วอลล์สตรีทนิวไฮ! จ้างงานสหรัฐฯ พลิกอ่อนแอ ตลาดลุ้นเฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย
| |

วอลล์สตรีทนิวไฮ! จ้างงานสหรัฐฯ พลิกอ่อนแอ ตลาดลุ้นเฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์การซื้อขายที่ผ่านมาด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง หลังรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนกรกฎาคมพลิกออกมาติดลบเหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ ปลุกความหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh อาจต้องพักการพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวแรง ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบสองเดือน และตลาดยังจับตาสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันโลกอย่างใกล้ชิด

ภาพรวมของ Wall Street ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนภาวะ “ข่าวร้ายกลายเป็นข่าวดี” (bad news is good news) อย่างชัดเจน กล่าวคือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาอ่อนแอกลับเป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น เพราะช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้นักลงทุนคลายความกังวลว่าเฟดจะเดินหน้าคุมเข้มนโยบายการเงินต่อไป ท่ามกลางบริบทที่ไม่ปกติ เมื่อเฟดในเวลานี้กำลังชั่งใจระหว่างการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ มากกว่าการ “ลด” ดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่ตลาดคุ้นเคยในช่วงหลายปีก่อนหน้า บทความนี้จะสรุปภาพรวมความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญ มุมมองของผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยอย่างรอบด้าน

วอลล์สตรีทปิดนิวไฮ ปิดสัปดาห์แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน

ในการซื้อขายวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 ดัชนี S&P 500 ปิดตลาดที่ระดับ 7,757.64 จุด เพิ่มขึ้น 0.62% ซึ่งเป็นการปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดในกลุ่ม โดยพุ่งขึ้น 1.3% มาปิดที่ 26,690.62 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 151.83 จุด หรือ 0.28% มาอยู่ที่ 54,036.93 จุด ตามรายงานของ CNBC ที่ระบุว่าแรงซื้อกระจายตัวในวงกว้าง โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปที่กลับมาฟื้นตัวหลังจากเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนหน้า

เมื่อพิจารณาในภาพรายสัปดาห์ ถือเป็นสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดย CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นราว 3.6% ตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งเป็นการปิดเหนือระดับ 7,700 จุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในช่วงต้นสัปดาห์ ด้านดัชนี Nasdaq ทะยานขึ้นถึง 5.2% ได้แรงหนุนหลักจากการดีดตัวกลับของหุ้นชิป ขณะที่ดัชนี Dow Jones ปรับขึ้นเกือบ 3% ในสัปดาห์เดียวกัน นับเป็นการปิดบวกติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สอง

จุดที่น่าสนใจอยู่ที่การฟื้นตัวของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดยกองทุน iShares Semiconductor ETF (SOXX) ปิดสัปดาห์ด้วยการปรับขึ้นกว่า 7% สะท้อนว่าแรงเทขายในหุ้นชิปที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เริ่มคลี่คลาย และนักลงทุนกลับเข้าสะสมหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) อีกครั้ง ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงถูกขับเคลื่อนด้วยธีมการลงทุนใน AI เป็นแกนหลัก แม้จะมีความผันผวนระหว่างทางก็ตาม

อย่างไรก็ดี บรรยากาศการลงทุนตลอดสัปดาห์ไม่ได้ราบรื่นตั้งแต่ต้น ในช่วงกลางสัปดาห์ตลาดยังเผชิญแรงกดดันสลับกันไป โดยดัชนี Dow Jones เคยทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 54,349.12 จุด ในวันพุธ ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรออกมาบ้างในหุ้นเทคโนโลยีบางตัว สะท้อนว่าแม้แนวโน้มโดยรวมจะเป็นขาขึ้น แต่ความผันผวนรายวันยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากประเด็นการประเมินมูลค่าหุ้นเทคฯ ที่ตึงตัวและความกังวลเรื่องเม็ดเงินลงทุนใน AI

ในระดับหุ้นรายตัว มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจหลายรายการ โดยหุ้น Shake Shack พุ่งขึ้นเกือบ 9% หลังนักลงทุนเชิงรุก (activist investor) อย่าง Jeff Smith ซีอีโอของ Starboard Value เปิดเผยกับ Bloomberg ว่าบริษัทได้เข้าสะสมหุ้นในกิจการดังกล่าว โดย Smith ระบุว่า Starboard มีสถานะการลงทุนมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มที่จะเป็นผู้ถือหุ้นเชิงรุกรายใหญ่ที่สุดในหุ้นตัวนี้ ความเคลื่อนไหวเช่นนี้มักถูกจับตาในตลาดสหรัฐฯ เพราะการเข้ามาของนักลงทุนเชิงรุกมักนำไปสู่การผลักดันให้บริษัทปรับปรุงกลยุทธ์และเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น

ในทางตรงข้าม หุ้นบางตัวก็เผชิญแรงกดดันจากมุมมองผลประกอบการที่อ่อนแอ โดยผู้ผลิตเครื่องแต่งกายกีฬาอย่าง Under Armour ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ลง โดยล่าสุดมองว่ารายได้จะหดตัวในระดับเลขหลักเดียวช่วงกลาง (mid single digits) ซึ่งแย่กว่าแนวทางเดิมที่คาดว่าจะลดลงเพียงเล็กน้อย และแย่กว่าประมาณการของ FactSet ที่คาดว่ายอดขายจะลดลง 0.6% ความแตกต่างของทิศทางหุ้นรายตัวเหล่านี้สะท้อนว่า แม้ภาพรวมดัชนีจะปรับขึ้น แต่การคัดเลือกหุ้นเป็นรายตัว (stock selection) ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาวะตลาดปัจจุบัน

ตัวเลขจ้างงานเดือนกรกฎาคมพลิกติดลบ จุดชนวนความหวังเฟดหยุดขึ้นดอกเบี้ย

หัวใจสำคัญที่ผลักดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ คือรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งออกมาสร้างความประหลาดใจอย่างมาก โดยตัวเลขระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ สูญเสียตำแหน่งงานไปถึง 23,000 ตำแหน่ง ซึ่งสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับที่นักเศรษฐศาสตร์ใน Wall Street คาดการณ์ไว้ว่าจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นราว 83,000 ตำแหน่ง ขณะที่ Bloomberg รายงานว่านักเศรษฐศาสตร์ในโพลของตนคาดการณ์ตัวเลขไว้ที่ราว 80,000 ตำแหน่ง ความคลาดเคลื่อนระหว่างตัวเลขจริงกับที่คาดการณ์ในระดับนี้ถือว่ามีนัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงิน

ด้านอัตราการว่างงานปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.1% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.2% การที่อัตราการว่างงานลดลงแม้การจ้างงานจะหดตัว สะท้อนภาพตลาดแรงงานที่ซับซ้อน โดยมีปัจจัยเรื่องอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (labor force participation rate) ที่ลดลงเข้ามาเกี่ยวข้อง Yahoo Finance รายงานว่า ค่าจ้างและอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานที่ปรับลดลง ช่วยลบล้างมุมมองที่ว่าตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งจะเป็นแรงกดดันเงินเฟ้อ

นักลงทุนตีความตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอนี้ว่า เป็นสัญญาณที่ทำให้เฟดไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะอันใกล้ และสามารถคงนโยบายการเงินไว้ในระดับปัจจุบันได้ต่อไป ซึ่งเป็นมุมมองที่ตรงข้ามกับความกังวลก่อนหน้านี้ที่ตลาดหวั่นเกรงว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงมุมมองนี้เองที่เป็นแรงหนุนสำคัญให้ดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวขึ้นพร้อมกัน

ทั้งนี้ ในบริบทของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2569 การถกเถียงเรื่องเงินเฟ้อและกระแสการลงทุนมหาศาลใน AI ได้บดบังภาพของตลาดแรงงานที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพมาตลอดหลายเดือน รายงานการจ้างงานที่อ่อนแอเกินคาดในครั้งนี้จึงถูกมองว่าจะทำให้เฟดต้องกลับมาทบทวนความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปอย่างรอบคอบมากขึ้น และเพิ่มน้ำหนักให้กับฝ่ายที่สนับสนุนการคงดอกเบี้ยไว้ก่อน

เฟดยุค Kevin Warsh กับปริศนาดอกเบี้ย จับตา CPI ในสัปดาห์นี้

หนึ่งในตัวแปรที่ตลาดให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานี้ คือทิศทางนโยบายของเฟดภายใต้การนำของ Kevin Warsh ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 28-29 กรกฎาคมที่ผ่านมา เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบเป้าหมาย 3.50%-3.75% แต่ประเด็นที่สะท้อนความตึงเครียดภายในองค์กร คือการที่มีคณะกรรมการ FOMC ถึง 3 คนไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว และต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที

CNBC รายงานว่า Warsh เปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จุดยืนนี้สะท้อนแนวทางการดำเนินนโยบายที่ระมัดระวังและให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพด้านราคาเป็นลำดับต้น โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง Warsh ได้ให้คำมั่นว่าจะนำพาให้เงินเฟ้อปรับลดลง ซึ่งเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางมาตั้งแต่ปี 2564 โดยตัวเลขเงินเฟ้อรายปีในเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 4.2% ซึ่งยังห่างจากเป้าหมายอยู่มาก

สิ่งที่ทำให้สไตล์การบริหารของ Warsh แตกต่างจากผู้ดำรงตำแหน่งก่อนหน้า คือการสื่อสารกับตลาดที่น้อยลงและการลดการให้ “forward guidance” หรือการส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายในอนาคต ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ธนาคารกลางเคยใช้มาโดยตลอด การเปลี่ยนแปลงนี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับตลาด เพราะนักลงทุนมีข้อมูลน้อยลงในการคาดเดาการตัดสินใจของเฟด และต้องพึ่งพาการตีความจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมามากขึ้น

นักวิเคราะห์จากตลาดพันธบัตรมองว่า โอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนยังคงมีความก้ำกึ่งสูง โดยการตัดสินใจใด ๆ น่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยสองด้านเป็นหลัก ได้แก่ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) อีกสองครั้งถัดไป ด้าน Collin Martin หัวหน้าฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์ตราสารหนี้จาก Schwab Center for Financial Research ให้ความเห็นว่า แม้ Warsh จะมีแนวโน้มที่จะโน้มเอียงไปทางดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่ภาวะเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่า 2% จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวบรรลุได้ยาก

ปัจจัยทางการเมืองก็เข้ามามีบทบาทเช่นกัน โดยประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยมาโดยตลอด ได้แสดงความเห็นว่า Warsh เองก็อยากเห็นดอกเบี้ยที่ต่ำลง แต่ถูกยับยั้งโดยคณะกรรมการที่เขามองว่ามีลักษณะเชิงการเมือง ความตึงเครียดระหว่างฝ่ายบริหารและธนาคารกลางในประเด็นความเป็นอิสระของเฟด ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าติดตาม เนื่องจากอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์และตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ในระยะยาว

สายตาของตลาดในสัปดาห์นี้จึงจับจ้องไปที่การประกาศตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันที่ 12 สิงหาคม โดยตัวเลขนี้จะเป็นเบาะแสสำคัญที่ชี้ทิศทางนโยบายของเฟด หากตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) หรือ PCE ออกมาสูงกว่าระดับ 3.0% อย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจเพิ่มแรงกดดันให้เฟดต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง สวนทางกับความหวังของตลาดที่เพิ่งก่อตัวขึ้นจากตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอ

หุ้นเทคฯ-เซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัว Nvidia ครองบัลลังก์บริษัทใหญ่ที่สุดในโลก

กลุ่มเทคโนโลยียังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยหุ้น Nvidia ปรับตัวขึ้น 1.58% และยังคงสถานะเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalization) ราว 5.42 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่หุ้นเทคฯ รายใหญ่ตัวอื่น ๆ ก็ปรับตัวขึ้นเช่นกัน โดยหุ้น Amazon เพิ่มขึ้น 1.68% หุ้น Microsoft ขึ้น 0.63% และหุ้น Tesla พุ่งขึ้น 1.65% ในทางกลับกัน หุ้น Alphabet ปรับลดลงกว่า 1% และหุ้น Micron Technology ลดลง 2.69% สะท้อนความผันผวนเฉพาะตัวที่ยังคงกระจายอยู่ในกลุ่ม

การฟื้นตัวของหุ้นชิปในสัปดาห์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เพิ่งเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม โดย CNBC รายงานว่า มูลค่าตลาดของหุ้นชิปทั่วโลกหายไปกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากความกังวลว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจถึงจุดสูงสุดเร็วกว่าที่คาด ในเกาหลีใต้ หุ้น SK Hynix เคยดิ่งลงกว่า 15% ก่อนปิดที่ระดับติดลบ 9.61% แม้บริษัทจะรายงานกำไรและรายได้รายไตรมาสทำสถิติสูงสุด แต่ก็ยังพลาดประมาณการของนักวิเคราะห์

Charlie Dai รองประธานและนักวิเคราะห์หลักจาก Forrester ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แรงเทขายที่เกิดขึ้นนั้น “เป็นเรื่องของการปรับมุมมองราคาหลังจากการปรับตัวขึ้นที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษ มากกว่าจะเป็นสัญญาณว่าความต้องการ AI อ่อนแอลง” โดยนักลงทุนกำลังประเมินใหม่ว่ารายได้ในระยะสั้นจะสามารถรองรับระดับการใช้จ่ายด้าน AI ที่สูงเป็นประวัติการณ์ได้หรือไม่ ขณะที่บางส่วนก็กังวลเรื่องการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดชิปและโครงสร้างพื้นฐาน AI

แม้จะมีความกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ AI แต่นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งกลับมองต่างออกไป Bank of America ประเมินว่า เม็ดเงินลงทุน (capex) ของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscaler) จะทะลุระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากราว 7 แสนล้านดอลลาร์ ด้าน Morgan Stanley ก็มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะอยู่ที่ราว 8 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2569 และเพิ่มเป็น 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570 ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยหนุนขนาดใหญ่สำหรับผู้ผลิตชิปตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความเคลื่อนไหวในตลาด คือหุ้นของ SpaceX (SPCX) ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 และเพิ่งรายงานผลประกอบการรายไตรมาสเป็นครั้งแรก ในระหว่างการแถลงผลประกอบการ Elon Musk ได้กล่าวว่า SpaceX จะใช้เฉพาะหน่วยประมวลผลของ Nvidia ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล AI ในอนาคต โดยระบุว่า Nvidia มี “คอมพิวเตอร์ AI ที่ดีที่สุด” ถ้อยแถลงนี้ส่งผลให้หุ้น Nvidia พุ่งขึ้นกว่า 3% ในช่วงหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หุ้น SpaceX เองกลับปรับลดลงกว่า 13% ส่วนหนึ่งจากช่วงเวลาห้ามขายหุ้น (lockup period) ที่สิ้นสุดลง ทำให้ผู้ถือหุ้นภายในสามารถขายหุ้นออกมาได้

ตัวเลขในระดับอุตสาหกรรมยังคงตอกย้ำถึงความแข็งแกร่งของวัฏจักรชิป โดยยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดที่ 120,600 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพิ่มขึ้น 104.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นการทำสถิติรายเดือนติดต่อกันเป็นเดือนที่ 15 ในฝั่งของบริษัทชั้นนำ Broadcom ให้แนวทางว่ารายได้จากเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI จะเติบโตกว่า 200% เมื่อเทียบกับปีก่อน มาอยู่ที่ 16,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสปัจจุบัน ขณะที่ Micron ให้แนวทางรายได้ที่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส โดย Morgan Stanley ได้เลือก Micron เป็นหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ชื่นชอบที่สุดสำหรับปี 2569

ด้าน Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลกและซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ทั้งเม็ดเงินลงทุนและรายได้สำหรับทั้งปี โดยล่าสุดคาดว่าจะใช้งบลงทุน (capex) ที่ระดับ 60,000-64,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 พร้อมประกาศการลงทุนเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านดอลลาร์ในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมต่อความต้องการชิป AI และศูนย์ข้อมูลที่ยังเติบโตต่อเนื่อง แม้ในระยะสั้นราคาหุ้นจะผันผวนจากการที่นักลงทุนตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าการใช้จ่ายมหาศาลจะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรได้จริงหรือไม่

ในภาพใหญ่ กระแสการลงทุนใน AI ยังคงเป็นธีมหลักที่กำหนดทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลอดปี 2569 โดยการคาดการณ์ในอุตสาหกรรมชี้ว่ามูลค่าการใช้จ่ายด้านเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกอาจทะลุระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งได้แรงหนุนหลักจากความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งในส่วนของชิปประมวลผลขั้นสูง หน่วยความจำ และชิปเครือข่าย นอกจากนี้ กระแส Agentic AI หรือระบบที่สามารถให้เหตุผลและดำเนินการได้ด้วยตนเองในหลายขั้นตอน ยังกลายเป็นแหล่งความต้องการชิปแหล่งใหม่ที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับ CPU และตัวเร่งการประมวลผลที่เน้นงาน inference

ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดรอบสองเดือน น้ำมันผันผวนจากปมช่องแคบฮอร์มุซ

ในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น โดยพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสองเดือน Trading Economics รายงานว่า การที่ราคาพลังงานอ่อนตัวลงและภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัว ช่วยจำกัดความคาดหวังที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับลดลง และหนุนราคาทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย เนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองลดลง ทั้งนี้ ทองคำและโลหะเงินต่างปรับตัวขึ้นแรงที่สุดในรอบหลายเดือนในสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านตลาดน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันศุกร์ โดยเพิ่มขึ้น 1.29% มาอยู่ที่ราว 83.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เมื่อพิจารณาในภาพรายสัปดาห์กลับปรับลดลงกว่า 7% ส่วนน้ำมันดิบ WTI เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความผันผวนของราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้มีความอ่อนไหวอย่างมากต่อพัฒนาการเกี่ยวกับข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างอิหร่านและโอมานในการฟื้นฟูการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากบรรลุผลจะทำให้น้ำมันจากตะวันออกกลางหลายล้านบาร์เรลกลับคืนสู่ตลาดโลก และเป็นปัจจัยกดดันราคาน้ำมันให้ลดลง

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูง โดย Abu Dhabi National Oil Co. (ADNOC) รายงานว่ามีการโจมตีเรือขนส่ง 3 ลำที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และมีรายงานว่าอิหร่านมุ่งเป้าโจมตีเรือที่ตนมองว่าเป็นปฏิปักษ์ ขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนยันว่าการเจรจากำลังคืบหน้า แต่ยังคงมีความเห็นต่างในเงื่อนไขของการเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว นักลงทุนจึงยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางที่น้ำมันโลกจำนวนมากต้องผ่าน และการหยุดชะงักของอุปทานอาจผลักดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น

สำนักวิเคราะห์ประเมินว่า ในเดือนสิงหาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบ WTI มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบกว้างระหว่าง 67.93-106.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักยังคงเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ความเป็นไปได้ของการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลาง และความเป็นไปได้ที่เฟดจะดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นกว่า 20% ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และภาวะช็อกด้านอุปทานทั่วโลก

สัปดาห์นี้ต้องจับตาอะไรบ้าง ปัจจัยชี้ทิศทางตลาด

สำหรับสัปดาห์นี้ ปฏิทินเศรษฐกิจอัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญที่อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาด โดยไฮไลต์หลักคือการประกาศตัวเลข CPI เดือนกรกฎาคมของสหรัฐฯ ในวันที่ 12 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าแรงกดดันด้านราคากำลังขยายวงกว้างหรือเริ่มคลี่คลาย และจะส่งผลโดยตรงต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมเดือนกันยายน

นอกเหนือจากตัวเลขเงินเฟ้อ ตลาดยังต้องติดตามการประเมินความคาดหวังเงินเฟ้อเบื้องต้นเดือนสิงหาคมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน รวมถึงรายงานรายเดือนของหน่วยงานด้านพลังงานที่สำคัญ ทั้ง EIA (Energy Information Administration) IEA (International Energy Agency) และ OPEC ซึ่งจะให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับสมดุลอุปสงค์และอุปทานในตลาดน้ำมันโลก ท่ามกลางสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

ปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนควรระมัดระวังในระยะนี้ ประกอบด้วยหลายด้าน ได้แก่ ความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นจนบีบให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ย การประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่ตึงตัวจนอาจนำไปสู่การปรับฐาน ความผันผวนของราคาน้ำมันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความไม่แน่นอนเชิงนโยบายจากการสื่อสารที่ลดลงของเฟดยุค Warsh การกระจายความเสี่ยงและการติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดจึงมีความสำคัญมากขึ้นในสภาวะตลาดเช่นนี้

ในมุมมองของนักกลยุทธ์การลงทุน แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ก็มาพร้อมกับความเปราะบางภายในที่ต้องจับตา โดยเฉพาะการที่ตลาดพึ่งพาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัวเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก หากหุ้นกลุ่มนี้เผชิญแรงขายพร้อมกัน ก็อาจฉุดดัชนีโดยรวมให้ปรับลดลงได้อย่างรวดเร็ว การกระจุกตัวของมูลค่าตลาดในหุ้นไม่กี่ตัวจึงเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ไม่ควรมองข้าม

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือความสัมพันธ์ระหว่างราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นวงจรที่อาจส่งผลย้อนกลับมายังนโยบายของเฟด หากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยกระดับความรุนแรงจนราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกครั้ง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และอาจบีบให้เฟดต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยแม้ตลาดแรงงานจะอ่อนแอ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบากสำหรับธนาคารกลาง เพราะการขึ้นดอกเบี้ยในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเติบโต ในทางกลับกัน หากปล่อยให้เงินเฟ้อเร่งตัวก็อาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟดในการรักษาเสถียรภาพด้านราคา

นักลงทุนควรเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้หลายทาง (scenario planning) โดยในกรณีที่ตัวเลข CPI ออกมาต่ำกว่าคาด ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความหวังว่าเฟดจะคงดอกเบี้ย แต่หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด ก็อาจเห็นแรงขายทำกำไรและการปรับฐานของหุ้นกลุ่มที่ราคาปรับขึ้นมามาก โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ดังนั้น การไม่ทุ่มเงินลงทุนทั้งหมดในคราวเดียว และการรักษาสภาพคล่องบางส่วนไว้รองรับโอกาส จึงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสภาวะที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเช่นนี้

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ ตลาดกระทิงยังไปต่อได้หรือไม่

ท่ามกลางการปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ นักวิเคราะห์ในตลาดยังคงมีมุมมองที่แตกต่างกันต่อความยั่งยืนของตลาดกระทิงรอบนี้ ฝ่ายที่มองบวกให้เหตุผลว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและมีความชัดเจนในระยะหลายปีข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ยังคงเดินหน้าทุ่มงบลงทุนอย่างต่อเนื่อง ความต้องการชิปประมวลผล หน่วยความจำ และชิปเครือข่ายจึงมีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

ในทางกลับกัน ฝ่ายที่ระมัดระวังชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงเรื่องการประเมินมูลค่าที่ตึงตัว โดยเฉพาะในหุ้นเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นบนความคาดหวังมากกว่าการเติบโตของกำไรที่แท้จริง Forbes รายงานว่า กองทุน Invesco PHLX Semiconductor ETF (SOXQ) ปรับตัวขึ้นราว 100% นับตั้งแต่ต้นปี 2569 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มเทคโนโลยีในภาพรวมอย่างมาก การปรับตัวขึ้นที่ร้อนแรงเช่นนี้ทำให้นักวิเคราะห์เตือนว่า หุ้นที่พุ่งขึ้นบนกระแสความคาดหวังมากกว่าปัจจัยพื้นฐาน มักลงโทษนักลงทุนที่เข้าซื้อในช่วงท้ายอย่างรุนแรงที่สุดหากเกิดการปรับฐาน ดังนั้น การคัดเลือกและความระมัดระวังจึงมีความสำคัญมากขึ้นในภาวะที่การประเมินมูลค่าตึงตัวทั่วทั้งอุตสาหกรรม

สำหรับประเด็นเรื่องเฟด นักกลยุทธ์จาก J.P. Morgan Wealth Management ประเมินภายใต้สมมติฐานว่าจะไม่มีการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางเพิ่มเติม โดยคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2569 ขณะที่เฟดจะเฝ้าติดตามข้อมูลสำคัญเพื่อประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจและความคืบหน้าในการบรรลุเป้าหมายสองด้านคือการจ้างงานสูงสุดและเสถียรภาพด้านราคา อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากราคาน้ำมันและพัฒนาการทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรที่อาจพลิกสถานการณ์ได้ตลอดเวลา ทำให้การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยในเวลานี้เต็มไปด้วยความท้าทาย

ในตลาดพันธบัตร ความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เป็นอีกสัญญาณที่สะท้อนความกังวลของนักลงทุน โดยในช่วงหลังการประชุมเฟดปลายเดือนกรกฎาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เคยปรับขึ้นกว่า 9 จุดพื้นฐาน แตะระดับ 5.193% สะท้อนว่าตลาดพันธบัตรยังคงมีความไม่มั่นใจต่อความสามารถของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อในระยะยาว การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจึงเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามควบคู่ไปกับตัวเลขเงินเฟ้อและการตัดสินใจของเฟด

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย กลยุทธ์รับมือความผันผวน

สำหรับนักลงทุนไทย ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในหลายมิติ โดยในด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อนหน้า และปรับขึ้นถึง 28.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังคงเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติในภาวะที่สภาพคล่องทั่วโลกยังเอื้ออำนวย

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยภายนอกยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดันตลาดหุ้นไทย โดยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมาทวีความรุนแรง จนนำไปสู่ความกังวลเรื่องการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ได้ส่งผลกระทบต่อกำลังการผลิตสำรองของโลกและผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อประเทศไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อในประเทศ และดุลการค้าของไทย

ในด้านค่าเงิน ทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดมีผลโดยตรงต่อค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย หากเฟดคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปหรือส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลต่อกลุ่มธุรกิจที่แตกต่างกัน กล่าวคือ กลุ่มผู้ส่งออกอาจได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า ในขณะที่กลุ่มผู้นำเข้าและกลุ่มที่มีภาระหนี้สกุลต่างประเทศจะได้รับผลกระทบเชิงลบ ในทางกลับกัน หากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลงต่อเนื่องจนตลาดเชื่อว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจเห็นเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยมากขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนไทยที่มีพอร์ตการลงทุนในหุ้นต่างประเทศหรือกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ควรตระหนักว่าการปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดของดัชนีหลักมาพร้อมกับการประเมินมูลค่าที่ตึงตัว โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI การทยอยลงทุนแบบเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging) และการกระจายการลงทุนไปยังหลายภูมิภาคและหลายสินทรัพย์ จึงเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้ดีกว่าการลงทุนกระจุกตัว

ในภาวะที่ทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบสองเดือน สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นักลงทุนไทยสามารถใช้เพื่อกระจายความเสี่ยงและป้องกันความผันผวนของพอร์ตในช่วงที่ตลาดหุ้นและภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อย่างไรก็ดี การลงทุนในทองคำก็มีความผันผวนในตัวเอง และควรกำหนดสัดส่วนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของแต่ละบุคคล

นอกจากนี้ นักลงทุนที่สนใจกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และ AI ผ่านกองทุนรวมหรือ ETF ต่างประเทศ ควรพิจารณาว่าแม้แนวโน้มความต้องการชิปในระยะยาวจะยังแข็งแกร่งตามการคาดการณ์เม็ดเงินลงทุนมหาศาลของกลุ่ม hyperscaler แต่ความผันผวนระยะสั้นจากการปรับมุมมองราคาและความกังวลเรื่องฟองสบู่ก็ยังคงมีอยู่ การลงทุนในธีมนี้จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมีมุมมองการลงทุนระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

ในมิติของการจัดพอร์ตการลงทุน นักลงทุนไทยควรทบทวนสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในระดับสูงและความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินยังมีอยู่ การถือเงินสดหรือสินทรัพย์สภาพคล่องบางส่วนไว้ อาจช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการเข้าซื้อเมื่อตลาดปรับฐาน นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอและลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้ผลตอบแทนจากตราสารหนี้อยู่ในระดับที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต

สำหรับตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะ กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกแตกต่างกันไป กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีความอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันโลกโดยตรง ซึ่งอาจได้ประโยชน์ในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กลุ่มธนาคารและการเงินมักได้รับความสนใจในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ส่วนกลุ่มที่พึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและกลุ่มที่มีภาระต้นทุนพลังงานสูงอาจเผชิญแรงกดดันด้านอัตรากำไร นักลงทุนจึงควรวิเคราะห์เป็นรายกลุ่มและรายบริษัท เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและสามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนได้

ท้ายที่สุด นักลงทุนไทยควรตระหนักว่าการเชื่อมโยงกันของตลาดการเงินโลกมีความแนบแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเคลื่อนไหวของ Wall Street ในคืนหนึ่ง มักส่งผลต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในวันถัดไป โดยเฉพาะผ่านทิศทางของกระแสเงินทุนต่างชาติ (fund flow) ที่ไหลเข้าและออกจากตลาดเกิดใหม่ตามการเปลี่ยนแปลงของมุมมองความเสี่ยง การติดตามข่าวสารเศรษฐกิจโลกอย่างสม่ำเสมอ ประกอบกับการมีวินัยในการลงทุนและการบริหารความเสี่ยงที่ดี จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนไทยสามารถนำทางผ่านความผันผวนของตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ไปได้อย่างมั่นคง

บทสรุป ทิศทางตลาดในระยะข้างหน้า

โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ด้วยการทำสถิติสูงสุดใหม่ ได้แรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอเกินคาดซึ่งจุดชนวนความหวังว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยในระยะอันใกล้ ประกอบกับการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่นำโดย Nvidia ในฐานะบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน ทองคำก็พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบสองเดือน ท่ามกลางราคาน้ำมันที่ยังผันผวนจากสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะจากตัวเลข CPI ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าเฟดยุค Kevin Warsh จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนหรือไม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่เหนือเป้าหมายและแรงกดดันทางการเมือง นักลงทุนจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

สำหรับนักลงทุนไทย การเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างนโยบายเฟด ราคาน้ำมัน ค่าเงินบาท และกระแสเงินทุนต่างชาติ จะเป็นกุญแจสำคัญในการวางกลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 การกระจายความเสี่ยง การลงทุนอย่างมีวินัย และการไม่ไล่ตามตลาดในจังหวะที่ราคาปรับขึ้นร้อนแรง จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรักษาพอร์ตให้เติบโตอย่างมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น มิใช่คำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและพิจารณาความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

Similar Posts

  • ดาวโจนส์ทะลุ 52,000 จุดเป็นครั้งแรก หุ้นเทคสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง ตลาดจับตารายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายสัปดาห์การซื้อขายช่วงสั้นก่อนวันหยุดยาว Fourth of July ด้วยบรรยากาศคึกคักเกินคาด เมื่อดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดเหนือระดับ 52,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นถึง 2% และดัชนี S&P 500 บวกแรง 1.2% หลังจากทั้งสองดัชนีปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยการร่วงลงอย่างหนัก แรงหนุนสำคัญมาจากการที่หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวโจนส์อย่างเป็นทางการแทนที่ Verizon ประกอบกับสัญญาณคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายนที่ทำให้มูลค่าตลาดของกลุ่มชิปหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามทิศทางตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนอกจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังต้องจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากกำหนดการปกติเนื่องจากตลาดจะปิดทำการในวันศุกร์เพื่อหยุดยาวประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในบางช่วงของปีนี้…

  • บิตคอยน์ทรุดแตะ 58,000 ดอลลาร์ จุดต่ำสุดรอบหลายปี หลังเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ ร้อนกว่าคาด

    ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกเผชิญแรงเทขายรุนแรงอีกระลอกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบิตคอยน์ (Bitcoin) ร่วงทะลุระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงไปแตะจุดต่ำสุดใหม่ในรอบหลายปีที่ระดับประมาณ 58,000 ดอลลาร์ ก่อนจะดีดตัวกลับมาบางส่วน ขณะที่อีเทอเรียม (Ethereum) ก็ทรุดตัวลงไม่ต่างกัน หลุดแนวรับสำคัญและซื้อขายอยู่ในกรอบราว 1,500-1,600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน สาเหตุหลักมาจากรายงานดัชนีราคาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งพุ่งขึ้นแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ จนทำให้ตลาดเริ่มหวั่นเกรงว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช อาจจำเป็นต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แทนที่จะเป็นการลดดอกเบี้ยตามที่นักลงทุนหลายคนตั้งความหวังไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากปัจจัยเงินเฟ้อแล้ว กระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF บิตคอยน์และอีเทอเรียมในสหรัฐฯ ที่ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ ความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัท Strategy ของไมเคิล เซย์เลอร์ และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ก็เป็นปัจจัยกดดันที่ผสมโรงเข้ามาทำให้ภาพรวมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในขณะนี้อยู่ในช่วงที่นักวิเคราะห์หลายคนเรียกว่า เป็นจังหวะทดสอบความอดทนของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันไปพร้อมกัน 1. บิตคอยน์ดิ่งแตะ 58,000 ดอลลาร์ ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2567 ข้อมูลจาก CoinDesk ระบุว่าในช่วงเปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วถึง 5% สู่ระดับ 58,000…

  • | |

    ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าเศรษฐกิจโลก: สงครามการค้า คว่ำบาตร สะเทือนพอร์ตนักลงทุนไทย

    โลกการเงินในไตรมาสสามของปี 2569 กำลังเคลื่อนตัวอยู่บนเส้นด้ายของความไม่แน่นอนที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อสามแรงกดดันใหญ่—สงครามการค้าที่สหรัฐฯ ยกกำแพงภาษีสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ และเครือข่ายมาตรการคว่ำบาตรที่แบ่งห่วงโซ่อุปทานโลกออกเป็นขั้ว—มาบรรจบกันพร้อมกัน นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องประเมินความเสี่ยงใหม่ทั้งหมด ขณะที่ราคาทองคำพุ่งทำสถิติเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับยืนที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และตลาดหุ้นไทยก็กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกด้วยกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลกลับ บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่กำลังหล่อหลอมทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี และวิเคราะห์ว่านักลงทุนไทยควรวางตำแหน่งพอร์ตอย่างไรท่ามกลางพายุภูมิรัฐศาสตร์ลูกนี้ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนยกระดับใหม่ ภาษีนำเข้าแตะจุดสูงสุดในรอบศตวรรษ ประเด็นที่ครองพาดหัวข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศตลอดปี 2569 ยังคงเป็นสงครามการค้าที่ทวีความเข้มข้นภายใต้นโยบายภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งข้อมูลจาก Tax Foundation ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ได้ไต่ขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อสิ้นปี 2568 และยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องมาถึงกลางปีนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ทรัมป์ประกาศเลื่อนการปรับขึ้นภาษีตอบโต้ (reciprocal tariff) ที่จะแตะ 125 เปอร์เซ็นต์ออกไปอีก 90 วัน ซึ่งเป็นการยืดเวลาสงบศึกทางการค้าชั่วคราวเพื่อเปิดช่องให้การเจรจาดำเนินต่อไป แม้จะมีการพักรบเป็นระยะ แต่ผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อการค้าโลกนั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน รายงานอัปเดตปี 2569 ของ McKinsey Global Institute ประเมินว่ากำแพงภาษีได้ผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนหดตัวลงราว 30 เปอร์เซ็นต์…

  • |

    วอลล์สตรีทปิดลบ! S&P 500 ร่วง น้ำมันพุ่ง CapEx บิ๊กเทคเขย่าตลาด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 ในแดนลบเป็นครั้งที่สี่ในรอบห้าวันทำการ ท่ามกลางแรงกดดันสองด้านที่บีบตลาดพร้อมกัน คือราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 3% แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือนจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่คืนที่ 11 และความกังวลของนักลงทุนต่อรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของสองยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Alphabet และ Tesla ที่ทยอยประกาศหลังตลาดปิด ซึ่งกลายเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของ ‘AI trade’ นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,498.96 จุด ลดลง 0.14% ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,690.90 จุด ลดลง 0.57% ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average แทบไม่เปลี่ยนแปลง ปิดที่ 52,218.58 จุด ลดลงเพียง 6.06 จุด หรือ 0.01% บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของเซสชันการซื้อขายที่ตึงเครียดที่สุดเซสชันหนึ่งของฤดูกาลรายงานผลประกอบการรอบนี้ พร้อมประเมินผลกระทบที่นักลงทุนไทยต้องเตรียมรับมือ ภาพรวมตลาด: เมื่อพลังงานกับเทคโนโลยีเดินสวนทางกัน เซสชันการซื้อขายวันพุธที่…

  • ตลาดคริปโตโปรแกรม: บิทคอยน์ดีดตัวแต่อีเธอเรียมยังอ่อนแอ

    สถานการณ์ตลาดคริปโตปัจจุบัน: ความผันผวนท่ามกลางความเกลือกระหว่างกระทิง-หมี บิทคอยน์คืนตัวขึ้นมาเหนือ 81,200 ดอลลาร์ หลังจากลดลงเหลือ 79,800 ดอลลาร์ เมื่อได้รับข้อมูลเงินเฟ้อสูงกว่าคาดหมาย ขณะที่ BNB เพิ่มขึ้น 2.5% ในการเทรด 24 ชั่วโมง และ Dogecoin เพิ่มขึ้น 1.3% โดย กองทุนคริปโตได้รับกระแสเงินไหลเข้ามากที่สุดในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมตลาดในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างเชื่อง ตามที่ มูลค่าตลาดคริปโตโลกอยู่ที่ 2.79 ล้านล้านดอลลาร์ โดยเพิ่มขึ้น 0.2% ในช่วง 24 ชั่วโมง ส่วนปริมาณการเทรดรวมในวันนั้นอยู่ที่ 95.6 พันล้านดอลลาร์ โดยบิทคอยน์โดมิแนนซ์อยู่ที่ 58.3% และอีเธอเรียมโดมิแนนซ์อยู่ที่ 9.96% บิทคอยน์: สัญญาณบูลลิช ท่ามกลางความเกลือข้อมูลเศรษฐศาสตร์ ตัวชี้วัดวัฏจักรกระทิง-หมีของบิทคอยน์หันเป็นสีเขียวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีนาคม 2023 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ 90,000 ดอลลาร์เป็นจุดสำคัญถัดไปที่อาจสร้างการเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง บิทคอยน์เทรดระหว่าง 79.8k ถึง 81.3k เนื่องจากตลาดดูดซึมข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาด โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าการบูมล่าสุดสะท้อนระบบการ leverage-driven short squeeze ข้อเท็จจริงนี้ชี้ให้เห็นว่าการผลักดันราคาขึ้นมาในช่วงเวลาตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมนั้นได้รับพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากตำแหน่งเทขาด ข้อมูลเงินเฟ้อที่ร้อนแรงยังคงมีผลกระทบต่อตลาด โดยบิทคอยน์เทรดที่…

  • |

    Private Credit มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ จุดชนวนความกังวลด้านเสถียรภาพโลก หน่วยงานกำกับดูแลส่งสัญญาณเตือน

    ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังอย่างมากในระบบการเงินโลก นั่นคือ Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนที่ไม่ผ่านตลาดทุนสาธารณะ Financial Stability Board (FSB) หน่วยงานกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินระดับโลกที่ประกอบด้วยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และรัฐมนตรีการคลังจากประเทศกลุ่ม G20 ออกรายงานที่ครอบคลุมและเตือนอย่างชัดเจนในวันพุธว่า อุตสาหกรรม Private Credit ที่กำลังเติบโตจนมีมูลค่าใกล้ 2 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างความเปราะบางให้กับตลาดการเงินโดยรวม และเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลในระดับชาติเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว Private Credit คืออะไร และทำไมมันถึงเติบโตขึ้นมาขนาดนี้? ก่อนที่จะเข้าใจความเสี่ยงที่ FSB กำลังเตือน จำเป็นต้องเข้าใจว่า Private Credit คืออะไรและมันเติบโตมาได้อย่างไร Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนคือการปล่อยกู้โดยตรงจากกองทุนและนักลงทุนสถาบันไปยังบริษัทต่างๆ โดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือตลาดตราสารหนี้สาธารณะ มันเปรียบเสมือน “ธนาคารเงาที่มีขนาดใหญ่มาก” ที่ดำเนินงานนอกสายตาของสาธารณชนและนอกระบบกำกับดูแลแบบดั้งเดิม รากเหง้าของการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Private Credit มาจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 เมื่อธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการลงทุนถอนตัวออกจากการปล่อยกู้ในส่วนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น ช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้นถูกเติมเต็มโดยกองทุน Private Credit…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *