ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก
|

ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ

สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม

ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ

Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด

บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of Social Sciences สถาบันคิดเห็นของรัฐจีน กล่าวว่าการยุติสงครามอิหร่านจะเป็น “ความโล่งใจอย่างมากสำหรับธุรกิจโลก” และจะ “ถูกจดจำในฐานะความสำเร็จ” ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi

ปริศนาของนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทาง: น้อยกว่าที่คาด

หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันคือรายชื่อนักธุรกิจที่จะร่วมเดินทางไปกับ Trump ซึ่งดูเหมือนจะน้อยกว่าที่หลายคนคาดไว้

รัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธคำเชิญของจีน ในการจัดประชุมเฉพาะภาคอุตสาหกรรมระหว่างผู้นำระดับสูงของจีนกับ CEO ของบริษัทอเมริกัน โดยให้เหตุผลว่ากังวลว่าอาจทำให้ธุรกิจอเมริกันดูใกล้ชิดกับปักกิ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองในประเทศสหรัฐฯ เองที่การทำธุรกิจกับจีนยังเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมือง

รายชื่อผู้บริหารที่เสนอไว้สองโหลอาจถูกลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่การเดินทางของ Trump ไปซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วมีผู้บริหารมากกว่า 30 คน ร่วมเดินทาง และเมื่อครั้งที่ Trump เยือนจีนในสมัยแรกปี 2560 มีผู้บริหารใกล้ 30 คนร่วมไป พร้อมลงนามดีล 37 รายการ มูลค่ากว่า 250,000 ล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม มีข่าวว่า CEO ของ Boeing และ Citigroup จะร่วมเดินทางด้วย โดย Boeing คาดว่าจะปิดคำสั่งซื้อเครื่องบินขนาดใหญ่ครั้งแรกจากจีนในรอบเกือบทศวรรษ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทที่กำลังต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับตลาดจีน

ความตึงเครียดในวงการธุรกิจอเมริกันในจีน

Michael Hart ประธานหอการค้าอเมริกันในจีน ซึ่งตั้งอยู่ในปักกิ่ง ให้ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของสงครามต่อบรรยากาศทางธุรกิจว่า “นับตั้งแต่การดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปีนี้ เจ้าหน้าที่จีนลังเลที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนธุรกิจอเมริกันมากขึ้น”

ความลังเลนี้สร้างอุปสรรคในทางปฏิบัติต่อบริษัทอเมริกันที่ดำเนินธุรกิจในจีน ทั้งในแง่ของการเข้าถึงเจ้าหน้าที่รัฐบาล การขอใบอนุญาต และการทำธุรกิจกับบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาล Hart มองว่าภาพของ Trump และ Xi ที่ปรากฏร่วมกันอาจส่งสัญญาณภายในจีนว่า “การมีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจอเมริกันเป็นที่ยอมรับได้มากขึ้นอีกครั้ง”

กระทรวงการต่างประเทศจีนบอกกับ CNBC ว่าจีนยินดีต้อนรับการขยายตัวทางธุรกิจของสหรัฐฯ และหวังว่าบริษัทต่างๆ จะสามารถก้าวหน้าในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทวิภาคีต่อไปได้

ภาษีนำเข้าและแร่หายาก: ประเด็นที่อาจรอไม่ไหว

แม้ว่าอิหร่านจะครองวาระส่วนใหญ่ แต่ยังมีประเด็นทางเศรษฐกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่ต้องการการแก้ไข

ในด้านภาษีนำเข้า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอยู่แม้ว่าทั้งสองประเทศจะกำลัง “ถอยหลังออกจากการเผชิญหน้าล่าสุด” ในเรื่องมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และเทคโนโลยี จีนเป็นประเทศใหญ่แรกที่ตอบโต้ภาษีที่ทีม Trump ประกาศในเดือนเมษายน 2568 และความขัดแย้งยังคงมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างต่อเนื่อง

ในด้านแร่หายาก (Rare Earths) จีนกำลังขยายการควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกประเทศทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะสหรัฐฯ เพราะแร่หายากเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตสิ่งของตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงยานพาหนะไฟฟ้า อาวุธทางทหาร และอุปกรณ์พลังงานสะอาด การที่จีนครองการผลิตและการส่งออกแร่หายากมากกว่า 60% ของโลก ทำให้มันมีอำนาจต่อรองที่ยิ่งใหญ่ในมือ

ดีลที่อาจเกิดขึ้นได้จริง: ถั่วเหลืองและเครื่องบิน

แม้ว่าความคาดหวังโดยรวมจะถูกลดลง แต่นักวิเคราะห์ยังคงมองเห็นพื้นที่สำหรับความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมในบางประเด็น

Scott Kennedy ที่ปรึกษาอาวุโสด้านธุรกิจและเศรษฐกิจจีนของ Center for Strategic and International Studies ระบุว่า Trump น่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในเรื่อง การซื้อถั่วเหลืองและเครื่องบิน Boeing ของจีน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ชัดเจนร่วมกัน จีนต้องการเมล็ดธัญพืชจากสหรัฐฯ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร และ Boeing ต้องการคำสั่งซื้อขนาดใหญ่เพื่อฟื้นฟูยอดขายในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Kennedy ยังคาดว่า Trump จะหารือเรื่องแผนการจัดตั้งองค์กรการค้าและการลงทุน เรียกว่า “Boards” เพื่อจัดการประเด็นทวิภาคีเฉพาะเจาะจง ซึ่งเป็นแนวทางที่อาจช่วยให้การเจรจาในอนาคตมีโครงสร้างที่ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Kennedy มีการประเมินที่น่าคิดว่า “การประชุมน่าจะสร้างความแข็งแกร่งให้กับข้อได้เปรียบที่จีนได้รับในช่วงปีที่ผ่านมา” ซึ่งบ่งชี้ว่าโดยรวมแล้ว จีนอาจออกมาจากการประชุมนี้ในฐานะที่ได้เปรียบมากกว่าสหรัฐฯ ในบางมิติ

ความร่วมมือด้าน AI Security: ประเด็นใหม่ที่น่าจับตา

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดและอาจสร้างความประหลาดใจคือรายงานว่า สหรัฐฯ และจีนกำลังมองหาความร่วมมือในด้านความปลอดภัยของ AI เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันด้าน AI กลายเป็นวิกฤตที่บานปลาย

ประเด็นนี้มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก เพราะทั้งสองประเทศกำลังลงทุนอย่างมหาศาลใน AI และต่างก็ตระหนักว่าหาก AI ที่ทรงพลังไม่ได้รับการควบคุมที่ดี อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ความร่วมมือในด้านนี้อาจเป็นพื้นที่ที่หายากมากที่ทั้งสองประเทศมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง

ในขณะเดียวกัน ทั้งสองประเทศกำลังถอยหลังออกจากการเผชิญหน้าเรื่องมาตรการคว่ำบาตรในภาคเทคโนโลยี ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการหารือที่สร้างสรรค์มากขึ้นในด้านการกำกับดูแล AI ร่วมกัน

วิเคราะห์เชิงลึก: ใครได้ประโยชน์จากการประชุมครั้งนี้?

เมื่อมองภาพรวมของสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมสุดยอด ก็มีคำถามสำคัญว่าใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน

ในแง่ของ สหรัฐฯ ประโยชน์หลักที่ Trump ต้องการคือการได้รับความร่วมมือจากจีนในการกดดันอิหร่านให้ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะช่วยยุติวิกฤตพลังงานและลดแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ดีลถั่วเหลืองและเครื่องบินจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า Trump ได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจจริงๆ จากการประชุม

ในแง่ของ จีน ผลลัพธ์ที่ปักกิ่งต้องการมีความซับซ้อนกว่า Beijing ต้องการลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่ยังคงกดดันภาคการส่งออก และต้องการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องการสูญเสียข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่ได้สะสมมา

Kennedy วิเคราะห์ว่าวาระหลักของปักกิ่งจะอยู่ที่ ภาษีนำเข้า สถานะของไต้หวัน และข้อจำกัดของสหรัฐฯ ต่อการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของจีน ซึ่งเป็นประเด็นที่จีนมองว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์แห่งชาติพื้นฐาน

บทสรุป: การประชุมที่สำคัญแต่ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน

การประชุมสุดยอด Trump-Xi ในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้อาจเป็นหนึ่งในการพบปะระดับผู้นำที่สำคัญที่สุดในรอบหลายปี ทั้งเพราะบริบทของสงครามในอิหร่านที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ที่สุดในโลกยังคงเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของระเบียบโลกในทศวรรษนี้

สิ่งที่ชัดเจนคือการประชุมครั้งนี้จะไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ในคราวเดียว แต่หากสามารถสร้างความคืบหน้าในเรื่องอิหร่านและรักษาช่องทางการสื่อสารระหว่างสองประเทศไว้ได้ มันก็จะเป็นก้าวที่สำคัญในทิศทางที่ถูกต้องสำหรับทั้งเศรษฐกิจโลกและความมั่นคงระหว่างประเทศ และสำหรับตลาดการเงินที่กำลังจับตามองทุกประโยคที่ออกมาจากการพบปะครั้งนี้ ผลลัพธ์จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

Similar Posts

  • | |

    โลกเศรษฐกิจในเงาสงคราม: ภูมิรัฐศาสตร์เขย่าการค้าโลก กระทบไทยอย่างไร 2569

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันหลายทิศทางพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “การหยุดชะงักด้านอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก” ควบคู่กับสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การแข่งขันแบบมีการจัดการ” หลังการประชุมสุดยอดทรัมป์-สีจิ้นผิงในกรุงปักกิ่งเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม และมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังดันให้เศรษฐกิจมอสโกเข้าสู่ภาวะซบเซาอย่างเป็นทางการ IMF ปรับลดคาดการณ์เติบโตเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 เหลือเพียง 3.1% ลดลงจาก 3.4% ในปี 2568 โดยตั้งชื่อรายงานครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า “Global Economy in the Shadow of War” หรือ “เศรษฐกิจโลกในเงาสงคราม” สะท้อนให้เห็นบรรยากาศความเสี่ยงที่ปกคลุมการตัดสินใจลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศไทย ผลกระทบเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทั้งในแง่ราคาน้ำมัน เสถียรภาพค่าเงินบาท การท่องเที่ยว และทิศทางของตลาดหุ้น SET ในช่วงที่เหลือของปี สงครามอิหร่าน: ช็อคพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่พลิกโฉมตลาดพลังงานโลกในปีนี้คือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งนำมาซึ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีน้ำมันดิบราว…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด

    โลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตพลังงานในทศวรรษที่ผ่านมา สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในต้นปีส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่นเกินคาด แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง ภาพรวม GDP โลก: ทนทานกว่าที่คาด แต่ยังไม่พ้นวิกฤต ในเดือนมกราคม 2569 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ฉบับล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าพอใจในช่วงต้นปี เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP โลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาที่ 2.7% ในปี 2570 สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขถูกปรับขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าประมาณสองในสามของการปรับประมาณการที่ดีขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ดีกว่าคาดของสหรัฐอเมริกา แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.2% ในปี 2569 เทียบกับ 2.1% ในปีก่อน แต่ภาพที่สวยงามในต้นปีเริ่มมัวหมองลงเมื่อสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น OECD ปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า…

  • |

    ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านในระดับสูงขึ้นหากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ท่ามกลางสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังใกล้บรรลุข้อตกลง

    ในวันพุธที่ผ่านมา บรรยากาศทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงในชั่วโมงเดียวกัน สลับไปมาระหว่างความหวังว่าสงครามที่กินเวลากว่าสองเดือนกำลังจะสิ้นสุดลง กับคำขู่ทางทหารที่น่าหวาดเกรงจากผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าอิหร่านจะถูกโจมตี “ในระดับที่สูงขึ้นมากอย่างน่าเศร้า” หากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน สำนักข่าว Axios รายงานว่าวอชิงตันและเตหะรานกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่มี 14 ประเด็น ซึ่งอาจยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาต่อไป สถานการณ์ในวันนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวคือ โลกกำลังเดินบนเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างสันติภาพและการทวีความรุนแรงของสงคราม และทุกคำพูด ทุกโพสต์ และทุกท่าทีของผู้นำแต่ละฝ่ายกำลังส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินโลกและชีวิตของผู้คนนับล้านในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ ทรัมป์ พูด: ข้อความที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง การสื่อสารของ ทรัมป์ ในวันพุธนี้มีหลายชั้นและหลายช่องทาง ซึ่งแต่ละข้อความมีน้ำเสียงและความหมายที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มผู้รับสาร บน Truth Social ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหาร “Operation Epic Fury” จะสิ้นสุดลงหากอิหร่าน “ยอมรับในสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้ว ซึ่งอาจเป็นข้อสันนิษฐานที่ใหญ่” และหากเป็นเช่นนั้น การปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ในท่าเรืออิหร่านในอ่าวโอมานจะ “อนุญาตให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสำหรับทุกคน รวมถึงอิหร่านด้วย” แต่ท้ายข้อความเขาเพิ่มคำขู่ที่ชัดเจนว่า “ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ การทิ้งระเบิดจะเริ่มต้น และมันจะเป็น อย่างน่าเศร้า…

  • น้ำมัน-ทองคำ-เงินผันผวนรุนแรง วิกฤตฮอร์มุซฉุดตลาดโภคภัณฑ์โลก มิ.ย.69

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเข้าสู่ช่วงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์พลังงาน นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซ ทางผ่านของน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก ถูกปิดกั้นอย่างแทบสมบูรณ์ ราคาน้ำมัน ทองคำ และเงิน ต่างเผชิญกับความผันผวนรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างความหวังในการเจรจาสันติภาพกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation ที่อาจลุกลามไปทั่วโลก ณ ต้นเดือนมิถุนายน 2569 ภาพรวมตลาดโภคภัณฑ์สะท้อนถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ปรับตัวลงมาอยู่ที่ราว 92-97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากจุดสูงสุดที่เคยพุ่งทะลุ 126 ดอลลาร์ในช่วงวิกฤต แต่สต็อกน้ำมันโลกกำลังหดตัวในอัตราที่น่าวิตกกังวล ขณะที่ทองคำดิ้นรนหาทิศทางท่ามกลางแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นและสัญญาณเบื้องต้นของการคลี่คลายความตึงเครียด สงครามอิหร่านกับวิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ รายงานตลาดน้ำมันประจำเดือนพฤษภาคม 2569 ของ IEA ระบุว่า กว่าสิบสัปดาห์หลังจากสงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้น การสูญเสียอุปทานที่สะสมต่อเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซกำลังทำให้สต็อกน้ำมันโลกลดลงในอัตราที่เร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ตัวเลขที่น่าตกใจคือ การสูญเสียอุปทานน้ำมันโลกรวมแตะระดับ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น ซึ่ง Martijn Rats นักวิเคราะห์โภคภัณฑ์ของ Morgan Stanley ระบุว่า นี่คือการหยุดชะงักด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมน้ำมัน และการกล่าวเช่นนั้นไม่ใช่การพูดเกินจริงแต่อย่างใด การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อน้ำมันดิบ 20% ของการค้าโลก และ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน LNG ในกาตาร์กำลังบั่นทอนการเติบโตของอุปทานก๊าซธรรมชาติเหลวที่คาดการณ์ไว้…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *