หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่
| |

หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด

“สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก

เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน

Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว”

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally” หรือการไล่ตามของตลาดที่ปิดอยู่ และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อตลาดใดตลาดหนึ่งปิดทำการในขณะที่ข่าวดีขนาดใหญ่เกิดขึ้นทั่วโลก นักลงทุนที่ถือหุ้นญี่ปุ่นอยู่ต่างก็ตระหนักดีว่าราคาหุ้นที่ยังไม่ได้ปรับตัวนั้นต่ำกว่าความเป็นจริงมาก และเมื่อตลาดเปิดอีกครั้ง แรงซื้อก็พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง

SoftBank: “พรอกซีที่จดทะเบียนในตลาดของ OpenAI และ Arm”

ท่ามกลางหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมดที่ปรับตัวขึ้นในวันนี้ SoftBank โดดเด่นออกมาอย่างชัดเจนด้วยการพุ่งขึ้น 16.5% ซึ่งทำให้ราคาหุ้นอยู่ที่ 6,388 เยน ณ เวลา 12:39 น. ตามเวลาโตเกียว และถ้าหากการปรับตัวขึ้นนี้ยังคงอยู่จนถึงปิดตลาด มันจะเป็นวันที่ดีที่สุดสำหรับ SoftBank นับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีสูงสุดก่อนการปรับฐาน

ความแข็งแกร่งของ SoftBank ในวันนี้มาจากปัจจัยพื้นฐานที่ชัดเจน Leung อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “SoftBank คือพรอกซีที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสำหรับ OpenAI และ Arm” ซึ่งนั่นหมายความว่าการที่หุ้น Arm Holdings พุ่งขึ้น 13% และ OpenAI ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าของ SoftBank ซึ่งถือหุ้นในทั้งสองบริษัทในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ

SoftBank Vision Fund กองทุนลงทุนเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดใน Arm Holdings และมีความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกับ OpenAI ผ่านการลงทุนและความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI รวมถึงโครงการ Stargate ซึ่งเป็นแผนการลงทุน 500,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน AI ของสหรัฐฯ ที่ SoftBank เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลัก

ดังนั้นทุกครั้งที่ตลาดมองโลกแง่ดีขึ้นเกี่ยวกับ AI โดยรวม SoftBank ได้รับประโยชน์ในระดับที่มากกว่าบริษัทอื่นๆ เพราะมันเปรียบเหมือนกองทุนที่กระจุกตัวอยู่กับการเดิมพันครั้งใหญ่ที่สุดของโลกใน AI

คลื่นกระแทกจาก Wall Street: ผลประกอบการ AMD เปลี่ยนเกม

แรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้เกิดกระแสนี้มาจากปฏิกิริยาของ Wall Street ต่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งอย่างผิดคาดของหลายบริษัท ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหนักในกลุ่มเทคโนโลยีทำสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้งในชั่วข้ามคืน นำโดยหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI หลายตัว

Advanced Micro Devices (AMD) พุ่งขึ้น 18.6% หลังจากรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งและให้แนวโน้มที่ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมาก โดยเฉพาะในด้านชิปสำหรับ Datacenter ที่ยังคงมีความต้องการสูง Arm Holdings ขึ้น 13% และ Super Micro Computer พุ่งขึ้นถึง 24.5%

Rolf Bulk หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานของ The Futurum Group วิเคราะห์ว่าผลประกอบการของ AMD มีนัยสำคัญอย่างมากสำหรับ Arm เพราะ “CPUs มีความสำคัญสำหรับ AI Inference Workloads พวกมันจัดการ Agent Sandboxes, Orchestration Servers, Database และ API Layers เมื่อความต้องการ Inference และ Agentic AI เพิ่มขึ้น Datacenter CPUs กลายเป็นหนึ่งในคอขวดหลักในการสร้าง AI Infrastructure”

Bulk ยังชี้ให้เห็นตัวเลขที่น่าตื่นตะลึงจาก AMD ที่คาดการณ์ว่า ตลาดรวมสำหรับ Datacenter CPUs อาจสูงถึง 120,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 โดยเติบโตมากกว่า 35% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องกลับมาประเมินมูลค่าของบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งหมดใหม่

หุ้นเทคญี่ปุ่นอื่นๆ: คลื่นที่ยกเรือทุกลำ

นอกจาก SoftBank ยังมีหุ้นเทคโนโลยีญี่ปุ่นอื่นๆ ที่ได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญในวันนี้

Advantest ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิป ปรับตัวขึ้นเกือบ 7.8% ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับห่วงโซ่อุปทานชิปสำหรับ AI โดยเฉพาะการทดสอบชิป HBM (High Bandwidth Memory) ที่ใช้ใน GPU ของ Nvidia ที่กำลังเป็นที่ต้องการสูงมาก

Tokyo Electron ผู้จัดหาอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ พุ่งขึ้นถึง 9.2% ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ Leung ระบุว่าเป็น “การแสดงออกของญี่ปุ่นในการซื้อขาย AI Semi ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุด” บริษัทนี้จัดหาอุปกรณ์สำคัญสำหรับกระบวนการผลิตชิปที่โรงงานของ TSMC, Samsung และ Intel

Renesas Electronics ผู้ให้บริการโซลูชันชิป กระโดดขึ้นถึง 13.8% ซึ่งได้รับประโยชน์จากความต้องการชิปที่หลากหลายทั้งในยานยนต์ไฟฟ้าและการประยุกต์ใช้ AI ในอุตสาหกรรม

รูปแบบที่เห็นในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Rising Tide Lifts All Boats” ในบริบทของ AI เมื่อข่าวดีเรื่อง AI ออกมา มันไม่ได้ส่งผลเฉพาะบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยกระดับทั้งห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม

ปัจจัยที่สอง: ภูมิรัฐศาสตร์ที่คลายตัว

Leung ยังระบุถึงปัจจัยที่สองที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนในวันนี้ นั่นคือสัญญาณของการคลายตัวทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง

“ความกังวลทางภูมิรัฐศาสตร์ที่คลายตัวยังช่วยเสริมความเชื่อมั่น โดยราคาน้ำมันลดลงตามสัญญาณของการลดระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน” Leung กล่าว

ความเชื่อมโยงระหว่างราคาน้ำมันกับตลาดหุ้นเทคโนโลยีอาจไม่ชัดเจนในทันที แต่มีตรรกะที่ชัดเจนอยู่เบื้องหลัง เมื่อราคาน้ำมันลดลง แรงกดดันเงินเฟ้อก็ลดลงตาม ซึ่งหมายความว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะมีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่านั้นเป็นปัจจัยบวกสำหรับหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าผูกกับการคาดการณ์การเติบโตในอนาคต

นอกจากนี้ สภาพแวดล้อมที่ราคาพลังงานต่ำกว่ายังช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของ Datacenter ซึ่งเป็นผู้บริโภคไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทำให้เศรษฐกิจของการลงทุนใน AI Infrastructure ดีขึ้น

ความหมายของ “Agentic AI” และ “AI Inference”: เหตุใดตลาดถึงตื่นเต้น

เพื่อเข้าใจว่าทำไมตลาดจึงตอบสนองต่อข่าวเรื่อง AI ด้วยความกระตือรือร้นขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจแนวคิดสำคัญสองอย่างที่กำลังขับเคลื่อนการเติบโตในอุตสาหกรรม

AI Inference คือกระบวนการที่โมเดล AI ที่ได้รับการฝึกสอนแล้วนำมาใช้งานจริงในการตอบคำถาม สร้างเนื้อหา หรือดำเนินการอื่นๆ ในเวลาจริง ซึ่งต้องการกำลังคำนวณมหาศาลและเป็นธุรกิจที่กำลังเติบโตอย่างระเบิดตัวเมื่อมีผู้ใช้ AI มากขึ้น

Agentic AI คือระบบ AI ที่สามารถดำเนินการอย่างอิสระ วางแผน และดำเนินงานที่ซับซ้อนได้โดยไม่ต้องมีการแทรกแซงของมนุษย์ตลอดเวลา ซึ่งต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนกว่า Chatbot ธรรมดามาก รวมถึง Orchestration Servers ที่ประสานงานระหว่างโมเดล AI หลายตัว Database Layers ที่จัดการความจำของ Agent และ API Layers ที่เชื่อมต่อกับระบบภายนอก

Bulk อธิบายว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ Datacenter CPUs กลายเป็น “คอขวดหลัก” ในการสร้าง AI Infrastructure ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ Arm Holdings และ AMD ซึ่งเป็นผู้ผลิต CPU ได้รับความสนใจจากตลาดอย่างมาก

ตลาด Datacenter CPU ที่ AMD คาดการณ์ว่าจะเติบโตถึง 120,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 เป็นตัวเลขที่น่าตะลึง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าโอกาสทางธุรกิจของ AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ GPU ที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อพูดถึง AI Hardware แต่ยังครอบคลุมชิปและอุปกรณ์ที่หลากหลายในห่วงโซ่อุปทาน

วิเคราะห์เชิงลึก: ทำไม SoftBank ถึงเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญของกระแส AI

SoftBank ไม่ได้เป็นแค่บริษัทลงทุนทั่วไป แต่เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ดีที่สุดของความเชื่อมั่นของตลาดต่ออนาคตของ AI ในหลายเหตุผล

ประการแรก SoftBank ถือหุ้นใหญ่ใน Arm Holdings ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบชิปที่สถาปัตยกรรมของมันถูกใช้ในชิปแทบทุกชนิดในโลก ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึง Server AI ความสำเร็จของ Arm สะท้อนกลับมาเป็นประโยชน์โดยตรงต่อมูลค่าของ SoftBank

ประการที่สอง SoftBank Vision Fund ลงทุนในบริษัท AI และเทคโนโลยีที่กำลังเติบโตหลายสิบแห่งทั่วโลก ทำให้มูลค่าของ SoftBank เป็นการสะท้อนรวมของความเชื่อมั่นต่อ AI Ecosystem โดยรวม

ประการที่สาม ความสัมพันธ์กับ OpenAI และโครงการ Stargate ทำให้ SoftBank อยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการลงทุน AI ระดับโลก

ประการที่สี่ SoftBank กำลังเพิ่มการก่อหนี้เพื่อขยายการลงทุนใน AI ซึ่งทำให้มันเป็น “leveraged play” หรือการเดิมพันที่ขยายผลตอบแทนทั้งขาขึ้นและขาลงเมื่อเทียบกับตลาด เมื่อความเชื่อมั่นใน AI สูงขึ้น SoftBank จึงเคลื่อนไหวรุนแรงกว่าหุ้นอื่นๆ

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง: ความร้อนแรงที่อาจมากเกินไป

แม้ว่าภาพในวันนี้จะสดใสอย่างมาก แต่นักลงทุนที่มีความรอบคอบต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่

ความเสี่ยงแรกคือการ Re-rate ที่รวดเร็วเกินไป การที่หุ้นเทคญี่ปุ่นพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในวันเดียวทำให้ Valuation หลายตัวอาจถึงระดับที่ต้องใช้การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งมากในอีกหลายปีข้างหน้าเพื่อสนับสนุน หากผลประกอบการจริงในอนาคตไม่ดีพอ การปรับฐานก็อาจรุนแรงได้

ความเสี่ยงที่สองคือความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ สัญญาณการคลายตัวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นในวันนี้อาจกลับทิศได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลลบต่อตลาดอีกครั้ง

ความเสี่ยงที่สามคือความไม่แน่นอนของ SoftBank เอง การที่ SoftBank ก่อหนี้เพิ่มเพื่อลงทุนใน AI ในสภาวะที่ดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง เป็นกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงสูง หาก AI Cycle ชะลอตัวหรือมีปัญหาใดๆ กับ Arm หรือ OpenAI ผลกระทบต่อ SoftBank อาจรุนแรง

บทสรุป: ญี่ปุ่นในฐานะผู้ชนะจากกระแส AI โลก

วันพฤหัสบดีนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าญี่ปุ่น ผ่านบริษัทอย่าง SoftBank, Advantest, Tokyo Electron และ Renesas กำลังเป็นหนึ่งในตลาดที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลก สิ่งที่เริ่มต้นเป็นปัญหาของยุโรปและญี่ปุ่นในเรื่องของบริษัทเทคโนโลยีที่อ่อนแอกว่าสหรัฐฯ กำลังถูกพลิกกลับด้วย AI Infrastructure Cycle ที่ต้องการผลิตภัณฑ์จาก Arm, SoftBank Portfolio Companies และผู้ผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ของญี่ปุ่น

คำถามที่สำคัญสำหรับนักลงทุนคือ การเคลื่อนไหวของวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเทรนด์ระยะยาวหรือเป็นเพียงการ Catch-Up ที่จะหยุดลงหลังจากไล่ตามตลาดโลกทัน คำตอบนั้นจะขึ้นอยู่กับว่า AI Cycle จะดำเนินต่อไปด้วยความแข็งแกร่งที่ผลประกอบการของ AMD ชี้ให้เห็นหรือไม่ และห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดจะสามารถตอบสนองความต้องการที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วได้ทันหรือไม่

Similar Posts

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

    เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49%…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วงหนัก ดาวโจนส์ดิ่ง 700 จุด ศึกเบสเซนต์-เฟดสะเทือนตลาดพันธบัตร

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดตลาดวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ด้วยแรงเทขายกระจายทั่วกระดาน หลังความพยายาม “ดับไฟ” ในตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ยาวนาน ประกอบกับผลประกอบการของวอลมาร์ท (Walmart) ที่สะท้อนภาพผู้บริโภคอเมริกันเริ่มรัดเข็มขัด ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางอยู่แล้วจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ยืนในระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ดิ่งลงราว 1.3% หรือเกือบ 700 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.8% และดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีลดลงราว 1% ลบล้างการฟื้นตัวของวันก่อนหน้าจนหมดสิ้น ตามรายงานของ Yahoo Finance และ CNBC ทั้งสามดัชนีหลักกำลังมุ่งหน้าปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดย S&P 500 ร่วงราว 1.9% ในสัปดาห์นี้ Nasdaq ลดลงราว 2.5% และดาวโจนส์ลบไปแล้วราว 1.8% ซึ่งจะเป็นการยุติสถิติบวกติดต่อกันสามสัปดาห์ของ S&P 500 และเป็นสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม เบื้องหลังภาพความผันผวนครั้งนี้คือการปะทะกันเชิงนโยบายที่หาได้ยากยิ่งระหว่างสองสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐ…

  • | |

    สงครามเศรษฐกิจโลก: ทรัมป์ลั่น Economic D-Day น้ำมันพุ่ง ทองคำนิวไฮ นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ท่ามกลางความปั่นป่วนที่ถาโถมจากหลายแนวรบพร้อมกัน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “Economic D-Day” หรือปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อกดดันอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านย่างเข้าสู่เดือนที่หก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกยังคงถูกปิดกั้นเกือบสนิท ผลลัพธ์คือราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือน และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนักที่สุดในรอบสามสัปดาห์ ในเวลาเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนก็ยังไม่มีทีท่าคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืดข้อตกลงพักรบทางภาษีออกไป แต่โครงสร้างกำแพงภาษีที่ซับซ้อนหลายชั้นยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และดันอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักและมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น สถานการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และทิศทางของดัชนี SET รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกแนวรบ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย 1. “Economic D-Day”: ทรัมป์เปิดสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดกับอิหร่าน จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศคำว่า “ECONOMIC D-DAY” ต่ออิหร่าน โดยระบุว่านี่จะเป็น “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการกับประเทศใด” สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้บทลงโทษทางการเงินขั้นรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลือเตหะรานหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร สาระสำคัญของคำประกาศคือการขยายวงล้อมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมไม่เฉพาะอิหร่านเท่านั้น…

  • |

    เศรษฐกิจโลกเผชิญพายุสามทิศ: สงครามตะวันออกกลาง อัตราดอกเบี้ยแข็งตัว และเงาเงินเฟ้อที่ยังไม่จาง

    โลกเดินเข้าสู่ปี 2569 ด้วยความหวังว่าเศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลแห่งยุคโควิดและสงครามการค้า ทว่าชะตากรรมได้บิดแผนการนั้นเสียสิ้น เมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่คุกรุ่นขึ้นกลายเป็นตัวแปรทำลายล้างที่ทรงพลังที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงเหลือเพียง 3.1% จากเป้าหมายเดิม 3.4% พร้อมระบุในรายงาน World Economic Outlook เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจโลกกำลัง “ยืนอยู่ในเงาของสงคราม” ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกต่างตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการกดดันเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงกับภาวะเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว สำหรับนักลงทุนไทยและผู้กำหนดนโยบาย ภาพรวมนี้มีนัยสำคัญที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สงครามตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่เปลี่ยนสมการเศรษฐกิจโลก หากจะเข้าใจพลวัตเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของวิกฤต นั่นคือการปะทุของสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงาน ก่อนที่ความขัดแย้งจะเริ่มต้น เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความแข็งแกร่งจากปลายปี 2568 โดยภาคเอกชนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป ท่ามกลางมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลังของบางประเทศ เงื่อนไขทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการเติบโตของเทคโนโลยี คาดการณ์ก่อนสงครามชี้ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ถึง 3.4% แต่สงครามตะวันออกกลางได้หยุดโมเมนตัมนั้นไว้ ธนาคารโลกรายงานว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและการรบกวนการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรับภาระการขนส่งน้ำมันดิบทางทะเลของโลกประมาณ 35% ได้ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเริ่มต้นที่ระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์จะปรับลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าระดับต้นปีกว่า 50% และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าน้ำมันดิบเบรนต์จะเฉลี่ยอยู่ที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *