จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง

จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง

ในการเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อพลวัตของความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง จีน เปิดบ้านต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านในวันพุธ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเตหะรานปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ยิ่งมีความสำคัญขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือมันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดี Donald Trump จะเดินทางเยือนปักกิ่งในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดที่ทั้งโลกจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ

ภาพของ Wang Yi นักการทูตสูงสุดของจีนที่นั่งพบกับ Araghchi ในกรุงปักกิ่งไม่กี่วันก่อน Trump บินลัดฟ้าเข้ามา ถ่ายทอดความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคนี้ได้อย่างไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม มันคือการส่งสัญญาณพร้อมกันหลายทิศทาง ทั้งต่อสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และต่อโลก ว่าจีนกำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน

จังหวะเวลาที่ไม่บังเอิญ: ปักกิ่งส่งสัญญาณอะไร?

หนึ่งในรายละเอียดที่สะดุดตาผู้สังเกตการณ์ทางการทูตมากที่สุดคือวิธีที่ข่าวการเยือนนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อของรัฐจีนออกมาประกาศล่วงหน้าในคืนวันอังคาร โดยอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่า ปักกิ่งเป็นผู้ริเริ่มการเชิญ ไม่ใช่ฝ่ายอิหร่านที่ขอมา

รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นพิธีการนี้กลับมีความหมายทางการทูตที่ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะมันบ่งบอกว่าจีนต้องการให้โลกรับรู้ว่าการพบปะนี้เป็นความคิดริเริ่มของปักกิ่งเอง ไม่ใช่เพียงการตอบรับการติดต่อของอิหร่าน การประกาศล่วงหน้าแบบนี้ยังเป็นสัญญาณไปยังวอชิงตันว่าจีนมีบทบาทของตัวเองในการจัดการวิกฤตนี้ และไม่ได้รอรับคำสั่งจากสหรัฐฯ ว่าจะปฏิบัติต่ออิหร่านอย่างไร

Amir Handjani สมาชิกคณะกรรมการของ Quincy Institute for Responsible Statecraft ให้การประเมินที่ตรงไปตรงมาที่สุดว่า “การประชุมครั้งนี้มีความลึกซึ้งเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เตหะรานและปักกิ่งกำลังปรับจุดยืนผลประโยชน์ของตนก่อนที่ Trump จะพบกับ Xi Jinping และจังหวะเวลานั้นเป็นไปโดยตั้งใจ”

ประวัติศาสตร์การสื่อสารระหว่างจีนกับอิหร่าน: สามโทรศัพท์และข้อเรียกร้องซ้ำๆ

การพบปะในวันพุธไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการติดต่อระหว่างสองฝ่ายนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น Wang Yi และ Araghchi ได้โทรศัพท์หารือกันอย่างน้อย สามครั้ง นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น และปักกิ่งได้แสดงจุดยืนที่สม่ำเสมอตลอด นั่นคือการเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีและให้การขนส่งพาณิชย์สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างเสรี

ในช่วงปลายเดือนเมษายน ประธานาธิบดี Xi Jinping ยกระดับการส่งสัญญาณด้วยการเรียกร้องโดยตรงให้มี “การผ่านตามปกติ” ผ่านเส้นทางน้ำที่สำคัญยิ่งแห่งนั้น การที่ผู้นำสูงสุดของจีนพูดเรื่องนี้โดยตรงแทนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการทูตระดับล่างบ่งชี้ว่าปักกิ่งกำลังเพิ่มน้ำหนักและความจริงจังต่อประเด็นนี้

ทั้งหมดนี้เป็นบริบทที่สำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมการพบปะในวันพุธจึงเกิดขึ้นในจังหวะนี้ และจีนต้องการอะไรจากมัน

ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน: เหตุผลที่แข็งแกร่งที่สุดสำหรับเสถียรภาพ

เพื่อเข้าใจพฤติกรรมของจีนในวิกฤตนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องมองที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอันมหาศาลที่จีนมีในเสถียรภาพของอ่าวเปอร์เซีย

จีนเป็น ผู้ซื้อน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซียรายใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนสงคราม ประมาณ 20% ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังตลาดเอเชียที่มีจีนเป็นผู้ซื้อหลัก การปิดกั้นช่องแคบนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงด้านพลังงานของจีนมากกว่าประเทศอื่นๆ

แม้ว่าจีนจะสามารถรับมือกับผลกระทบในระยะแรกได้ผ่านสต็อกพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สะสมไว้และแหล่งพลังงานที่หลากหลาย แต่การปิดกั้นที่ยืดเยื้อออกไปจะสร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การชะลอตัวของภาคการผลิต และแรงกดดันเงินเฟ้อที่จะส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ

Handjani สรุปผลประโยชน์ของจีนไว้อย่างกระชับและชัดเจนว่า “ผู้นำจีนต้องการให้เรือบรรทุกน้ำมันแล่นและการค้าไหลออกจากอ่าวเปอร์เซียไปยังตลาดเอเชีย พวกเขาไม่มีความต้องการที่จะเผชิญกับแรงกระแทกด้านเงินเฟ้อและภาวะถดถอยที่อาจเกิดขึ้นจากการปิดกั้นที่ยืดเยื้อทั่วทั้งภูมิภาค”

ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจจากสงครามนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่ขยายไปสู่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ และต้นทุนการขนส่งที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนที่กำลังพยายามฟื้นตัวจากความท้าทายภายในประเทศของตัวเองอยู่แล้ว

เกมสามฝ่ายที่ซับซ้อน: สิ่งที่แต่ละฝ่ายต้องการจากการพบปะนี้

Danny Russel นักวิจัยอาวุโสของ Asia Society Policy Institute วิเคราะห์ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายในการพบปะครั้งนี้ได้อย่างครอบคลุมและน่าสนใจ

สำหรับ อิหร่าน การเยือนจีนในครั้งนี้ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมกัน ประการแรกคือการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯ ว่า “อิหร่านไม่ได้โดดเดี่ยวและมีเพื่อนและทางเลือกอื่น” ในขณะที่ผู้นำอิหร่านพยายามเสริมสร้างสถานะการต่อรองในการเผชิญหน้ากับวอชิงตัน ประการที่สองคือการยับยั้งการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นอีก เพราะหากจีนแสดงความสนับสนุนอิหร่านอย่างชัดเจน สหรัฐฯ จะต้องคำนวณความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างขึ้นก่อนตัดสินใจโจมตี

เตหะรานยังคาดว่าจะขอการรับรองจากปักกิ่งเกี่ยวกับสามประเด็นหลัก ได้แก่ การรับประกันว่าน้ำมันของอิหร่านจะยังมีตลาดในจีน ช่องทางการเงินที่ช่วยให้อิหร่านเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ได้ และการสนับสนุนทางการทูตในเวทีระหว่างประเทศต่อต้านการดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับ จีน ผลลัพธ์ที่ต้องการนั้นชัดเจน Russel คาดว่าปักกิ่งจะกดดันอิหร่านให้หยุดคุกคามโครงสร้างพื้นฐานในอ่าวเปอร์เซียและการขนส่งพาณิชย์ และมุ่งหน้าสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ในเวลาเดียวกัน Xi ก็ต้องการวางตำแหน่งปักกิ่งในฐานะ “มหาอำนาจที่รับผิดชอบ” ต่อชุมชนระหว่างประเทศก่อนที่ Trump จะมาเยือน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าจีนเป็นผู้ที่พยายามนำเสถียรภาพมาสู่ภูมิภาค ไม่ใช่ผู้สนับสนุนความขัดแย้ง

“Blocking Rule”: การเผชิญหน้าทางกฎหมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

ท่ามกลางการทูตที่ดำเนินอยู่นี้ ยังมีการเผชิญหน้าทางกฎหมายระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่รุนแรงกว่าที่ผ่านมา เมื่อจีนใช้ “blocking rule” หรือกฎการปิดกั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรของวอชิงตันต่อโรงกลั่นน้ำมันของจีนที่ซื้อน้ำมันดิบของอิหร่าน

กฎนี้สั่งให้บริษัทที่ดำเนินธุรกิจในจีนไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งหมายความว่าบริษัทที่มีการดำเนินงานในทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีทางออกที่ดีเลย ไม่ว่าจะเลือกทำตามกฎของฝ่ายไหนก็จะถูกลงโทษจากอีกฝ่ายหนึ่ง

Han Shen Lin กรรมการผู้จัดการฝ่ายจีนของ The Asia Group อธิบายว่าคำสั่งตอบโต้ดังกล่าวจะ “วางบริษัทอเมริกันในตำแหน่งที่ต้องเลือกระหว่างการปฏิบัติตามกฎระเบียบของสหรัฐฯ หรือจีน”

การใช้ blocking rule ครั้งแรกนี้มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์อย่างมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมที่จะใช้เครื่องมือทางกฎหมายในการต่อต้านการครอบงำของดอลลาร์สหรัฐในระบบการเงินโลกและอิทธิพลของมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้เรื่องน้ำมันอิหร่าน แต่คือการท้าทายสถาปัตยกรรมทางการเงินและกฎหมายระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ครอบงำมาหลายทศวรรษ

การประชุมสุดยอด Trump-Xi: เดิมพันที่สูงเป็นประวัติการณ์

การประชุมสุดยอดระหว่าง Trump กับ Xi Jinping ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม ถูกเลื่อนออกมาแล้วกว่าหนึ่งเดือนเนื่องจากสงครามในอิหร่าน และตอนนี้กำลังจะเกิดขึ้นในบริบทที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะทั้งสองฝ่ายกำลังมาด้วยความต้องการที่แตกต่างกันและอยู่ในตำแหน่งต่อรองที่แตกต่างกัน

สำหรับ Trump การประชุมนี้มีเป้าหมายเศรษฐกิจที่ชัดเจนและเร่งด่วน ในแง่หนึ่ง เขาต้องการให้จีนกดดันอิหร่านให้ฟื้นฟูการขนส่งพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะช่วยลดราคาน้ำมันและบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ที่กำลังสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้ลงคะแนนเสียง และในอีกแง่หนึ่ง Trump หวังที่จะได้รับคำมั่นจากจีนในการซื้อสินค้าเกษตร สินค้าอุตสาหกรรม และพลังงานของอเมริกาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจในประเทศที่สำคัญมากสำหรับพรรครีพับลิกันที่ต้องการรักษาที่นั่งในสภาคองเกรส

สำหรับ Xi Jinping การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสในการเจรจาเรื่องการค้าและเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็รักษาความสัมพันธ์กับอิหร่าน ซึ่งเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเรื่องพลังงานและการต่อต้านอำนาจของสหรัฐฯ

ความท้าทายสำหรับทั้งสองฝ่ายคือการหาจุดสมดุลระหว่างการแสดงความแข็งกร้าวที่เพียงพอสำหรับผู้ชมในประเทศ กับการสร้างพื้นที่สำหรับการประนีประนอมที่จำเป็นในระดับระหว่างประเทศ

ฐานะของแต่ละฝ่ายในการเจรจา: ใครถือไพ่ดีกว่า?

Russel ชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบของจีนในสถานการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “แม้ว่า Trump จะเชื่อว่าจีนเพียงแค่ให้ที่กำบังทางการทูตในขณะที่ทำให้อิหร่านยังดำรงอยู่ได้ทางเศรษฐกิจ เขาก็อยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เขาต้องการให้ปักกิ่งยับยั้งเตหะราน ไม่ใช่เสริมพลังมัน”

การวิเคราะห์นี้ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งที่สำคัญในตำแหน่งของ Trump ก่อนการประชุมสุดยอด ในด้านหนึ่ง เขาต้องการสิ่งบางอย่างจาก Xi ทั้งในเรื่องการกดดันอิหร่านและในเรื่องการค้า ในอีกด้านหนึ่ง การที่จีนเพิ่งต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและใช้ blocking rule เพื่อปกป้องการซื้อน้ำมันอิหร่านบ่งชี้ว่าปักกิ่งไม่ได้พร้อมที่จะทำตามที่วอชิงตันต้องการอย่างเต็มที่

ความสมดุลของอำนาจในการเจรจาจึงไม่ได้เอนเอียงไปทางใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจน แต่ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำแต่ละฝ่ายจะสามารถสร้างแพ็กเกจที่ตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้มากน้อยแค่ไหน

บทบาทของจีนในฐานะตัวกลาง: ทั้งโอกาสและข้อจำกัด

ผู้อำนวยการของ think tank ที่มีความสัมพันธ์กับปักกิ่งเคยบอกกับ CNBC ว่าจีนขาดทั้งความสามารถและความโน้มเอียงที่จะกดดันฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้าสู่การเจรจา แม้จะอำนวยความสะดวกในการหยุดยิงชั่วคราวเมื่อเดือนที่แล้ว คำกล่าวนี้สะท้อนถึงข้อจำกัดที่แท้จริงของอิทธิพลจีนในวิกฤตนี้

จีนสามารถพูดคุยกับทั้งสองฝ่ายและถ่ายทอดข้อความได้ แต่ไม่สามารถสั่งการให้อิหร่านทำในสิ่งที่เตหะรานไม่ต้องการได้ ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอิหร่านตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในการต่อต้านการครอบงำของสหรัฐฯ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบลูกน้อง ดังนั้นหากจีนกดดันอิหร่านมากเกินไป ก็อาจทำลายความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าสำหรับปักกิ่งได้

ผลกระทบต่อตลาดและเศรษฐกิจโลก: ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน

การพบปะระหว่าง Wang Yi และ Araghchi และการเตรียมการสำหรับการประชุมสุดยอด Trump-Xi ล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อตลาดการเงินและเศรษฐกิจโลก

หากการเจรจาทุกระดับประสบความสำเร็จและนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ผลกระทบจะเป็นไปในทิศทางบวกอย่างชัดเจน ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว แรงกดดันเงินเฟ้อจะผ่อนคลาย ห่วงโซ่อุปทานจะฟื้นตัว และตลาดหุ้นทั่วโลกจะตอบสนองในเชิงบวก แต่หากการเจรจาล้มเหลวหรือยืดเยื้อต่อไป ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นสู่ระดับที่ Moody’s Analytics ระบุว่าจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย

บทสรุป: จุดเปลี่ยนที่กำลังถูกเขียนขึ้น

การพบปะระหว่าง Wang Yi และ Araghchi ในวันพุธนี้ไม่ใช่แค่การเยือนทางการทูตธรรมดา แต่คือหนึ่งในหมากที่สำคัญที่สุดในเกมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีเดิมพันสูงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ผลลัพธ์ของการพบปะสุดยอด Trump-Xi ในสัปดาห์หน้าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโลกกำลังมุ่งหน้าสู่การยุติความขัดแย้งหรือยังคงจมอยู่กับความไม่แน่นอนที่มีราคาสูงต่อไปอีกนาน

สิ่งที่แน่นอนคือ ในโลกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นทุกวัน การทูตระหว่างมหาอำนาจ ราคาพลังงาน และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นมากกว่าที่เคย และการตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมในปักกิ่ง วอชิงตัน และเตหะรานในสัปดาห์นี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกในเวลาอันใกล้

Similar Posts

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

  • | |

    หุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในช่วงก่อนตลาดเปิด: Seagate, Robinhood, Humana, Generac และอื่นๆ

    ช่วงก่อนตลาดเปิดทำการในวันพุธ มีหุ้นหลายตัวที่เคลื่อนไหวรุนแรงอย่างผิดปกติ หลังจากบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ทั้งที่ออกมาดีเกินคาดและน่าผิดหวังกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ภาพรวมของฤดูกาลประกาศผลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวและสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย กับบริษัทที่ยังคงดิ้นรนกับแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ชนะแห่งวัน: หุ้นที่พุ่งขึ้นแรง Seagate Technology คือดาวเด่นที่สุดของวัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 18% หลังจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายนี้ประกาศแนวโน้มที่แข็งแกร่งอย่างมากสำหรับไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ โดยคาดว่าจะมีรายได้ 3,450 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 100 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุง 5 ดอลลาร์ บวกลบ 20 เซนต์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่กำไร 3.97 ดอลลาร์ต่อหุ้นและรายได้ 3,160 ล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอย่างกระตือรือร้น ผลของ Seagate ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังกลุ่มหุ้นหน่วยความจำทั้งหมด โดย Western Digital พุ่งขึ้นมากกว่า 10%, Sandisk ขยับขึ้น 7.5% และ Micron เพิ่มขึ้นกว่า 4% NXP Semiconductors ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเช่นกัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 18.5%…

  • |

    โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก…

  • | |

    GameStop หุ้นมีมยื่นข้อเสนอซื้อ eBay มูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ หวังท้าชน Amazon

    ในหนึ่งในดีลที่กล้าหาญและเหนือความคาดหมายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนสมัยใหม่ GameStop ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมสัญชาติอเมริกันที่เคยโด่งดังในฐานะ “หุ้นมีม” ได้ประกาศในวันอาทิตย์ว่าได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ eBay แบบไม่ผูกมัดและไม่ได้รับการร้องขอ ในราคา 125 ดอลลาร์ต่อหุ้น ผ่านดีลที่ชำระครึ่งหนึ่งด้วยเงินสดและอีกครึ่งหนึ่งด้วยหุ้นสามัญของ GameStop ซึ่งประเมินมูลค่ารวมของแพลตฟอร์ม e-commerce ไว้ที่ประมาณ 55,500 ล้านดอลลาร์ ข้อเสนอนี้แสดงถึงเบี้ยบวม 20% จากราคาปิดของ eBay เมื่อวันศุกร์ที่ 104.07 ดอลลาร์ และเบี้ยบวมสูงถึง 46% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ GameStop เริ่มสร้างสถานะการถือครองหุ้นใน eBay การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการธุรกิจ แต่ยังตั้งคำถามสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตของการค้าออนไลน์ในสหรัฐฯ และโลก ปฏิกิริยาของตลาด: ยินดีแต่ยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อย หลังจากข่าวแตกออกมาในช่วงนอกเวลาทำการ ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็วแต่ยังระมัดระวัง หุ้น eBay พุ่งขึ้นมากถึง 13.4% ในการซื้อขายหลังเวลาทำการ ไปแตะระดับประมาณ 118 ดอลลาร์ แต่ยังคงต่ำกว่าราคาที่ GameStop เสนอซื้อที่ 125 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อที่ 125…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

    ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97…

  • | |

    S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้ เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่:…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *