ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน
|

ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้

ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา

การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร การจำกัดการส่งออกแร่หายาก และเซมิคอนดักเตอร์ มากกว่าจะเป็นการรีเซตความสัมพันธ์ทวิภาคีในวงกว้าง พร้อมชี้ว่าจีนอาจตกลงเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตร พลังงาน และเครื่องบินจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีเพิ่มเติม

สิ่งที่ตลาดคาดหวังสูงสุดคือการต่ออายุสงบศึกทางการค้า ทั้งสองฝ่ายตกลงผลักดันความสัมพันธ์เชิงร่วมมือในวันแรกของการประชุม โดยมุ่งสร้าง “ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกรอบนำทางสำหรับสามปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สัญญาณจากทรัมป์ระหว่างสัปดาห์ยังคงผสมปนเปกัน ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่าสงบศึกนั้นอยู่ใน “สภาวะวิกฤติ” ซึ่งทำให้นักลงทุนในเอเชียยังไม่กล้าเปิดสถานะซื้อเต็มที่

นิกเกอิพลิกผัน ทะลุ 62,000 แล้วร่วงกลับ

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นสัปดาห์นี้สร้างจุดน่าสนใจทางเทคนิคหลายจุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ทะลุระดับ 62,000 จุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ตลาดเอเชียแปซิฟิกโดยรวมแสดงพลวัตที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดวันที่ 15-16 พฤษภาคม แสดงว่านิกเกอิปรับตัวลงมาปิดที่ระดับ 61,644 จุด ลดลงราว 1.61%

ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดญี่ปุ่นมาจากภาคพันธบัตรรัฐบาล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2540 แตะระดับ 2.545% หลังจากรายงานการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เผยว่าคณะกรรมการบางส่วนเห็นว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้

Nikkei Asia รายงานว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง โดยตลาดจับตาว่าการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จะส่งผลต่อค่าเงินเยนและการ unwind carry trade อย่างไร ซึ่งเหตุการณ์ครั้งก่อนในปี 2567 ทำให้นิกเกอิดิ่ง 26% ภายในระยะเวลาไม่ถึงเดือน ยังคงเป็นบทเรียนที่นักลงทุนระวังอยู่

ฮั่งเส็งเดินหน้าฝ่าความไม่แน่นอน ตาจับ Trump-Xi

ตลาดหุ้นฮ่องกงเคลื่อนไหวท่ามกลางความหวังและความกังวลสลับกันตลอดสัปดาห์ ดัชนีฮั่งเส็งปิดทรงตัวแถว 26,389 จุดในวันพฤหัสบดี หลังจากแรงซื้อต้นทำการจางลง เนื่องจากนักลงทุนยังลังเลที่จะเปิดสถานะใหม่ขณะรอความชัดเจนจากการประชุม Trump-Xi ในกรุงปักกิ่ง

ก่อนหน้านั้น ดัชนีฮั่งเส็งพุ่งขึ้น 160 จุด หรือ 0.6% มาอยู่ที่ 26,550 จุด ขณะที่ความหวังเรื่องการลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนหนุนบรรยากาศตลาดหุ้นฮ่องกง โดยหุ้นเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก นำโดยเทนเซนต์ที่บวก 2.6% พร้อมกับ Meituan, InnoScience Technology, Kuaishou และ Xiaomi ที่ปรับขึ้นในระดับใกล้เคียงกัน

South China Morning Post รายงานว่า Goldman Sachs มองว่าการประชุมสุดยอดครั้งนี้ “อาจเป็นตัวเร่งเชิงยุทธวิธีสำหรับความแข็งแกร่งของเงินหยวนและหุ้นจีน” โดยธนาคารยักษ์ใหญ่ยังคง overweight ในหุ้นจีน โดยเฉพาะ A-shares ในแผ่นดินใหญ่ มากกว่า H-shares ในฮ่องกง

ปัญหาที่กดดันตลาดเพิ่มเติมคือหุ้นเทคโนโลยีที่ร่วงแรง ในบรรดาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงประกอบด้วย Tencent Holdings (-0.4%), Xiaomi (-2.7%), Meituan (-3.1%), Pop Mart (-3.1%) และ Kuaishou Technology (-2.8%) ขณะที่ SMIC พลิกกลับมาบวกเกือบ 2%

SET ไทย: ฟื้นตัวแต่ยังเปราะบาง ระหว่างเดินหน้าฝ่าพายุโลก

ดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุดในวันที่ 17 พฤษภาคม ลดลง 21.17 จุด โดยอยู่ในโซนที่นักวิเคราะห์มองว่าฟื้นตัวได้อย่างมีนัยสำคัญจากจุดต่ำสุดในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ข้อมูลจาก Bangkok Post ระบุว่า SET50 อยู่ที่ 993.92 จุด และ SET100 อยู่ที่ 2,127.38 จุด

ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ดัชนี SET50 ปรับตัวขึ้น 1.2% มาอยู่แถว 983 จุด หลังจากสหรัฐฯ ระงับปฏิบัติการในช่องแคบฮอร์มุซ และมีผลประกอบการเชิงบวกจากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หนุนให้ฟิวเจอร์ส S&P ปรับขึ้น

อย่างไรก็ดี มีปัจจัยเฉพาะในประเทศที่กดดันตลาดด้วยเช่นกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% พร้อมเตือนว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจฉุดการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ลงเหลือเพียง 1.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือนเมษายนพุ่งขึ้นแตะ 2.89% ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 และใกล้เคียงกับขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ของธนาคารกลาง

ก่อนหน้านี้ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม SET เคยดิ่งหนักถึง 5.3% ปิดที่ 1,384.61 จุด พร้อมมูลค่าซื้อขายสูงถึง 159,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติถึงสามเท่า หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน จนทำให้ตลาดต้องหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเมื่อดัชนีดิ่งเกิน 8%

Bangkok Post รายงานว่า Bualuang Securities ประเมินว่าหาก SET สามารถก้าวผ่านความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศได้ ดัชนีเป้าหมายสิ้นปีอยู่ที่ 1,440 จุด

เงินบาท: ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทย

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทสะท้อนแรงกดดันที่ตลาดเผชิญอยู่ได้อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก Bangkok Bank ณ วันที่ 15 พฤษภาคม ระบุว่าค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.33-32.87 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (ราคาซื้อ-ขาย) ซึ่งอ่อนค่ากว่าช่วงต้นปีในระดับที่ต้องติดตาม

สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียทั้งหมดเผชิญแรงกดดันจากสองทาง ทั้งการเสริมความแข็งแกร่งของดอลลาร์และความผันผวนจากราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นเนื่องจากความเสี่ยงต่อช่องแคบฮอร์มุซ

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียอย่างหนัก และต้องแบกรับผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมเรียกร้องให้มีการเดินเรือผ่านช่องแคบได้อย่างเสรี

Nikkei Asia รายงานเพิ่มเติมว่า หากทรัมป์และสีจิ้นผิงบรรลุข้อตกลงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซได้ จะเป็นผลดีต่อสกุลเงินและตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันที รวมถึงค่าเงินบาทและดัชนี SET ด้วย

ปัจจัยเสี่ยงระยะสั้น: อิหร่าน แร่หายาก และเฟด

นอกจากปัจจัย Trump-Xi แล้ว สามตัวแปรหลักที่กำลังกำหนดทิศทางตลาดในช่วงนี้คือสถานการณ์อิหร่าน การห้ามส่งออกแร่หายากของจีน และนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

สงครามอิหร่าน: ความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่าที่ทำเนียบขาวคาดไว้กลายเป็นปัจจัยที่ซับซ้อนในการเจรจา ฝ่ายวิเคราะห์บางส่วนมองว่าจีนได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์จากสงครามครั้งนี้ เนื่องจากปักกิ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่สุดและผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของอิหร่าน

แร่หายาก: จีนระงับการส่งออกแร่หายากและแม่เหล็กที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก รวมถึงแบนการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์จาก Nexperia China ซึ่งสร้างความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ส่งผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจในยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้

เฟดและเงินเฟ้อสหรัฐฯ: ค่าดัชนี S&P 500 พุ่งทำ all-time high ใหม่ที่ 7,444.25 จุด แม้ว่าจะมีรายงานเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดออกมา โดยนักลงทุนเพิ่มน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ส่งสัญญาณว่าตลาดวอลล์สตรีทยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็เพิ่มโอกาสที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้นานขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างไทย

มุมมองจากนักวิเคราะห์: โอกาสและความเสี่ยงสำหรับนักลงทุนไทย

Justin Feng นักเศรษฐศาสตร์เอเชียจาก HSBC กล่าวว่า ซัมมิต Trump-Xi ถือเป็น “การทดสอบสำคัญ” สำหรับพลวัตอำนาจ G2 ของโลก โดยชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก ซึ่งผลลัพธ์ของการประชุมจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังทุกตลาดการเงิน

Paradorn Tiaranapramote รองประธานอาวุโสฝ่ายวิจัย Asia Plus Securities (ASPS) ให้ความเห็นในช่วงต้นปีว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัวแข็งแกร่งกว่าที่คาด ในขณะที่ไทยผ่านจุดต่ำสุดทางเศรษฐกิจแล้วในไตรมาสสามปีที่แล้ว และเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว

สำหรับนักลงทุนไทยในสภาวะปัจจุบัน ควรติดตามตัวแปรหลักสามด้านคือ (1) ผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการประชุม Trump-Xi โดยเฉพาะเรื่องภาษีสินค้าและแร่หายาก (2) ความคืบหน้าของสงครามอิหร่านและผลกระทบต่อราคาพลังงาน ซึ่งส่งตรงมาถึงอัตราเงินเฟ้อไทย และ (3) ทิศทางเงินทุนต่างชาติที่จะไหลกลับเข้าหรือออกจากตลาดเกิดใหม่ขึ้นอยู่กับเฟด

บทสรุป: ตลาดเอเชียยืนหยัดแต่ยังต้องการ “ตัวเร่ง” ใหม่

สัปดาห์นี้พิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งว่าตลาดการเงินเอเชียยังคงเป็นเกมที่ไวต่อสัญญาณจากมหาอำนาจ ดัชนีนิกเกอิที่เคยทะลุ 62,000 จุด ฮั่งเส็งที่แกว่งตัวรอบ 26,000 จุด และ SET ที่ฟื้นกลับมาเหนือ 1,500 จุด ล้วนสะท้อนความคาดหวังที่นักลงทุนมีต่อผลลัพธ์ของ Trump-Xi

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงยังคงรุมเร้าจากหลายทิศทาง ทั้งความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันที่สูง เงินเฟ้อที่ยังคงเกาะตัว และคำถามเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ สำหรับนักลงทุนไทย กลยุทธ์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักแนะนำคือการกระจายพอร์ตระหว่างหุ้นไทยที่ valuation น่าสนใจ หุ้นต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีน-ฮ่องกง และทองคำเป็น hedge ในยามที่ความไม่แน่นอนยังสูง

การจับตาปฏิกิริยาของตลาดเอเชียในช่วงสัปดาห์นี้จะบ่งชี้ว่านักลงทุนทั่วโลกมองผลการประชุมสุดยอด Trump-Xi ว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” จริงหรือเพียงแค่ “การจัดการความคาดหวัง” เท่านั้น

Similar Posts

  • |

    จากสิงคโปร์ถึงบรัสเซลส์ ผู้นำโลกจับตาดูการประชุมสุดยอด Trump-Xi จากระยะไกล

    เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump และประธานาธิบดีจีน Xi Jinping พบกันในกรุงปักกิ่งในวันพฤหัสบดี ทั้งสองและทีมงานจะปิดผนึกผลลัพธ์ในประเด็นที่อาจครอบคลุมได้อย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยเห็นในการประชุมทวิภาคีครั้งใดในรอบหลายทศวรรษ วาระการประชุมครอบคลุมตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี การควบคุมการส่งออกแร่หายาก ไต้หวัน สงครามอิหร่าน ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ ทำให้การประชุมสุดยอดครั้งนี้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งโลกกำลังจับตามองด้วยความกังวลและความหวังพร้อมกัน Chad Bown นักวิจัยอาวุโสของ Peterson Institute for International Economics สรุปความสำคัญได้อย่างกระชับว่า “แทบทุกคนมีส่วนได้เสียในผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้” และนั่นคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมที่ปักกิ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับพันล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องนั้น บริบทและเส้นทางสู่การประชุม การประชุมสุดยอดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลจากเส้นทางที่ขรุขระและซับซ้อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การประชุมซึ่งเดิมกำหนดไว้ในเดือนมีนาคม ถูกเลื่อนออกไปเมื่อสหรัฐฯ ตกอยู่ในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก่อนการประชุม ทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มแรงกดดันซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง วอชิงตันกล่าวหาปักกิ่งว่าดำเนินแคมเปญ “ระดับอุตสาหกรรม” เพื่อขโมยเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ในขณะที่จีนสั่งให้บริษัทต่างๆ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของสหรัฐฯ พร้อมกับเป็นเจ้าภาพต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ก่อนการประชุมสุดยอดในปักกิ่ง ยังมีการประชุมเตรียมการสำคัญในเกาหลีใต้วันพุธ เมื่อ He Lifeng รองนายกรัฐมนตรีจีน และ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ…

  • เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

    นักลงทุนจำนวนมาก—including ผู้เขียนต้นฉบับ—เคยมีมุมมองเชิงลบต่อ Palantir Technologies มาโดยตลอด สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ราคา” ที่ดูเหมือนจะสะท้อนอนาคตไปหมดแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Palantir ถูกซื้อขายที่ระดับ valuation สูงมาก เช่น 40 เท่า 60 เท่า หรือแม้แต่ 80 เท่าของรายได้ (revenue multiple) ซึ่งในมุมของนักลงทุนสายพื้นฐานแบบดั้งเดิม ถือว่า “เกินเหตุผล” และมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการเติบโตระดับสุดขั้วเพื่อรองรับราคา อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการโฟกัสที่ “ตัวเลข valuation” ไปสู่การวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้า” และ “การใช้งานจริงของเทคโนโลยี” สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่: “ถ้าบริษัทสามารถสร้าง value จริงในระดับที่เปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรได้”“valuation ที่ดูแพง อาจไม่แพงก็ได้” โมเดล AIP Boot Camp: เปลี่ยนวิธีขายซอฟต์แวร์องค์กร หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Palantir คือวิธีการนำเสนอและขายผลิตภัณฑ์ AI Platform (AIP)…

  • |

    ทรัมป์ เผย อิหร่านเตรียมระงับโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง

    ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump เปิดเผยว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะ “ระงับโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากที่เตหะรานประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การเดินเรือพาณิชย์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ยืนยันว่า ข้อตกลงในการหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” หรือกล่าวได้ว่าเป็นการระงับแบบถาวร “ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ตกลงกันได้แล้ว และทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าว ขณะเดียวกัน เขายังปฏิเสธข้อเรียกร้องสำคัญของอิหร่านอย่างชัดเจน นั่นคือ การปล่อยเงินที่ถูกอายัดไว้ โดยยืนยันว่า สหรัฐจะไม่คืนเงินดังกล่าวให้ รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน แม้ทรัมป์จะแสดงความมั่นใจ แต่รายละเอียดของข้อตกลงยังคงไม่ชัดเจน และทางอิหร่านเองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์นั้น อาจขัดแย้งกับจุดยืนเดิมของอิหร่าน ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าประเทศมี “สิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม” เพื่อการพัฒนาด้านพลังงาน สัญญาณบวกเพิ่มขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในวันเดียวกัน ผู้นำอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ หลังจากที่อิสราเอลตกลงหยุดยิงในเลบานอน หลังการประกาศดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 8 ลำ ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย รีบเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซทันที เพื่อทดสอบว่าการเปิดเส้นทางครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ ทรัมป์ส่งสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติม ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตันด้วยเครื่อง Air Force One ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับ “ข่าวดีบางอย่าง” ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด เขายังระบุว่า…

  • |

    ตลาดโลกเข้าโหมดพิสูจน์: งบ Q2 น้ำมันปะทุ เฟดยุควอร์ชส่อขึ้นดอกเบี้ย

    ตลาดการเงินโลกกำลังเดินเข้าสู่สัปดาห์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “จุดตัดสิน” ของครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-10 กรกฎาคม) วอลล์สตรีทแสดงอาการ “แยกทาง” อย่างชัดเจน ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดเหนือระดับ 53,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ ก่อนที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่จะลบกำไรทั้งหมดทิ้ง จนดัชนีบลูชิปปิดสัปดาห์ติดลบ 0.5% ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงกลับบวกได้ 1.74% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.23% ปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 จาก 5 สัปดาห์หลังสุด ภาพที่ขัดแย้งกันนี้บอกอะไรบางอย่างกับนักลงทุน: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเวลานี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเดียว แต่ถูกดึงไปคนละทางโดยสามแรงที่ทรงพลังพอ ๆ กัน — แรงแรกคือ “ธีม AI” ที่ยังคงดูดเงินเข้าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่างไม่ลดละ แรงที่สองคือราคาน้ำมันที่กลับมาพุ่งอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านล่มลง และแรงที่สามคือธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่กำลังถกเถียงกันภายในว่าจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยหรือ “คง” ดอกเบี้ยต่อไป…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • กลยุทธ์จัดพอร์ต 2569: ETF พันธบัตรโทเคน และตลาดเกิดใหม่

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเดินเข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 ด้วยภาพที่แตกต่างจากสองไตรมาสก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ บันทึกกระแสเงินไหลเข้าสุทธิติดต่อกันเป็นวันที่หกเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม โดยมีเม็ดเงินใหม่ราว 203.14 ล้านดอลลาร์ ดันสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกลุ่มกองทุนบิตคอยน์ทะลุระดับ 80,000 ล้านดอลลาร์อีกครั้ง ขณะที่ราคาบิตคอยน์ยืนแถว 66,000 ดอลลาร์ สูงสุดในรอบกว่าห้าสัปดาห์ ตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงสามสัปดาห์เศษหลังจากที่กองทุนกลุ่มเดียวกันเพิ่งผ่านเดือนมิถุนายนที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เปิดตลาดในเดือนมกราคม 2567 แต่เรื่องราวที่สำคัญกว่าการแกว่งตัวของราคาในรอบสัปดาห์ คือการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงลึกของ “พอร์ตการลงทุน” ในระดับสถาบันทั่วโลก ปี 2569 เป็นปีที่คำถามเรื่องการจัดสรรสินทรัพย์ถูกรื้อใหม่ทั้งกระดาน สูตร 60/40 ที่นักลงทุนคุ้นเคยมาหลายทศวรรษกำลังถูกท้าทายจากสามทิศทางพร้อมกัน ได้แก่ การไหลเข้าของเงินทุนสู่โครงสร้าง ETF ที่ทำลายสถิติทุกด้าน การย้าย “ขาตราสารหนี้” ของพอร์ตขึ้นไปอยู่บนบล็อกเชนผ่านพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ แบบโทเคน และการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือทางการเงินจริง ไม่ใช่เครื่องมือเก็งกำไร รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลชั้นนำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างประเทศ ทั้ง CoinDesk, Cointelegraph, Decrypt, The Block, CryptoSlate, Bitcoin Magazine และ The Defiant ประกอบกับข้อมูลตลาดจาก…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *