ตลาดคริปโตสะเทือน! Bitcoin หลุด 65,000 ดอลลาร์ STRC ของ Saylor เริ่มสะดุด

ตลาดคริปโตสะเทือน! Bitcoin หลุด 65,000 ดอลลาร์ STRC ของ Saylor เริ่มสะดุด

ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกยังคงอยู่ในภาวะ “อ่อนแรง” ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4-5 นับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยล่าสุด Bitcoin (BTC) ซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 64,000-64,200 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงกว่า 2% ในรอบสัปดาห์ ขณะที่เหรียญกลุ่ม DeFi และ Smart Contract Platform ร่วงลงหนักกว่าตลาดโดยรวม สาเหตุหลักมาจากแรงเทขายต่อเนื่องของกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ที่สูญเสียเงินทุนไปแล้วกว่า 5,000-6,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดือนมิถุนายน รวมถึงความปั่นป่วนในตลาดหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ที่ราคาหุ้น STRC ร่วงลงทำสถิติต่ำสุดใหม่ จนต้องระงับการขายหุ้นเพิ่มทุนชั่วคราว นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากกลุ่มผู้ขุดเหมือง (Miners) ที่กว่า 20% กำลังขาดทุนจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาตลาด ขณะที่ฝั่ง Ethereum (ETH) ซึ่งซื้อขายอยู่ในช่วง 1,700-1,750 ดอลลาร์ ยังมีปัจจัยบวกจากการอัปเกรดเครือข่ายครั้งใหญ่ “Glamsterdam” และการไหลเข้าของ ETF ที่กลับมาเป็นบวกอีกครั้งหลังหยุดไหลออกต่อเนื่อง 17 วัน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจทุกมุมของตลาดคริปโทในสัปดาห์นี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตา

Bitcoin ทรงตัวใต้แนวต้านจิตวิทยา 65,000 ดอลลาร์ ขณะแรงขายสถาบันยังไม่จบ

ราคา Bitcoin ในช่วงต้นสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบระหว่าง 63,000-65,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการถอยห่างจากระดับสูงสุดของปีที่เคยแตะ 74,500 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม คิดเป็นการปรับฐานลงมากว่า 13-15% ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ข้อมูลจาก CoinDesk รายงานว่าราคา BTC อยู่ที่ 64,196.82 ดอลลาร์ ณ เวลา 4.18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2026 โดยมีปริมาณการซื้อขายในรอบ 24 ชั่วโมงอยู่ที่ราว 9,930 ล้านดอลลาร์

จุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดในรอบเดือนที่ผ่านมาคือการที่ Bitcoin “หลุดความสัมพันธ์” (Decouple) จากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและดัชนี Nasdaq 100 อย่างชัดเจน นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2025 เป็นต้นมา กล่าวคือขณะที่หุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ยังคงปรับตัวขึ้นแรงจากกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ Bitcoin กลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันเริ่มมองสินทรัพย์ทั้งสองประเภทแยกจากกันมากขึ้น โดยเม็ดเงินจำนวนมากกำลังหมุนออกจากคริปโทไปสู่หุ้นกลุ่ม AI ที่มีโมเมนตัมและผลประกอบการสนับสนุนชัดเจนกว่า

ปัจจัยกดดันที่สำคัญที่สุดในรอบนี้ยังคงเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งหลังจากที่ตลาดเคยคาดหวังว่าจะเห็นการลดดอกเบี้ยในไตรมาส 3 ปีนี้ ถ้อยแถลงล่าสุดของ Fed กลับตัดข้อความที่ระบุถึง “ความคืบหน้าสู่เป้าหมายเงินเฟ้อ 2%” ออกไป และกรรมการ Fed บางรายถึงขั้นส่งสัญญาณว่าการลดดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนไปถึงปี 2027 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นจากระดับ 4.43% มาแตะ 4.82% ในช่วงเวลาไม่ถึงสัปดาห์ การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อ Bitcoin โดยตรง เนื่องจาก Bitcoin เป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (Non-Yielding Asset) เมื่อนักลงทุนสถาบันสามารถได้ผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยงสูงขึ้นจากพันธบัตร ต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ของการถือ Bitcoin จึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากปัจจัยอัตราดอกเบี้ยแล้ว นักวิเคราะห์จาก Investing.com มองว่าการเทขายรอบนี้ไม่ใช่ “การแตกตื่นเทขาย” (Panic Selling) แต่เป็น “การทำกำไรอย่างมีเหตุผล” (Rational Profit-Taking) เนื่องจากนักลงทุนสถาบันจำนวนมากเข้าซื้อ Bitcoin ในช่วงไตรมาสแรกของปีที่ระดับราคา 52,000-58,000 ดอลลาร์ เมื่อราคาพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 74,500 ดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม นักลงทุนกลุ่มนี้จึงมีกำไรทางบัญชี (Unrealized Gain) จำนวนมาก และเมื่อบริบทเศรษฐกิจมหภาคเริ่มเปลี่ยนทิศไปในทางลบ จึงเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลสำหรับการล็อกกำไรออกมาก่อน

ทางด้านราคาทองคำและเงิน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยทางเลือกอื่น กลับเคลื่อนไหวค่อนข้างนิ่งในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นในตลาดคริปโทไม่ได้ลุกลามไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยกลุ่มอื่นในวงกว้าง แต่เป็นปรากฏการณ์ที่จำกัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลและสินทรัพย์เสี่ยงสูงเป็นหลัก

สำหรับมุมมองทางเทคนิค แนวรับสำคัญที่นักวิเคราะห์จับตาคือโซน 62,500-60,000 ดอลลาร์ ขณะที่หากราคาสามารถยืนเหนือ 66,000 ดอลลาร์ได้อย่างมีปริมาณการซื้อขายสนับสนุน อาจเป็นสัญญาณบวกที่นำไปสู่การฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม รูปแบบกราฟ “Bearish Flag” บนกรอบเวลารายสัปดาห์ที่กำลังก่อตัวขึ้น ชี้เป้าการปรับฐานที่อาจลงไปถึงระดับ 52,000 ดอลลาร์หากแนวรับสำคัญแตกลง ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักเทรดบางกลุ่มที่เริ่มทยอยเข้าซื้อสัญญา Options แบบ Bearish ที่มีจุดชำระราคาต่ำถึง 52,000 ดอลลาร์ สะท้อนความกังวลว่าการปรับฐานรอบนี้อาจยังไม่จบ

เจาะลึกวิกฤต ETF Outflow มูลค่ากว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ และปรากฏการณ์ IBIT ของ BlackRock

หนึ่งในประเด็นที่ครอบงำตลาดคริปโทมากที่สุดในรอบเดือนที่ผ่านมาคือสถานการณ์เงินทุนไหลออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นแรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคา Bitcoin ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ได้พลิกกลับมาเป็นแรงกดดันตลาดอย่างรุนแรง

ข้อมูลจากหลายแหล่งระบุว่า กองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ เผชิญกับสถิติเงินทุนไหลออกต่อเนื่องยาวนานถึง 13 วันทำการติดต่อกัน ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 3 มิถุนายน 2026 ซึ่งเป็นสถิติยาวนานที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเหล่านี้เปิดตัวในปี 2024 โดยมีเม็ดเงินไหลออกรวมกว่า 4,330 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นปริมาณ Bitcoin ประมาณ 59,400 BTC ในช่วงเวลาดังกล่าว ส่งผลให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ของกองทุนทั้งหมดลดลงจาก 104,290 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 80,400 ล้านดอลลาร์ และปริมาณ Bitcoin ที่กองทุนถือครองรวมกันลดลงเหลือประมาณ 1.277 ล้าน BTC ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ราว 7.2%

สถิติที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือสัปดาห์เดียวในช่วงต้นเดือนมิถุนายน ที่กองทุน Spot Bitcoin ETF สูญเสียเงินทุนไปมากถึง 3,400 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว ซึ่งถือเป็นการไหลออกรายสัปดาห์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กองทุนเปิดตัวมา โดยกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มและเคยเป็น “แม่เหล็กดูดเงินไหลเข้า” ที่แข็งแกร่งที่สุดในตลาด กลับประสบกับสัปดาห์ที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งกองทุน ด้วยยอดไหลออกราว 980 ล้านดอลลาร์ และมีธุรกรรม Dark Pool รายการเดียวที่มีมูลค่าสูงถึง 1,290 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 29.2 ล้านหน่วย ที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 43 ดอลลาร์ต่อหน่วย ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มธุรกรรมสถาบันขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในกองทุนนี้

นักวิเคราะห์จาก Investing.com ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า การไหลออกของเงินทุนในกองทุน ETF ครั้งนี้สะท้อนถึง “การหมุนเม็ดเงิน” (Rotation) ของนักลงทุนสถาบันมากกว่าการลดความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม กล่าวคือเม็ดเงินไม่ได้แค่ออกจาก Bitcoin เท่านั้น แต่กำลังไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่ม AI ที่มีโมเมนตัมและผลประกอบการสนับสนุนชัดเจนกว่าในช่วงเวลานี้ ทั้งนี้ Eric Balchunas นักวิเคราะห์อาวุโสของ Bloomberg ตั้งข้อสังเกตว่าแม้สถานการณ์ไหลออกในเดือนมิถุนายนจะดูน่าตกใจ แต่เม็ดเงินไหลเข้าสะสมตลอดทั้งปียังคงเป็นบวกอยู่ที่ระดับ 55,000-58,720 ล้านดอลลาร์ และกองทุน IBIT ของ BlackRock เองก็ยังคงมีผลตอบแทนสุทธิเป็นบวกตลอดทั้งปีอยู่ ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าทึ่งเมื่อพิจารณาจากความผันผวนที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนเริ่มมีสัญญาณบวกขึ้นบ้าง โดยวันที่ 5 มิถุนายนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กองทุน ETF กลับมามีเงินทุนไหลเข้าสุทธิเป็นครั้งแรกในรอบ 13 วัน ด้วยมูลค่าประมาณ 3.05 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนำโดยกองทุน IBIT ของ BlackRock เป็นหลัก และเพียงสัปดาห์ต่อมาในวันที่ 12 มิถุนายน กองทุน Spot Bitcoin ETF ทั้งหมดก็มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิถึง 85.85 ล้านดอลลาร์โดยไม่มีกองทุนใดในกลุ่ม 12 กองทุนที่ถูกติดตามมีการไถ่ถอนเลยแม้แต่กองทุนเดียว นับเป็นสัญญาณที่ตลาดเริ่มกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ว่าในระยะหลังจะยังมีการไหลออกสลับเป็นช่วงๆ ก็ตาม

ในด้านผลิตภัณฑ์ใหม่ BlackRock ได้เปิดตัวกองทุน iShares Premium Income Bitcoin ETF ภายใต้สัญลักษณ์ BITA บนตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นผู้ออกกองทุนรายใหญ่รายแรกของสหรัฐฯ ที่นำเสนอการจ่ายเงินสดรายเดือนจากการถือครอง Bitcoin โดยมีเป้าหมายผลตอบแทนต่อปีอยู่ที่ระดับ 15-25% ซึ่งมุ่งเป้าไปที่นักลงทุนสถาบันที่ต้องการกระแสเงินสด (Income-Oriented Investors) สะท้อนว่าแม้ตลาดจะอยู่ในภาวะผันผวน แต่ผู้ออกผลิตภัณฑ์รายใหญ่ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของนักลงทุนสถาบันต่อไป

สำหรับฝั่ง Ethereum ETF นั้น ก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน โดยมีการไหลออกต่อเนื่อง 17 วันก่อนที่จะกลับมาเป็นบวกในวันที่ 5 มิถุนายนพร้อมกับฝั่ง Bitcoin ETF ด้วยเงินทุนไหลเข้าประมาณ 19.30 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมาจากกองทุน ETHA ของ BlackRock เป็นหลักเช่นกัน ปัจจุบันสินทรัพย์ภายใต้การบริหารของกองทุน Ethereum ETF อยู่ที่ประมาณ 9,780 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดต้นปีราว 2,000 ล้านดอลลาร์

วิกฤต STRC ของ Strategy: เมื่อ “เครื่องจักรโบกตือ” ของ Michael Saylor เริ่มสะดุดเป็นครั้งแรก

ประเด็นที่สร้างความฮือฮาให้กับตลาดคริปโทมากที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือสถานการณ์ของบริษัท Strategy Inc. (ชื่อเดิม MicroStrategy, สัญลักษณ์ MSTR) ผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในตลาดสาธารณะ ซึ่งมีปริมาณการถือครองมากกว่า 800,000 BTC โดยปัญหาไม่ได้เกิดที่ตัว Bitcoin โดยตรง แต่เกิดจากเครื่องมือทางการเงินที่บริษัทใช้ในการระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่ม นั่นคือหุ้นบุริมสิทธิ์ (Preferred Stock) ที่มีชื่อว่า STRC หรือ “Variable Rate Series A Perpetual Stretch Preferred Stock”

STRC ถูกออกแบบมาให้ซื้อขายในราคาใกล้เคียงกับมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ที่ 100 ดอลลาร์ต่อหุ้น ผ่านกลไกการจ่ายเงินปันผลแบบผันแปรที่ปรับทุกเดือน โดยช่วงก่อนหน้านี้ STRC มีอัตราเงินปันผลรายปีอยู่ที่ระดับ 11.5-12.9% ซึ่งเป็นที่ดึงดูดนักลงทุนจำนวนมาก จนทำให้ STRC สามารถระดมทุนได้ถึง 8,500 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียง 9 เดือน กลายเป็นหุ้นบุริมสิทธิ์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นกลไกสำคัญของ “Bitcoin Flywheel” หรือวงจรการระดมทุนเพื่อนำไปซื้อ Bitcoin เพิ่มของ Saylor โดยหลักการทำงานคือเมื่อราคา STRC ซื้อขายสูงกว่า 100 ดอลลาร์ บริษัทจะออกหุ้นใหม่ผ่านโปรแกรม At-The-Market (ATM) และนำเงินที่ได้ไปซื้อ Bitoin เพิ่ม สร้างวงจรการเติบโตแบบยั่งยืนในตัวเอง

ทว่าเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Strategy เปิดเผยว่าได้ขาย Bitcoin จำนวน 32 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินไปจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น STRC ซึ่งถือเป็น “การขาย Bitcoin ครั้งแรก” ของบริษัทนับตั้งแต่ปี 2020 ที่เริ่มสะสม Bitcoin มาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าปริมาณที่ขายจะคิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึง 0.004% ของพอร์ตการถือครอง Bitcoin มูลค่ากว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ของบริษัท แต่นัยสำคัญทางจิตวิทยาของเหตุการณ์นี้กลับมีน้ำหนักมาก เนื่องจาก Michael Saylor ได้ประกาศต่อสาธารณะมาตลอดหลายปีว่าบริษัทจะ “ไม่ขาย Bitcoin เด็ดขาด” การขายครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการทำลายคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้ และทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่ากลยุทธ์ “Never Sell” ของบริษัทอาจกำลังอ่อนแรงลง

ผลกระทบที่ตามมาคือราคาหุ้น STRC ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับใกล้เคียง 100 ดอลลาร์ ลงมาแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 82.50 ดอลลาร์ในช่วงระหว่างวัน และปิดตลาดที่ 88.59 ดอลลาร์ในวันที่มีปริมาณการซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คิดเป็นการปรับฐานลงประมาณ 15% ในช่วงเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งถือว่ารุนแรงผิดปกติสำหรับเครื่องมือทางการเงินที่ถูกออกแบบมาให้มีความผันผวนต่ำ (บริษัทเคยรายงานว่าความผันผวนของ STRC อยู่ที่เพียง 3% เท่านั้นก่อนเกิดวิกฤตครั้งนี้)

ผลที่ตามมาโดยตรงคือ Strategy ต้องระงับการขายหุ้นใหม่ผ่านโปรแกรม ATM ของ STRC เป็นการชั่วคราว เนื่องจากเมื่อราคาหุ้นซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ 100 ดอลลาร์ การออกหุ้นใหม่ในราคาที่ต่ำกว่าพาร์จะส่งผลเสียต่อโครงสร้างทุนของบริษัท การระงับโปรแกรมนี้จึงเท่ากับเป็นการ “ปิดสวิตช์” กลไกหลักที่บริษัทใช้ในการระดมทุนเพื่อซื้อ Bitcoin เพิ่ม ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่นักวิเคราะห์มองว่ามีความสำคัญมากกว่าตัวเลขราคาหุ้นที่ร่วงลงเสียอีก

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นเมื่อมีการเปิดเผยว่า Michael Saylor เคยให้สัมภาษณ์กับ CoinDesk ก่อนหน้านี้ว่าเขาออกแบบเครื่องมือทางการเงิน STRC โดยปรึกษากับปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบุว่าเขา “นั่งคุยกับ AI ไปมาอยู่หลายชั่วโมง” เพื่อถามว่ามีใครเคยออกแบบตราสารหนี้บุริมสิทธิ์ที่มีราคาเสถียรในแบบนี้มาก่อนหรือไม่ เมื่อ STRC เริ่มเสียเสถียรภาพ รายละเอียดนี้ก็ถูกนำกลับมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกโซเชียลมีเดีย โดยนักวิจารณ์อย่าง Zack Voell ได้นำคลิปสัมภาษณ์ดังกล่าวมาเทียบกับการร่วงลงของราคาหุ้นในรอบ 2 สัปดาห์ ขณะที่นักลงทุน Vinny Lingham แสดงความเห็นแบบกระชับว่า “เราพังกันหมดแล้ว” สะท้อนความไม่สบายใจในวงกว้างของตลาดที่มีต่อเครื่องมือทางการเงินที่ถูกโฆษณาว่าออกแบบมาเพื่อความเสถียร แต่กลับไม่สามารถรักษาระดับราคาตามที่ตราไว้ได้

ด้าน Saylor เองได้ออกมาแสดงความเชื่อมั่นต่อ STRC ผ่านโซเชียลมีเดีย X โดยระบุว่า “เป้าหมายของเราคือทำให้ STRC เป็นตราสารหนี้ที่ดีที่สุดในโลก” ซึ่งสะท้อนว่าบริษัทยังให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพของเครื่องมือทางการเงินนี้ต่อไป แม้จะเผชิญแรงกดดันอย่างหนักก็ตาม ทั้งนี้ Strategy ยังคงรักษาประวัติการจ่ายเงินปันผลตรงเวลาและครบถ้วนมาแล้วถึง 23 ครั้งต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 693 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่เปิดตัวผลิตภัณฑ์หุ้นบุริมสิทธิ์ในช่วงต้นปี 2025

นอกจากนี้ ยังมีรายงานจาก Matt Cole ซีอีโอของ Strive ที่ระบุว่าการเทขายในตลาดสินเชื่อดิจิทัล (Digital Credit Market) ที่เกิดขึ้นพร้อมกันนี้ เกิดจากการบังคับชำระหนี้ของนักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจสูง (Leverage Liquidations) ซึ่งกดดันทั้ง STRC และตราสารที่คล้ายกันอย่าง SATA ให้ร่วงลงอย่างหนักก่อนที่จะดีดตัวกลับขึ้นมาบางส่วน สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Strategy เท่านั้น แต่กำลังลุกลามไปยังตลาดสินเชื่อดิจิทัลในวงกว้างมากขึ้น

กลุ่มผู้ขุดเหมือง Bitcoin เผชิญแรงกดดันหนัก เมื่อ 20% ของอุตสาหกรรมขาดทุนจากต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าราคาตลาด

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยควรให้ความสนใจคือสถานการณ์ของกลุ่มผู้ขุดเหมือง Bitcoin (Bitcoin Miners) ที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก จากรายงานของธนาคาร JPMorgan ที่นำโดยนักวิเคราะห์ Nikolaos Panigirtzoglou ระบุว่า Bitcoin ได้ซื้อขายต่ำกว่าต้นทุนการผลิตโดยประมาณติดต่อกันมาแล้วถึง 5 เดือน โดย JPMorgan ประเมินต้นทุนการผลิต Bitcoin โดยรวมของอุตสาหกรรม (รวมค่าไฟฟ้า ค่าเสื่อมราคาฮาร์ดแวร์ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน) อยู่ที่ประมาณ 78,000 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ขณะที่ราคาตลาดจริงอยู่ที่เพียง 62,500-64,000 ดอลลาร์ คิดเป็นส่วนต่างราว 19-21% ที่ผู้ขุดเหมืองต้องแบกรับ

ผลลัพธ์จากส่วนต่างดังกล่าวคือรายงานของ CoinShares ในไตรมาสแรกของปี 2026 ระบุว่ามีผู้ขุดเหมือง Bitcoin ทั่วโลกประมาณ 15-20% ที่กำลังดำเนินงานแบบขาดทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีต้นทุนค่าไฟฟ้าสูงกว่า 0.10 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง หรือใช้ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่ามาตรฐานปัจจุบัน ความกดดันดังกล่าวสะท้อนผ่านการตัดสินใจของบริษัทขุดเหมืองที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 6 แห่ง ได้แก่ MARA, CleanSpark, Riot Platforms, Cango, Core Scientific และ Bitdeer ที่ขาย Bitcoin ออกมารวมกันมากถึง 32,000 BTC ในไตรมาสแรกของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว ซึ่งมากกว่ายอดขายรวมตลอดทั้งปี 2025 ของบริษัทเหล่านี้เสียอีก สะท้อนว่าแรงกดดันด้านสภาพคล่องในอุตสาหกรรมเหมืองขุดกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในเชิงเทคนิคคือ Hashrate หรือกำลังประมวลผลรวมของเครือข่าย Bitcoin ได้ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดที่เคยแตะระดับมากกว่า 1,000 EH/s ในช่วงต้นปี ลงมาเหลือประมาณ 894-918 EH/s ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน คิดเป็นการลดลงประมาณ 12% ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว และลดลงถึง 23% จากจุดสูงสุดในเดือนตุลาคม 2025 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากผู้ขุดเหมืองที่มีต้นทุนสูงทยอยปิดเครื่องจักรเนื่องจากไม่สามารถทำกำไรได้ ณ ระดับราคาปัจจุบัน

การลดลงของ Hashrate ดังกล่าวส่งผลให้เครือข่าย Bitcoin ต้องปรับลดค่าความยาก (Mining Difficulty) ลงถึง 10.09% ในช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมิถุนายน จากระดับ 138.96 ล้านล้าน ลงมาที่ 124.93 ล้านล้าน ณ บล็อกที่ 953,568 ตามข้อมูลของ Galaxy Research ซึ่งถือเป็นการปรับลดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ในประวัติศาสตร์ของเครือข่าย และเป็นการปรับลดครั้งที่ 2 ที่มีขนาดเกิน 10% ในปี 2026 นี้ ต่อจากการปรับลดในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นับเป็นสัญญาณที่ชี้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองขุดกำลังเข้าสู่ภาวะปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ โดยผู้ประกอบการที่มีต้นทุนต่ำกว่าและมีฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าจะอยู่รอด ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กที่มีต้นทุนสูงอาจต้องถอนตัวออกจากตลาด

ด้าน Hashprice หรือรายได้ของผู้ขุดเหมืองต่อหน่วยกำลังประมวลผล ได้ปรับตัวลดลงจากระดับสูงกว่า 40 ดอลลาร์ต่อ Petahash ต่อวัน ลงมาแตะระดับต่ำสุดที่ประมาณ 28-30 ดอลลาร์ ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาที่ระดับประมาณ 32-33 ดอลลาร์หลังการปรับค่าความยากลง ซึ่งระดับดังกล่าวยังถือว่าอยู่ในเขตที่ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนสูงเพียงแค่ “เสมอตัว” (Breakeven) เท่านั้น ยังไม่สามารถทำกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม JPMorgan ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจในรายงานฉบับเดียวกันว่า สถานการณ์ที่ดูเหมือนเลวร้ายนี้อาจกลายเป็น “สัญญาณขัดแย้งเชิงบวก” (Contrarian Bullish Signal) ได้ในระยะถัดไป เนื่องจากกระบวนการคัดเลือกตามธรรมชาติ (Capitulation) ของอุตสาหกรรมเหมืองขุดที่กำลังเกิดขึ้น จะทำให้เหลือเพียงผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่ในตลาด ซึ่งในอดีตปรากฏการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นใกล้กับจุดต่ำสุดของวงจรตลาด (Market Cycle Bottom) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจาก VanEck ที่ระบุว่าบริษัท Marathon ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ขุดเหมืองรายใหญ่ที่ขายออกไปถึง 20,880 BTC ในไตรมาสแรก ได้กลับมาซื้อ Bitcoin เพิ่มอีก 1,000 เหรียญในวันที่ 16 มิถุนายน สะท้อนถึงการบริหารพอร์ตของบริษัทที่ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์มากกว่าการยึดติดกับทิศทางเดียว

Ethereum สวนทางตลาด ขับเคลื่อนด้วยการอัปเกรด Glamsterdam และแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันรายใหญ่

แม้ภาพรวมของตลาดคริปโทยังคงอยู่ในภาวะกดดัน แต่ Ethereum (ETH) กลับมีพัฒนาการเชิงโครงสร้างที่น่าจับตาหลายประการ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคามีความแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ราคา ETH ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 1,700-1,750 ดอลลาร์ ลดลงจากระดับสูงสุดตลอดกาลที่เคยแตะ 4,953.73 ดอลลาร์ในเดือนสิงหาคม 2025 คิดเป็นการปรับฐานลงมากว่า 64% ซึ่งสะท้อนความผันผวนที่รุนแรงกว่า Bitcoin อย่างมีนัยสำคัญ

พัฒนาการที่สำคัญที่สุดในรอบนี้คือความคืบหน้าของการอัปเกรดเครือข่าย “Glamsterdam” ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็นการปรับปรุงโปรโตคอลครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ The Merge ในปี 2022 โดยทีมนักพัฒนาหลักของ Ethereum ยืนยันว่าการอัปเกรดดังกล่าวได้เข้าสู่ขั้นตอน Devnet สุดท้ายแล้ว ก่อนที่จะเข้าสู่การทดสอบบน Testnet สาธารณะต่อไป Parithosh Jayanthi วิศวกร DevOps จาก Ethereum Foundation ยืนยันความคืบหน้าดังกล่าวว่าทีมงานกำลังทำงานกับ Devnet ที่รวม EIP (Ethereum Improvement Proposal) ทั้งหมดที่วางแผนไว้สำหรับการอัปเกรดครั้งนี้ และระบุว่านี่คือขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่กระบวนการทำให้ระบบมีความแข็งแกร่ง (Hardening) และปล่อย Testnet ต่อไป โดยคาดว่าการอัปเกรดบน Mainnet จะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026

ในด้านโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่าย ข้อมูล Staking ของ Ethereum แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณ ETH ที่ถูกล็อกไว้ในระบบ Staking เพิ่มขึ้นจาก 35.6 ล้าน ETH ในวันที่ 1 มกราคม 2026 มาเป็น 39.67 ล้าน ETH ภายในวันที่ 15 มิถุนายน คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 4 ล้าน ETH และจำนวน Validator เพิ่มขึ้นมากกว่า 96,000 รายภายในเวลาเพียง 5 เดือนครึ่ง ปัจจุบันสัดส่วน ETH ที่ถูก Stake คิดเป็นประมาณ 32.6% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเป็นประวัติการณ์ สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ถือครองในระยะยาวที่ยังคงมีต่อเครือข่าย แม้ราคาในตลาดจะอยู่ในภาวะอ่อนแอก็ตาม

ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ คิวการถอนตัวออกจากระบบ Staking (Exit Queue) ซึ่งเคยพุ่งสูงถึง 2.67 ล้าน ETH ในเดือนกันยายน 2025 จนสร้างความตื่นตระหนกในตลาด ได้กลับมาอยู่ที่ระดับ “ศูนย์” ในช่วงหลายครั้งของปี 2026 นี้ ขณะที่คิวการเข้าสู่ระบบ Staking ใหม่ (Entry Queue) กลับมีปริมาณสูงถึงประมาณ 3 ล้าน ETH ที่กำลังรอเข้าสู่ระบบ สะท้อนว่าแม้ราคาตลาดจะผันผวน แต่ความต้องการในการ Stake ETH เพื่อรับผลตอบแทนยังคงแข็งแกร่งอยู่มาก

ในมุมของผู้ถือครองสถาบัน Tom Lee หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Fundstrat และประธานบริษัท Bitmine Immersion Technologies ได้ออกมาให้มุมมองที่ดุดันมากว่า Ethereum อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 250,000 ดอลลาร์ในระยะยาว โดยอ้างอิงจากแนวโน้มที่ปัญญาประดิษฐ์และการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenization) จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินโลกในอนาคต ทั้งนี้ Bitmine ได้เข้าซื้อ ETH เพิ่มอีก 111,942 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 237 ล้านดอลลาร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณการถือครองรวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5.4-5.6 ล้าน ETH หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4.5-4.7% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมดของ Ethereum นอกจากนี้ Lee ยังเปิดเผยว่า Bitmine ผ่านเกณฑ์การเข้าคำนวณในดัชนี Russell 1000 ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่ากองทุนต่างๆ ที่ใช้ดัชนีนี้เป็นมาตรฐานเทียบเคียง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ จะต้องพิจารณาว่าจะเข้าถือหุ้น Bitmine หรือไม่ ซึ่งอาจสร้างแรงซื้อใหม่ในตลาดได้

อย่างไรก็ตาม มุมมองของนักวิเคราะห์ในตลาดยังคงมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยฝั่งที่ระมัดระวังมากกว่าอย่าง Sean Farrell หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัลของ Fundstrat เอง กลับให้มุมมองในรายงานภายในที่ระมัดระวังกว่ามาก โดยประเมินว่า ETH อาจปรับฐานลงไปอยู่ในช่วง 1,800-2,000 ดอลลาร์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 ก่อนจะมีเป้าหมายปลายปีอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างมุมมองสาธารณะของ Lee กับมุมมองภายในของทีมวิจัยเดียวกัน ขณะที่ Standard Chartered ยังคงรักษาเป้าหมายปลายปีที่ระดับ 7,500 ดอลลาร์ และ Citigroup ให้เป้าหมายที่ระมัดระวังกว่าที่ 3,175 ดอลลาร์ ความหลากหลายของมุมมองดังกล่าวสะท้อนถึงความไม่แน่นอนสูงที่ยังคงมีอยู่ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ณ ขณะนี้

ในด้านการบริหารจัดการเครือข่าย มีข้อเสนอใหม่ที่น่าสนใจเกิดขึ้นในช่วงนี้ คือการเรียกร้องให้ Validator ของ Ethereum สามารถนำเงินรางวัลจากการ Stake สูงสุดถึง 10% ไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ในระบบนิเวศได้ ซึ่งเป็นข้อเสนอด้านธรรมาภิบาล (Governance) ใหม่ที่อาจเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดสรรเงินทุนเพื่อพัฒนาระบบนิเวศของ Ethereum ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการประสานงาน แรงจูงใจ และอำนาจในการตัดสินใจว่าใครจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการใช้เงินดังกล่าว

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: จับตาความผันผวนระยะสั้น แต่โครงสร้างพื้นฐานยังแข็งแกร่ง

จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอ จะเห็นได้ว่าตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ โดยมีปัจจัยกดดันหลักมาจาก 3 ด้านที่ประสานกัน ได้แก่ (1) การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ที่ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือ Bitcoin เพิ่มขึ้น (2) การไหลออกของเงินทุนจากกองทุน ETF ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และ (3) ความปั่นป่วนในกลไกการระดมทุนของผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Strategy ที่สร้างความกังวลในวงกว้างต่อความยั่งยืนของโมเดล “Bitcoin Treasury Company” ที่หลายบริษัทเคยนำมาใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดคริปโทอย่างใกล้ชิด มีประเด็นสำคัญหลายข้อที่ควรพิจารณา ประการแรก ความผันผวนในระดับสูงที่เกิดขึ้นในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า Bitcoin และ Ethereum ยังคงมีพฤติกรรมเป็นสินทรัพย์เสี่ยงสูง (Risk Asset) ที่ตอบสนองอย่างรุนแรงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในระบบการเงินโลก การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลจึงควรพิจารณาสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้ และไม่ควรนำเงินที่จำเป็นต้องใช้ในระยะสั้นมาลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้

ประการที่สอง กรณีของ STRC และ Strategy เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแม้แต่เครื่องมือทางการเงินที่ถูกออกแบบมาอย่างซับซ้อนเพื่อลดความผันผวน ก็ยังสามารถเผชิญกับแรงกดดันจากตลาดได้หากสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักลงทุนที่สนใจลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีกลยุทธ์ “Bitcoin Treasury” หรือตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล จึงควรศึกษาโครงสร้างของผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดถี่ถ้วน และเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังอัตราผลตอบแทนที่ดูน่าดึงดูด

ประการที่สาม สำหรับนักลงทุนที่ติดตามฝั่ง Ethereum ความคืบหน้าของการอัปเกรด Glamsterdam และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของระบบ Staking สะท้อนว่าโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคของเครือข่ายยังคงพัฒนาไปในทิศทางที่แข็งแกร่งขึ้น แม้ราคาในตลาดจะยังไม่สะท้อนความแข็งแกร่งดังกล่าวอย่างเต็มที่ก็ตาม ความแตกต่างระหว่างมุมมองของนักวิเคราะห์แต่ละสำนัก ตั้งแต่เป้าหมายระมัดระวังที่ 3,175 ดอลลาร์ ไปจนถึงเป้าหมายเชิงรุกที่ 250,000 ดอลลาร์ ก็เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีว่าการพยากรณ์ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาวยังคงมีความไม่แน่นอนสูงมาก

สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนผ่านกระดานเทรดในประเทศ ควรติดตามข้อมูล ETF Flow ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวได้กลายเป็นตัวชี้นำทิศทางราคาที่สำคัญที่สุดในรอบปีนี้ มากกว่าปัจจัยทางจิตวิทยาตลาดรายย่อยหรือข้อมูล On-Chain แบบดั้งเดิม นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยังคงมีแนวทางกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลที่เข้มงวด นักลงทุนจึงควรเลือกใช้บริการผ่านผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงหรือการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใส

ท้ายที่สุด ตลาดคริปโทเคอร์เรนซียังคงเป็นตลาดที่มีพลวัตสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ดูเหมือนเป็นวิกฤตในวันนี้อาจกลายเป็นจุดต่ำสุดของวงจรตลาดในมุมมองของนักวิเคราะห์บางราย ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่าอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับฐานที่ลึกกว่านี้ นักลงทุนไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดนี้จึงควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และไม่ตัดสินใจลงทุนตามอารมณ์ตลาดในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

Similar Posts

  • ตลาดคริปโตสัปดาห์นี้: SpaceX เปิดคลัง Bitcoin, BitMine กวาด ETH, และยุค Warsh ที่กำลังทดสอบเส้นประสาทนักลงทุน

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2566 ดำเนินท่ามกลางแรงขับเคลื่อนที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่ง การเปิดเผยคลัง Bitcoin มูลค่ากว่า 1.29 พันล้านดอลลาร์ของ SpaceX และการเข้าซื้อ Ethereum ครั้งใหญ่ของ BitMine Immersion Technologies ตอกย้ำภาพการยอมรับของสถาบันที่ขยายกว้างขึ้นอย่างไม่หยุด ขณะที่อีกด้านหนึ่ง การเข้ารับตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ของ Kevin Warsh ที่มีท่าทีเข้มงวดต่อเงินเฟ้อ และผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะระดับ 5% กำลังทำให้ Bitcoin ทรงตัวอยู่ในกรอบ 74,000–77,000 ดอลลาร์โดยไม่อาจทะลุขึ้นได้ SpaceX เปิดแฟ้ม S-1: บิตคอยน์ 18,712 เหรียญโผล่ในงบของบริษัทจรวด เหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดในรอบสัปดาห์นี้คือการที่ SpaceX ยื่นแบบแสดงรายการ S-1 ต่อสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) เพื่อเตรียม IPO ภายใต้ชื่อย่อหุ้น SPCX บนตลาด Nasdaq โดยบริษัทของ Elon Musk เปิดเผยอย่างเป็นทางการว่าถือ Bitcoin…

  • ตลาดหุ้นเอเชียมิถุนายน 2026: นิกเกอิทะยาน-SET ฟื้นตัว บาทแข็งท่ามกลางสัญญาณสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกปิดการซื้อขายสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2026 ด้วยบรรยากาศที่คึกคักและเปี่ยมด้วยความหวัง หลังจากสัญญาณการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มให้ภาพที่ชัดเจนขึ้น บวกกับกระแสผลประกอบการภาคเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งและโมเมนตัมของปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงร้อนแรงไม่หยุด ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปิดที่ระดับ 66,934 จุด ขณะที่ดัชนีแฮงเส็งของฮ่องกงแตะ 25,398 จุด และดัชนี SET ของไทยทรงตัวอยู่แถว 1,568 จุด สะท้อนพลวัตที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจระหว่างตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีกับตลาดที่พึ่งพาปัจจัยภายในประเทศ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์นี้นับว่าเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา ทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติที่ยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นหลังจากอ่อนค่าในช่วงวิกฤตตะวันออกกลาง นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังจะเริ่มต้น ตลอดจนบรรยากาศการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้นหลังพรรคภูมิใจไทยกวาดชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นชุดปัจจัยบวกที่ส่งเสริมให้นักวิเคราะห์หลายรายปรับเป้าดัชนี SET ขึ้นมาที่ระดับ 1,480-1,500 จุดภายในสิ้นปีนี้ ญี่ปุ่นนำโชว์ นิกเกอิทะลุ 66,000 จุด SoftBank พุ่งแรงหลังแผน AI ยักษ์ ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดขึ้น 0.91% ที่ระดับ 66,934.33 จุดในการซื้อขายวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Topix ปรับตัวลงเล็กน้อยที่ 3,940.7 จุด…

  • | |

    XRPL เร่งยกระดับความปลอดภัย: วิเคราะห์ Audit $550,000 และผลกระทบต่ออนาคตของ XRP

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากการเป็นเพียงระบบโอนเงินแบบกระจายศูนย์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ซับซ้อน ซึ่งรองรับทั้ง DeFi, NFT, และแอปพลิเคชัน Web3 ระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในด้าน “ความปลอดภัย” ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินความสำเร็จของโปรเจกต์บล็อกเชน ล่าสุด XRP Ledger (XRPL) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการสนับสนุนการแข่งขันตรวจสอบความปลอดภัย (Audit Contest) มูลค่า 550,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความจริงจังในการพัฒนาเครือข่าย แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของ XRP และระบบนิเวศทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจข่าวดังกล่าว พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกถึงผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และการลงทุน สรุปข่าว: XRPL เปิดเกมตรวจสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่ Vet ซึ่งเป็น validator ของ XRP Ledger ได้เปิดเผยว่า ระบบนิเวศ XRPL กำลังเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยอ้างอิงถึงการประกาศของ SHERLOCK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการตรวจสอบ smart contract โครงการนี้เป็นการแข่งขัน audit…

  • |

    Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก

    แนวคิดที่ว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าทองคำ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจาก Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bitwise Asset Management ออกมาแสดงมุมมองว่า Bitcoin อาจไม่ได้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “เครื่องมือทางการเงินระดับโลก” Hougan ระบุว่า หาก Bitcoin สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง: มูลค่าตลาดของมันอาจ “แซงหน้าทองคำ” ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 33–34 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในอนาคต แนวคิดหลัก: Bitcoin ไม่ได้แข่งกับทองคำเพียงอย่างเดียว หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจาก Hougan คือ นักลงทุนจำนวนมาก “ประเมิน Bitcoin ต่ำเกินไป” เพราะมองว่า Bitcoin ต้องแทนที่ทองคำทั้งหมดจึงจะเติบโตได้ วิเคราะห์เชิงลึก: Hougan เคยประเมินว่า: ขยายความ: ดังนั้น: จุดเปลี่ยนสำคัญ: Bitcoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร → เครื่องมือการเงินจริง แนวคิดนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังมีรายงานว่าอิหร่านพิจารณาใช้ Bitcoin ในการชำระค่าผ่านทางในช่องแคบ…

  • พื้นฐานตลาดหุ้นแบบเข้าใจง่าย: หุ้นคืออะไร ตลาดหุ้นทำงานอย่างไร และราคาหุ้นถูกกำหนดได้อย่างไร

    เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการลงทุนในหุ้นสามารถเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น เงินฝาก พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ หุ้นมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว แม้ว่าจะมาพร้อมกับความผันผวนที่มากกว่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะรู้ว่าหุ้น “น่าลงทุน” แต่ยังมีคำถามพื้นฐานจำนวนมาก เช่น ความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นรากฐานของการตัดสินใจลงทุนที่มีเหตุผล ไม่ใช่การคาดเดาหรือทำตามกระแส ตลาดหุ้นคืออะไร และทำหน้าที่อะไรในระบบเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นคือระบบที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลาง” ให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในระบบนี้จะมีผู้เล่นหลักอยู่ 3 กลุ่มคือ: สิ่งสำคัญคือ ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ “การซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับบริษัทโดยตรง” แต่เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุนด้วยกันเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อหุ้นของ Microsoft คุณไม่ได้ซื้อหุ้นจาก Microsoft โดยตรง แต่คุณกำลังซื้อหุ้นจากนักลงทุนรายอื่นที่ต้องการขายหุ้นนั้น หุ้นคืออะไรในเชิงความหมายที่แท้จริง หุ้น (Stock หรือ Equity) คือ “หลักฐานการเป็นเจ้าของบางส่วนของบริษัท” เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัท เช่น Apple คุณจะกลายเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น แม้จะเป็นสัดส่วนเล็กมากก็ตาม ความเป็นเจ้าของนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์: บริษัทที่เปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เรียกว่า “บริษัทจดทะเบียน” หรือ public company ซึ่งผ่านกระบวนการ…

  • Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์พาตลาดบุกทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 26,274.13 จุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 โดยมีดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้น 2.6% ในวันเดียว แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่บิ๊กเทคทุ่มเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางคำถามจากนักวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนหรือกำลังจะระเบิดเหมือนฟองสบู่ดอตคอม Nvidia: จักรพรรดิชิป AI ทุบสถิติรายได้ $216 พันล้านเหรียญ ไม่มีบริษัทใดครองหัวใจตลาดในยุค AI ได้เท่า Nvidia ผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2026 ที่ $68.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน และทั้งปีการเงิน 2026 รายได้รวมแตะ $215.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *