น้ำมัน ทองคำ เงิน ปี 2026: วิกฤตฮอร์มุซ กดดันตลาดโภคภัณฑ์โลก

น้ำมัน ทองคำ เงิน ปี 2026: วิกฤตฮอร์มุซ กดดันตลาดโภคภัณฑ์โลก

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุหมุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดที่ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะดิ่งลงมาสู่ระดับ 90 ดอลลาร์ท่ามกลางความหวังการหยุดยิง ขณะที่ทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี ก่อนปรับตัวลงมาซื้อขายที่ราว 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน และเงินเคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ก่อนย่อลงมาอยู่ที่ประมาณ 74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่อยู่ภายใต้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง และบีบบังคับให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์การจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างเร่งด่วน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ตัวการหลักที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก

หัวใจของวิกฤตพลังงานในปี 2026 อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบที่สุดและสำคัญที่สุดบนโลก ณ จุดแคบที่สุดของช่องแคบ ช่องทางเดินเรือสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันนั้นกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ในแต่ละทิศทาง แต่ผ่านเส้นทางนี้คือการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใต้สภาวะปกติ คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานน้ำมันโลกทั้งหมด

เมื่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ประกาศยืนหยัดที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปเพื่อใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงขึ้นกว่า 9% ในทันที ผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่ส่งไปทั่วโลก ปริมาณการจราจรผ่านช่องแคบหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง โดยมีเรือผ่านไม่เกิน 5 ลำต่อวัน เทียบกับค่าเฉลี่ย 138 เที่ยวต่อวันก่อนสงคราม

ในช่วงที่ความขัดแย้งขยายตัวสูงสุด อิรักสูญเสียกำลังการผลิตน้ำมันไปถึงราว 60% และปริมาณเรือบรรทุกสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซพังทลาย ราคา Brent ที่เคยแตะระดับสูงสุดที่ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามที่ Al Jazeera รายงาน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวการขาดแคลนเชื้อเพลิงเจ็ตในระยะ 1-2 เดือน

ทว่าตลาดมีเสถียรภาพพอสมควรจากการแทรกแซงหลายด้านพร้อมกัน สหรัฐอเมริกาและอิหร่านอยู่ระหว่างการเจรจาที่เข้าใจว่า “ตกลงกันได้เป็นส่วนใหญ่” ในเงื่อนไขบันทึกความเข้าใจ 60 วันเพื่อขยายการหยุดยิง ส่งผลให้ Brent ร่วงลงเกือบ 19% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นเดือนที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของ COVID-19 และ ณ ต้นเดือนมิถุนายน ราคา WTI เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 95.78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Brent อยู่ใกล้ระดับ 97.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

กลุ่ม OPEC+ ซึ่งสมาชิกหลักอย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ต่างได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบ ได้ประกาศปรับเพิ่มการผลิตอย่างเป็นสัญลักษณ์ OPEC+ ตกลงปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพียง 188,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นเพียงมาตรการเชิงสัญลักษณ์เนื่องจากน้อยเกินกว่าจะชดเชยการสูญเสียอุปทานได้

ราคาทองคำและเงิน: จาก All-Time High สู่การปรับฐาน

ปี 2026 คือปีที่โลหะมีค่าสร้างประวัติศาสตร์ทั้งขาขึ้นและขาลงในระยะเวลาสั้น ราคาทองคำพุ่งทะลุระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ขณะที่เงินสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรก และพุ่งขึ้นไปถึง 116 ดอลลาร์ในช่วงเวลาเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ราคาทั้งสองตัดสินใจพักฐานอย่างรุนแรง ราคาทองคำและเงิน ณ วันที่ 25 พฤษภาคม อยู่ที่ 4,463 ดอลลาร์และ 74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ตามลำดับ ซึ่งล้วนปรับตัวลงเลขสองหลักจากจุดสูงสุดในเดือนมกราคม และใน ต้นเดือนมิถุนายน ทองคำทดสอบที่ระดับ 4,451.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับลง 0.81% ขณะที่เงินอยู่ที่ 74.105 ดอลลาร์ ลดลง 1.37% โดยแรงกดดันมาจากน้ำมันแพงขึ้น ค่าดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น และความตึงเครียดทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคุกรุ่น

นักวิเคราะห์อย่าง Brett Elliott ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ APMEX ระบุว่า ทองคำมีแนวโน้มซื้อขายคล้ายสินทรัพย์เสี่ยง โดยมีสหสัมพันธ์เชิงลบที่แข็งแกร่งกับน้ำมันจากสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ กล่าวคือเมื่อน้ำมันแพง นักลงทุนกังวลว่าจะนำไปสู่อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งมักกดดันราคาทองคำ

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์รายอื่นมองต่างออกไป Ned จาก CBS News กล่าวว่า Fed กำลังอยู่ในสถานการณ์ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” โดยอัตราเงินเฟ้อเดือนเมษายนออกมาร้อนแรง ตลาดตัดราคาการลดดอกเบี้ยออกหมดแล้วในปี 2026 และผู้ค้าบางส่วนกำลังเดิมพันว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี ซึ่งปกติจะกดราคาทองคำ แต่ครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น เขาเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับภาวะ stagflation ในยุค 70-80 ที่กลับเป็นช่วงเวลาทองสำหรับโลหะชนิดนี้

แนวโน้มอุปสงค์จากธนาคารกลางยังเป็นแรงหนุนสำคัญ ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเพิ่มทองคำในทุนสำรอง โดยซื้อถึง 244 เมตริกตันในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งสูงกว่าไตรมาสก่อนหน้าและค่าเฉลี่ย 5 ปี ตามข้อมูลจาก World Gold Council

สำหรับการคาดการณ์ราคาทองคำในเดือนมิถุนายนนี้ Elliott คาดว่าช่วงราคาที่เป็นไปได้มากที่สุดอยู่ระหว่าง 4,300 ถึง 4,725 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เว้นแต่จะเกิดปัจจัยกระตุ้นขนาดใหญ่ ขณะที่สถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งตั้งเป้าทองคำที่ 4,500-4,700 ดอลลาร์สำหรับปีนี้ โดยมีศักยภาพทะลุ 5,000 ดอลลาร์อีกครั้งหากสภาพมหภาคเอื้ออำนวย

ตลาด Tokenized Commodities: Gold, Silver และน้ำมัน บนบล็อกเชน

หนึ่งในพัฒนาการสำคัญที่สุดในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ปี 2026 คือการระเบิดตัวของตลาดสัญญา perpetual และ tokenized commodities บนแพลตฟอร์มคริปโต ซึ่งเกิดจากความต้องการการเข้าถึงตลาดน้ำมัน ทองคำ และเงินตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน โดยไม่มีเวลาปิดตลาดแบบ traditional exchanges

ข้อมูลจาก BitMEX เผยว่า เงิน (XAG) คิดเป็น 34.8% ของส่วนแบ่งตลาด tokenized commodities น้ำมันดิบ (CL) อยู่ที่ 27.7% ทองคำ (XAU) ที่ 27.5% และ Silver บน Hyperliquid ที่ 6% ในสัปดาห์ที่ 15 มีนาคม นอกจากนี้ Binance ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคริปโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก เปิดตัวสัญญา Silver (XAG) ที่มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันถึง 1.31 พันล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส

CoinDesk รายงานว่า สินค้าโภคภัณฑ์ครองสัดส่วนถึง 81% ของปริมาณการซื้อขาย TradFi perpetual ทั้งหมด โดยพลังงานและโลหะมีค่าอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันโดยรวม ที่น่าสนใจคือ Binance เปิดตัวฟิวเจอร์สน้ำมันเมื่อวันที่ 1 เมษายน ก่อให้เกิดการแข่งขันโดยตรงครั้งแรกกับ HIP-3 ของ Hyperliquid และ Binance ได้รับส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่ที่ราว 49% นับตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน

ฝั่งทองคำ tokenized มีการเติบโตที่ยิ่งใหญ่กว่า การซื้อขาย tokenized gold แตะสถิติ 90.7 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 โดย CoinGecko บันทึกว่ามูลค่าตลาด tokenized commodities เติบโต 256.7% มาอยู่ที่ 19.32 พันล้านดอลลาร์ภายในเดือนมีนาคม 2026 และ Tether Gold (XAUT) มีมูลค่าตลาด 2.52 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ Paxos Gold (PAXG) แตะ 2.32 พันล้านดอลลาร์

Bernstein วิเคราะห์ว่า 2026 คือจุดเริ่มต้นของ tokenization “supercycle” โดยคาดการณ์ว่าสินทรัพย์ tokenized บน blockchain จะเพิ่มจาก 37 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ไปสู่ 80 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของตลาดการเงินโลก

Fed, เงินเฟ้อ และแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน

ความซับซ้อนที่แท้จริงของวิกฤตสินค้าโภคภัณฑ์ปี 2026 อยู่ที่การบีบรัดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ระหว่างเป้าหมายด้านเงินเฟ้อกับความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์

CoinDesk รายงานว่า ประธาน Fed เจอโรม พาวเวลล์ ประกาศว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะนี้กำลังมองผ่านการช็อคราคาพลังงานระยะสั้นที่เกี่ยวกับอิหร่าน และมุ่งเน้นที่ความคาดหวังเงินเฟ้อที่ยังคง “ยึดอยู่กับระดับที่ดี” ถ้อยแถลงดังกล่าวช่วยบรรเทาตลาดพันธบัตรที่เริ่มตั้งราคาความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ย

ผลของถ้อยแถลงนี้ส่งผลชัดเจน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปีลดลง 9 จุดพื้นฐานสู่ระดับ 4.35% และอายุ 2 ปีลดลง 8 จุดพื้นฐานสู่ 3.83% ขณะที่ความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งหรือมากกว่าในปี 2026 ตามข้อมูล CME FedWatch ลดจาก 25% เหลือเพียง 5%

อย่างไรก็ดี ผลกระทบของน้ำมันแพงต่อเงินเฟ้อนั้นชัดเจนในเชิงทฤษฎี การวิเคราะห์ของ IMF ชี้ว่าทุกๆ การเพิ่มขึ้น 10% ของราคาน้ำมันจะสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้น 0.4% ของเงินเฟ้อ และการลดลง 0.15% ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าการพุ่งขึ้นของน้ำมันกว่า 40% ในช่วงสูงสุดของสงคราม อาจส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลกในระดับที่ผู้กำหนดนโยบายประเมินต่ำเกินไปอยู่ก็ได้

Bitcoin ท่ามกลางวิกฤตนี้ก็มีพฤติกรรมที่น่าสนใจ Bitcoin ปรับตัวลงเพียง 2% ขณะที่ทองคำและเงินปรับตัวลงแรงกว่า เนื่องจากน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและ Fed ส่งสัญญาณเข้มงวดขึ้น และ Bitcoin กลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดนอกจากภาคพลังงาน ซึ่งเป็นสัญญาณที่นักลงทุนสายคริปโตน่าจับตาดู

มุมมองนักวิเคราะห์: สถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในครึ่งปีหลัง

สถาบันการเงินชั้นนำต่างปรับการคาดการณ์ท่ามกลางความไม่แน่นอน ด้านราคาน้ำมัน Goldman Sachs คาดว่า Brent จะเฉลี่ยที่ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 ขณะที่ Bank of America คาดว่าจะเฉลี่ยที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 แต่กลับลงมาเฉลี่ยที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2027 เมื่อส่วนเกินอุปทานก่อนสงครามกลับมา ส่วน Macquarie เป็นรายเดียวที่เตือนถึงความเสี่ยงขาบนสุดโต่ง โดยเคยชี้ว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากความขัดแย้งในอิหร่านยืดเยื้อและช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิด

สำหรับสถานการณ์ข้างหน้า นักวิเคราะห์จาก Discovery Alert ระบุ 2 สถานการณ์หลักที่อาจเกิดขึ้น กรณีแรก หาก Hormuz ปิดต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 ปี 2026 และสมาชิก OPEC+ เพิ่มเติมส่งสัญญาณดำเนินการนอกกรอบโควตา ราคา Brent อาจทดสอบ 90-100 ดอลลาร์หรือสูงกว่า และประเทศสมาชิก IEA จะต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่ยากขึ้น

ด้านทองคำ ธนาคารและสถาบันหลักระบุว่าอุปสงค์ของธนาคารกลางมีส่วนเพิ่มราคาทองคำราว 800-1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2025-2026 โดยมีการซื้อสะสมเกินกว่า 700 เมตริกตัน ขณะที่ war premium จากความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์มีผลเพิ่มราคาในระดับใกล้เคียงกัน

สำหรับเงิน IG International ชี้ว่า หลังจากพุ่งขึ้นกว่า 120% ในปี 2025 เงินได้เข้าสู่ช่วง price-discovery โดยการขาดดุลอุปทานเชิงโครงสร้างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และอุปสงค์อุตสาหกรรมที่เร่งตัว เป็นปัจจัยสนับสนุนเป้าหมายราคาที่สูงกว่า 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับนักลงทุนไทย วิกฤตสินค้าโภคภัณฑ์โลกในปี 2026 มีทั้งมิติของภัยคุกคามและโอกาสที่น่าพิจารณา

ผลกระทบด้านน้ำมัน: ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง การที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในช่วง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะยังคงกดดันต้นทุนพลังงาน ราคาสินค้าผู้บริโภค และอัตราเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งอาจจำกัดความสามารถของธนาคารแห่งประเทศไทยในการลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดหวัง นักลงทุนควรติดตามหุ้นในกลุ่มพลังงาน โรงกลั่น และสายการบินอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุด

ทองคำและเงิน: นักลงทุนไทยที่ถือทองคำผ่าน YLG, Gold Futures บน TFEX หรือกองทุน ETF ทองคำ ย่อมได้รับประโยชน์จากราคาที่แม้จะปรับฐานลง แต่ยังอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม การที่ราคาทองคำมีสหสัมพันธ์เชิงลบกับน้ำมันในขณะนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติและต้องจับตาดูว่าจะยืนได้นานเพียงใด

โอกาสในตลาด tokenized commodities: สำหรับนักลงทุนที่มีความรู้ด้านคริปโต การเติบโตของ tokenized gold และ oil perpetuals บนแพลตฟอร์มอย่าง Binance หรือ Hyperliquid เปิดโอกาสเข้าถึงการเปิดรับความเสี่ยงต่อสินค้าโภคภัณฑ์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งตลาด traditional ไม่สามารถทำได้ นี่คือช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ TradFi perpetual futures เติมเต็ม: การเข้าถึง 24/7 ต่อสินค้าโภคภัณฑ์และหลักทรัพย์ที่การแลกเปลี่ยนแบบดั้งเดิมไม่สามารถให้บริการนอกเวลาทำการได้

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง: ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในปี 2026 นี้สูงผิดปกติ การพุ่งขึ้นและดิ่งลงของน้ำมันระดับ 15-25% ในวันเดียวที่เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมา เตือนให้นักลงทุนระมัดระวังในการใช้ leverage และไม่ควรจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อภูมิรัฐศาสตร์มากเกินสัดส่วนที่รับความเสี่ยงได้

สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่มีความชัดเจน การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปท่ามกลางความรุนแรงที่ยังปะทุเป็นระยะ นักลงทุนไทยควรกระจายพอร์ตการลงทุนและหลีกเลี่ยงการพนันทิศทางตลาดในสภาวะที่ข่าวสารเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงราคาได้ 10-20% ในชั่วข้ามคืน

Similar Posts

  • วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน สงครามอิหร่านปลุกเงินเฟ้อ ธนาคารกลางเผชิญทางเลือกที่เจ็บปวด

    โลกในช่วงกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนที่สุดนับตั้งแต่ยุควิกฤตพลังงานในทศวรรษที่ผ่านมา สงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นในต้นปีส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ราคาพลังงานทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ธนาคารกลางชั้นนำต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงกับการพยุงเศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกยืนยันว่าเศรษฐกิจโลกยังแสดงความยืดหยุ่นเกินคาด แต่ก็ส่งสัญญาณเตือนถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง ภาพรวม GDP โลก: ทนทานกว่าที่คาด แต่ยังไม่พ้นวิกฤต ในเดือนมกราคม 2569 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงาน Global Economic Prospects ฉบับล่าสุด ซึ่งส่งสัญญาณที่ค่อนข้างน่าพอใจในช่วงต้นปี เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นว่ามีความยืดหยุ่นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดย GDP โลกในปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 2.6% ชะลอลงเล็กน้อยจาก 2.7% ในปี 2568 ก่อนที่จะฟื้นตัวกลับมาที่ 2.7% ในปี 2570 สิ่งที่น่าสนใจคือสาเหตุที่ทำให้ตัวเลขถูกปรับขึ้น ธนาคารโลกระบุว่าประมาณสองในสามของการปรับประมาณการที่ดีขึ้นสะท้อนถึงการเติบโตที่ดีกว่าคาดของสหรัฐอเมริกา แม้จะต้องเผชิญกับความปั่นป่วนจากมาตรการภาษีนำเข้า โดยคาดว่า GDP สหรัฐฯ จะขยายตัวที่ 2.2% ในปี 2569 เทียบกับ 2.1% ในปีก่อน แต่ภาพที่สวยงามในต้นปีเริ่มมัวหมองลงเมื่อสงครามอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น OECD ปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่า…

  • Nvidia ทำลายสถิติโลก รายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์! พร้อมลุ้น Big Tech ทุ่มงบ AI ทะลุ 7 แสนล้านในปี 2026

    คืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2566) ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต้องหยุดหายใจรอผลประกอบการของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ Nvidia เจ้าพ่อชิป AI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (FY27 Q1) พร้อมตัวเลขที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ Wall Street อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายได้ทะลุ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% จากปีก่อน พร้อมประกาศคาดการณ์ไตรมาส 2 ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ขณะเดียวกัน บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Apple, Alphabet, Meta และ Amazon ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดพร้อมเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ทุบสถิติโลก” ทุกปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวใหญ่จากดีล Apple-Intel ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องรู้ในสัปดาห์นี้ Nvidia: “Demand Has Gone…

  • |

    โลกยุคอาวุธเศรษฐกิจ: สงครามการค้า คว่ำบาตร วิกฤตพลังงาน สั่นคลอนตลาดปี 2026

    ครึ่งหลังของปี 2026 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” อย่างภาษีศุลกากร มาตรการคว่ำบาตร และการควบคุมเส้นทางพลังงาน ถูกยกระดับเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย กำแพงภาษี Section 122 ของสหรัฐฯ กำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ พร้อมกับเงาของมาตรการ Section 301 ที่รออยู่ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาตจากสงครามอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 21 ที่ลุกลามจากรัสเซียไปถึงจีน สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์ที่กลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายงานฉบับนี้ประมวลภาพความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่กำลังหล่อหลอมทิศทางตลาดโลก และวิเคราะห์นัยสำคัญต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกดูเหมือนจะแยกขาดจากความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลขและเหตุการณ์ต่าง ๆ กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ดัชนี Dow Jones ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900 จุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม แต่ในอีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่งเกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนภาพเศรษฐกิจสองด้านที่กำลังดำเนินไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความคึกคักของกระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI)…

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วง! เงินเฟ้อ 4.2% ชนวนอิหร่าน นาสแดคดิ่งหนัก กดดันนักลงทุนไทย

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสัปดาห์นี้ ท่ามกลางพายุสามลูกที่ซัดพร้อมกัน ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่พุ่งสูงสุดในรอบสามปีที่ระดับ 4.2% ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแรงเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ลบมูลค่าตลาดไปกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เพียงไม่กี่วัน ความผันผวนในระดับนี้ส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 953.33 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 49,918.78 จุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ดัชนีร่วงทะลุแนว 50,000 จุดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน S&P 500 ปิดลบ 1.62% ที่ 7,266.99 จุด ขณะที่นาสแดคดิ่งลง 1.98% แตะระดับ 25,169.50 จุด ทั้งนี้แรงกดดันมาจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าตกใจ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ประกาศจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม เงินเฟ้อพฤษภาคม 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี พลังงานคือตัวการหลัก ตัวเลขเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4%…

  • | |

    กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

    ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์ BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง เสียงจาก CEO:…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *