อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง
|

อิหร่านยึดเรือ 2 ลำในช่องแคบฮอร์มุซ หลังสหรัฐฯ ขยายเวลาหยุดยิง

กองทัพเรือของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธว่า ได้เข้ายึดเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์จำนวน 2 ลำใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป และในขณะที่นักการทูตกำลังเร่งผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพเพื่อลดความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC Navy) ระบุผ่านสื่อของรัฐว่า การยึดเรือทั้งสองลำเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าเรือดังกล่าวได้ละเมิดกฎระเบียบด้านการเดินเรือระหว่างประเทศ ก่อนจะถูกควบคุมและนำไปยังชายฝั่งอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สำนักข่าว CNBC ระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ดังกล่าวจากแหล่งอิสระได้ในขณะนี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากหน่วยงานด้านการเดินเรือของสหราชอาณาจักร (UK Maritime Trade Operations – UKMTO) รายงานว่า เรือสินค้าหลายลำถูกโจมตีในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานโลกอย่างยิ่ง ขณะที่สื่อของอิหร่านยังระบุเพิ่มเติมว่าอาจมีเรืออีกลำหนึ่งถูกโจมตีโดยกองกำลังทหารของอิหร่านเช่นกัน

ความตึงเครียดด้านความมั่นคงทางทะเลและผลกระทบต่อพลังงานโลก

รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent Crude Futures) สำหรับการส่งมอบเดือนมิถุนายนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 99.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคยพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ในช่วงสั้น ๆ ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 0.5% มาอยู่ที่ 90.13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของตลาดพลังงานต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางที่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 20% ของอุปทานโลกต้องผ่านในแต่ละวัน ทำให้ทุกความไม่สงบในพื้นที่นี้สามารถส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้างได้ทันที

รายละเอียดเหตุการณ์การโจมตีและความกังวลด้านความปลอดภัย

UKMTO ระบุว่า มีเรือลำหนึ่งรายงานว่า ถูกยิงในระยะประมาณ 8 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งอิหร่าน เมื่อเวลา 08:38 น. ตามเวลาในลอนดอน (03:38 น. ตามเวลา ET) โดยลูกเรือทั้งหมดปลอดภัยและไม่มีรายงานความเสียหายร้ายแรงต่อเรือ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานได้ออกประกาศเตือนว่า ขณะนี้มี “กิจกรรมทางทหารในระดับสูง” ในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซ

ก่อนหน้านี้ยังมีรายงานเหตุการณ์อีกครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นทางตะวันออกเฉียงเหนือของโอมานราว 15 ไมล์ทะเล โดยมีการกล่าวหาว่าเรือสินค้าลำหนึ่งถูกเรือปืนของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านเข้าประชิดและยิงโจมตี ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงบริเวณสะพานเดินเรือ (bridge) อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย

บริบททางการทูต: การหยุดยิงที่ยังเปราะบาง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่นานหลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงกับอิหร่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้นำอิหร่านสามารถจัดทำ “ข้อเสนอร่วม” (unified proposal) สำหรับการยุติสงครามและลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการทูตยังมีความไม่แน่นอนสูง หลังจากมีรายงานว่า การเดินทางของรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ไปยังปากีสถานเพื่อเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพรอบที่สองกับตัวแทนอิหร่านถูกเลื่อนออกไป ขณะที่สื่อของรัฐอิหร่านอย่าง Tasnim รายงานว่าคณะเจรจาจากเตหะรานจะไม่เข้าร่วมการหารือเพิ่มเติมในระยะนี้

นักวิเคราะห์มองว่า การที่การเจรจาถูกชะลอหรือหยุดชะงัก สะท้อนให้เห็นถึง “ความเปราะบางของกระบวนการสันติภาพ” ซึ่งยังขึ้นอยู่กับความไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายที่มีความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์มาอย่างยาวนาน

บทวิเคราะห์: ช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์ที่โลกจับตา

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของโลก เนื่องจากเป็นเส้นทางเชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) และอ่าวโอมาน (Gulf of Oman) ทำให้ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต และอิหร่าน ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ในการส่งออกพลังงาน

ความตึงเครียดในพื้นที่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางทหาร แต่ยังเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบของเศรษฐกิจโลก” เพราะหากการขนส่งน้ำมันถูกกระทบเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก กระทบต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ

นักวิเคราะห์บางรายยังชี้ว่า เหตุการณ์ล่าสุดอาจเป็น “เครื่องต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์” ของอิหร่านในการเพิ่มอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจา ขณะที่สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกต้องพยายามรักษาความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือและเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกควบคู่กันไป

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่ง! ดีลสหรัฐ-อิหร่านดัน Nasdaq +3% ก่อนประชุม Fed 16-17 มิ.ย. 2026

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยแรงซื้ออย่างหนักในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2026 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณสุดสัปดาห์ว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง 5% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง พร้อมแรงหนุนจาก SpaceX ที่ยังคงพุ่งต่อเนื่องในวันซื้อขายที่สอง หลังจากเพิ่งทำ IPO ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 51,671.03 จุด สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ S&P 500 ปรับขึ้น 1.65% ปิดที่ 7,554.29 จุด และ Nasdaq Composite พุ่งแรงถึง 3.07% ปิดที่ 26,683.94 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายวันที่ดีที่สุดของดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดพลิกกลับอย่างน่าทึ่งจาก 180 องศา เมื่อพิจารณาจากการที่เพียงสัปดาห์เดียวก่อนหน้า…

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วง! เงินเฟ้อ 4.2% ชนวนอิหร่าน นาสแดคดิ่งหนัก กดดันนักลงทุนไทย

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสัปดาห์นี้ ท่ามกลางพายุสามลูกที่ซัดพร้อมกัน ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่พุ่งสูงสุดในรอบสามปีที่ระดับ 4.2% ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแรงเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ลบมูลค่าตลาดไปกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เพียงไม่กี่วัน ความผันผวนในระดับนี้ส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 953.33 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 49,918.78 จุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ดัชนีร่วงทะลุแนว 50,000 จุดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน S&P 500 ปิดลบ 1.62% ที่ 7,266.99 จุด ขณะที่นาสแดคดิ่งลง 1.98% แตะระดับ 25,169.50 จุด ทั้งนี้แรงกดดันมาจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าตกใจ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ประกาศจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เงินเฟ้อพฤษภาคม 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี พลังงานคือตัวการหลัก ตัวเลขเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4%…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

  • | |

    ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ วันนี้ วอลล์สตรีททรุด เฟดคงดอกเบี้ย หุ้นชิปนองเลือด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตา เมื่อดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,100 จุด ดัชนี S&P 500 ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเดือน และดัชนี Nasdaq 100 ปิดเข้าสู่เขต “ปรับฐาน” (correction) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแรงกดดันสามชั้นที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มาพร้อมเสียงคัดค้านจากคณะกรรมการถึงสามเสียง คลื่นเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำให้มูลค่าหุ้นชิปทั่วโลกหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน และความกังวลต่อการใช้จ่ายลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เริ่มกัดกินอัตรากำไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแรงกระเพื่อมของตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบที่กำลังส่งตรงถึงนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: แรงขายถล่มวอลล์สตรีท ดัชนีหลักร่วงยกกระดาน บรรยากาศการซื้อขายบนวอลล์สตรีทในวันพุธที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อแรงขายไหลเข้าท่วมตลาดตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังการประชุมของเฟดสิ้นสุดลง ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดดิ่งลงกว่า 1,100 จุด หรือคิดเป็นการลดลงราว 2.2% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดของดัชนีบลูชิปตัวนี้ในรอบหลายเดือน ขณะที่ดัชนี S&P 500 ที่สะท้อนภาพตลาดในวงกว้างปิดลบ 1.52% ที่ระดับ…

  • |

    โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง

    ณ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังนั่งคุยกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โลกภายนอกกำลังจับตามองด้วยความกังวลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ การประชุมสุดยอดสองวันครอบคลุมประเด็นการค้า ภาษีนำเข้า ไต้หวัน อิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ แต่พื้นหลังของการเจรจาครั้งนี้คือภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกฉีกทิ้งและเขียนใหม่โดยพลังของสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง โดยสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะสั้นและจำกัด ทำให้การเติบโตของโลกถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในปี 2570 แต่ในสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขเหล่านั้นอาจยิ่งแย่กว่านั้นมาก ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานที่เขย่าโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลกทำให้เกิดความเป็นไปได้ของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป ในสถานการณ์อ้างอิงที่สมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% การเติบโตของโลกยังคงอยู่ที่เพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มการลดเงินเฟ้อของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์เลวร้ายที่การปิดกั้นยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *