วิกฤตศรัทธาข้ามมหาสมุทร: เมื่อ “ทรัมป์” ขู่แยกทาง NATO เซ่นปมสงครามอิหร่านและดีลกรีนแลนด์

วิกฤตศรัทธาข้ามมหาสมุทร: เมื่อ “ทรัมป์” ขู่แยกทาง NATO เซ่นปมสงครามอิหร่านและดีลกรีนแลนด์

วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และองค์การนาโต้ (NATO) พร้อมบทแปลสรุปจากเหตุการณ์ล่าสุด เพื่อให้เห็นภาพรวมของรอยร้าวทางการเมืองระดับโลกที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงในปัจจุบัน

การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโต้ ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการหารือตามวาระปกติ แต่ได้กลายเป็นสมรภูมิทางคำพูดที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของพันธมิตรทางการทหารที่มีมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ

1. สรุปสถานการณ์: คำขาดจากทำเนียบขาว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตีนาโต้อย่างดุเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social หลังจากเสร็จสิ้นการหารือลับนานกว่า 2 ชั่วโมงกับมาร์ค รุตเตอ โดยทรัมป์ระบุว่า “NATO ไม่เคยอยู่ตรงนั้นยามที่เราต้องการพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่มาช่วยเราหากเราต้องการพวกเขาอีกครั้ง” ชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจที่สมาชิกนาโต้ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ทรัมป์ถึงขั้นประกาศว่าการถอนตัวของอเมริกาออกจากนาโต้นั้น “เป็นมากกว่าแค่การพิจารณาใหม่” (Beyond reconsideration) ซึ่งหมายความว่าเขามีแผนการที่ชัดเจนและพร้อมจะดำเนินการทันทีหากความต้องการของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเกรี้ยวกราดย้อนไปถึงประเด็นที่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ของเขา โดยระบุว่า “จำกรีนแลนด์ได้ไหม ไอ้น้ำแข็งก้อนใหญ่ที่บริหารจัดการห่วยแตกนั่นน่ะ!!!” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขามองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านมุมมองของธุรกิจและผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าหลักการพันธมิตรแบบดั้งเดิม


2. เจาะลึกรายละเอียดเพิ่มเติม: บริบทโลกปี 2026 และรอยร้าวที่ยากจะประสาน

เพื่อให้ได้บทความที่ครอบคลุมทุกมิติของวิกฤตการณ์นี้ เราต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2026 ทวีความรุนแรงกว่าช่วงวาระแรกของทรัมป์:

A. ปมสงครามอิหร่าน: จุดแตกหักของความมั่นคงร่วม

ในวาระที่สองของทรัมป์ นโยบาย “Maximum Pressure” ต่ออิหร่านได้ยกระดับกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารโดยตรง สหรัฐฯ ต้องการให้นาโต้ประกาศใช้มาตรา 5 (Article 5) ซึ่งระบุว่าการโจมตีสมาชิกคนหนึ่งถือเป็นการโจมตีสมาชิกทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ยุโรปนำโดยฝรั่งเศสและเยอรมนีมองว่า ความขัดแย้งนี้เกิดจากการตัดสินใจฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล จึงไม่ใช่พันธกรณีที่นาโต้ต้องเข้าไปพัวพัน

ความเห็นต่างนี้ทำให้ทรัมป์มองว่านาโต้เป็น “พันธมิตรที่เอาแต่ได้” (Free riders) ที่พึ่งพาความคุ้มครองจากงบประมาณทหารของสหรัฐฯ แต่กลับไม่ยอมช่วยสหรัฐฯ ในยามที่อเมริกาต้องการพันธมิตรในสนามรบตะวันออกกลาง

B. มาร์ค รุตเตอ: นักเจรจาผู้พยายามประคับประคอง

มาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโต้คนใหม่ (อดีตนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์) ถูกขนานนามว่าเป็น “นักปราบทรัมป์” (The Trump Whisperer) เนื่องจากเขามีทักษะการเจรจาที่ตรงไปตรงมาแต่ไม่ก้าวร้าว ในการพบกันครั้งนี้ รุตเตอพยายามเตือนทรัมป์ว่ายุโรปให้ความช่วยเหลือในด้านที่มองไม่เห็น เช่น:

  • การอนุญาตให้ใช้ฐานทัพและน่านฟ้า: ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเคลื่อนพลของสหรัฐฯ ไปยังตะวันออกกลาง
  • การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์: ยุโรปเป็นจุดพักพลและเสบียงที่สำคัญที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ
  • ความเป็นเอกภาพในการต่อต้านขีปนาวุธ: ยุโรปเห็นพ้องว่านิวเคลียร์อิหร่านคือภัยคุกคาม แต่ต้องการแก้ด้วยการป้องปรามมากกว่าสงครามเต็มรูปแบบ

C. กรีนแลนด์: สัญลักษณ์ของการขยายอำนาจแบบ Transactional

การที่ทรัมป์กลับมาพูดถึงกรีนแลนด์อีกครั้งไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ในปี 2026 อาร์กติกกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญเนื่องจากการละลายของน้ำแข็งเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่และแหล่งทรัพยากรมหาศาล ทรัมป์มองว่าการที่เดนมาร์ก (สมาชิกนาโต้) ไม่ยอมขายกรีนแลนด์ให้สหรัฐฯ คือการขัดขวางความมั่นคงของอเมริกา

คำกล่าวที่ว่ากรีนแลนด์คือ “ก้อนน้ำแข็งที่บริหารห่วย” สะท้อนถึงความโกรธแค้นที่อเมริกาไม่สามารถขยายอาณาเขตเพื่อคานอำนาจกับรัสเซียและจีนในขั้วโลกเหนือได้


3. ผลกระทบต่ออนาคตของระเบียบโลก

หากสหรัฐฯ ถอนตัวจากนาโต้จริง หรือลดบทบาทลงอย่างมีนัยสำคัญ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ดังนี้:

ด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ (Security & Geopolitics)

  • สุญญากาศทางอำนาจในยุโรป: หากสหรัฐฯ ถอนตัวจริง ร่มเงาทางนิวเคลียร์และกองกำลังที่เคยคานอำนาจรัสเซียจะหายไป ยุโรปตะวันออก (เช่น โปแลนด์และกลุ่มประเทศบอลติก) จะตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงทันที
  • การเร่งสร้าง “กองทัพยุโรป”: สหภาพยุโรปถูกบีบให้ต้องสร้างระบบป้องกันตนเองที่เป็นอิสระจากสหรัฐฯ (Strategic Autonomy) ซึ่งต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล
  • พันธมิตรใหม่ในตะวันออกกลาง: การที่สหรัฐฯ หันไปให้น้ำหนักกับอิสราเอลและเผชิญหน้ากับอิหร่านโดยลำพัง อาจทำให้รัสเซียและจีนเข้ามาสวมบทบาท “ตัวกลาง” หรือผู้คุมระเบียบใหม่ในภูมิภาคแทน

ด้านเศรษฐกิจและพลังงาน (Economy & Energy)

  • ความผันผวนของราคาน้ำมัน: ตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นสมรภูมิและนาโต้ไม่ยอมเข้าช่วยคุ้มครองเรือบรรทุกน้ำมัน ราคาน้ำมันดิบโลกจะยังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตทั่วโลกและภาวะเงินเฟ้อ
  • งบประมาณทหารพุ่งสูง: ประเทศในยุโรปจะต้องดึงงบประมาณจากสวัสดิการสังคมมาลงกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อชดเชยการขาดหายไปของกองทัพสหรัฐฯ
  • การค้าระหว่างประเทศ: ความตึงเครียดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอาจลามไปสู่สงครามการค้า เมื่อทรัมป์ขู่จะลงโทษประเทศที่ “ไม่ช่วย” ด้วยการตั้งกำแพงภาษี

ด้านการเมืองภายในประเทศ (Domestic Politics)

  • สหรัฐอเมริกา: ทรัมป์ใช้เรื่องนี้เป็นนโยบาย “America First” เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาจะไม่ยอมให้ภาษีคนอเมริกันไปปกป้องประเทศอื่นที่ไร้ความกตัญญู อย่างไรก็ตาม มีแรงต้านจากสภาคองเกรส (กฎหมาย Rubio-Kaine) ที่ห้ามประธานาธิบดีถอนตัวจากนาโต้โดยไม่ผ่านความเห็นชอบ ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตรัฐธรรมนูญ
  • ยุโรป: ความกดดันจากสหรัฐฯ ทำให้เกิดรอยร้าวภายในยุโรปเอง ระหว่างประเทศที่ต้องการเอาใจทรัมป์ (เช่น ฮังการี) กับประเทศที่ต้องการรักษาศักดิ์ศรีและเอกราช (เช่น ฝรั่งเศส)

บทสรุปและมุมมองวิเคราะห์

เหตุการณ์ “Frank and Open Meeting” ครั้งนี้ไม่ได้จบลงด้วยความเข้าใจ แต่จบลงด้วย “การขีดเส้นตาย” ทรัมป์ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเขามองนาโต้เป็นภาระมากกว่าทรัพย์สิน หากสมาชิกในยุโรปยังคงยืนกรานที่จะไม่เดินตามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง เราอาจได้เห็นจุดจบของพันธมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกในไม่ช้า

การที่ทรัมป์ระบายอารมณ์เรื่องกรีนแลนด์ควบคู่ไปกับนาโต้ แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้มองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องของอุดมการณ์ประชาธิปไตยอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ธุรกิจที่ต้องมีกำไร” หากนาโต้ให้กำไร (ในแง่การเมืองและทหาร) แก่สหรัฐฯ ไม่เพียงพอ เขาก็พร้อมที่จะปิดดีลนี้ทิ้งทันที

Similar Posts

  • |

    ธุรกิจวิสกี้: นักลงทุนฝากความหวังไว้กับการยกเลิกภาษีนำเข้า Scotch ของ ทรัมป์ หลังจากสามปีที่เลวร้าย

    การตัดสินใจของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะยกเลิกภาษีนำเข้า 10% สำหรับการส่งออก Scotch Whisky ไปยังสหรัฐฯ ได้นำมาซึ่งความโล่งอกให้กับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังตกอยู่ในภาวะยากลำบาก และอาจเป็นแรงกระตุ้นที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมุมเล็กๆ ที่เฉพาะทางของอุตสาหกรรมนี้ นั่นคือ การลงทุนในถังบ่มวิสกี้ ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทางเลือกทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนในถังบ่มวิสกี้คืออะไร? ก่อนที่จะเข้าใจผลกระทบของการยกเลิกภาษีต่อตลาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า การลงทุนในถังบ่มวิสกี้ (Cask Investing) คืออะไรและทำงานอย่างไร โดยพื้นฐานแล้ว การลงทุนประเภทนี้คือการซื้อ ถังโอ๊คที่บรรจุ Scotch Whisky ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เพิ่งกลั่นออกมาใหม่หรือหลังจากที่ผ่านการบ่มไปแล้วระยะหนึ่ง แล้วปล่อยให้เนื้อสุราในถังสุกเต็มที่ในช่วงเวลา 10 ถึง 20 ปี ก่อนที่จะขายต่อในตลาดรอง ในอุตสาหกรรมปกติ ถังวิสกี้มักถูกซื้อขายระหว่างผู้ผสมวิสกี้และโรงกลั่น ผ่านสัญญาระหว่างกันที่มักเป็นการแลกเปลี่ยนถังแทนเงินสด หรือผ่านนายหน้าเฉพาะทาง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายบุคคลก็สามารถซื้อถังวิสกี้ที่เพิ่งกลั่นหรืออยู่ระหว่างการบ่มได้ ทั้งเพื่อความสุขส่วนตัวหรือเพื่อเก็งกำไรในตลาดรอง เช่นเดียวกับสินทรัพย์สะสมทางเลือกอื่นๆ เช่น ศิลปะชั้นเลิศ นาฬิกาหายาก หรือรถยนต์คลาสสิก การลงทุนในถังวิสกี้เป็น การเดิมพันระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูง เก็งกำไรสูง และอยู่ในตลาดที่ขาดสภาพคล่องและมีการกำกับดูแลน้อย แม้ว่ามักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันเงินเฟ้อได้ดี แต่มูลค่าของสินทรัพย์ประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาดรองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถผันผวนได้อย่างรุนแรงตามปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก…

  • |

    สงครามอิหร่านกระทบห่วงโซ่อุปทานแผงวงจร ดันต้นทุนบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูง

    ในโลกที่เศรษฐกิจดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับห่วงโซ่อุปทานทางกายภาพ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อราคาน้ำมันหรือตลาดการเงินอีกต่อไป แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก เมื่อแหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมและผู้บริหารระดับสูงหลายรายเปิดเผยกับ Reuters ว่าสงครามในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ แผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board หรือ PCB) ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิดในโลก ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ การหยุดชะงักครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงอยู่แล้ว และขณะนี้ยังต้องรับมือกับแรงกระแทกใหม่จากราคา PCB ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทาน พลาสติก และน้ำมันไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้น: การโจมตีนิคมปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย รากเหง้าของวิกฤตครั้งนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่ออิหร่านโจมตี นิคมปิโตรเคมี Jubail ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งอ่าวอาหรับ การโจมตีครั้งนั้นบังคับให้ต้องหยุดการผลิต โพลีฟีนิลีนอีเธอร์ (Polyphenylene Ether หรือ PPE) บริสุทธิ์สูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตแผ่นลามิเนตสำหรับ PCB สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีความสำคัญระดับโลกมากกว่าที่ดูเผินๆ คือบทบาทของ SABIC (Saudi Basic Industries Corporation) ในห่วงโซ่อุปทานนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีของซาอุดีอาระเบียแห่งนี้ดำเนินงานอยู่ในนิคม Jubail และมีสัดส่วนการผลิต…

  • |

    Yum Brands ผลประกอบการเหนือคาด หลัง Taco Bell ยอดขายสาขาเดิมพุ่ง 8%

    ในสภาพแวดล้อมที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอุตสาหกรรมร้านอาหารบริการด่วนโดยรวมกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น Yum Brands กลับสามารถรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่เหนือกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีทได้อย่างน่าประทับใจในวันพุธที่ผ่านมา โดยมี Taco Bell เป็นพระเอกหลักที่สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น ในขณะที่แบรนด์อื่นในกลุ่มยังคงต้องดิ้นรนกับความท้าทายของตัวเอง ผลประกอบการครั้งนี้ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ของ Taco Bell ได้ผลในระยะสั้น แต่ยังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตระยะยาวของ Yum Brands ในฐานะองค์กรที่มีแบรนด์หลักสามแบรนด์ที่มีระดับสุขภาพทางธุรกิจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขหลัก: เหนือคาดทั้งกำไรและรายได้ เปรียบเทียบผลจริงกับการคาดการณ์ของ LSEG ออกมาดังนี้ กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 1.50 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 1.38 ดอลลาร์ เหนือกว่าถึง 12 เซนต์ หรือประมาณ 8.7% และรายได้อยู่ที่ 2,060 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 2,040 ล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 432 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.55 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 253 ล้านดอลลาร์ หรือ 90 เซนต์ต่อหุ้น ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 70.8%…

  • |

    ความหวังที่ระมัดระวัง: ผู้ถือหุ้น Berkshire ชั่งน้ำหนักอนาคตภายใต้ CEO คนใหม่ Greg Abel

    ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและความไม่แน่นอน งานช้อปปิ้งของผู้ถือหุ้นที่เป็นจุดเริ่มต้นของการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Berkshire Hathaway ได้เปิดฉากขึ้นด้วยบรรยากาศที่ “ระมัดระวังแต่มองในแง่ดี” เมื่อนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่มารวมตัวกันเพื่อชั่งน้ำหนักทิศทางของบริษัทภายใต้การนำของผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ นี่คือการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกอย่างเป็นทางการที่ Greg Abel จะขึ้นบนเวทีในฐานะ CEO ของ Berkshire Hathaway หลังจากเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม สืบทอดจาก Warren Buffett ตำนานนักลงทุนที่ครองบัลลังก์มานานกว่าครึ่งศตวรรษ และ Charlie Munger หุ้นส่วนคู่คิดผู้ล่วงลับ ซึ่งทั้งสองถูกจดจำในฐานะ “นักเล่าเรื่อง” และ “นักปราชญ์” ที่ดึงดูดผู้ถือหุ้นหลายหมื่นคนมาฟังปัญญาทุกปีในสิ่งที่ถูกเรียกว่า “Woodstock สำหรับนักลงทุน” ฝูงชนที่บางตากว่าเคย: สัญญาณของยุคใหม่ สิ่งแรกที่สะดุดตาในปีนี้คือจำนวนผู้เข้าร่วมที่สังเกตเห็นได้ว่า บางตากว่าปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่กำลังเกิดขึ้น เพราะส่วนหนึ่งของแรงดึงดูดของงานประชุม Berkshire ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา คือโอกาสที่จะได้เห็นและฟัง Buffett และ Munger พูดคุยอย่างเปิดเผยและฉลาดเฉลียวเป็นเวลาหลายชั่วโมง การที่ Buffett ไม่ได้นั่งบนเวทีในฐานะ CEO อีกต่อไป และ Munger จากไปแล้ว ทำให้สมการของงานนี้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ คำถามสำคัญที่ลอยอยู่ในอากาศตลอดทั้งวันคือ…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49%…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

    ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *