ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน
|

ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้

ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา

การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร การจำกัดการส่งออกแร่หายาก และเซมิคอนดักเตอร์ มากกว่าจะเป็นการรีเซตความสัมพันธ์ทวิภาคีในวงกว้าง พร้อมชี้ว่าจีนอาจตกลงเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม

สิ่งที่ตลาดคาดหวังสูงสุดคือการต่ออายุสงบศึกทางการค้า ทั้งสองฝ่ายตกลงผลักดันความสัมพันธ์เชิงร่วมมือในวันแรกของการประชุม โดยมุ่งสร้าง “ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกรอบนำทางสำหรับสามปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากทรัมป์ระหว่างสัปดาห์ยังคงผสมปนเปกัน ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่าสงบศึกนั้นอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” ซึ่งทำให้นักลงทุนในเอเชียยังไม่กล้าเปิดสถานะซื้อเต็มที่

นิกเกอิพลิกผัน ทะลุ 62,000 แล้วร่วงกลับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นสัปดาห์นี้สร้างจุดน่าสนใจทางเทคนิคหลายจุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ทะลุระดับ 62,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยรวมแสดงพลวัตที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15-16 พฤษภาคม แสดงว่านิกเกอิปรับตัวลงมาปิดที่ระดับ 61,644 จุด ลดลงราว 1.61%

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดญี่ปุ่นมาจากภาคพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 แตะระดับ 2.545% หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เผยว่าคณะกรรมการบางส่วนเห็นว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

Nikkei Asia รายงานว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง โดยตลาดจับตาว่าการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จะส่งผลต่อค่าเงินเยนและการ unwind carry trade อย่างไร ซึ่งเหตุการณ์ครั้งก่อนในปี 2567 ทำให้นิกเกอิดิ่ง 26% ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ยังคงเป็นบทเรียนที่นักลงทุนระวังอยู่

ฮั่งเส็งเดินหน้าฝ่าความไม่แน่นอน ตาจับ Trump-Xi

ตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวท่ามกลางความหวังและความกังวลสลับกันตลอดสัปดาห์ ดัชนีฮั่งเส็งปิดทรงตัวแถว 26,389 จุดในวันพฤหัสบดี หลังจากแรงซื้อต้นทำการจางลง เนื่องจากนักลงทุนยังลังเลที่จะเปิดสถานะใหม่ขณะรอความชัดเจนจากการประชุม Trump-Xi ในกรุงปักกิ่ง

ก่อนหน้านั้น ดัชนีฮั่งเส็งพุ่งขึ้น 160 จุด หรือ 0.6% มาอยู่ที่ 26,550 จุด ขณะที่ความหวังเรื่องการลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนหนุนบรรยากาศตลาดหุ้นฮ่องกง โดยหุ้นเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นำโดยเทนเซนต์ที่บวก 2.6% พร้อมกับ Meituan, InnoScience Technology, Kuaishou และ Xiaomi ที่ปรับขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน

South China Morning Post รายงานว่า Goldman Sachs มองว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ “อาจเป็นตัวเร่งเชิงยุทธวิธีสำหรับความแข็งแกร่งของเงินหยวนและหุ้นจีน” โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ยังคง overweight ในหุ้นจีน โดยเฉพาะ A-shares ในแผ่นดินใหญ่ มากกว่า H-shares ในฮ่องกง

ปัญหาที่กดดันตลาดเพิ่มเติมคือหุ้นเทคโนโลยีที่ร่วงแรง ในบรรดาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงประกอบด้วย Tencent Holdings (-0.4%), Xiaomi (-2.7%), Meituan (-3.1%), Pop Mart (-3.1%) และ Kuaishou Technology (-2.8%) ขณะที่ SMIC พลิกกลับมาบวกเกือบ 2%

SET ไทย: ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง ระหว่างเดินหน้าฝ่าพายุโลก

ดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุดในวันที่ 17 พฤษภาคม ลดลง 21.17 จุด โดยอยู่ในโซนที่นักวิเคราะห์มองว่าฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Bangkok Post ระบุว่า SET50 อยู่ที่ 993.92 จุด และ SET100 อยู่ที่ 2,127.38 จุด

ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้น 1.2% มาอยู่แถว 983 จุด หลังจากสหรัฐฯ ระงับปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซ และมีผลประกอบการเชิงบวกจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หนุนให้ฟิวเจอร์ส S&P ปรับขึ้น

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเฉพาะในประเทศที่กดดันตลาดด้วยเช่นกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% พร้อมเตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือเพียง 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนเมษายนพุ่งขึ้นแตะ 2.89% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และใกล้เคียงกับขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ของธนาคารกลาง

ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม SET เคยดิ่งหนักถึง 5.3% ปิดที่ 1,384.61 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายสูงถึง 159,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนทำให้ตลาดต้องหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเมื่อดัชนีดิ่งเกิน 8%

Bangkok Post รายงานว่า Bualuang Securities ประเมินว่าหาก SET สามารถก้าวผ่านความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศได้ ดัชนีเป้าหมายสิ้นปีอยู่ที่ 1,440 จุด

เงินบาท: ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทสะท้อนแรงกดดันที่ตลาดเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Bangkok Bank ณ วันที่ 15 พฤษภาคม ระบุว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.33-32.87 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (ราคาซื้อ-ขาย) ซึ่งอ่อนค่ากว่าช่วงต้นปีในระดับที่ต้องติดตาม

สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดเผชิญแรงกดดันจากสองทาง ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์และความผันผวนจากราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอย่างหนัก และต้องแบกรับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมเรียกร้องให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบได้อย่างเสรี

Nikkei Asia รายงานเพิ่มเติมว่า หากทรัมป์และสีจิ้นผิงบรรลุข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซได้ จะเป็นผลดีต่อสกุลเงินและตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที รวมถึงค่าเงินบาทและดัชนี SET ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น: อิหร่าน แร่หายาก และเฟด

นอกจากปัจจัย Trump-Xi แล้ว สามตัวแปรหลักที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดในช่วงนี้คือสถานการณ์อิหร่าน การห้ามส่งออกแร่หายากของจีน และนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

สงครามอิหร่าน: ความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่าที่ทำเนียบขาวคาดไว้กลายเป็นปัจจัยที่ซับซ้อนในการเจรจา ฝ่ายวิเคราะห์บางส่วนมองว่าจีนได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากสงครามครั้งนี้ เนื่องจากปักกิ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดและผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

แร่หายาก: จีนระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงแบนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์จาก Nexperia China ซึ่งสร้างความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ส่งผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

เฟดและเงินเฟ้อสหรัฐฯ: ค่าดัชนี S&P 500 พุ่งทำ all-time high ใหม่ที่ 7,444.25 จุด แม้ว่าจะมีรายงานเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดออกมา โดยนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณว่าตลาดวอลล์สตรีทยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็เพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

มุมมองจากนักวิเคราะห์: โอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทย

Justin Feng นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจาก HSBC กล่าวว่า ซัมมิต Trump-Xi ถือเป็น “การทดสอบสำคัญ” สำหรับพลวัตอำนาจ G2 ของโลก โดยชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก ซึ่งผลลัพธ์ของการประชุมจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกตลาดการเงิน

Paradorn Tiaranapramote รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัย Asia Plus Securities (ASPS) ให้ความเห็นในช่วงต้นปีว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาด ในขณะที่ไทยผ่านจุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจแล้วในไตรมาสสามปีที่แล้ว และเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว

สำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะปัจจุบัน ควรติดตามตัวแปรหลักสามด้านคือ (1) ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการประชุม Trump-Xi โดยเฉพาะเรื่องภาษีสินค้าและแร่หายาก (2) ความคืบหน้าของสงครามอิหร่านและผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งส่งตรงมาถึงอัตราเงินเฟ้อไทย และ (3) ทิศทางเงินทุนต่างชาติที่จะไหลกลับเข้าหรือออกจากตลาดเกิดใหม่ขึ้นอยู่กับเฟด

บทสรุป: ตลาดเอเชียยืนหยัดแต่ยังต้องการ “ตัวเร่ง” ใหม่

สัปดาห์นี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าตลาดการเงินเอเชียยังคงเป็นเกมที่ไวต่อสัญญาณจากมหาอำนาจ ดัชนีนิกเกอิที่เคยทะลุ 62,000 จุด ฮั่งเส็งที่แกว่งตัวรอบ 26,000 จุด และ SET ที่ฟื้นกลับมาเหนือ 1,500 จุด ล้วนสะท้อนความคาดหวังที่นักลงทุนมีต่อผลลัพธ์ของ Trump-Xi

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงยังคงรุมเร้าจากหลายทิศทาง ทั้งความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่สูง เงินเฟ้อที่ยังคงเกาะตัว และคำถามเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำคือการกระจายพอร์ตระหว่างหุ้นไทยที่ valuation น่าสนใจ หุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีน-ฮ่องกง และทองคำเป็น hedge ในยามที่ความไม่แน่นอนยังสูง

การจับตาปฏิกิริยาของตลาดเอเชียในช่วงสัปดาห์นี้จะบ่งชี้ว่านักลงทุนทั่วโลกมองผลการประชุมสุดยอด Trump-Xi ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” จริงหรือเพียงแค่ “การจัดการความคาดหวัง” เท่านั้น

Similar Posts

  • คู่มือพื้นฐานการลงทุนฉบับเข้าใจง่าย: เรียนรู้สินทรัพย์และบันไดความเสี่ยงก่อนเริ่มลงทุน

    สำหรับหลายคน “การลงทุน” อาจดูเหมือนเป็นเรื่องซับซ้อน เต็มไปด้วยศัพท์เทคนิค ตัวเลข และกลยุทธ์ที่เข้าใจยาก จนทำให้รู้สึกว่าการเริ่มต้นนั้นยากเกินไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว การลงทุนที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้สูตรคณิตศาสตร์ขั้นสูง หรือเทคนิคที่ซับซ้อนเหมือนในภาพยนตร์เกี่ยวกับ Wall Street เลย สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความเข้าใจพื้นฐาน” และการมีวินัยในการลงทุนระยะยาว หัวใจของการเริ่มต้นลงทุนอยู่ที่การเข้าใจว่า สินทรัพย์แต่ละประเภท (Asset Classes) คืออะไร มีความเสี่ยงและผลตอบแทนแบบไหน และควรนำมาจัดพอร์ตอย่างไรให้เหมาะกับเป้าหมายของเรา ตั้งแต่เงินฝากที่ปลอดภัย ไปจนถึงหุ้นหรือการลงทุนทางเลือกที่มีความผันผวนสูง ทุกอย่างสามารถจัดเรียงได้บนสิ่งที่เรียกว่า “บันไดความเสี่ยงของการลงทุน (Investment Risk Ladder)” ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของโลกการลงทุนได้ชัดเจนมากขึ้น บันไดความเสี่ยงของการลงทุนคืออะไร? บันไดความเสี่ยงคือแนวคิดที่ใช้จัดลำดับสินทรัพย์จาก “ความเสี่ยงต่ำ” ไปสู่ “ความเสี่ยงสูง” โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งความเสี่ยงสูง โอกาสในการได้ผลตอบแทนก็ยิ่งสูงตามไปด้วย แต่ก็มีโอกาสขาดทุนมากขึ้นเช่นกัน การเข้าใจลำดับนี้จะช่วยให้คุณสามารถเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ต้องการความปลอดภัย หรือคนที่พร้อมรับความเสี่ยงเพื่อการเติบโต เงินสด (Cash): จุดเริ่มต้นของทุกการลงทุน เงินสดหรือเงินฝากธนาคารถือเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะ: อย่างไรก็ตาม ข้อเสียสำคัญคือ ผลตอบแทนต่ำ และมักไม่สามารถเอาชนะ “เงินเฟ้อ” ได้…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • |

    ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

    ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง “ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100…

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ยูโรสู้ศึกพลังงาน เยนรอจังหวะขึ้นดอกเบี้ย บาทไทยถูกแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง

    ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนโลกในช่วงไตรมาสที่สองของปี 2569 กำลังเผชิญกับความผันผวนในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาหลายปี ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ ได้แก่ สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี กดดันค่าเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทไทย ขณะที่เฟดสหรัฐฯ คงดอกเบี้ยไม่เปลี่ยนแปลงเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน ภาพรวมของตลาดฟอเร็กซ์ในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เชื่อมโยงกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางชั้นนำ ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ที่ร่วงลงราว 9.4% ตลอดปี 2568 ยังคงรับแรงกดดันต่อเนื่องในปีนี้ ขณะที่ EUR/USD แกว่งตัวอยู่ที่ราว 1.1620 ต่อดอลลาร์ และ USD/JPY อยู่ในกรอบที่นักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิด สำหรับนักลงทุนไทย อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์ต่อบาทที่ระดับ 32.70 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สะท้อนถึงความอ่อนแอของเงินบาทที่ต้องเฝ้าระวัง เฟดสหรัฐฯ คงดอกเบี้ย 3.50–3.75% ท่ามกลางการโหวตแตกแถวรุนแรงที่สุดในรอบ 34 ปี หนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตามองมากที่สุดในช่วงนี้คือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) เฟดคงอัตราดอกเบี้ย Federal Funds Rate…

  • กลยุทธ์พอร์ตหุ้นของ Greg Abel: 60% ของ Berkshire ลงทุนใน 9 หุ้นหลัก บอกอะไรนักลงทุนได้บ้าง?

    การเปลี่ยนแปลงผู้นำจาก Warren Buffett ไปสู่ Greg Abel ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็น “การเปลี่ยนโครงสร้างทางความคิด” ของหนึ่งในองค์กรลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Berkshire Hathaway ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา Berkshire ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ Buffett คือ: แต่เมื่อ Greg Abel เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ภาพที่เริ่มปรากฏคือ “การจัดระเบียบพอร์ต” ให้ชัดเจนขึ้นผ่านการสร้าง core holdings ที่มีน้ำหนักสูงมากในพอร์ต ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ต่างจาก Buffett เล็กน้อยในเชิง “โครงสร้างการบริหาร” แม้จะยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกันในเชิง “คุณภาพของธุรกิจ” สิ่งที่น่าสนใจคือ Berkshire ไม่ได้ลดความซับซ้อนของพอร์ตเพียงเพราะความง่ายในการบริหาร แต่กำลังสะท้อนแนวคิดใหม่ว่า ในโลกที่ข้อมูลล้นและตลาดผันผวนสูง การมี “แกนหลักของพอร์ต” ที่ชัดเจนคือสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของผลตอบแทนระยะยาว โครงสร้าง Core Holdings: 9 หุ้นที่กำหนดทิศทางพอร์ต 60% ของ Berkshire หนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดคือการที่ 9 หุ้นหลักคิดเป็นประมาณ 60% ของพอร์ตหุ้นมูลค่ารวมกว่า 320,000…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *