ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด
ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ
ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง
การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568 นี้
ตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกพุ่งขึ้นพร้อมเพรียงกันหลังการประกาศกรอบข้อตกลง โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นมากกว่า 5.5% ในช่วงต้นของการซื้อขายวันจันทร์ ขณะที่ดัชนีโคสปีของเกาหลีใต้กระโดดขึ้นถึง 5.7% สะท้อนแรงซื้อที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วภูมิภาค หลังนักลงทุนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดมาตั้งแต่ต้นปี
ราคาน้ำมัน WTI ดิ่งลงประมาณ 5% สู่ระดับ 80.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมัน Brent ปรับตัวลง 4.5% มาอยู่ที่ 83.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามแรงขายที่เกิดขึ้นหลังสัญญาณบวกจากตะวันออกกลาง ขณะที่มีการยืนยันจากทั้งสองฝ่ายว่าข้อตกลงครอบคลุมการยุติการปะทะทางทหารทั้งในส่วนของสหรัฐฯ-อิหร่าน อิสราเอล-เลบานอน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์
ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดพลังงานโลก โดยก่อนการปิดกั้นมีน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานโลกผ่านช่องแคบนี้ การปิดกั้นที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2568 จึงกดดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงจากระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ไปจนเกือบแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงวิกฤตสูงสุด กดดันเงินเฟ้อและต้นทุนธุรกิจทั่วโลก
ในฝั่งของฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นในจังหวะที่เชื่อมโยงกับแรงซื้อทั่วภูมิภาค โดยหุ้นกลุ่มการเงิน เทคโนโลยี และบริโภคนำการขึ้น แม้ว่าในช่วงซื้อขายต่อมา Hang Seng จะปรับลดลงบ้างในช่วงท้ายตลาด สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนที่ยังต้องการความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดข้อตกลงและกรอบเวลาของการลงนาม
SET ทะยานสู่ 1,600 จุด นักวิเคราะห์เล็งเป้า 1,700
ตลาดหุ้นไทยโดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางบรรยากาศเอเชียที่พลิกฟื้น ดัชนี SET ปิดที่ 1,592.41 จุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 20.09 จุด หรือ 1.28% มูลค่าการซื้อขาย 67.38 พันล้านบาท ก่อนที่ตลาดจะเร่งตัวขึ้นต่อในต้นสัปดาห์นี้ตามแรงหนุนจากข่าวดีในตะวันออกกลาง
บริษัทหลักทรัพย์ Krungthai XSpring คาดการณ์ว่าตลาดไทยจะขยับในกรอบ Sideways ในแนวบวก โดยมีแรงหนุนจากการผ่อนคลายความตึงเครียดตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเดินหน้าการเจรจาสันติภาพและเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมตั้งระดับต้านทานที่ 1,600–1,605 จุด และระดับรองรับที่ 1,580–1,585 จุด สำหรับการซื้อขายสัปดาห์นี้
วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสของหลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน “ราคาน้ำมัน Brent ลดลงมาอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์แล้ว จากระดับ 120 ดอลลาร์เมื่อตอนที่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มขึ้น ราคาน้ำมันในประเทศคาดว่าจะลดลงในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้บริษัทต่างๆ ที่ถูกกดดันจากราคาพลังงานสูง อาทิ กลุ่มกระดาษและปิโตรเคมี” พร้อมเสริมว่าการบริโภคในประเทศและภาคธนาคารจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันที่ลดลง
ณัฐวัฒน์ อ่อนรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสของ CGS International Securities Thailand แสดงความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ โดยอ้างถึงสัญญาณจากการถอยลดของราคาน้ำมัน พร้อมชี้ว่าสหภาพยุโรปได้ต้อนรับข้อตกลงและพร้อมมีส่วนร่วมในยุทธศาสตร์สันติภาพถาวร
นักวิเคราะห์บัวหลวงมองว่าพื้นฐานดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นไทย โดยชี้ว่าดัชนี SET จะกลับขึ้นไปเหนือระดับจิตวิทยา 1,600 จุดได้อีกครั้งในเร็วๆ นี้ และตั้งเป้าถัดไปที่ 1,700 จุด ซึ่งหากเป็นจริงจะหมายถึงการฟื้นตัวระยะยาวครั้งสำคัญของตลาดไทยที่เคยหล่นจากจุดสูงสุดเกือบ 1,852 จุด ในปี 2561 และต่ำสุดที่ 1,053 จุดในปี 2568
เงินบาทแข็งค่า ทองคำขยับ คลายแรงกดดันเงินเฟ้อไทย
ในฝั่งตลาดเงิน เงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงตามการผ่อนคลายความตึงเครียด ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นสู่ระดับราว 32 บาทต่อดอลลาร์ ทำระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน โดยเป็นการแข็งค่าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม ตามการลดลงของแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากปัจจัยเดียวกัน
ด้านตลาดทองคำ ราคาทองคำโลกขยับขึ้นสูงถึง 2.5% แตะ 4,322 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการซื้อขายช่วงเช้า ก่อนจะปรับตัวมาอยู่ที่ 4,315 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือบวก 0.92% จากเซสชั่นก่อน ส่วนราคาทองคำแท่งในไทยปรับขึ้น 1,100 บาทต่อบาททอง มาอยู่ที่ 66,600 บาทต่อบาททอง ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ
ศิริลักษณ์ ภาโกทิพรภา รองประธานแผนกวิจัยของฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสองเดือนช่วยหนุนราคาทองคำ เนื่องจากลดความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงจะยังคงกดดันเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับสูง
ภาพรวมนี้สะท้อนโอกาสที่กำลังทยอยเปิดขึ้นสำหรับนักลงทุนไทย ในด้านหนึ่ง ราคาพลังงานที่ถูกลงหมายความว่าต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ลดลง กำไรของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มที่ใช้พลังงานมากมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น อีกด้านหนึ่ง ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงยังคงมีอยู่ในช่วงที่ข้อตกลงยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่ได้วางใจว่าสถานการณ์จะคลี่คลายอย่างถาวรในทันที
เฟด “วอร์ช” ยุคใหม่: ตลาดจับตา Dot Plot และท่าทีประธานคนใหม่
ปัจจัยสำคัญที่สองที่ตลาดให้ความสนใจในสัปดาห์นี้คือการประชุม FOMC วันที่ 16–17 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ที่เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568
ตลาดคาดการณ์อย่างแทบเป็นเอกฉันท์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในกรอบ 3.50–3.75% โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่ามีความน่าจะเป็นถึง 97% ที่จะไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2568 อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 และคงไว้ตลอดการประชุมเดือนมกราคม มีนาคม และเมษายน 2569
สิ่งที่ตลาดสนใจมากกว่าตัวเลขอัตราดอกเบี้ยคือรายงาน Summary of Economic Projections และ “dot plot” ที่จะเผยให้เห็นมุมมองของคณะกรรมการเฟดต่อเส้นทางดอกเบี้ยในปีนี้และปีหน้า รวมถึงแถลงการณ์แรกของประธานวอร์ชในฐานะผู้นำเฟด
J.P. Morgan Wealth Management ระบุว่า “ยุควอร์ชเริ่มต้นแล้ว เฟดไม่น่าจะปรับดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน และเราเชื่อว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2569 แต่น่าจะมีการส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากแนวโน้มผ่อนคลายไปสู่จุดยืนที่เป็นกลาง นอกจากนี้จะมีการอภิปรายเรื่องทิศทางนโยบายในอนาคต รวมถึง dot plot ในแถลงการณ์แรกของประธานวอร์ช”
ตลาดอนุพันธ์แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะมีการลดดอกเบี้ยในปีนี้มีไม่ถึง 10% สะท้อนว่านักลงทุนยอมรับสถานการณ์ที่เฟดจะ “หยุดรอ” ต่อไปได้อีกนาน
นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้จะไม่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลง แต่ตลาดวอลล์สตรีทจะเฝ้าจับตาแถลงการณ์หลังการประชุมของประธานวอร์ชอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ประธานเฟดจะจัดแถลงข่าว เนื่องจากวอร์ชเคยวิจารณ์การใช้แถลงข่าวและการคาดการณ์ขนาดใหญ่ของเฟดในอดีต
สำหรับประเทศไทย ผลการประชุมเฟดครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ประการแรก หากวอร์ชส่งสัญญาณ hawkish ชัดเจน จะยิ่งทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ กว้างขึ้น (นโยบายดอกเบี้ยไทยที่ 1% เทียบกับ 3.50–3.75% ของสหรัฐฯ) ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทในระยะถัดไป ประการที่สอง การส่งสัญญาณเกี่ยวกับเส้นทางดอกเบี้ยระยะยาวจะส่งผลต่อความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย
นิกเกอิพุ่งสู่ All-Time High ฮั่งเส็งหืดจับ ตลาดอิ่มตัวบางส่วน
บนเวทีระดับภูมิภาค การเดินทางของตลาดหุ้นเอเชียช่วงสองเดือนที่ผ่านมามีความน่าสนใจอย่างมาก นิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นเป็นตลาดที่โดดเด่นที่สุด โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในระหว่างการซื้อขาย พร้อมปิดที่ 68,402.13 จุด พุ่งขึ้น 2.50% ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Topix เพิ่มขึ้น 1.83%
ล่าสุด ดัชนีนิกเกอิ 225 อยู่ในแดนลบเล็กน้อยที่ 66,734.24 จุด ลดลง 0.3% ในขณะที่ Topix ลง 0.42% สู่ 3,924.24 จุด สะท้อนแรงขายทำกำไรบางส่วนหลังตลาดทะยานขึ้นมามาก นักวิเคราะห์ชี้ว่าการปรับฐานนี้เป็นสัญญาณสุขภาพดีของตลาด มากกว่าจะเป็นสัญญาณเปลี่ยนทิศทาง
สำหรับฮ่องกง ดัชนี Hang Seng มีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนมากกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม Hang Seng ลง 1.03% ในชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขาย ขณะที่ดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ลง 0.79% สู่ 4,908.53 จุด ความผันผวนของฮ่องกงสะท้อนความซับซ้อนของสถานการณ์ที่นักลงทุนต้องเผชิญ ทั้งความไม่แน่นอนจากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน การฟื้นตัวของกิจกรรม IPO และปัจจัยภายในเศรษฐกิจจีนเอง
นักวิเคราะห์จาก GammaRoad Capital Partners ชี้ว่าแม้จะมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่สูง และความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ แต่ตลาดหุ้นโลกกลับยืนหยัดขึ้นต่อได้ ซึ่งเป็นตลาดแบบ “Show Me” ที่นักลงทุนไม่ยอมตอบสนองต่อความเสี่ยง เว้นแต่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพื้นฐานเศรษฐกิจหรือบริษัทจริงๆ
หลังผ่านวิกฤตโควิด เงินเฟ้อพุ่ง การขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุก และความกังวลจากนโยบายภาษีในช่วงปีที่ผ่านมา นักลงทุนได้รับการปรับเงื่อนไขให้ซื้อในยามตลาดอ่อนตัว มากกว่าจะถอยออกจากตลาด แนวคิดนี้อธิบายได้ดีว่าทำไมตลาดหุ้นทั่วโลกจึงยังพุ่งต่อได้แม้ท่ามกลางข่าวเชิงลบ
ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา: ข้อตกลงลงนามหรือไม่ และนิวเคลียร์อิหร่าน
แม้บรรยากาศโดยรวมจะเป็นบวก แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ยังคงระมัดระวังความเสี่ยงที่ยังอยู่ในโต๊ะเจรจา หัวใจหลักคือ กรอบสงบศึก 60 วันที่ประกาศออกมายังไม่ใช่สันติภาพถาวร
ข้อตกลงกรอบสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และการกำหนดกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน คลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ การผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชั่น และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอีกมาก
ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเคยเตือนว่าการสงบศึก “อยู่บนเครื่องช่วยชีวิต” หลังอิหร่านส่งคำตอบที่เขาประเมินว่าไม่เป็นที่ยอมรับ พร้อมกล่าวว่า “ผมคิดว่าการสงบศึกกำลังอยู่บนเครื่องช่วยชีวิตขนาดมหึมา เหมือนหมอเดินเข้ามาแล้วบอกว่าคนไข้มีโอกาสรอดแค่ 1%” แม้ว่าสัปดาห์นี้โทนจะพลิกกลับเป็นบวกมากขึ้นก็ตาม
การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้การสรุปบันทึกความเข้าใจ โดยการลงนามอาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ที่กรุงเจนีวา ซึ่งสอดคล้องกับกำหนดการประชุม G7 ในสัปดาห์ถัดไป ข้อตกลงเบื้องต้นกำหนดเงื่อนไขการเดินหน้าสู่การเจรจาขั้นสุดท้าย รวมถึงการปล่อยตัวเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดและการระงับข้อจำกัดบางประการ
ปัจจัยเสี่ยงที่สองที่นักลงทุนไทยต้องติดตามคือท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอล เนื่องจาก นายเนทันยาฮูเคยระบุว่าสงครามกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” และสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงตั้งเป้าหมายที่จะควบคุมความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเตหะราน ซึ่งหมายความว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่ได้หายไปอย่างสมบูรณ์
บทสรุปและนัยสำหรับนักลงทุนไทย
ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2568 ภาพของตลาดการเงินเอเชียและไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าตื่นเต้น โดยมีปัจจัยบวกและลบที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ
ปัจจัยบวกที่ชัดเจน:
ราคาน้ำมันที่ลดลงจาก 120 ดอลลาร์สู่ระดับต่ำกว่า 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในไทยซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานเป็นหลัก กลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่ สายการบิน บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มปิโตรเคมีปลายน้ำ รวมถึงธุรกิจที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในการผลิต นอกจากนี้ ต้นทุนที่ถูกลงยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคซึ่งเป็นปัจจัยหนุนการบริโภคภายในประเทศ
ในส่วนของตลาดหุ้น นักวิเคราะห์จาก Daol Securities ระบุว่า ดัชนี SET อาจทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง หลังความกังวลตะวันออกกลางลดลงจากแนวโน้มการลงนามข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน ขณะที่มีแรงซื้อในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี โดยคาดว่าสัปดาห์นี้ดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,580–1,610 จุด
ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:
ผลการประชุม FOMC คืนวันพุธที่ 17 มิถุนายน และแถลงการณ์แรกของประธานวอร์ชจะกำหนดทิศทางสำคัญ หากวอร์ชส่งสัญญาณ hawkish ชัดเจน จะส่งผลกดดันตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ทั้งในแง่ของเงินทุนไหลออกและแรงกดดันต่อค่าเงิน ในทางกลับกัน หากวอร์ชส่งสัญญาณว่าเส้นทางดอกเบี้ยยังเปิดให้ปรับลดได้ในอนาคต จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเกิดใหม่
ค่าเงินบาทในช่วงปลายปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 31.7 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนความอ่อนแอของดอลลาร์ในช่วงนั้น แต่ยังคงมีความผันผวนตามความเสี่ยงโลก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps สู่ระดับ 1% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับแรงกดดันจากทั้งราคาพลังงานสูงและการส่งออกที่อ่อนแรง
สำหรับนักลงทุนระยะกลาง กลยุทธ์ที่น่าพิจารณาคือการให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลง เช่น สายการบิน กลุ่มพลังงานปลายน้ำ และบริษัทบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวัน ในขณะเดียวกันควรป้องกันความเสี่ยงด้วยทองคำในสัดส่วนเล็กน้อย เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกยังไม่ได้หายไปในทันที และยังต้องลุ้นว่าการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้จะเป็นไปตามแผนหรือไม่
