โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
|

โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ

สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์”

ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด

Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก (WTO) ประเมินว่า หากราคาน้ำมันและก๊าซยังคงสูงตลอดทั้งปี จะดึงให้ GDP โลกปี 2569 หดตัวลงอย่างน้อย 0.3%

ปัจจุบัน แม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อปลายเดือนเมษายน แต่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด สหรัฐฯ นำเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำประจำการในภูมิภาค และอิหร่านยังคงต่อต้านการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ อย่างแข็งกร้าว ทำให้ค่าเงินเรียลของอิหร่านร่วงไปแตะระดับ 1.81 ล้านเรียลต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จากระดับ 811,000 เรียลเมื่อปีก่อน

ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี: ความหวังและความไม่แน่นอนบนเวทีปักกิ่ง

เมื่อวานนี้ (14 พฤษภาคม 2569) โลกได้เห็นภาพที่หลายคนรอคอย เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางถึงกรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มหาศาลาประชาชน โดยมีทั้ง Elon Musk จาก Tesla, Tim Cook จาก Apple และ Jensen Huang จาก Nvidia ร่วมคณะด้วย

CNBC รายงานว่า สี จิ้นผิงตั้งคำถามเปิดการประชุมว่า สหรัฐฯ และจีนจะหลีกเลี่ยง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) หรือไม่ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ว่าประวัติศาสตร์มักจบลงด้วยสงครามเมื่อมหาอำนาจที่กำลังขึ้นมาปะทะกับมหาอำนาจที่ครองโลก นักวิเคราะห์จาก Cornell University ระบุว่า “ผลลัพธ์ของการประชุมนี้อาจส่งผลต่อความอยู่รอดของระเบียบโลกที่อิงกับกฎกติกา”

วาระสำคัญในการประชุม ได้แก่ ภาษีศุลกากร เทคโนโลยี การส่งออกแร่หายาก ไต้หวัน สงครามอิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ โดยก่อนหน้าการประชุม รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent และรองนายกรัฐมนตรีจีน He Lifeng ได้พบกันที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้ เพื่อวางโครงร่างข้อตกลงเบื้องต้น

ประเด็นที่น่าจับตาคือ กรอบการค้าที่ถูกเรียกว่า “Board of Trade” ซึ่งอาจนำไปสู่การลดภาษีสินค้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติมูลค่าฝั่งละ 30,000 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จาก Nomura ให้ความเห็นว่า “การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการหลีกเลี่ยงการเพิ่มความตึงเครียด มากกว่าการสร้างกลไกความร่วมมือเชิงลึก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ Nomura ระบุว่าเป็น “วาระเร่งด่วนที่สุด”

สงครามภาษีสหรัฐฯ-จีน: ทศวรรษแห่งความขัดแย้งที่ยังไม่สิ้นสุด

ก่อนที่จะมาถึงการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ทั้งสองประเทศผ่านปี 2568 มาอย่างเจ็บปวด PBS News รายงานว่า ทศวรรษแห่งความขัดแย้งทางการค้าทำให้ปริมาณการค้าสหรัฐฯ-จีนลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากยุครุ่งเรืองในช่วงปี 2543-2553 บริษัทสหรัฐฯ จำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังเวียดนามและอินเดีย ขณะที่บริษัทจีนเร่งหาตลาดใหม่ในยุโรปและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ตัวเลขที่ชี้ให้เห็นความเสียหายชัดเจน: ก่อนที่ทรัมป์จะเริ่มเก็บภาษีจากสินค้าจีนในปี 2561 ภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ อยู่ที่เพียง 3.1% แต่ปัจจุบัน แม้จะลดลงจากระดับสามหลักที่เคยแตะในปีที่แล้ว ภาษีเฉลี่ยยังคงสูงถึงเกือบ 48% ตามข้อมูลจาก Peterson Institute for International Economics

ฝั่งจีน การส่งออกไตรมาสแรกปี 2569 เติบโต 14% คิดเป็นมูลค่า 977,600 ล้านดอลลาร์ โดยการส่งออกไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 20% และแอฟริกาเพิ่มขึ้น 32% แต่การส่งออกไปสหรัฐฯ กลับลดลง 16% สะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการค้าที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

อีกด้านหนึ่ง จีนยังใช้แร่หายากและชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์เป็นเครื่องมือต่อรอง โดยระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กหลายประเภท ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก รวมถึงในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

ภูมิรัฐศาสตร์เป็นอาวุธ: WEF เตือนโลกกำลังเข้าสู่ยุคการแข่งขันที่อันตราย

นอกเหนือจากวิกฤตเฉพาะหน้า รายงานความเสี่ยงโลกประจำปีของ World Economic Forum (WEF) ที่เผยแพร่ในเดือนมกราคม 2569 ได้ส่งสัญญาณเตือนที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยระบุว่า “การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์” (Geoeconomic Confrontation) กลายเป็นภัยคุกคามที่เร่งด่วนที่สุดต่อเสถียรภาพโลก

Al Jazeera รายงานผลการสำรวจจากผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,300 คนทั่วโลกว่า 18% ระบุว่า “การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐศาสตร์” ซึ่งหมายถึงการใช้การค้า การลงทุน การคว่ำบาตร และนโยบายอุตสาหกรรมเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์ คือตัวชนวนที่มีโอกาสจุดชนวนวิกฤตโลกมากที่สุดในระยะสั้น รายงานยังระบุว่า “ลัทธิกีดกันทางการค้า นโยบายอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ และการแทรกแซงของรัฐในห่วงโซ่อุปทานสำคัญ ล้วนส่งสัญญาณว่าโลกกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมากขึ้น”

UN ก็ออกมาในทิศทางเดียวกัน โดย France 24 รายงานว่าสหประชาชาติคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 จะเติบโตเพียง 2.7% ลดลงจากประมาณการก่อนหน้า โดยอ้างผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยหลัก ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2553-2562 ที่ 3.2% อย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อไทย: ระหว่างวิกฤตพลังงานและพายุการค้า

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์โลกในขณะนี้ไม่ใช่แค่ข่าวต่างประเทศอีกต่อไป แต่กำลังซึมลึกเข้าสู่ชีวิตประจำวันและการตัดสินใจลงทุน

ด้านพลังงาน: ไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้าถึง 90% ของความต้องการ และครึ่งหนึ่งของน้ำมันนั้นปกติต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นอกจากนี้ยังนำเข้า LNG จากตะวันออกกลางอีก 30% ซึ่ง LNG คิดเป็นสัดส่วน 55% ของการผลิตไฟฟ้าในประเทศ Krungsri Research ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจดึง GDP ไทยปี 2569 ลดลง 0.2-0.9 เปอร์เซ็นต์จากประมาณการพื้นฐานที่ 2.0%

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ KKP Research และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยต่างเตือนว่า GDP ไทยอาจร่วงลงไปเหลือเพียง 0.7% ซึ่งจะทำให้ไทยอยู่ใกล้ขอบเขตของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ

ด้านต้นทุนธุรกิจ: Nation Thailand รายงานว่าราคาสินค้าของไทยโดยเฉลี่ยแพงขึ้น 3-5% แล้ว เนื่องจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น ค่าประกันภัยทางทะเลพุ่งขึ้น 4-6 เท่า บริษัทเดินเรือหลายรายเปลี่ยนเส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮป ทำให้เวลาขนส่งยาวนานขึ้น 10-15 วัน และต้นทุนพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

ภาคเคมีภัณฑ์ได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ ราคาเรซินพลาสติกในประเทศเพิ่มขึ้น 30-40% ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ส่งผลให้ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่อย่างมาม่าต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนฟิล์มพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์

ด้านค่าเงิน: นักวิเคราะห์ตลาดการเงินของธนาคารไทยพาณิชย์ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าผ่านแนว 32 บาทต่อดอลลาร์ โดยตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาคือระดับราคาน้ำมัน หากเบรนต์อยู่ในช่วง 110-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บาทอาจเคลื่อนไหวในช่วง 32.00-32.50 บาทต่อดอลลาร์

ด้านการท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญของไทย ลดลงราว 18% จากผลกระทบของสงครามและราคาตั๋วเครื่องบินที่พุ่งสูง ในภาวะที่การท่องเที่ยวคิดเป็น 1 ใน 5 ของ GDP ไทย นี่คือแรงกดดันที่ไม่อาจมองข้ามได้

บทสรุปและมุมมองสำหรับนักลงทุนไทย

ณ วันนี้ โลกกำลังอยู่ในจุดที่ยากจะคาดเดาได้ ผลของการประชุมทรัมป์-สี ที่กำลังดำเนินอยู่ในปักกิ่งอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากการประชุมสำเร็จด้วยดีและมีการลดภาษีสินค้าบางส่วน ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยอาจได้รับแรงหนุน แต่หากประชุมล้มเหลวหรือตึงเครียดในประเด็นไต้หวัน ผลที่ตามมาจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก

Eswar Prasad ศาสตราจารย์เศรษฐศาสตร์จาก Cornell University กล่าวกับ CNBC ว่า “โลกทั้งใบหวังว่าผู้นำทั้งสองจะสามารถบรรลุข้อตกลงได้อย่างน้อยในบางประเด็น และหาทางป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดในประเด็นที่เหลือบานปลายออกไปอีก”

สำหรับนักลงทุนไทย ในระยะสั้น ควรติดตาม 3 ตัวแปรหลักอย่างใกล้ชิด ได้แก่ หนึ่ง ระดับราคาน้ำมันเบรนต์และสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ สอง ผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนในปักกิ่ง และสาม ทิศทางค่าเงินบาทและแนวโน้มดอกเบี้ยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจต้องทบทวนในสภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้อกำลังกลับมา

ในระยะกลาง สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไทยจำเป็นต้องลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า กระจายตลาดส่งออก และเร่งพัฒนาพลังงานทดแทนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว เพราะในโลกที่เศรษฐศาสตร์กลายเป็นอาวุธ ประเทศที่ไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอจะเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงมากที่สุดเสมอ

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีทลบ 3 วันติด บอนด์ยีลด์ 30 ปีพุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี ฉุดหุ้นชิป

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันอังคารที่ 18 สิงหาคมด้วยภาพความระมัดระวังที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อดัชนี S&P 500 ปรับตัวลงเป็นวันที่สามติดต่อกัน ท่ามกลางแรงกดดันสามชั้นที่ถาโถมเข้าใส่ตลาดพร้อมกัน ได้แก่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ราคาน้ำมันดิบที่ยืนเหนือระดับสำคัญจากความตึงเครียดรอบใหม่ในตะวันออกกลาง และการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะหุ้นหน่วยความจำที่เคยเป็นดาวเด่นของปีนี้ นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาสองเหตุการณ์ใหญ่ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด นั่นคือรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลประกอบการของยักษ์ค้าปลีกที่จะสะท้อนสุขภาพที่แท้จริงของผู้บริโภคอเมริกัน บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทีละประเด็น ตั้งแต่ตัวเลขรายดัชนี กลไกในตลาดพันธบัตรที่กลายเป็น “ตัวการหลัก” ของความผันผวนรอบนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ทิศทางนโยบายการเงินภายใต้ประธานเฟดคนใหม่ ไปจนถึงสัญญาณจากฤดูกาลงบค้าปลีก และที่สำคัญที่สุดคือ ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทย ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบสามวันติด ภาพรวมรายดัชนีและแรงหมุนของเงินทุน ในการซื้อขายวันอังคารที่ 18 สิงหาคม ดัชนี S&P 500 ปิดลดลง 0.69% มาอยู่ที่ 7,691.76 จุด นับเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นเซสชันที่สามติดต่อกัน ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคโนโลยี Nasdaq Composite ร่วงหนักกว่าเพื่อนที่ 1.33% ปิดที่ 26,289.71 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial…

  • | |

    S&P 500 ทะลุ 7,800 จุดทำนิวไฮ! เงินเฟ้อชะลอ-เฟดจ่อคงดอกเบี้ย

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2026 ด้วยการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เมื่อดัชนี S&P 500 ทะยานผ่านระดับ 7,800 จุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด หลังตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนกรกฎาคมออกมา “แบนราบ” เกินความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ ตอกย้ำสัญญาณจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันก่อนหน้าที่บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคากำลังคลี่คลาย และเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจ “คงดอกเบี้ย” ต่อไปได้ แทนที่จะต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามที่ตลาดหวาดกลัวมาตลอดหลายเดือน ทว่าเบื้องหลังตัวเลขนิวไฮที่ดูสวยงามนั้น กลับซ่อนความเปราะบางและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเอาไว้หลายชั้น ทั้งภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการค้าน้ำมันโลก การแบ่งฝ่ายภายในคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ตลอดจนปรากฏการณ์ที่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง Cisco และ Cerebras ถูกเทขายอย่างหนัก ทั้งที่รายงานผลประกอบการออกมาเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “ดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ” บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจภาพรวมทั้งหมดของวอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจส่งตรงถึงพอร์ตของนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: สามดัชนีหลักปิดบวก S&P 500 นำทัพทำนิวไฮเหนือ 7,800 จุด ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ดัชนี S&P…

  • |

    ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03…

  • | |

    ตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ วันนี้ วอลล์สตรีททรุด เฟดคงดอกเบี้ย หุ้นชิปนองเลือด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตา เมื่อดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลงกว่า 1,100 จุด ดัชนี S&P 500 ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเดือน และดัชนี Nasdaq 100 ปิดเข้าสู่เขต “ปรับฐาน” (correction) อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางแรงกดดันสามชั้นที่ประดังเข้ามาพร้อมกัน ได้แก่ การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มาพร้อมเสียงคัดค้านจากคณะกรรมการถึงสามเสียง คลื่นเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ทำให้มูลค่าหุ้นชิปทั่วโลกหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่วัน และความกังวลต่อการใช้จ่ายลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) มหาศาลของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่เริ่มกัดกินอัตรากำไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแรงกระเพื่อมของตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ พร้อมประเมินผลกระทบที่กำลังส่งตรงถึงนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: แรงขายถล่มวอลล์สตรีท ดัชนีหลักร่วงยกกระดาน บรรยากาศการซื้อขายบนวอลล์สตรีทในวันพุธที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เมื่อแรงขายไหลเข้าท่วมตลาดตั้งแต่ช่วงบ่ายหลังการประชุมของเฟดสิ้นสุดลง ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดดิ่งลงกว่า 1,100 จุด หรือคิดเป็นการลดลงราว 2.2% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดของดัชนีบลูชิปตัวนี้ในรอบหลายเดือน ขณะที่ดัชนี S&P 500 ที่สะท้อนภาพตลาดในวงกว้างปิดลบ 1.52% ที่ระดับ…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด

    ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568…

  • |

    Yum Brands ผลประกอบการเหนือคาด หลัง Taco Bell ยอดขายสาขาเดิมพุ่ง 8%

    ในสภาพแวดล้อมที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอุตสาหกรรมร้านอาหารบริการด่วนโดยรวมกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น Yum Brands กลับสามารถรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่เหนือกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีทได้อย่างน่าประทับใจในวันพุธที่ผ่านมา โดยมี Taco Bell เป็นพระเอกหลักที่สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น ในขณะที่แบรนด์อื่นในกลุ่มยังคงต้องดิ้นรนกับความท้าทายของตัวเอง ผลประกอบการครั้งนี้ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ของ Taco Bell ได้ผลในระยะสั้น แต่ยังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตระยะยาวของ Yum Brands ในฐานะองค์กรที่มีแบรนด์หลักสามแบรนด์ที่มีระดับสุขภาพทางธุรกิจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขหลัก: เหนือคาดทั้งกำไรและรายได้ เปรียบเทียบผลจริงกับการคาดการณ์ของ LSEG ออกมาดังนี้ กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 1.50 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 1.38 ดอลลาร์ เหนือกว่าถึง 12 เซนต์ หรือประมาณ 8.7% และรายได้อยู่ที่ 2,060 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 2,040 ล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 432 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.55 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 253 ล้านดอลลาร์ หรือ 90 เซนต์ต่อหุ้น ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 70.8%…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *