ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน
ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้
ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา
การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร การจำกัดการส่งออกแร่หายาก และเซมิคอนดักเตอร์ มากกว่าจะเป็นการรีเซตความสัมพันธ์ทวิภาคีในวงกว้าง พร้อมชี้ว่าจีนอาจตกลงเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม
สิ่งที่ตลาดคาดหวังสูงสุดคือการต่ออายุสงบศึกทางการค้า ทั้งสองฝ่ายตกลงผลักดันความสัมพันธ์เชิงร่วมมือในวันแรกของการประชุม โดยมุ่งสร้าง “ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกรอบนำทางสำหรับสามปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากทรัมป์ระหว่างสัปดาห์ยังคงผสมปนเปกัน ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่าสงบศึกนั้นอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” ซึ่งทำให้นักลงทุนในเอเชียยังไม่กล้าเปิดสถานะซื้อเต็มที่
นิกเกอิพลิกผัน ทะลุ 62,000 แล้วร่วงกลับ
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นสัปดาห์นี้สร้างจุดน่าสนใจทางเทคนิคหลายจุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ทะลุระดับ 62,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยรวมแสดงพลวัตที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15-16 พฤษภาคม แสดงว่านิกเกอิปรับตัวลงมาปิดที่ระดับ 61,644 จุด ลดลงราว 1.61%
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดญี่ปุ่นมาจากภาคพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 แตะระดับ 2.545% หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เผยว่าคณะกรรมการบางส่วนเห็นว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้
Nikkei Asia รายงานว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง โดยตลาดจับตาว่าการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จะส่งผลต่อค่าเงินเยนและการ unwind carry trade อย่างไร ซึ่งเหตุการณ์ครั้งก่อนในปี 2567 ทำให้นิกเกอิดิ่ง 26% ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ยังคงเป็นบทเรียนที่นักลงทุนระวังอยู่
ฮั่งเส็งเดินหน้าฝ่าความไม่แน่นอน ตาจับ Trump-Xi
ตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวท่ามกลางความหวังและความกังวลสลับกันตลอดสัปดาห์ ดัชนีฮั่งเส็งปิดทรงตัวแถว 26,389 จุดในวันพฤหัสบดี หลังจากแรงซื้อต้นทำการจางลง เนื่องจากนักลงทุนยังลังเลที่จะเปิดสถานะใหม่ขณะรอความชัดเจนจากการประชุม Trump-Xi ในกรุงปักกิ่ง
ก่อนหน้านั้น ดัชนีฮั่งเส็งพุ่งขึ้น 160 จุด หรือ 0.6% มาอยู่ที่ 26,550 จุด ขณะที่ความหวังเรื่องการลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนหนุนบรรยากาศตลาดหุ้นฮ่องกง โดยหุ้นเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นำโดยเทนเซนต์ที่บวก 2.6% พร้อมกับ Meituan, InnoScience Technology, Kuaishou และ Xiaomi ที่ปรับขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน
South China Morning Post รายงานว่า Goldman Sachs มองว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ “อาจเป็นตัวเร่งเชิงยุทธวิธีสำหรับความแข็งแกร่งของเงินหยวนและหุ้นจีน” โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ยังคง overweight ในหุ้นจีน โดยเฉพาะ A-shares ในแผ่นดินใหญ่ มากกว่า H-shares ในฮ่องกง
ปัญหาที่กดดันตลาดเพิ่มเติมคือหุ้นเทคโนโลยีที่ร่วงแรง ในบรรดาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงประกอบด้วย Tencent Holdings (-0.4%), Xiaomi (-2.7%), Meituan (-3.1%), Pop Mart (-3.1%) และ Kuaishou Technology (-2.8%) ขณะที่ SMIC พลิกกลับมาบวกเกือบ 2%
SET ไทย: ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง ระหว่างเดินหน้าฝ่าพายุโลก
ดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุดในวันที่ 17 พฤษภาคม ลดลง 21.17 จุด โดยอยู่ในโซนที่นักวิเคราะห์มองว่าฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Bangkok Post ระบุว่า SET50 อยู่ที่ 993.92 จุด และ SET100 อยู่ที่ 2,127.38 จุด
ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้น 1.2% มาอยู่แถว 983 จุด หลังจากสหรัฐฯ ระงับปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซ และมีผลประกอบการเชิงบวกจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หนุนให้ฟิวเจอร์ส S&P ปรับขึ้น
อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเฉพาะในประเทศที่กดดันตลาดด้วยเช่นกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% พร้อมเตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือเพียง 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนเมษายนพุ่งขึ้นแตะ 2.89% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และใกล้เคียงกับขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ของธนาคารกลาง
ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม SET เคยดิ่งหนักถึง 5.3% ปิดที่ 1,384.61 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายสูงถึง 159,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนทำให้ตลาดต้องหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเมื่อดัชนีดิ่งเกิน 8%
Bangkok Post รายงานว่า Bualuang Securities ประเมินว่าหาก SET สามารถก้าวผ่านความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศได้ ดัชนีเป้าหมายสิ้นปีอยู่ที่ 1,440 จุด
เงินบาท: ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทสะท้อนแรงกดดันที่ตลาดเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Bangkok Bank ณ วันที่ 15 พฤษภาคม ระบุว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.33-32.87 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (ราคาซื้อ-ขาย) ซึ่งอ่อนค่ากว่าช่วงต้นปีในระดับที่ต้องติดตาม
สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดเผชิญแรงกดดันจากสองทาง ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์และความผันผวนจากราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ
ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอย่างหนัก และต้องแบกรับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมเรียกร้องให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบได้อย่างเสรี
Nikkei Asia รายงานเพิ่มเติมว่า หากทรัมป์และสีจิ้นผิงบรรลุข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซได้ จะเป็นผลดีต่อสกุลเงินและตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที รวมถึงค่าเงินบาทและดัชนี SET ด้วย
ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น: อิหร่าน แร่หายาก และเฟด
นอกจากปัจจัย Trump-Xi แล้ว สามตัวแปรหลักที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดในช่วงนี้คือสถานการณ์อิหร่าน การห้ามส่งออกแร่หายากของจีน และนโยบายดอกเบี้ยของเฟด
สงครามอิหร่าน: ความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่าที่ทำเนียบขาวคาดไว้กลายเป็นปัจจัยที่ซับซ้อนในการเจรจา ฝ่ายวิเคราะห์บางส่วนมองว่าจีนได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากสงครามครั้งนี้ เนื่องจากปักกิ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดและผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน
แร่หายาก: จีนระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงแบนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์จาก Nexperia China ซึ่งสร้างความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ส่งผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้
เฟดและเงินเฟ้อสหรัฐฯ: ค่าดัชนี S&P 500 พุ่งทำ all-time high ใหม่ที่ 7,444.25 จุด แม้ว่าจะมีรายงานเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดออกมา โดยนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณว่าตลาดวอลล์สตรีทยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็เพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทย
มุมมองจากนักวิเคราะห์: โอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทย
Justin Feng นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจาก HSBC กล่าวว่า ซัมมิต Trump-Xi ถือเป็น “การทดสอบสำคัญ” สำหรับพลวัตอำนาจ G2 ของโลก โดยชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก ซึ่งผลลัพธ์ของการประชุมจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกตลาดการเงิน
Paradorn Tiaranapramote รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัย Asia Plus Securities (ASPS) ให้ความเห็นในช่วงต้นปีว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาด ในขณะที่ไทยผ่านจุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจแล้วในไตรมาสสามปีที่แล้ว และเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว
สำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะปัจจุบัน ควรติดตามตัวแปรหลักสามด้านคือ (1) ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการประชุม Trump-Xi โดยเฉพาะเรื่องภาษีสินค้าและแร่หายาก (2) ความคืบหน้าของสงครามอิหร่านและผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งส่งตรงมาถึงอัตราเงินเฟ้อไทย และ (3) ทิศทางเงินทุนต่างชาติที่จะไหลกลับเข้าหรือออกจากตลาดเกิดใหม่ขึ้นอยู่กับเฟด
บทสรุป: ตลาดเอเชียยืนหยัดแต่ยังต้องการ “ตัวเร่ง” ใหม่
สัปดาห์นี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าตลาดการเงินเอเชียยังคงเป็นเกมที่ไวต่อสัญญาณจากมหาอำนาจ ดัชนีนิกเกอิที่เคยทะลุ 62,000 จุด ฮั่งเส็งที่แกว่งตัวรอบ 26,000 จุด และ SET ที่ฟื้นกลับมาเหนือ 1,500 จุด ล้วนสะท้อนความคาดหวังที่นักลงทุนมีต่อผลลัพธ์ของ Trump-Xi
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงยังคงรุมเร้าจากหลายทิศทาง ทั้งความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่สูง เงินเฟ้อที่ยังคงเกาะตัว และคำถามเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำคือการกระจายพอร์ตระหว่างหุ้นไทยที่ valuation น่าสนใจ หุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีน-ฮ่องกง และทองคำเป็น hedge ในยามที่ความไม่แน่นอนยังสูง
การจับตาปฏิกิริยาของตลาดเอเชียในช่วงสัปดาห์นี้จะบ่งชี้ว่านักลงทุนทั่วโลกมองผลการประชุมสุดยอด Trump-Xi ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” จริงหรือเพียงแค่ “การจัดการความคาดหวัง” เท่านั้น
