม่อาจเมินเฉยต่อคลื่นยักษ์ลูกนี้ได้อีกต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจที่หยุดเต้นของตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดพลังงานโลก เมื่อความขัดแย้งทางทหารในตะวันออกกลางลุกลามจนนำไปสู่การปิดตัวของช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ การปิดช่องแคบดังกล่าวนับเป็นการปิดที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยก่อนเกิดความขัดแย้ง มีน้ำมันดิบราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านช่องแคบแห่งนี้ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมดในโลก ผลกระทบปรากฏชัดเจนในทันที รัฐบาลสหรัฐฯ และพันธมิตรประเมินว่าอิรัก ซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน รวมกันลดการผลิตน้ำมันดิบลงถึง 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลกอย่างรุนแรง…

  • |

    Lufthansa แบกต้นทุนเชื้อเพลิงพิเศษเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ จากผลพวงความขัดแย้งตะวันออกกลาง

    ในขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีสัญญาณยุติที่ชัดเจน ผลกระทบกำลังแผ่ขยายออกไปไกลกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้ และกำลังโจมตีอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่ผู้เล่นโดยตรงในความขัดแย้งแต่กลับต้องรับภาระหนักที่สุดรายหนึ่ง นั่นคือ อุตสาหกรรมการบิน Lufthansa สายการบินที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกในวันพุธพร้อมกับตัวเลขที่น่าตกใจ นั่นคือบริษัทคาดว่าจะแบกรับต้นทุนเชื้อเพลิงเพิ่มเติม 1,700 ล้านยูโร หรือเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2569 อันเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่ความท้าทายทางธุรกิจของ Lufthansa เท่านั้น แต่คือสัญญาณเตือนระบบสำหรับอุตสาหกรรมการบินยุโรปและผู้บริโภคที่อาจต้องจ่ายค่าตั๋วแพงขึ้นในฤดูท่องเที่ยวที่กำลังมาถึงในไม่ช้า ผลประกอบการไตรมาสแรก: ดีกว่าปีที่แล้วแต่เมฆฝนกำลังก่อตัว ในแง่ผลประกอบการพื้นฐาน Lufthansa รายงานตัวเลขที่น่าพอใจ โดย กำไร EBIT ปรับปรุง พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 612 ล้านยูโร และ รายได้รวม เพิ่มขึ้น 8% จาก 8,100 ล้านยูโรในปีก่อนมาอยู่ที่ 8,700 ล้านยูโร (ประมาณ 10,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ตัวเลขเหล่านี้ดูดีบนกระดาษ แต่ Carsten Spohr CEO ของ Lufthansa เลือกที่จะพูดถึงอนาคตมากกว่าอดีตในแถลงการณ์ของเขา “ในไตรมาสแรก…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • | |

    AI กำลังมา!!! Nvidia หนุน Vast Data ระดมทุนแตะมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

    บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ Vast Data ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นหนึ่งในดีลที่สะท้อนความร้อนแรงของอุตสาหกรรม AI ได้อย่างชัดเจน โดยมี Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิปประมวลผลกราฟิกและ AI เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักร่วมกับนักลงทุนสถาบันระดับโลก การระดมทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่น่าจับตา แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับ “โครงสร้างพื้นฐาน AI” มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโมเดล AI ระดับโลกจำนวนมาก Vast Data คือใคร และเหตุใดจึงมีความสำคัญในยุค AI Vast Data ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโซลูชันด้านการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (data infrastructure) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับยุค AI โดยเฉพาะ ในโลกของ AI การมีโมเดลที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “ข้อมูล” ที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วในระดับมหาศาล เนื่องจากการฝึกโมเดล AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล และต้องสามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ GPU…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *