ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน
ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น
ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา
ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน
ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3%
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน
หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ
ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง
รายงานจาก Axios และ Associated Press ระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวจะ เลื่อนการเจรจาเรื่องความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเตหะรานออกไปเป็นระยะถัดไป กล่าวคือ อิหร่านพร้อมจะหยุดยิงและเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญ แต่ยังไม่ยอมรับข้อเรียกร้องเรื่องโครงการนิวเคลียร์ในทันที
สำหรับตลาดการเงิน ข้อเสนอนี้มีนัยสำคัญอย่างมาก เพราะการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้น้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวที่ถูกปิดกั้นอยู่ไหลออกสู่ตลาดโลกได้อีกครั้ง ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ความไม่แน่นอนยังมีอยู่มาก เพราะ ทรัมป์ เคยประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ยกเลิกการปิดล้อมจนกว่าจะได้ข้อตกลงที่ “สมบูรณ์ 100%” การที่เขาจะรับข้อเสนอที่เลื่อนประเด็นนิวเคลียร์ออกไปก่อนนั้นจึงยังเป็นคำถามที่ตลาดยังไม่มีคำตอบ
Barclays: กำไรเพิ่มขึ้นแต่ราคาหุ้นร่วงจากหนี้เสีย
หนึ่งในผลประกอบการที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างชัดเจนในวันนี้คือ Barclays ธนาคารยักษ์ใหญ่ของสหราชอาณาจักร ซึ่งประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกพร้อมข่าวที่ทำให้นักลงทุนไม่พอใจ
ราคาหุ้น Barclays ดิ่งลง 2.7% หลังจากธนาคารเปิดเผยว่าต้องแบกรับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับ Private Credit จำนวน 200 ล้านปอนด์ (270 ล้านดอลลาร์) อันเป็นผลจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับ Market Financial Solutions ผู้ให้กู้อสังหาริมทรัพย์ที่กำลังประสบปัญหาหนัก
แม้ตัวเลขหลักจะไม่น่าผิดหวังเท่าที่ควร โดย Barclays รายงานกำไรก่อนหักภาษี 2,810 ล้านปอนด์ สำหรับไตรมาสแรก เพิ่มขึ้น 3% จาก 2,720 ล้านปอนด์ ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมีอัตราส่วน CET1 ที่ 14.1% ซึ่งบ่งชี้ถึงฐานเงินทุนที่แข็งแกร่ง แต่ตลาดกลับโฟกัสไปที่ผลขาดทุนจาก Private Credit ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในพอร์ตสินเชื่อของธนาคาร
เพื่อแสดงความมั่นใจในฐานะการเงิน Barclays ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 500 ล้านปอนด์ เพิ่มเติม ต่อจากโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 1,000 ล้านปอนด์ ที่กำลังดำเนินอยู่ โดยรวมแล้ว Barclays ตั้งใจจะคืนทุนให้ผู้ถือหุ้นมากกว่า 15,000 ล้านปอนด์ ระหว่างปี 2569 ถึง 2571 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจในระยะยาว แต่ไม่สามารถบรรเทาความกังวลในระยะสั้นจากการเปิดเผยหนี้เสียได้
Novartis: ผลประกอบการต่ำกว่าคาด ท่ามกลางแรงกดดันรายได้
Novartis บริษัทยาสัญชาติสวิสรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่น่าผิดหวัง โดยรายได้จากการดำเนินงานของกลุ่มลดลง 12% เมื่อเทียบปีต่อปี มาอยู่ที่ 4,900 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ที่คาดไว้ 5,300 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 400 ล้านดอลลาร์
ผลลัพธ์ที่ต่ำกว่าคาดนี้สวนทางกับกระแสโดยรวมของอุตสาหกรรมยาซึ่งมักได้รับการมองว่าเป็น Defensive Sector หรือหุ้นที่มีความมั่นคงในยามที่ตลาดผันผวน ความน่าเป็นห่วงของผลประกอบการ Novartis ครั้งนี้คือการลดลงแบบปีต่อปีที่ชัดเจน ซึ่งบ่งชี้ว่าปัญหาไม่ได้มาจากฐานเปรียบเทียบที่สูงผิดปกติในปีก่อน แต่น่าจะมาจากปัจจัยเชิงโครงสร้างในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียสิทธิบัตรยาหลัก แรงกดดันด้านราคาจากหน่วยงานกำกับดูแล หรือการแข่งขันจากยาชื่อสามัญที่เพิ่มขึ้น
Bayer กับศึกในศาลสูงสุดสหรัฐฯ: ชะตากรรมของ Roundup
หนึ่งในข่าวที่สร้างความสนใจในวงการธุรกิจและกฎหมายพร้อมกันคือการที่ Bayer บริษัทเคมีและยาสัญชาติเยอรมันเข้าสู้คดีใน ศาลฎีกาสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ เพื่อพยายามยุติคดีความหลายพันคดีที่เกี่ยวข้องกับยาฆ่าหญ้า Roundup
Bayer เข้าซื้อกิจการ Monsanto ผู้ผลิต Roundup ในราคา 63,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2561 และนับตั้งแต่นั้นบริษัทก็เผชิญกับคดีความมากมายจากผู้ที่อ้างว่า Glyphosate ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ใน Roundup เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพรวมถึงมะเร็ง
ในการพิจารณาคดีเมื่อวันจันทร์ Bayer นำเสนอข้อโต้แย้งต่อการตัดสินของศาลมิสซูรีที่สั่งให้จ่ายค่าเสียหาย 1.25 ล้านดอลลาร์ แก่ชายคนหนึ่งที่กล่าวว่าการสัมผัสสาร Roundup เป็นเวลาหลายปีเป็นสาเหตุของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง Non-Hodgkin ของเขา
รายงานระบุว่าผู้พิพากษาในศาลฎีกามีความเห็นแตกแยกกันหลังจากฟังการโต้แย้งในคดีนี้ ซึ่งบ่งชี้ว่าผลการตัดสินอาจออกมาได้ในหลายทิศทาง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มนักเคลื่อนไหวของขบวนการ “Make America Healthy Again” (MAHA) มาชุมนุมประท้วงนอกศาลเพื่อต่อต้าน Bayer
สำหรับนักลงทุน คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะผลการตัดสินจะกำหนดชะตากรรมของคดีความหลายพันคดีที่ยังค้างอยู่ หากศาลฎีกาตัดสินให้ Bayer ชนะ มันอาจปิดประตูคดีส่วนใหญ่และช่วยให้บริษัทหลุดพ้นจากภาระทางกฎหมายที่ฉุดรั้งมาเป็นเวลาหลายปี แต่หากแพ้ ค่าเสียหายสะสมจากคดีที่รออยู่อาจมีมูลค่ามหาศาล
ธนาคารกลางสามแห่ง: สัปดาห์แห่งการตัดสินใจด้านนโยบายการเงิน
นอกเหนือจากผลประกอบการบริษัทและข่าวสงคราม ความสนใจของตลาดการเงินโลกในสัปดาห์นี้ยังมุ่งไปที่การประชุมของ ธนาคารกลางสามแห่ง พร้อมกัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะประกาศผลการประชุมในวันพุธ ซึ่งอาจเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายของ Jerome Powell ในฐานะประธาน Fed ก่อนที่ Kevin Warsh จะเข้ามารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ข่าวสำคัญที่ปูทางให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปได้ราบรื่นขึ้นคือการที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกการสอบสวนทางอาญาต่อ Powell เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ วุฒิสมาชิก Thom Tillis ยุติการขัดขวางการยืนยันตำแหน่งของ Warsh
นักเทรดส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม แต่ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจมากกว่าคือถ้อยคำและสัญญาณที่ Powell จะส่งออกมาในการแถลงข่าว โดยเฉพาะการประเมินผลกระทบของสงครามอิหร่านต่อเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ทั้งสองแห่งจะประกาศผลการประชุมในวันพฤหัสบดี นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าทั้งสองธนาคารจะคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ในการประชุมครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าทั้งสองแห่งจะยังคงเปิดประตูไว้สำหรับการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปี หากเงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง
การที่ธนาคารกลางทั้งสามแห่งกำลังประชุมพร้อมกันในสัปดาห์เดียวถือเป็นสัปดาห์ที่มีความสำคัญสูงสุดสำหรับตลาดการเงินโลก เพราะทิศทางนโยบายการเงินของสามมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกจะกำหนดกรอบสำหรับตลาดอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และตลาดหุ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
วิเคราะห์: ตลาดยุโรปในจุดตัดสำคัญ
ภาพรวมของตลาดหุ้นยุโรปในวันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสภาพแวดล้อมการลงทุนที่นักลงทุนต้องเผชิญพร้อมกันในหลายมิติ
ในมิติแรกของ ภูมิรัฐศาสตร์ ข้อเสนอสันติภาพของอิหร่านเป็นดาบสองคม การที่อิหร่านยื่นข้อเสนอนี้บ่งชี้ว่าแรงกดดันทางทหารและเศรษฐกิจกำลังสร้างผลลัพธ์ แต่ความไม่แน่นอนว่า ทรัมป์ จะรับหรือปฏิเสธข้อเสนอทำให้นักลงทุนไม่กล้าเดิมพันในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างแน่วแน่
ในมิติที่สองของ ผลประกอบการบริษัท สัปดาห์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลลบต่อทุกบริษัทเท่ากัน BP ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันได้ประโยชน์อย่างมาก ในขณะที่บริษัทที่ต้องการพลังงานเป็นปัจจัยการผลิตกำลังเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น
ในมิติที่สามของ นโยบายการเงิน การประชุมธนาคารกลางพร้อมกันสามแห่งในสัปดาห์นี้จะเป็นการทดสอบสำคัญว่าผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกมองความสัมพันธ์ระหว่างสงคราม เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไร
บทสรุป: รอคำตอบจากวอชิงตัน
สิ่งที่จะกำหนดทิศทางของตลาดในระยะใกล้นี้มากที่สุดคือคำตอบของ ทรัมป์ ต่อข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน หากเขาตอบรับและเริ่มกระบวนการยุติสงคราม ราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นโลกจะปรับตัวขึ้น และแรงกดดันเงินเฟ้อจะคลายตัว ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีพื้นที่หายใจมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงิน
แต่หากเขาปฏิเสธหรือตั้งเงื่อนไขเพิ่มเติมที่อิหร่านยอมรับไม่ได้ ความไม่แน่นอนจะยังคงอยู่ต่อไป ราคาพลังงานจะยังสูง และตลาดการเงินโลกจะยังต้องดิ้นรนหาจุดสมดุลในสภาพแวดล้อมที่ปัจจัยเสี่ยงยังซ่อนอยู่ทุกมุม
ในระหว่างรอคำตอบ ตลาดยุโรปวันนี้เลือกที่จะแสดงความระมัดระวังด้วยการเคลื่อนไหวในช่วงแคบและส่วนใหญ่ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สมเหตุสมผลอย่างมากในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนยังครอบงำอยู่เช่นนี้
