ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด
| |

ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด

ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ

ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง

การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568 นี้

ตลาดหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกพุ่งขึ้นพร้อมเพรียงกันหลังการประกาศกรอบข้อตกลง โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้นมากกว่า 5.5% ในช่วงต้นของการซื้อขายวันจันทร์ ขณะที่ดัชนีโคสปีของเกาหลีใต้กระโดดขึ้นถึง 5.7% สะท้อนแรงซื้อที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วภูมิภาค หลังนักลงทุนคลายความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดมาตั้งแต่ต้นปี

ราคาน้ำมัน WTI ดิ่งลงประมาณ 5% สู่ระดับ 80.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมัน Brent ปรับตัวลง 4.5% มาอยู่ที่ 83.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามแรงขายที่เกิดขึ้นหลังสัญญาณบวกจากตะวันออกกลาง ขณะที่มีการยืนยันจากทั้งสองฝ่ายว่าข้อตกลงครอบคลุมการยุติการปะทะทางทหารทั้งในส่วนของสหรัฐฯ-อิหร่าน อิสราเอล-เลบานอน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดพลังงานโลก โดยก่อนการปิดกั้นมีน้ำมันประมาณ 20% ของอุปทานโลกผ่านช่องแคบนี้ การปิดกั้นที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี 2568 จึงกดดันราคาพลังงานให้พุ่งสูงจากระดับประมาณ 80 ดอลลาร์ไปจนเกือบแตะ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงวิกฤตสูงสุด กดดันเงินเฟ้อและต้นทุนธุรกิจทั่วโลก

ในฝั่งของฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้นในจังหวะที่เชื่อมโยงกับแรงซื้อทั่วภูมิภาค โดยหุ้นกลุ่มการเงิน เทคโนโลยี และบริโภคนำการขึ้น แม้ว่าในช่วงซื้อขายต่อมา Hang Seng จะปรับลดลงบ้างในช่วงท้ายตลาด สะท้อนความระมัดระวังของนักลงทุนที่ยังต้องการความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดข้อตกลงและกรอบเวลาของการลงนาม

SET ทะยานสู่ 1,600 จุด นักวิเคราะห์เล็งเป้า 1,700

ตลาดหุ้นไทยโดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางบรรยากาศเอเชียที่พลิกฟื้น ดัชนี SET ปิดที่ 1,592.41 จุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 20.09 จุด หรือ 1.28% มูลค่าการซื้อขาย 67.38 พันล้านบาท ก่อนที่ตลาดจะเร่งตัวขึ้นต่อในต้นสัปดาห์นี้ตามแรงหนุนจากข่าวดีในตะวันออกกลาง

บริษัทหลักทรัพย์ Krungthai XSpring คาดการณ์ว่าตลาดไทยจะขยับในกรอบ Sideways ในแนวบวก โดยมีแรงหนุนจากการผ่อนคลายความตึงเครียดตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเดินหน้าการเจรจาสันติภาพและเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมตั้งระดับต้านทานที่ 1,600–1,605 จุด และระดับรองรับที่ 1,580–1,585 จุด สำหรับการซื้อขายสัปดาห์นี้

วิกิจ ถิรวรรณรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสของหลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซช่วยลดความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของอุปทานพลังงาน “ราคาน้ำมัน Brent ลดลงมาอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์แล้ว จากระดับ 120 ดอลลาร์เมื่อตอนที่สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มขึ้น ราคาน้ำมันในประเทศคาดว่าจะลดลงในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้บริษัทต่างๆ ที่ถูกกดดันจากราคาพลังงานสูง อาทิ กลุ่มกระดาษและปิโตรเคมี” พร้อมเสริมว่าการบริโภคในประเทศและภาคธนาคารจะได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันที่ลดลง

ณัฐวัฒน์ อ่อนรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสของ CGS International Securities Thailand แสดงความเชื่อมั่นว่าข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ โดยอ้างถึงสัญญาณจากการถอยลดของราคาน้ำมัน พร้อมชี้ว่าสหภาพยุโรปได้ต้อนรับข้อตกลงและพร้อมมีส่วนร่วมในยุทธศาสตร์สันติภาพถาวร

นักวิเคราะห์บัวหลวงมองว่าพื้นฐานดังกล่าวเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นไทย โดยชี้ว่าดัชนี SET จะกลับขึ้นไปเหนือระดับจิตวิทยา 1,600 จุดได้อีกครั้งในเร็วๆ นี้ และตั้งเป้าถัดไปที่ 1,700 จุด ซึ่งหากเป็นจริงจะหมายถึงการฟื้นตัวระยะยาวครั้งสำคัญของตลาดไทยที่เคยหล่นจากจุดสูงสุดเกือบ 1,852 จุด ในปี 2561 และต่ำสุดที่ 1,053 จุดในปี 2568

เงินบาทแข็งค่า ทองคำขยับ คลายแรงกดดันเงินเฟ้อไทย

ในฝั่งตลาดเงิน เงินบาทได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยลดลงตามการผ่อนคลายความตึงเครียด ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นสู่ระดับราว 32 บาทต่อดอลลาร์ ทำระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งเดือน โดยเป็นการแข็งค่าติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม ตามการลดลงของแรงซื้อดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้ เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนต่อเนื่องจากปัจจัยเดียวกัน

ด้านตลาดทองคำ ราคาทองคำโลกขยับขึ้นสูงถึง 2.5% แตะ 4,322 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในการซื้อขายช่วงเช้า ก่อนจะปรับตัวมาอยู่ที่ 4,315 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือบวก 0.92% จากเซสชั่นก่อน ส่วนราคาทองคำแท่งในไทยปรับขึ้น 1,100 บาทต่อบาททอง มาอยู่ที่ 66,600 บาทต่อบาททอง ตามข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำ

ศิริลักษณ์ ภาโกทิพรภา รองประธานแผนกวิจัยของฮั่วเซ่งเฮง ระบุว่า ราคาน้ำมันที่ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสองเดือนช่วยหนุนราคาทองคำ เนื่องจากลดความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงจะยังคงกดดันเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับสูง

ภาพรวมนี้สะท้อนโอกาสที่กำลังทยอยเปิดขึ้นสำหรับนักลงทุนไทย ในด้านหนึ่ง ราคาพลังงานที่ถูกลงหมายความว่าต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ลดลง กำไรของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มที่ใช้พลังงานมากมีโอกาสปรับตัวดีขึ้น อีกด้านหนึ่ง ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงยังคงมีอยู่ในช่วงที่ข้อตกลงยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ สะท้อนว่านักลงทุนยังไม่ได้วางใจว่าสถานการณ์จะคลี่คลายอย่างถาวรในทันที

เฟด “วอร์ช” ยุคใหม่: ตลาดจับตา Dot Plot และท่าทีประธานคนใหม่

ปัจจัยสำคัญที่สองที่ตลาดให้ความสนใจในสัปดาห์นี้คือการประชุม FOMC วันที่ 16–17 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ที่เข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568

ตลาดคาดการณ์อย่างแทบเป็นเอกฉันท์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในกรอบ 3.50–3.75% โดยข้อมูลจาก CME FedWatch ชี้ว่ามีความน่าจะเป็นถึง 97% ที่จะไม่มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย ณ วันที่ 13 มิถุนายน 2568 อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 และคงไว้ตลอดการประชุมเดือนมกราคม มีนาคม และเมษายน 2569

สิ่งที่ตลาดสนใจมากกว่าตัวเลขอัตราดอกเบี้ยคือรายงาน Summary of Economic Projections และ “dot plot” ที่จะเผยให้เห็นมุมมองของคณะกรรมการเฟดต่อเส้นทางดอกเบี้ยในปีนี้และปีหน้า รวมถึงแถลงการณ์แรกของประธานวอร์ชในฐานะผู้นำเฟด

J.P. Morgan Wealth Management ระบุว่า “ยุควอร์ชเริ่มต้นแล้ว เฟดไม่น่าจะปรับดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน และเราเชื่อว่าจะคงดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2569 แต่น่าจะมีการส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะเปลี่ยนจากแนวโน้มผ่อนคลายไปสู่จุดยืนที่เป็นกลาง นอกจากนี้จะมีการอภิปรายเรื่องทิศทางนโยบายในอนาคต รวมถึง dot plot ในแถลงการณ์แรกของประธานวอร์ช”

ตลาดอนุพันธ์แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะมีการลดดอกเบี้ยในปีนี้มีไม่ถึง 10% สะท้อนว่านักลงทุนยอมรับสถานการณ์ที่เฟดจะ “หยุดรอ” ต่อไปได้อีกนาน

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้จะไม่คาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะเปลี่ยนแปลง แต่ตลาดวอลล์สตรีทจะเฝ้าจับตาแถลงการณ์หลังการประชุมของประธานวอร์ชอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ประธานเฟดจะจัดแถลงข่าว เนื่องจากวอร์ชเคยวิจารณ์การใช้แถลงข่าวและการคาดการณ์ขนาดใหญ่ของเฟดในอดีต

สำหรับประเทศไทย ผลการประชุมเฟดครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างน้อยสองด้าน ประการแรก หากวอร์ชส่งสัญญาณ hawkish ชัดเจน จะยิ่งทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยและสหรัฐฯ กว้างขึ้น (นโยบายดอกเบี้ยไทยที่ 1% เทียบกับ 3.50–3.75% ของสหรัฐฯ) ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทในระยะถัดไป ประการที่สอง การส่งสัญญาณเกี่ยวกับเส้นทางดอกเบี้ยระยะยาวจะส่งผลต่อความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

นิกเกอิพุ่งสู่ All-Time High ฮั่งเส็งหืดจับ ตลาดอิ่มตัวบางส่วน

บนเวทีระดับภูมิภาค การเดินทางของตลาดหุ้นเอเชียช่วงสองเดือนที่ผ่านมามีความน่าสนใจอย่างมาก นิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นเป็นตลาดที่โดดเด่นที่สุด โดยแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในระหว่างการซื้อขาย พร้อมปิดที่ 68,402.13 จุด พุ่งขึ้น 2.50% ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Topix เพิ่มขึ้น 1.83%

ล่าสุด ดัชนีนิกเกอิ 225 อยู่ในแดนลบเล็กน้อยที่ 66,734.24 จุด ลดลง 0.3% ในขณะที่ Topix ลง 0.42% สู่ 3,924.24 จุด สะท้อนแรงขายทำกำไรบางส่วนหลังตลาดทะยานขึ้นมามาก นักวิเคราะห์ชี้ว่าการปรับฐานนี้เป็นสัญญาณสุขภาพดีของตลาด มากกว่าจะเป็นสัญญาณเปลี่ยนทิศทาง

สำหรับฮ่องกง ดัชนี Hang Seng มีการเคลื่อนไหวที่ผันผวนมากกว่าตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม Hang Seng ลง 1.03% ในชั่วโมงสุดท้ายของการซื้อขาย ขณะที่ดัชนี CSI 300 ของจีนแผ่นดินใหญ่ลง 0.79% สู่ 4,908.53 จุด ความผันผวนของฮ่องกงสะท้อนความซับซ้อนของสถานการณ์ที่นักลงทุนต้องเผชิญ ทั้งความไม่แน่นอนจากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน การฟื้นตัวของกิจกรรม IPO และปัจจัยภายในเศรษฐกิจจีนเอง

นักวิเคราะห์จาก GammaRoad Capital Partners ชี้ว่าแม้จะมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันที่สูง และความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ แต่ตลาดหุ้นโลกกลับยืนหยัดขึ้นต่อได้ ซึ่งเป็นตลาดแบบ “Show Me” ที่นักลงทุนไม่ยอมตอบสนองต่อความเสี่ยง เว้นแต่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อพื้นฐานเศรษฐกิจหรือบริษัทจริงๆ

หลังผ่านวิกฤตโควิด เงินเฟ้อพุ่ง การขึ้นดอกเบี้ยเชิงรุก และความกังวลจากนโยบายภาษีในช่วงปีที่ผ่านมา นักลงทุนได้รับการปรับเงื่อนไขให้ซื้อในยามตลาดอ่อนตัว มากกว่าจะถอยออกจากตลาด แนวคิดนี้อธิบายได้ดีว่าทำไมตลาดหุ้นทั่วโลกจึงยังพุ่งต่อได้แม้ท่ามกลางข่าวเชิงลบ

ความเสี่ยงที่ยังต้องจับตา: ข้อตกลงลงนามหรือไม่ และนิวเคลียร์อิหร่าน

แม้บรรยากาศโดยรวมจะเป็นบวก แต่นักลงทุนที่มีประสบการณ์ยังคงระมัดระวังความเสี่ยงที่ยังอยู่ในโต๊ะเจรจา หัวใจหลักคือ กรอบสงบศึก 60 วันที่ประกาศออกมายังไม่ใช่สันติภาพถาวร

ข้อตกลงกรอบสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ และการกำหนดกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน คลังสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ การผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชั่น และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยยังมีประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอีกมาก

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเคยเตือนว่าการสงบศึก “อยู่บนเครื่องช่วยชีวิต” หลังอิหร่านส่งคำตอบที่เขาประเมินว่าไม่เป็นที่ยอมรับ พร้อมกล่าวว่า “ผมคิดว่าการสงบศึกกำลังอยู่บนเครื่องช่วยชีวิตขนาดมหึมา เหมือนหมอเดินเข้ามาแล้วบอกว่าคนไข้มีโอกาสรอดแค่ 1%” แม้ว่าสัปดาห์นี้โทนจะพลิกกลับเป็นบวกมากขึ้นก็ตาม

การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้การสรุปบันทึกความเข้าใจ โดยการลงนามอาจเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ที่กรุงเจนีวา ซึ่งสอดคล้องกับกำหนดการประชุม G7 ในสัปดาห์ถัดไป ข้อตกลงเบื้องต้นกำหนดเงื่อนไขการเดินหน้าสู่การเจรจาขั้นสุดท้าย รวมถึงการปล่อยตัวเงินทุนอิหร่านที่ถูกอายัดและการระงับข้อจำกัดบางประการ

ปัจจัยเสี่ยงที่สองที่นักลงทุนไทยต้องติดตามคือท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอล เนื่องจาก นายเนทันยาฮูเคยระบุว่าสงครามกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” และสหรัฐฯ กับอิสราเอลยังคงตั้งเป้าหมายที่จะควบคุมความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ของเตหะราน ซึ่งหมายความว่าความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่ได้หายไปอย่างสมบูรณ์

บทสรุปและนัยสำหรับนักลงทุนไทย

ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2568 ภาพของตลาดการเงินเอเชียและไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าตื่นเต้น โดยมีปัจจัยบวกและลบที่ต้องชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ

ปัจจัยบวกที่ชัดเจน:

ราคาน้ำมันที่ลดลงจาก 120 ดอลลาร์สู่ระดับต่ำกว่า 84 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อในไทยซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานเป็นหลัก กลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่ สายการบิน บริษัทขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มปิโตรเคมีปลายน้ำ รวมถึงธุรกิจที่พึ่งพาต้นทุนพลังงานในการผลิต นอกจากนี้ ต้นทุนที่ถูกลงยังช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคซึ่งเป็นปัจจัยหนุนการบริโภคภายในประเทศ

ในส่วนของตลาดหุ้น นักวิเคราะห์จาก Daol Securities ระบุว่า ดัชนี SET อาจทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง หลังความกังวลตะวันออกกลางลดลงจากแนวโน้มการลงนามข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน ขณะที่มีแรงซื้อในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี โดยคาดว่าสัปดาห์นี้ดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,580–1,610 จุด

ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:

ผลการประชุม FOMC คืนวันพุธที่ 17 มิถุนายน และแถลงการณ์แรกของประธานวอร์ชจะกำหนดทิศทางสำคัญ หากวอร์ชส่งสัญญาณ hawkish ชัดเจน จะส่งผลกดดันตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ทั้งในแง่ของเงินทุนไหลออกและแรงกดดันต่อค่าเงิน ในทางกลับกัน หากวอร์ชส่งสัญญาณว่าเส้นทางดอกเบี้ยยังเปิดให้ปรับลดได้ในอนาคต จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดเกิดใหม่

ค่าเงินบาทในช่วงปลายปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 31.7 บาทต่อดอลลาร์ สะท้อนความอ่อนแอของดอลลาร์ในช่วงนั้น แต่ยังคงมีความผันผวนตามความเสี่ยงโลก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 25 bps สู่ระดับ 1% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อรับมือกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ได้รับแรงกดดันจากทั้งราคาพลังงานสูงและการส่งออกที่อ่อนแรง

สำหรับนักลงทุนระยะกลาง กลยุทธ์ที่น่าพิจารณาคือการให้น้ำหนักกับหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันลง เช่น สายการบิน กลุ่มพลังงานปลายน้ำ และบริษัทบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวัน ในขณะเดียวกันควรป้องกันความเสี่ยงด้วยทองคำในสัดส่วนเล็กน้อย เนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกยังไม่ได้หายไปในทันที และยังต้องลุ้นว่าการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในวันศุกร์นี้จะเป็นไปตามแผนหรือไม่

Similar Posts

  • |

    โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก…

  • พบกับ “YouTube Whisperers” กลุ่มที่ปรึกษาที่กำลังเฟื่องฟูอยู่เบื้องหลังช่อง MrBeast และช่องอื่นๆ ที่ทำรายได้หลักล้านดอลลาร์

    ในโลกที่ YouTube กลายเป็นอาณาจักรสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีกลุ่มมืออาชีพกลุ่มหนึ่งที่กำลังเงียบๆ สะสมอำนาจและรายได้จากเบื้องหลัง พวกเขาไม่ใช่ผู้สร้างเนื้อหา แต่เป็นผู้ที่บอกผู้สร้างเนื้อหาว่าต้องทำอะไร เมื่อไหร่ และอย่างไร บุคคลเหล่านี้คือ “YouTube Strategists” หรือที่บางคนเรียกว่า “YouTube Whisperers” ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์ที่กำลังกลายเป็นอาชีพที่ทั้งหายากและมีราคาสูงลิ่วในอุตสาหกรรมการสร้างเนื้อหาออนไลน์ ที่มาของ YouTube Whisperer ผู้ที่สร้างชื่อจากการสังเกต Paddy Galloway คือชื่อที่ในวงการ YouTube ผู้สร้างเนื้อหาระดับโลกต่างรู้จักดี แม้ว่าผู้ชมทั่วไปจะแทบไม่เคยได้ยินชื่อของเขา Galloway เริ่มต้นโพสต์วิดีโอ YouTube ของตัวเองในปี 2549 หรือเพียงหนึ่งปีหลังจากที่ YouTube เปิดให้บริการ และใช้เวลาหลายปีในการพยายามทำความเข้าใจว่าทำไมวิดีโอบางชิ้นถึงแพร่กระจายเป็นไวรัลในขณะที่ชิ้นอื่นๆ หายไปในทะเลของเนื้อหา ความอยากรู้อยากเห็นของเขาพัฒนาจากความสนใจส่วนตัวไปสู่การสร้างวิดีโอที่วิเคราะห์ความสำเร็จของผู้อื่น เขาสร้างสิ่งที่เรียกว่า “YouTube Masterclass” ซึ่งรวมถึงวิดีโออย่าง “Peter McKinnon ได้ผู้ติดตาม 1 ล้านคนในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีได้อย่างไร” และ “MrBeast โตได้อย่างไร” วิดีโอเหล่านี้ดึงดูดผู้ชมได้ประมาณ 500,000 คน และที่สำคัญกว่านั้นคือมันดึงดูดความสนใจของ Jimmy Donaldson…

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

  • |

    ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

    ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ…

  • |

    Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา

    ในสัปดาห์ที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Micron Technology กลายเป็นดาวเด่นที่สว่างที่สุดในกลุ่มชิปความจำ เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ในวันศุกร์เพียงวันเดียว ปิดที่ 746.81 ดอลลาร์ และสะสมผลตอบแทนสัปดาห์ที่น่าตะลึงถึง เกือบ 38% ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน หุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปแล้วเกือบ 84% จากระดับก่อนหน้า ในช่วงหลังเวลาทำการ หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 1.41% ไปแตะ 757.35 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกระตือรือร้นของนักลงทุนไม่ได้ดับลงแม้ตลาดปิดทำการ และมูลค่าตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่เหนือ 840,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของ Micron นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 5 ดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตการเงินโลก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ณ ตอนนั้นบริษัทกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของคลื่น AI กระแสที่กว้างกว่า: ไม่ใช่แค่ Micron ที่พุ่ง ความแข็งแกร่งของ Micron ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กวาดทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พร้อมกัน AMD ปรับตัวขึ้น 26% ตลอดสัปดาห์ แตะระดับสูงสุดในรอบ…

  • |

    ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *