ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย
|

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่ 138 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันที่ 7 เมษายน และการเพิ่มขึ้นในไตรมาสแรกถือเป็นการพุ่งขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษหากปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว

ล่าสุดวันที่ 19-20 พฤษภาคม ราคาน้ำมันเบรนท์ซื้อขายอยู่ที่แถว 110-113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI อยู่ที่ 103-107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังคงสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตในต้นปีซึ่งอยู่เพียง 61-65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นอย่างมาก

การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงชะงักงัน โดยอิหร่านระบุว่ายังมองว่าเงื่อนไขของสหรัฐฯ เป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป แม้จะมีการปรับแก้ข้อเสนอใหม่แล้วก็ตาม ขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งประกาศว่าจะชะลอแผนโจมตีทางทหารอิหร่านหลังจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ร้องขอให้ “รอก่อน” เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาอย่างจริงจัง

ทองคำ: ผันผวนรุนแรงระหว่างแรงซื้อ “สินทรัพย์ปลอดภัย” กับแรงกดดันจากเงินเฟ้อและดอลลาร์แข็ง

ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่สะท้อนพลวัตซับซ้อนที่สุดในช่วงวิกฤตนี้ โดยแม้จะถูกมองว่าเป็น “safe haven” แต่ราคาทองคำกลับไม่ได้แข็งค่าอย่างสม่ำเสมอตลอดช่วงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ

ทองคำสปอตปิดตลาดวันที่ 18-19 พฤษภาคม ที่แถว 4,469-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวลดลงกว่า 5-6% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยมีแรงกดดันหลักมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้น ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 4.66% หลังตัวเลขเงินเฟ้อออกมาร้อนแรงกว่าคาด รวมถึงการที่ตลาดเริ่มตัดความเป็นไปได้ของการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ออกไปแทบจะสิ้นเชิง

ข้อมูลจาก CME Group ระบุว่า ณ ขณะนี้มีนักลงทุนถึง 97.4% คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมรอบถัดไป มีเพียง 2.6% เท่านั้นที่ยังเดิมพันว่าจะมีการปรับลด

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวผู้เชี่ยวชาญหลายรายยังคงมองบวกต่อทองคำ Pierre Lassonde นักลงทุนตำนานด้านทองคำระบุเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมว่า วิกฤตหนี้สหรัฐฯ ที่ขยายตัวแตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างเงื่อนไขที่อาจทำให้ทองคำพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงมากในระยะยาว ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่หลายแห่งยังคงตั้งเป้าราคาทองคำสิ้นปีในกรอบ 5,400-6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ที่น่าสังเกตคือ เมื่อช่วงกลางเดือนเมษายนที่อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวระหว่างการหยุดยิง ราคาทองคำกลับ “ขึ้น” ได้ถึงระดับ 4,887-4,838 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณว่าการลดความเสี่ยงควรทำให้ safe haven ลดลง แต่สาเหตุคือการเปิดช่องแคบทำให้ราคาน้ำมันดิ่ง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลงมาที่ 4.23% และตลาดคาดว่า Fed จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เร็วขึ้น จึงเป็นแรงหนุนให้ทองคำปรับขึ้น ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัจจัยด้านดอกเบี้ยมีอิทธิพลต่อทองคำมากพอๆ กับปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์

เงิน (Silver): โลหะสองบทบาทที่ยังคงผันผวนอย่างรุนแรง

เงิน (silver) เป็นโลหะที่มีความผันผวนสูงที่สุดในกลุ่มโลหะมีค่าช่วงนี้ โดยนักวิเคราะห์จาก IG Markets ชี้ว่าหลังจากพุ่งขึ้นถึง 120% ตลอดปี 2568 เงินได้เข้าสู่ “phase การค้นหาราคาใหม่” ซึ่งหมายความว่าตลาดกำลังตั้งคำถามว่าระดับราคาที่แท้จริงควรอยู่ที่ใด

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคาเงินซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 84-85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม เงินพุ่งขึ้นกว่า 5.8% ในวันเดียวสู่ระดับ 84.99 ดอลลาร์ ท่ามกลางการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านที่สะดุด ขณะที่ในช่วงต้นเดือนเมษายน เงินซื้อขายต่ำกว่า 72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังเผชิญกับแรงขายหนักจากนักลงทุนที่ต้องปิดสถานะเพื่อชดเชยการขาดทุนในสินทรัพย์อื่น

สาเหตุที่เงินไม่ได้ขึ้นพร้อมน้ำมันแม้ภาวะสงครามมักหนุนราคาสินทรัพย์ปลอดภัย ก็เพราะเงินมีบทบาทคู่ขนานระหว่าง “โลหะมีค่า” กับ “โลหะอุตสาหกรรม” เมื่อราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อเร่งตัว ธนาคารกลางทั่วโลกโน้มเอียงไปในทิศทาง hawkish มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์แข็งค่าและกดดันโลหะที่ไม่ให้ดอกเบี้ย

นักวิเคราะห์จาก IG Markets ตั้งเป้าราคาเงินระยะยาวไว้ที่ 65-72 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยปัจจัยหนุนหลักคือการขาดดุลอุปทานเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และอุปสงค์อุตสาหกรรมโดยเฉพาะในภาคพลังงานสะอาดและเซมิคอนดักเตอร์ที่เร่งตัวอย่างต่อเนื่อง

ผลกระทบต่อตลาดพลังงานกว้างขึ้น: โรงกลั่น ค่าขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานโลก

IEA ประเมินว่าปริมาณการกลั่นน้ำมันดิบทั่วโลกจะหดตัวลงถึง 4.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาส 2 ปี 2569 เหลือเพียง 78.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากโรงกลั่นทั่วโลกต้องเผชิญกับทั้งความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ข้อจำกัดการส่งออก และการขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่กำไรจากการกลั่นยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ทั่วโลก การนำเข้าน้ำมันดิบทางทะเลของจีนลดลงถึง 3.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ญี่ปุ่นลดลง 1.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน เกาหลีใต้ลดลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอินเดียลดลงกว่า 760,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งส่งผลให้ประเทศในแถบเอเชียที่พึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลางเป็นหลักต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ทางด้านผู้ผลิตนอกตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในทวีปอเมริกา กำลังเร่งผลิตและส่งออกเพื่อชดเชยการขาดแคลน โดย IEA ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของอุปทานจากอเมริกาขึ้นกว่า 600,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน การส่งออกน้ำมันดิบจากฝั่งแอตแลนติก ทั้งจากสหรัฐฯ บราซิล แคนาดา และเวเนซุเอลา เพิ่มขึ้นรวมกว่า 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวันนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้บางส่วน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งตัดสินใจออกจาก OPEC ล่าสุด (โดยระบุว่าไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง) ยังพยายามเปลี่ยนเส้นทางการส่งออกน้ำมันบางส่วนผ่านท่าเรือนอกช่องแคบเพื่อรักษายอดรายได้ เช่นเดียวกับซาอุดีอาระเบีย

Goldman Sachs เคยประเมิน risk premium จากความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไว้ที่ประมาณ 18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ Wood Mackenzie เตือนว่าหากช่องแคบปิดยาวนานต่อไป ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในกรณีเลวร้าย (ซึ่งบางช่วงเวลาเกิดขึ้นจริงแล้ว) ขณะที่ JPMorgan Chase เคยเตือนก่อนวิกฤตว่าในสภาวะ supply glut ปกติ ราคา Brent อาจต่ำถึงระดับ 30 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้สถานการณ์กลับตาลปัตร

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กว้างขึ้น: ปุ๋ย อาหาร และแรงกดดันเงินเฟ้อรอบด้าน

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานไม่ได้จบแค่น้ำมัน World Bank รายงานว่าดัชนีราคาพลังงานโดยรวมปรับขึ้น 12.1% ในเดือนเมษายน โดยราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น 8.7% ส่วนดัชนีราคานอกพลังงานเพิ่มขึ้น 3.2% ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 1.5% และราคาปุ๋ยพุ่งขึ้นถึง 14%

โดยภาพรวม World Bank ประเมินว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งระบบในปี 2569 จะเพิ่มขึ้นถึง 16% จากปีก่อน โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงราคาโลหะสำคัญบางชนิดที่ทำสถิติสูงสุด

ราคาน้ำมันที่สูงยังผลักดันต้นทุนการผลิตในภาคอื่นๆ ตัวเลขเงินเฟ้อระดับผู้ผลิตในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนเมษายน และเงินเฟ้อระดับผู้บริโภคปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ Fed ไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ตลาดเคยคาดหวัง และมีความเป็นไปได้ที่อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปี

ในภาคการบินพาณิชย์ การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือในตะวันออกกลางทำให้กิจกรรมการบินต่ำกว่าปกติ ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกดดันต่อราคาน้ำมันเครื่องบินได้บ้าง แต่ราคาน้ำมันเครื่องบินก็ยังคงสูงเป็นประวัติการณ์ โดยราคาน้ำมันเครื่องบินเกือบสามเท่าตัวหลังการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและการคาดการณ์ระยะสั้น-กลาง

ด้านน้ำมัน: IEA ประเมินว่าหากช่องแคบฮอร์มุซเริ่มกลับมาเปิดได้ในช่วงปลายพฤษภาคมถึงต้นมิถุนายน ซึ่งเป็นสมมติฐานฐาน (base case) การฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันอย่างสมบูรณ์จะยังต้องใช้เวลาถึงปลายปี 2569 หรืออาจยาวถึงต้นปี 2570 ซึ่งหมายความว่าแรงกดดันราคาน้ำมันจะยังคงอยู่อีกระยะหนึ่ง

ด้านทองคำ: LiteFinance คาดว่าราคาทองคำในช่วงเดือนพฤษภาคมจะซื้อขายในกรอบ 4,380-5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังมองบวกต่อการที่ราคาจะกลับไปทดสอบโซน 5,400-6,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการซื้อสะสมของธนาคารกลางทั่วโลกที่ยังคงต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์

สำหรับ FOMC จะมีการเผยแพร่รายงานการประชุมในวันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งตลาดกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด ตามด้วยข้อมูล PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนพฤษภาคมในวันที่ 21 พฤษภาคม และดัชนีความคาดหวังเงินเฟ้อจาก University of Michigan ในวันที่ 22 พฤษภาคม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้

ด้านเงิน: นักวิเคราะห์มองว่าเงินอาจกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้งหากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย เนื่องจากจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ เปิดทางให้ธนาคารกลางปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ทั้งดอลลาร์อ่อนค่าและหนุนโลหะมีค่า ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม (พลังงานสะอาด แผงโซลาร์ ชิป) ยังคงมีความต้องการเงินที่แข็งแกร่งในระยะยาว

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจไทย วิกฤตสินค้าโภคภัณฑ์ครั้งนี้มีผลกระทบหลายมิติที่ควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ต้นทุนพลังงานในประเทศ: ราคาน้ำมันดิบ Brent ที่อยู่เหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาน้ำมันสำเร็จรูปและค่าไฟฟ้าในไทย ธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานสูง เช่น โลจิสติกส์ ผู้ผลิต และภาคการเกษตร จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การลงทุนในทองคำ: ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสมในสภาวะที่เงินเฟ้อยังคงเร่งตัว แม้ในระยะสั้นราคาอาจผันผวนลงบ้างตามแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่คงสูง แต่ในระยะกลาง-ยาว ปัจจัยพื้นฐานยังสนับสนุนการถือครองทองคำ ไม่ว่าจะเป็น Gold ETF กองทุนทองคำ หรือทองรูปพรรณ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยง

ค่าเงินบาท: ดอลลาร์แข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่อยู่สูงนานกว่าคาด รวมถึงราคาน้ำมันสูงที่ทำให้ดุลการค้าของไทยรับแรงกดดันมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยกดดันค่าเงินบาทในระยะสั้น นักลงทุนที่มีภาระผูกพันเป็นดอลลาร์ควรพิจารณาการป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน

โอกาสในภาคพลังงานทางเลือก: วิกฤตพลังงานครั้งนี้เร่งให้รัฐบาลและภาคเอกชนทั่วโลกหันมาลงทุนในพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนมากขึ้น หุ้นกลุ่มพลังงานหมุนเวียน พลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงโลหะที่ใช้ในการผลิตแผงโซลาร์และแบตเตอรี่ (เงิน ทองแดง ลิเธียม) อาจเป็นโอกาสการลงทุนระยะกลางที่น่าสนใจ

ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ: เงินเฟ้อที่สูงขึ้นทั่วโลกอาจกดดัน ธปท. ให้ต้องพิจารณาปรับนโยบายการเงินตามสถานการณ์โลก ซึ่งอาจส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและหุ้นในประเทศ นักลงทุนควรทบทวนสัดส่วนการลงทุนและกระจายความเสี่ยงให้เหมาะสม

บทสรุป: โลกกำลังนำทางในพายุสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่เคยเผชิญมาก่อน

วิกฤตตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในปี 2569 มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากวิกฤตในอดีต ตรงที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างความขัดแย้งทางทหารที่ปิดกั้นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญโลก ความไม่แน่นอนทางการทูตที่ทำให้ตลาดไม่สามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ราคาน้ำมันที่ยังคงสูงเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทองคำที่ยังอยู่สูงกว่าระดับต้นปีกว่า 40% เมื่อเทียบปีต่อปี และเงินที่ผันผวนอย่างรุนแรงระหว่างบทบาท safe haven กับโลหะอุตสาหกรรม ล้วนเป็นสัญญาณที่บอกว่าความไม่แน่นอนยังคงสูงมาก

กุญแจสำคัญที่ต้องจับตาในระยะสั้นคือ ความคืบหน้าของการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ว่าจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ได้เร็วแค่ไหน ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกจะเข้าสู่กระบวนการฟื้นตัวเมื่อใด สำหรับนักลงทุนไทย การกระจายความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ทั้งในสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้ออย่างทองคำ และการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุดในสภาวะแวดล้อมเช่นนี้

Similar Posts

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • |

    ดอลลาร์สะดุดหลังจ้างงานพลิกโผ เยนดิ่งรอบ 40 ปี บาททะลุ 33 บาท

    กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนทั่วโลกผันผวนที่สุดของปี เมื่อดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index หรือ DXY) ที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 เดือนช่วงต้นสัปดาห์ กลับพลิกอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จุดชนวนให้นักลงทุนทั่วโลกต้องประเมินเส้นทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กันใหม่ทั้งกระดาน ในเวลาเดียวกัน เงินเยนญี่ปุ่นก็ยังคงตกอยู่ในภาวะอ่อนค่าที่สุดในรอบเกือบสี่ทศวรรษ จนทางการโตเกียวต้องส่งสัญญาณเตือนการแทรกแซงตลาดแทบทุกวัน ขณะที่เงินยูโรแกว่งตัวในกรอบแคบหลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขึ้นดอกเบี้ยสวนกระแสโลก และเงินบาทไทยอ่อนค่าทะลุแนว 33 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบางและส่วนต่างดอกเบี้ยที่ถ่างกว้างกับสหรัฐ รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของสี่สกุลเงินหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และบาทไทย พร้อมประเมินปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ และวิเคราะห์ผลกระทบที่จับต้องได้ต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย 1. ดอลลาร์สหรัฐ: จากจุดสูงสุดรอบ 13 เดือน สู่การถอยทัพหลังตลาดแรงงานสะดุด ภาพรวมของค่าเงินโลกในสัปดาห์นี้แทบทั้งหมดหมุนรอบตัวเลขเดียว นั่นคือ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) รายงานว่าเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดการณ์ไว้ที่ราว 110,000 ตำแหน่งอย่างมาก และยังเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบสี่เดือน ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง โดย…

  • โลกเดือด เศรษฐกิจสั่น: ภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 เขย่าตลาดโลกและนักลงทุนไทย

    ปี 2026 กลายเป็นปีที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกปะทุรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลาง สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น การคว่ำบาตรอิหร่าน ไปจนถึงวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้น้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทุกเหตุการณ์เหล่านี้ส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านห่วงโซ่อุปทานโลก กระทบราคาสินค้า เงินเฟ้อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจในทุกทวีป รวมถึงประเทศไทยที่นักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเห็นการเติบโตหดตัวลงได้มากกว่าครึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นโดยอิหร่านมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดสงครามทางอากาศกับอิหร่านและสังหารผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามได้ออกคำเตือนห้ามผ่านช่องแคบ บุกยึดและโจมตีเรือพาณิชย์ รวมถึงวางทุ่นระเบิดในช่องแคบด้วย ผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกนั้นรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 10-13% ไปอยู่ที่ราว 80-82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในวันที่ 2 มีนาคม 2026 การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกถึง 20% รวมถึงปริมาณ LNG จำนวนมาก ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่านี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” การปิดช่องแคบนำไปสู่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่พุ่งสูงเกิน 120…

  • โลกในไฟสงคราม: ช่องแคบฮอร์มุซ สงครามการค้า และจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์โลก พ.ศ. 2569

    โลกในกลางปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุสามลูกที่ซ้อนทับกันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ได้แก่ สงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ วิกฤตพลังงานที่กระหน่ำซัดเศรษฐกิจเอเชีย และการประชุมสุดยอดสหรัฐฯ-จีนที่กรุงปักกิ่งซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การค้าโลกได้อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใจจดใจจ่อว่าปัจจัยเหล่านี้จะสร้างโอกาสหรือความเสียหายครั้งใหญ่เพียงใด วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ภัยพิบัติพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกก็แทบจะปิดตายสนิท การหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบดังกล่าวก่อให้เกิดการหยุดชะงักการจัดหาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก ผู้อำนวยการบริหารของ IEA ถึงกับบรรยายสถานการณ์นี้ว่าเป็น “ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” การไหลของน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงจากประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันก่อนสงคราม เหลือเพียงกว่า 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนมีนาคม ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังสูญเสียน้ำมันไปกว่า 90% ของปริมาณที่เคยไหลผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน ตลาดน้ำมันตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนพลังงาน ปุ๋ย และการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงค่าระวางเรือ ราคาเชื้อเพลิงสำหรับเรือ และเบี้ยประกันภัย อาจส่งผลให้ต้นทุนอาหารเพิ่มสูงขึ้นและกดดันค่าครองชีพ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางที่สุด Bloomberg รายงานว่า ราคาเชื้อเพลิงกลั่นอย่างดีเซลและน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา บางครั้งทะลุ 200 ดอลลาร์ นำมาซึ่งสัญญาณแรกของการชะลอความต้องการในตลาดเอเชียซึ่งพึ่งพาน้ำมันดิบและก๊าซปิโตรเลียมเหลวจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก ในส่วนของก๊าซธรรมชาติ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งกว่า การหยุดชะงักของการขนส่ง LNG…

  • |

    ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโต Joe McCann ถูกสอบสวน หลังคู่หมั้นเสียชีวิตในโรงแรมที่ Zanzibar

    เจาะลึกเหตุการณ์ ความคลุมเครือของคดี และผลกระทบต่อวงการคริปโต เหตุการณ์สะเทือนขวัญในแวดวงคริปโตเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Joe McCann ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโตชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใน Zanzibar ควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังจาก Ashly Robinson คู่หมั้นของเขาเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำระหว่างการท่องเที่ยว คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับสากล ทั้งในแง่ของความไม่ชัดเจนของสาเหตุการเสียชีวิต ความขัดแย้งของข้อมูล และผลกระทบต่อชื่อเสียงในโลกการเงินดิจิทัล ลำดับเหตุการณ์: จากวันพักผ่อนสู่คดีปริศนา ตามรายงานจาก NBC News ระบุว่า Ashly Robinson วัย 31 ปี เสียชีวิตในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 เมษายน หลังจากถูกพบหมดสติในห้องพักโรงแรมหนึ่งวันก่อนหน้า รายละเอียดเหตุการณ์ที่ถูกเปิดเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจใน Tanzania ระบุเบื้องต้นว่าเป็น “การเสียชีวิตที่อาจเข้าข่ายการฆ่าตัวตาย” แต่ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน วิเคราะห์เชิงเหตุการณ์ แม้ข้อมูลเบื้องต้นจะชี้ไปในทิศทางของการฆ่าตัวตาย แต่มีหลายจุดที่ยังไม่ชัดเจน: สิ่งนี้ทำให้คดีเข้าสู่โซน “gray area” ซึ่งต้องพึ่งพาหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม การควบคุมตัวและสถานะของ Joe McCann รายงานจาก CBS News ระบุว่า:…

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *