ดาวโจนส์ทำสถิติ 51,562 จุด นักลงทุนโยกเงินออก AI Chip สู่สาธารณสุข-การเงิน
วอลล์สตรีทส่งสัญญาณการปรับตัวครั้งสำคัญในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2026 เมื่อดัชนีดาวโจนส์ อินดัสเทรียล เฉลี่ย (DJIA) พุ่งขึ้นทำสถิติปิดสูงสุดตลอดกาลที่ระดับ 51,562 จุด ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite กลับสวนทางร่วงลงเล็กน้อย สะท้อนปรากฏการณ์ “Sector Rotation” หรือการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี AI มาสู่หุ้นกลุ่มดั้งเดิมอย่างสาธารณสุขและการเงิน ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
บริบทที่ขับเคลื่อนตลาดในสัปดาห์นี้ประกอบด้วยหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการ Q2 ของ Broadcom ที่ต่ำกว่าความคาดหมาย การเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาน้ำมัน ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่เพิ่มขึ้น และการรอผลรายงาน Non-Farm Payrolls เดือนพฤษภาคมในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน โดยนักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขการจ้างงานจะมาเพียง 85,000 ตำแหน่ง ซึ่งถือว่าต่ำเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี
ดาวโจนส์บินทำสถิติ 51,562 จุด ขณะ Nasdaq สะดุด
ดาวโจนส์ อินดัสเทรียล เฉลี่ย พุ่งขึ้นทำสถิติปิดสูงสุดใหม่ในวันพฤหัสบดี โดยกระโดดขึ้น 874.86 จุด หรือ 1.73% แตะระดับ 51,561.93 จุด ขณะที่ Nasdaq เสียแชมป์ ร่วงลง 0.09% ปิดที่ 26,830.96 จุด และดัชนี S&P 500 ขยับขึ้นได้เพียง 0.41% ที่ระดับ 7,584.31 จุด โดย UnitedHealth นำกองทัพดาวโจนส์ด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 5% ตามด้วย JPMorgan Chase ที่บวก 3% และ Walmart ที่บวกเกือบ 1%
ภาพรวมทั้งสัปดาห์ของดัชนีสะท้อนตลาดกระทิงที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้จะเริ่มส่งสัญญาณการปรับตัวในเชิงโครงสร้าง ในวันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน S&P 500 ปิดที่ 7,599.96 จุด ขณะที่ Nasdaq ขยับขึ้น 0.42% มาที่ 27,086.81 จุด และดาวโจนส์บวก 46.42 จุด ปิดที่ 51,078.88 จุด โดยทั้งสามดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลในวันเดียวกัน พร้อมกัน
วันอังคารที่ 2 มิถุนายน S&P 500 ทะลุระดับ 7,600 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ปิดที่ 7,609.78 จุด พร้อมกับดาวโจนส์ที่บวก 228.91 จุด ขึ้นไปที่ 51,307.79 จุด ท่ามกลางความกังวลเรื่องสถานการณ์สหรัฐฯ-อิหร่าน และความเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่
Broadcom พลาดเป้า จุดชนวน “ขาย Chip” ทั่ว Nasdaq
ปรากฏการณ์ที่น่าจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้คือผลประกอบการของ Broadcom (AVGO) ที่เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นชิปทั้งกลุ่ม
Broadcom รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบการเงิน 2026 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน โดยรายได้รวมอยู่ที่ 22.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน และรายได้จากชิป AI พุ่งสูงถึง 10.8 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 143% แบบปีต่อปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขรายได้รวมต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดเล็กน้อย และกำไรต่อหุ้น (Non-GAAP EPS) อยู่ที่ 2.44 ดอลลาร์ เหนือคาดการณ์
แม้ตัวเลขพื้นฐานจะยังดี แต่ตลาดตอบสนองด้วยการเทขาย Broadcom ลง 13% หลังประกาศผลประกอบการ ลากให้ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Semiconductor Index) ร่วงลงกว่า 6% และฉุดกลุ่มชิปทั้งกลุ่มให้สั่นคลอน ท่ามกลางคำถามว่า “ราคาหุ้นชิป AI ถูก Priced-in ไปมากเกินไปแล้วหรือยัง”
นักวิเคราะห์จาก Schwab มองว่า การขายทำกำไรในหุ้นชิปส่วนหนึ่งเป็นเพียง “การรวมตัวก่อนประกาศ Non-Farm Payrolls” มากกว่าจะเป็นการพลิกกลับทิศทางใหญ่ โดยตลาดกำลังรอดูตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมที่จะออกในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน นักวิเคราะห์คาดว่าเศรษฐกิจสร้างงาน 85,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำเป็นประวัติการณ์เชิงประวัติศาสตร์ แต่จะเป็นเดือนที่สามติดต่อกันที่มีการจ้างงานเพิ่ม
การร่วงของ Broadcom ฉุดหุ้นอื่นในกลุ่มลงด้วย โดย Micron, ARM และ CrowdStrike ต่างร่วงลงมากกว่า 7% ในขณะที่ตลาดโดยรวมยังคงมีการซื้อในกลุ่มดั้งเดิม
“Sector Rotation” ขนานใหญ่: เงินไหลจาก AI Chip สู่สาธารณสุข-การเงิน
ภาพที่เห็นชัดที่สุดในวันพฤหัสบดีคือการที่นักลงทุนโยกเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีและชิป AI ซึ่งครองตลาดมาหลายเดือน ไปสู่กลุ่มหุ้นที่มีความมั่นคงกว่า
ดัชนีดาวโจนส์ได้แรงหนุนจาก UnitedHealth Group หลัง Bank of America ปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “Buy” ส่งให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 5% ขณะที่หุ้นการเงินอย่าง JPMorgan Chase ฟื้นตัวแรงขึ้น 4% หลังจากที่ราคาร่วงก่อนหน้าจากความกังวลเรื่อง Private Credit และ Blackstone ก็ฟื้นตัวเช่นกัน
การโยกเงินครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในดาวโจนส์ โดย Costco ขยับขึ้นกว่า 1% และ Eli Lilly พุ่งขึ้นมากกว่า 5% สะท้อนความสนใจที่เติบโตในกลุ่มหุ้นที่มีบทบาทรองในการแรลลี่รอบก่อน ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างตลาดในวงกว้าง
JPMorgan Chase ได้ให้มุมมองว่าในตลาดกระทิงที่ขับเคลื่อนด้วย AI หุ้นที่มีความผันผวนต่ำ (Low-Volatility Stocks) อย่างกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภค ประกันภัย และอุตสาหกรรมบางส่วน ถูกมองข้ามไปจากตลาด และยังคงมีมูลค่าน่าสนใจในเชิงการจัดสรรพอร์ต
สัญญาณดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของ Evercore ISI ที่ระบุว่า ความเข้มข้นในหุ้น AI กลุ่มเล็กๆ กำลังขับเคลื่อนความแข็งแกร่งของดัชนี แต่ก็กดทับผลกระทบด้านลบจากความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และผู้บริโภคไปในเวลาเดียวกัน โดยนักวิเคราะห์อาวุโสจาก Evercore ISI ตั้งเป้า S&P 500 ปลายปีที่ระดับ 7,750 จุด
ภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลาง: ฉากหลังที่ยังพลิกผันได้
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางน้ำมันและตลาดการเงินโลกในช่วงนี้
ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงมาแล้วประมาณ 20% จากจุดสูงสุดในปี 2026 หลังนักลงทุนเพิ่มความหวังต่อการเจรจาสงบศึกระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งหากบรรลุผลจะเปิดทางให้เรือขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง โดย Brent Crude ลดลงมาอยู่ที่ราว 92.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุความเข้าใจเบื้องต้นเพื่อขยายสงบศึกออกไป 60 วัน พร้อมเปิดรอบการเจรจาใหม่เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน โดยยังรอการอนุมัติจากประธานาธิบดีทรัมป์ ขณะที่ราคา Brent Crude ปิดที่ 93.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลาดยุโรปตอบรับเชิงบวกในเช้าวันศุกร์ โดย Euro Stoxx 50 บวก 0.5% ขณะที่ดัชนีในลอนดอนและแฟรงก์เฟิร์ตขึ้นเล็กน้อยราว 0.2% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการสงบศึกที่อาจเกิดขึ้นควรมองด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอุปทานน้ำมัน
ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งก่อนสงครามรับผิดชอบการขนส่งพลังงานโลกราว 20% ยังคงปิดอยู่เป็นส่วนใหญ่ ทำให้ราคาน้ำมันยังคงสูงกว่าก่อนสงครามเริ่มในปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สถานการณ์นี้ทำให้ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อยู่ในสถานะที่ยากลำบาก เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานกำลังผลักดันนโยบายดอกเบี้ยในทิศทางตรงข้ามกับเฟด
IPO แห่งทศวรรษกำลังมา: SpaceX, OpenAI, Anthropic
ปัจจัยที่อาจกลายเป็น “เหตุการณ์สร้างตลาด” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีนี้คือคลื่นการเสนอขายหุ้นสาธารณะครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังเตรียมตัว
SpaceX ยืนยันการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ผ่านการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแล และคาดว่าจะเข้าเทรดในวันที่ 12 มิถุนายน บนตลาด Nasdaq โดยตั้งเป้ามูลค่าบริษัทที่ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะที่ OpenAI และ Anthropic ต่างประกาศความตั้งใจที่จะเข้าตลาดในปีนี้เช่นกัน แต่ทั้งสามบริษัทยังไม่มีกำไรสุทธิเป็นบวกรายปี
นักยุทธศาสตร์บางส่วนบนวอลล์สตรีทชี้ว่าคลื่น IPO จาก Mega-Cap ที่ยังไม่มีกำไรเหล่านี้อาจส่งสัญญาณ “ยอดตลาด” คล้ายกับช่วงปลายยุค Dot-com ทศวรรษ 1990 อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่มองบวกโต้ว่าระบบนิเวศ AI ในปัจจุบันมีรายได้ที่จับต้องได้มากกว่าในยุคนั้น และฐานลูกค้าองค์กรก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ตัวเลขเศรษฐกิจและแนวโน้มตลาดระยะต่อไป
ข้อมูลเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ส่งสัญญาณผสม ที่นักลงทุนต้องประเมินอย่างรอบคอบ
ยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 30 พฤษภาคม พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยตัวเลขอยู่ที่ 225,000 ราย เพิ่มขึ้น 13,000 รายจากสัปดาห์ก่อน และสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ตั้งไว้ที่ 215,000 ราย
สำหรับรายงาน Non-Farm Payrolls เดือนพฤษภาคมที่จะประกาศในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน นักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะอยู่ที่ 85,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าเดือนเมษายนที่ 115,000 ตำแหน่ง แต่หากเป็นไปตามคาด จะถือเป็นครั้งที่สามติดต่อกันที่มีการจ้างงานเพิ่ม ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพของตลาดแรงงาน
Alphabet เป็นอีกหุ้นที่สร้างความผันผวนในสัปดาห์นี้ หุ้น Alphabet ร่วงลงเกือบ 4% หลังประกาศแผนระดมทุน 80,000 ล้านดอลลาร์ผ่านการขายหุ้นเพื่อใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยรวมถึงการลงทุน 10,000 ล้านดอลลาร์จาก Berkshire Hathaway แม้ว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์จะช่วยพยุงดัชนีไว้ได้
ภาพรวมความแข็งแกร่งของตลาดในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนผ่านข้อมูลสะสมที่น่าประทับใจ: S&P 500 บันทึกการขึ้นต่อเนื่องถึงเก้าสัปดาห์ติดต่อกัน นับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม ขณะที่ดัชนีทั้งสามพร้อมกันทำ All-time High ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: AI ยังคงเป็นพลังงานหลัก แต่ต้อง “เลือกตัว” มากขึ้น
นักวิเคราะห์วอลล์สตรีทมีจุดยืนที่ชัดเจนขึ้นว่าตลาดกำลังเข้าสู่ยุคของการคัดเลือกหุ้นมากกว่าการซื้อกว้างๆ ทั้งกลุ่ม
Julian Emanuel นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Evercore ISI เขียนว่า ความต้องการ AI ที่สูงผิดปกติ โดยเฉพาะ Micron, Nvidia และ Alphabet ต่างมีส่วนมากกว่า 40% ต่อการปรับประมาณกำไรต่อหุ้น S&P 500 ปี 2026 และมีส่วนสนับสนุนในการสร้างความประหลาดใจเชิงกำไรที่แข็งแกร่งที่สุดนอกช่วงการฟื้นตัวจากภาวะถดถอย โดยตั้งเป้า S&P 500 ปลายปีที่ 7,750 จุด ขับเคลื่อนด้วยความต้องการ AI และกลุ่ม Information Technology
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ในตลาดประเมินว่า การปรับฐานของ Broadcom ไม่ได้หมายความว่า “เรื่องราว AI” จบลงแล้ว แต่เป็นการประเมินใหม่อย่างเลือกสรร หลังจากการแล่นขึ้นอย่างแรงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนดูเหมือนจะแยกแยะบริษัทรายตัวมากขึ้น แทนที่จะซื้อกว้างๆ ทั้งกลุ่มเซกเตอร์
ขณะเดียวกัน การร่วงของ Broadcom ดึงประเด็นเรื่อง “มูลค่าหุ้นชิป AI” กลับมาเป็นจุดสนใจ หลังจากกลุ่มนี้ได้รับอานิสงส์จากการแล่นขึ้นอย่างทรงพลังตลอดสองปีที่ผ่านมา ทำให้ P/E หลายตัวขยับขึ้นสู่ระดับที่นักลงทุนต้องจ่ายราคาแพงขึ้นสำหรับการเติบโตในอนาคต
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องประเมินใหม่
สัปดาห์นี้มีประเด็นสำคัญหลายข้อที่นักลงทุนไทยควรนำไปปรับกลยุทธ์พอร์ตการลงทุน:
1. ระมัดระวังความเสี่ยง Concentration ในกอง ETF เทคโนโลยี กองทุนรวม ETF ที่ติดตามดัชนี Nasdaq หรือ QQQ ที่ได้รับความนิยมในหมู่นักลงทุนไทย มีการกระจุกตัวสูงในหุ้นชิปและ AI เช่น Nvidia, Broadcom, AMD ความผันผวนที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการ “Hold แล้วรอ” เพียงอย่างเดียวอาจต้องพิจารณาร่วมกับการกระจายสู่กลุ่มอื่น
2. Sector Rotation เปิดโอกาสใน Healthcare และ Financials หากกระแสการโยกเงินออกจากชิปยังคงดำเนินต่อ กองทุนรวมที่เน้นหุ้นสาธารณสุขและการเงินสหรัฐฯ เช่น XLV (Health Care Select Sector SPDR) หรือ XLF (Financial Select Sector SPDR) อาจได้รับผลบวก นักลงทุนไทยที่ต้องการ Hedge ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีควรพิจารณาปรับสัดส่วน
3. ราคาน้ำมันและความไม่แน่นอนของช่องแคบฮอร์มุซ ยังส่งผลต่อต้นทุนไทย แม้ราคาน้ำมันจะย่อตัวลงจากจุดสูงสุด แต่ยังคงสูงกว่าก่อนสงคราม ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อในไทยโดยตรง หุ้นกลุ่มขนส่ง สายการบิน และอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้นในตลาดหุ้นไทย (SET) ยังคงเผชิญแรงกดดัน
4. จับตา Non-Farm Payrolls และผลต่อดอลลาร์-บาท ตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาต่ำกว่าคาด (ต่ำกว่า 85,000) จะเพิ่มความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของ Fed เร็วขึ้น ซึ่งมักทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าและหนุนให้ค่าเงินบาทและสกุลเงินเอเชียแข็งค่า ส่งผลบวกต่อกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศสกุลดอลลาร์ผ่านมุม FX
5. IPO SpaceX อาจสร้างความตื่นตัวในหมู่นักลงทุนรายย่อยทั่วโลก การเข้าตลาดของ SpaceX ในวันที่ 12 มิถุนายน พร้อมมูลค่าเป้าหมาย 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ อาจดูดซับสภาพคล่องออกจากตลาดในช่วงสั้น แต่ก็อาจสร้างความตื่นตัวที่ดึงเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะกลาง นักลงทุนไทยที่ลงทุนผ่าน US Stock Trading Platform ควรติดตามรายละเอียดการจัดสรรหุ้นอย่างใกล้ชิด
โดยรวม วอลล์สตรีทในปัจจุบันยังคงเป็นตลาดกระทิงที่แข็งแกร่ง แต่เริ่มเข้าสู่ยุคที่ต้อง “เลือกถูกตัว” มากกว่าเดิม การโยกเงินระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรมกำลังบอกเราว่า นักลงทุนสถาบันรายใหญ่เริ่มมองหาจุดพักทำกำไรในหุ้น AI Hype พร้อมกระจายสู่โอกาสอื่นที่ยัง “ราคาถูก” เปรียบเทียบ สำหรับนักลงทุนไทย นี่คือช่วงเวลาของการทบทวนพอร์ต ไม่ใช่การหยุดลงทุน
