จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง
ในการเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อพลวัตของความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง จีน เปิดบ้านต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านในวันพุธ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเตหะรานปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ยิ่งมีความสำคัญขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือมันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดี Donald Trump จะเดินทางเยือนปักกิ่งในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดที่ทั้งโลกจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ
ภาพของ Wang Yi นักการทูตสูงสุดของจีนที่นั่งพบกับ Araghchi ในกรุงปักกิ่งไม่กี่วันก่อน Trump บินลัดฟ้าเข้ามา ถ่ายทอดความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคนี้ได้อย่างไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม มันคือการส่งสัญญาณพร้อมกันหลายทิศทาง ทั้งต่อสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และต่อโลก ว่าจีนกำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน
จังหวะเวลาที่ไม่บังเอิญ: ปักกิ่งส่งสัญญาณอะไร?
หนึ่งในรายละเอียดที่สะดุดตาผู้สังเกตการณ์ทางการทูตมากที่สุดคือวิธีที่ข่าวการเยือนนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อของรัฐจีนออกมาประกาศล่วงหน้าในคืนวันอังคาร โดยอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่า ปักกิ่งเป็นผู้ริเริ่มการเชิญ ไม่ใช่ฝ่ายอิหร่านที่ขอมา
รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นพิธีการนี้กลับมีความหมายทางการทูตที่ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะมันบ่งบอกว่าจีนต้องการให้โลกรับรู้ว่าการพบปะนี้เป็นความคิดริเริ่มของปักกิ่งเอง ไม่ใช่เพียงการตอบรับการติดต่อของอิหร่าน การประกาศล่วงหน้าแบบนี้ยังเป็นสัญญาณไปยังวอชิงตันว่าจีนมีบทบาทของตัวเองในการจัดการวิกฤตนี้ และไม่ได้รอรับคำสั่งจากสหรัฐฯ ว่าจะปฏิบัติต่ออิหร่านอย่างไร
Amir Handjani สมาชิกคณะกรรมการของ Quincy Institute for Responsible Statecraft ให้การประเมินที่ตรงไปตรงมาที่สุดว่า “การประชุมครั้งนี้มีความลึกซึ้งเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เตหะรานและปักกิ่งกำลังปรับจุดยืนผลประโยชน์ของตนก่อนที่ Trump จะพบกับ Xi Jinping และจังหวะเวลานั้นเป็นไปโดยตั้งใจ”
ประวัติศาสตร์การสื่อสารระหว่างจีนกับอิหร่าน: สามโทรศัพท์และข้อเรียกร้องซ้ำๆ
การพบปะในวันพุธไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการติดต่อระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น Wang Yi และ Araghchi ได้โทรศัพท์หารือกันอย่างน้อย สามครั้ง นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น และปักกิ่งได้แสดงจุดยืนที่สม่ำเสมอตลอด นั่นคือการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและให้การขนส่งพาณิชย์สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี
ในช่วงปลายเดือนเมษายน ประธานาธิบดี Xi Jinping ยกระดับการส่งสัญญาณด้วยการเรียกร้องโดยตรงให้มี “การผ่านตามปกติ” ผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญยิ่งแห่งนั้น การที่ผู้นำสูงสุดของจีนพูดเรื่องนี้โดยตรงแทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการทูตระดับล่างบ่งชี้ว่าปักกิ่งกำลังเพิ่มน้ำหนักและความจริงจังต่อประเด็นนี้
ทั้งหมดนี้เป็นบริบทที่สำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมการพบปะในวันพุธจึงเกิดขึ้นในจังหวะนี้ และจีนต้องการอะไรจากมัน
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน: เหตุผลที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับเสถียรภาพ
เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของจีนในวิกฤตนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องมองที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาลที่จีนมีในเสถียรภาพของอ่าวเปอร์เซีย
จีนเป็น ผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียรายใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนสงคราม ประมาณ 20% ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชียที่มีจีนเป็นผู้ซื้อหลัก การปิดกั้นช่องแคบนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ
แม้ว่าจีนจะสามารถรับมือกับผลกระทบในระยะแรกได้ผ่านสต็อกพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สะสมไว้และแหล่งพลังงานที่หลากหลาย แต่การปิดกั้นที่ยืดเยื้อออกไปจะสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การชะลอตัวของภาคการผลิต และแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ
Handjani สรุปผลประโยชน์ของจีนไว้อย่างกระชับและชัดเจนว่า “ผู้นำจีนต้องการให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นและการค้าไหลออกจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดเอเชีย พวกเขาไม่มีความต้องการที่จะเผชิญกับแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อและภาวะถดถอยที่อาจเกิดขึ้นจากการปิดกั้นที่ยืดเยื้อทั่วทั้งภูมิภาค”
ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจากสงครามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่ขยายไปสู่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากความท้าทายภายในประเทศของตัวเองอยู่แล้ว
เกมสามฝ่ายที่ซับซ้อน: สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการจากการพบปะนี้
Danny Russel นักวิจัยอาวุโสของ Asia Society Policy Institute วิเคราะห์ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายในการพบปะครั้งนี้ได้อย่างครอบคลุมและน่าสนใจ
สำหรับ อิหร่าน การเยือนจีนในครั้งนี้ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ประการแรกคือการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ ว่า “อิหร่านไม่ได้โดดเดี่ยวและมีเพื่อนและทางเลือกอื่น” ในขณะที่ผู้นำอิหร่านพยายามเสริมสร้างสถานะการต่อรองในการเผชิญหน้ากับวอชิงตัน ประการที่สองคือการยับยั้งการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นอีก เพราะหากจีนแสดงความสนับสนุนอิหร่านอย่างชัดเจน สหรัฐฯ จะต้องคำนวณความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างขึ้นก่อนตัดสินใจโจมตี
เตหะรานยังคาดว่าจะขอการรับรองจากปักกิ่งเกี่ยวกับสามประเด็นหลัก ได้แก่ การรับประกันว่าน้ำมันของอิหร่านจะยังมีตลาดในจีน ช่องทางการเงินที่ช่วยให้อิหร่านเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้ และการสนับสนุนทางการทูตในเวทีระหว่างประเทศต่อต้านการดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น
สำหรับ จีน ผลลัพธ์ที่ต้องการนั้นชัดเจน Russel คาดว่าปักกิ่งจะกดดันอิหร่านให้หยุดคุกคามโครงสร้างพื้นฐานในอ่าวเปอร์เซียและการขนส่งพาณิชย์ และมุ่งหน้าสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน Xi ก็ต้องการวางตำแหน่งปักกิ่งในฐานะ “มหาอำนาจที่รับผิดชอบ” ต่อชุมชนระหว่างประเทศก่อนที่ Trump จะมาเยือน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าจีนเป็นผู้ที่พยายามนำเสถียรภาพมาสู่ภูมิภาค ไม่ใช่ผู้สนับสนุนความขัดแย้ง
“Blocking Rule”: การเผชิญหน้าทางกฎหมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ท่ามกลางการทูตที่ดำเนินอยู่นี้ ยังมีการเผชิญหน้าทางกฎหมายระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา เมื่อจีนใช้ “blocking rule” หรือกฎการปิดกั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรของวอชิงตันต่อโรงกลั่นน้ำมันของจีนที่ซื้อน้ำมันดิบของอิหร่าน
กฎนี้สั่งให้บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในจีนไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีการดำเนินงานในทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีทางออกที่ดีเลย ไม่ว่าจะเลือกทำตามกฎของฝ่ายไหนก็จะถูกลงโทษจากอีกฝ่ายหนึ่ง
Han Shen Lin กรรมการผู้จัดการฝ่ายจีนของ The Asia Group อธิบายว่าคำสั่งตอบโต้ดังกล่าวจะ “วางบริษัทอเมริกันในตำแหน่งที่ต้องเลือกระหว่างการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหรัฐฯ หรือจีน”
การใช้ blocking rule ครั้งแรกนี้มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการต่อต้านการครอบงำของดอลลาร์สหรัฐในระบบการเงินโลกและอิทธิพลของมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เรื่องน้ำมันอิหร่าน แต่คือการท้าทายสถาปัตยกรรมทางการเงินและกฎหมายระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ครอบงำมาหลายทศวรรษ
การประชุมสุดยอด Trump-Xi: เดิมพันที่สูงเป็นประวัติการณ์
การประชุมสุดยอดระหว่าง Trump กับ Xi Jinping ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม ถูกเลื่อนออกมาแล้วกว่าหนึ่งเดือนเนื่องจากสงครามในอิหร่าน และตอนนี้กำลังจะเกิดขึ้นในบริบทที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะทั้งสองฝ่ายกำลังมาด้วยความต้องการที่แตกต่างกันและอยู่ในตำแหน่งต่อรองที่แตกต่างกัน
สำหรับ Trump การประชุมนี้มีเป้าหมายเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเร่งด่วน ในแง่หนึ่ง เขาต้องการให้จีนกดดันอิหร่านให้ฟื้นฟูการขนส่งพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันและบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่กำลังสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียง และในอีกแง่หนึ่ง Trump หวังที่จะได้รับคำมั่นจากจีนในการซื้อสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และพลังงานของอเมริกาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจในประเทศที่สำคัญมากสำหรับพรรครีพับลิกันที่ต้องการรักษาที่นั่งในสภาคองเกรส
สำหรับ Xi Jinping การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสในการเจรจาเรื่องการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเรื่องพลังงานและการต่อต้านอำนาจของสหรัฐฯ
ความท้าทายสำหรับทั้งสองฝ่ายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการแสดงความแข็งกร้าวที่เพียงพอสำหรับผู้ชมในประเทศ กับการสร้างพื้นที่สำหรับการประนีประนอมที่จำเป็นในระดับระหว่างประเทศ
ฐานะของแต่ละฝ่ายในการเจรจา: ใครถือไพ่ดีกว่า?
Russel ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของจีนในสถานการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “แม้ว่า Trump จะเชื่อว่าจีนเพียงแค่ให้ที่กำบังทางการทูตในขณะที่ทำให้อิหร่านยังดำรงอยู่ได้ทางเศรษฐกิจ เขาก็อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เขาต้องการให้ปักกิ่งยับยั้งเตหะราน ไม่ใช่เสริมพลังมัน”
การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งที่สำคัญในตำแหน่งของ Trump ก่อนการประชุมสุดยอด ในด้านหนึ่ง เขาต้องการสิ่งบางอย่างจาก Xi ทั้งในเรื่องการกดดันอิหร่านและในเรื่องการค้า ในอีกด้านหนึ่ง การที่จีนเพิ่งต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและใช้ blocking rule เพื่อปกป้องการซื้อน้ำมันอิหร่านบ่งชี้ว่าปักกิ่งไม่ได้พร้อมที่จะทำตามที่วอชิงตันต้องการอย่างเต็มที่
ความสมดุลของอำนาจในการเจรจาจึงไม่ได้เอนเอียงไปทางใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำแต่ละฝ่ายจะสามารถสร้างแพ็กเกจที่ตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน
บทบาทของจีนในฐานะตัวกลาง: ทั้งโอกาสและข้อจำกัด
ผู้อำนวยการของ think tank ที่มีความสัมพันธ์กับปักกิ่งเคยบอกกับ CNBC ว่าจีนขาดทั้งความสามารถและความโน้มเอียงที่จะกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าสู่การเจรจา แม้จะอำนวยความสะดวกในการหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือนที่แล้ว คำกล่าวนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดที่แท้จริงของอิทธิพลจีนในวิกฤตนี้
จีนสามารถพูดคุยกับทั้งสองฝ่ายและถ่ายทอดข้อความได้ แต่ไม่สามารถสั่งการให้อิหร่านทำในสิ่งที่เตหะรานไม่ต้องการได้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่านตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในการต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบลูกน้อง ดังนั้นหากจีนกดดันอิหร่านมากเกินไป ก็อาจทำลายความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าสำหรับปักกิ่งได้
ผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจโลก: ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน
การพบปะระหว่าง Wang Yi และ Araghchi และการเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอด Trump-Xi ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก
หากการเจรจาทุกระดับประสบความสำเร็จและนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ผลกระทบจะเป็นไปในทิศทางบวกอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว แรงกดดันเงินเฟ้อจะผ่อนคลาย ห่วงโซ่อุปทานจะฟื้นตัว และตลาดหุ้นทั่วโลกจะตอบสนองในเชิงบวก แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือยืดเยื้อต่อไป ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ Moody’s Analytics ระบุว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
บทสรุป: จุดเปลี่ยนที่กำลังถูกเขียนขึ้น
การพบปะระหว่าง Wang Yi และ Araghchi ในวันพุธนี้ไม่ใช่แค่การเยือนทางการทูตธรรมดา แต่คือหนึ่งในหมากที่สำคัญที่สุดในเกมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีเดิมพันสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผลลัพธ์ของการพบปะสุดยอด Trump-Xi ในสัปดาห์หน้าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโลกกำลังมุ่งหน้าสู่การยุติความขัดแย้งหรือยังคงจมอยู่กับความไม่แน่นอนที่มีราคาสูงต่อไปอีกนาน
สิ่งที่แน่นอนคือ ในโลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกวัน การทูตระหว่างมหาอำนาจ ราคาพลังงาน และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นมากกว่าที่เคย และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมในปักกิ่ง วอชิงตัน และเตหะรานในสัปดาห์นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกในเวลาอันใกล้
