ทองคำ 2569: จากสถิติสูงสุด 5,595 ดอลลาร์ สู่ความผันผวนที่นักลงทุนไทยต้องเข้าใจ
ปี 2569 กลายเป็นปีที่ตลาดทองคำโลกเขียนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่อีกครั้ง หลังจากที่ในปี 2568 ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 64% — การเพิ่มขึ้นในหนึ่งปีที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2522 ต้นปี 2569 ก็มาพร้อมกับการทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลอีกครั้งที่ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 29 มกราคม แต่จากนั้น เส้นทางของทองคำกลับซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เมื่อสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ผิดความคาดหมายของนักลงทุน ทำให้ราคาร่วงลงอย่างฉับพลันแทนที่จะพุ่งสูงขึ้น
ณ วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ราคาทองคำอยู่ที่ประมาณ 4,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาทองคำไทย (ทอง 96.5%) ประมาณ 72,000-73,000 บาทต่อบาทน้ำหนัก สถานการณ์ที่ผันผวนนี้สร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน — บทความนี้จะพาเจาะลึกทุกมิติที่นักลงทุนไทยควรรู้
ปี 2568-2569: สองปีที่ทองคำเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดโลก
เพื่อเข้าใจตลาดทองคำในปัจจุบัน ต้องย้อนดูบริบทที่สร้างมันขึ้นมา ในปี 2568 ทองคำพุ่งจาก 2,623 ดอลลาร์ต่อออนซ์ต้นปี ไปสู่ 4,339 ดอลลาร์สิ้นปี — การขึ้นราคา 65% ที่ขับเคลื่อนโดยสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนแอ (ดัชนี US Dollar Index ลดลง 6%), ความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ที่ดันนักลงทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัย และการซื้อทองคำสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกที่ทะลุ 1,100 ตันในปีเดียว สถิติสูงสุดเป็นปีที่สามติดต่อกันที่เกินพัน 1,000 ตัน
Fast Company รายงานว่าในสัปดาห์แรกของปี 2569 ราคาทองคำได้ขึ้นไปแตะ 4,497 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนหันหาสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ ก่อนที่กระแสซื้อจะพาราคาทะยานต่อสู่จุดสูงสุดตลอดกาล 5,595 ดอลลาร์ในวันที่ 29 มกราคม 2569 ภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนของปีใหม่
ในตลาดไทย ผลกระทบสะท้อนชัดเจน นายแพทย์กริชเกียรติ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการบริษัท MTS Gold Mae Thongsuk กล่าวว่าทองคำไทยปรับตัวขึ้นเกือบ 10,000 บาทต่อบาทน้ำหนักนับตั้งแต่ต้นปี 2569 และทะลุ 75,000 บาท โดยระบุว่าความเร็วของการขึ้นราคาในปีนี้ “ก้าวร้าว” กว่าปีที่แล้วอย่างมาก — ในปี 2568 ทองคำใช้เวลาสามเดือนเพื่อขึ้น 17% แต่ในปี 2569 ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
วิกฤตอิหร่าน: เมื่อสงครามไม่ได้พาทองคำพุ่ง — แต่ผันผวนอย่างสุดขีด
บทเรียนที่ตลาดทองคำสอนนักลงทุนในปี 2569 คือ “สถานะ safe haven ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้เสมอ” เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 นักลงทุนจำนวนมากคาดว่าราคาทองคำจะพุ่งสูงขึ้นตามสัญชาตญาณของสินทรัพย์ปลอดภัย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงข้าม
BullionVault ซึ่งติดตามข้อมูลราคาทองคำระหว่างความขัดแย้งสำคัญ 10 ครั้งในรอบ 50 ปี พบว่าภายใน 4 สัปดาห์แรกของสงครามอิหร่าน ราคาทองคำปรับลงถึง 13.6% — การลดลงในระยะดังกล่าวที่แย่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ และเป็นการดิ่งลงรายเดือนที่หนักสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2556 ความผันผวนพุ่งสู่ระดับที่ไม่เคยเห็นนับตั้งแต่การล้มของธนาคาร Lehman Brothers ในปี 2551
เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? มีคำอธิบายสำคัญสองประการ ประการแรก สงครามอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น ซึ่งสร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้ตลาดคาดว่าเฟดจะไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามแผน เมื่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่ได้ลดลง ต้นทุนโอกาสของการถือทองคำก็ยังสูง ประการที่สอง การที่ราคาทองคำพุ่งขึ้น 23.9% ในช่วง 30 วันก่อนสงครามปะทุ ทำให้ตลาดอยู่ในสภาวะ overbought นักลงทุนที่ซื้อไว้ตัดสินใจขายทำกำไร โดยเฉพาะกองทุน ETF ในฝั่งตะวันตก ซึ่งแรงขายจาก algorithmic trading เร่งให้ราคาดิ่งลงเร็วยิ่งขึ้น
ในตลาดไทย สมาคมค้าทองคำรายงานว่าในวันที่ 26 มีนาคม 2569 มีการปรับราคาทองคำถึง 36 ครั้งในหนึ่งวัน ก่อนปิดตลาดลดลง 1,700 บาทต่อบาทน้ำหนัก สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนอย่างสุดขีดที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในตลาดทองคำไทย
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนระยะยาวไม่ควรตัดสินใจจากความผันผวนในช่วงสั้น World Gold Council ซึ่งวิเคราะห์พฤติกรรมทองคำในวิกฤตตลอดประวัติศาสตร์ ชี้ว่าเป็นเรื่องปกติที่ทองคำจะ “ดิ่งพร้อมความตกใจ” ในช่วงแรก แต่มักฟื้นตัวและทำผลงานดีกว่าสินทรัพย์อื่นเมื่อความไม่แน่นอนยังคงยืดเยื้อ Globe and Mail รายงานว่าประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าหลังจากความผันผวนของทองคำพุ่งสู่จุดสูงสุด ความสงบมักกลับมาภายในราว 1.6 เดือน
สามเสาหลักขับเคลื่อนราคาทองคำในระยะยาว: De-dollarization ธนาคารกลาง และเงินเฟ้อ
แม้ความผันผวนระยะสั้นจะน่าตกใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังคงมองทองคำเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว โดยมีสามปัจจัยโครงสร้างสำคัญที่ยังคงทำงานอยู่
การลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) เป็นแนวโน้มที่กินเวลาหลายทศวรรษ World Gold Council รายงานว่าส่วนแบ่งดอลลาร์ในทุนสำรองระหว่างประเทศโลก ลดลงจากประมาณ 72% ในปี 2543 มาสู่ราว 58.4% ในไตรมาสแรกของปี 2568 และช่องว่างดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกเติมเต็มโดยทองคำ ไม่ใช่สกุลเงินคู่แข่งอื่น ตั้งแต่ปี 2565 ถึงต้นปี 2569 ธนาคารกลางทั่วโลกสะสมทองคำรวมกว่า 4,000 ตัน ซึ่งเป็นการสะสมของสถาบันที่ยั่งยืนที่สุดในประวัติศาสตร์การเงินยุคใหม่
ธนาคารกลางยังคงซื้อต่อเนื่อง ในไตรมาสแรกของปี 2569 เพียงไตรมาสเดียว ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวม 244 ตัน เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี J.P. Morgan ประเมินว่าอุปสงค์รายไตรมาสรวมจากธนาคารกลางและนักลงทุนในปี 2569 จะอยู่ที่เฉลี่ย 585 ตัน ซึ่งเพียงพอที่จะดันราคาขึ้นต่อเนื่อง โดยทุก 100 ตันที่เพิ่มเกินกว่า 350 ตัน จะส่งผลให้ราคาขึ้นราว 2% แบบไตรมาสต่อไตรมาส ผู้ซื้อรายใหญ่ ได้แก่ ธนาคารแห่งประชาชนจีน ธนาคารกลางอินเดีย ธนาคารแห่งชาติโปแลนด์ และธนาคารกลางตุรกี
เงินเฟ้อและดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ Morningstar และ Goldman Sachs ต่างชี้ว่าตราบใดที่ Core CPI ของสหรัฐฯ ยังคงอยู่เหนือ 2% ขณะที่อยู่ที่ราว 3.5% ดอกเบี้ยแท้จริงยังติดลบ ซึ่งเป็น “เงื่อนไขที่ดีที่สุดสำหรับทองคำ” สงครามอิหร่านและผลกระทบต่อราคาพลังงานยิ่งทำให้เส้นทางการลดดอกเบี้ยของเฟดไม่ชัดเจน นักลงทุนในตลาดฟิวเจอร์สเริ่มคาดการณ์ว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี 2569 อาจถูกเลื่อนออกไปจนถึงไตรมาสสาม
เป้าหมายราคาของสถาบันการเงินระดับโลก: ใครพูดอะไร
ความเห็นของสถาบันการเงินชั้นนำในปัจจุบันยังคงเอนเอียงไปทางบวกสำหรับทองคำ
Goldman Sachs ปรับเป้าหมายราคาสิ้นปี 2569 ขึ้นสู่ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยให้น้ำหนักกับการซื้อของธนาคารกลางต่อเนื่องและการกระจายพอร์ตของนักลงทุนสู่ “real assets”
J.P. Morgan มีมุมมองที่ก้าวร้าวยิ่งกว่า โดยประเมินราคาเฉลี่ยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ที่ 5,055 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และคาดว่าปลายปี 2570 จะแตะ 5,400 ดอลลาร์ ในขณะที่ตัวเลขสูงสุดในสถานการณ์ที่ดีที่สุดคือ 6,300 ดอลลาร์
Bank of America คาดว่าทองคำจะแตะ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ Deutsche Bank ตั้งเป้าสิ้นปีไว้ที่ 6,000 ดอลลาร์ด้วย และ UBS เรียกสิ้นปีที่ 5,900 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าเป้าหมายดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกตั้งขึ้นก่อนสงครามอิหร่านจะปะทุ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ ฝั่งที่ระมัดระวังกว่า อาทิ London Bullion Market Association ซึ่งสำรวจนักวิเคราะห์ พบว่าค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 4,741.97 ดอลลาร์ — ใกล้เคียงกับที่ทองคำเคลื่อนไหวอยู่ในขณะนี้ สะท้อนว่าบางส่วนมองว่าราคาปัจจุบันเป็น “ราคาที่ยุติธรรม” แล้ว
Natasha Kaneva หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์โลกของ J.P. Morgan กล่าวอย่างชัดเจนว่า “แนวโน้มระยะยาวของการกระจายทุนสำรองอย่างเป็นทางการและของนักลงทุนเข้าสู่ทองคำยังมีพื้นที่ให้ดำเนินต่อไปอีก เราคาดว่าอุปสงค์ทองคำจะผลักดันราคาสู่ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2569”
ETF ทองคำ: เครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนสมัยใหม่ต้องรู้จัก
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญของตลาดทองคำในปัจจุบันคือบทบาทที่ขยายตัวของ ETF ทองคำ ในปี 2568 กองทุน ETF ที่ลงทุนในทองคำได้รับกระแสเงินไหลเข้าเกือบ 500 ตัน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเร่งสำคัญของการพุ่งราคา World Gold Council คาดว่าในปี 2569 จะมีเงินไหลเข้า ETF ทองคำอีกราว 250 ตัน แม้จะไม่สูงเท่าปีก่อน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่อาจคงสูงนานกว่าที่คาด
CNBC รายงานว่า Trevor Yates นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Global X ETFs อธิบายว่า “การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในช่วงล่าสุดถูกขับเคลื่อนโดยตลาดที่ pricing in แนวโน้มที่เป็นมิตรต่อทองคำมากขึ้นในปี 2569 ทั้งจากดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าและดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ซึ่งล้วนเป็น tailwind สำหรับทองคำ”
Motley Fool ชี้ว่าขณะที่ราคาทองคำปิดที่ประมาณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งต่ำกว่าเป้า 5,400 ดอลลาร์ของ Goldman Sachs และห่างมากจากเป้า 6,000-6,300 ดอลลาร์ของ J.P. Morgan สถาบันการเงินหลายแห่งมองว่านี่อาจเป็น “จังหวะที่ฉลาด” ในการเข้าซื้อ ETF ทองคำในระยะยาว แม้จะต้องรับมือกับความผันผวนในช่วงใกล้เคียง
สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจ ETF ทองคำ ควรพิจารณากองทุน Gold ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย (เช่น GOLD-H, GOLDIAM) ซึ่งลงทุนตรงในทองคำแท่งหรือ derivatives ราคาทองคำ โดยข้อดีเมื่อเทียบกับการซื้อทองคำกายภาพคือ ไม่มีค่าฝาก ไม่มีส่วนต่างราคาซื้อ-ขายสูง และสามารถซื้อขายได้สะดวกในช่วงเวลาตลาดหุ้นเปิด
ปัจจัยเสี่ยงขาลง: เมื่อทองคำไม่ใช่การลงทุนแบบทางเดียว
เพื่อความสมดุล นักลงทุนต้องตระหนักถึงปัจจัยที่อาจกดดันราคาทองคำให้ลดลง
การสงบศึกที่ไม่คาดคิด หากสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพในเร็ววัน ราคาน้ำมันจะลดลง เงินเฟ้อจะชะลอ และเส้นทางการลดดอกเบี้ยของเฟดจะเปิดกว้างขึ้น ซึ่งหมายความว่าต้นทุนโอกาสของการถือทองคำจะสูงขึ้น นักลงทุนที่เข้าซื้อเป็นการเก็งกำไรอาจเร่งขายทำกำไร
ดอกเบี้ยที่ไม่ลดตามคาด หากเฟดตัดสินใจคงหรือขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยแท้จริงจะเป็นบวก ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่ชัดเจนต่อทองคำ Capital Economics เคยประเมินว่าหากเงินเฟ้อลดเร็วกว่าคาด ราคาทองคำอาจร่วงสู่ 3,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้นั่นจะเป็นสถานการณ์ที่มองว่ามีโอกาสน้อยกว่าในบริบทปัจจุบัน
ความผันผวนจาก Leverage ตลาดทองคำในปัจจุบันมีขนาดของสัญญา futures และ options ในระดับที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อระดับ technical support พัง algorithmic trading จะเร่งการขายอัตโนมัติ สร้างการดิ่งลงที่รวดเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐานมาก — ดังที่เห็นในเดือนมีนาคม 2569
การฟื้นตัวของดอลลาร์ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงความแข็งแกร่งเหนือกว่าที่คาดในช่วงครึ่งหลังของปี ดอลลาร์อาจแข็งค่า ซึ่งจะกดราคาทองคำในสกุลดอลลาร์ และส่งผลทางอ้อมต่อทองคำไทยด้วย
บทสรุปและคำแนะนำสำหรับนักลงทุนไทย
ราคาทองคำในปี 2569 สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ระหว่างความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การลดการพึ่งพาดอลลาร์ เงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลด และตลาดที่เต็มไปด้วยนักเล่น leverage ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจแต่ผันผวน
สำหรับนักลงทุนไทย มี 4 ประเด็นสำคัญที่ควรจำ
- ราคาทองคำไทยขึ้นกับสองตัวแปร คือราคาทองคำโลกและอัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์/บาท เมื่อค่าเงินบาทอ่อน ราคาทองคำไทยจะยิ่งสูงกว่าที่ตลาดโลกบ่งชี้ ในทางกลับกัน หากบาทแข็ง ผลตอบแทนจากทองคำจะถูกกดลง นักลงทุนที่ซื้อทองคำกายภาพควรติดตามทั้งสองตัวแปรนี้คู่กันเสมอ
- สัดส่วนที่เหมาะสมในพอร์ต ผู้เชี่ยวชาญจาก Morningstar แนะนำว่าไม่ควรลงทุนในทองคำเกิน 15% ของพอร์ต โดย Asia Plus Securities แนะนำพอร์ตที่สมดุลสำหรับสภาวะปัจจุบัน คือหุ้น 55%, ตราสารหนี้ 30% และสินทรัพย์ทางเลือก (รวมทองคำ) 15%
- ระยะเวลาคือกุญแจ ความผันผวนของทองคำในปี 2569 สูงมาก แต่แนวโน้มโครงสร้างระยะยาว อาทิ de-dollarization และการซื้อของธนาคารกลาง ยังคงเป็นบวก นักลงทุนที่มีขอบเขตเวลา 3-5 ปีขึ้นไปมีแนวโน้มได้ประโยชน์มากกว่าผู้ที่เล่นระยะสั้น
- ติดตามปัจจัยหลักสี่ข้อ ได้แก่ ความคืบหน้าในการเจรจาสงบศึกอิหร่าน (กระทบทั้งราคาน้ำมันและทิศทางเงินเฟ้อ), การตัดสินใจของเฟดเรื่องดอกเบี้ย, ค่าเงินดอลลาร์และสกุลเงินบาท และข้อมูลการซื้อทองคำของธนาคารกลาง ซึ่ง World Gold Council อัปเดตรายไตรมาส
YLG Bullion ผู้ประกอบการทองคำชั้นนำของไทยประเมินว่าราคาทองคำโลกอาจขึ้นไปถึง 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ MTS Gold มองสูงถึง 6,400 ดอลลาร์ ซึ่งหากเป็นจริงและค่าเงินบาทอยู่ที่ราว 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ราคาทองคำไทยอาจพุ่งสู่ระดับ 85,000-88,000 บาทต่อบาทน้ำหนัก ภายในสิ้นปีนี้
ทองคำในปี 2569 ไม่ใช่สินทรัพย์ที่ “ซื้อแล้วลืมได้” แต่คือสินทรัพย์ที่ “ซื้อด้วยความเข้าใจและบริหารอย่างมีกลยุทธ์” ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
