กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง
| |

กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง

ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน

ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์

BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21%

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย

BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

เสียงจาก CEO: ความมั่นใจที่มาพร้อมความระมัดระวัง

Meg O’Neill ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BP ออกมาให้ความเห็นในแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแต่สุขุม

“โดยรวมแล้ว ธุรกิจของเรายังคงดำเนินไปได้อย่างดี นี่เป็นอีกไตรมาสหนึ่งของการส่งมอบผลงานด้านปฏิบัติการและการเงินที่แข็งแกร่ง และเราได้คืบหน้าเพิ่มเติมไปสู่เป้าหมายปี 2570” O’Neill กล่าว

ถ้อยคำ “ยังคงดำเนินไปได้อย่างดี” และ “คืบหน้าเพิ่มเติม” สะท้อนให้เห็นถึงการวางกรอบที่ระมัดระวัง เพราะ BP รู้ดีว่าในขณะที่ผลประกอบการแข็งแกร่งเป็นพิเศษ บริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความไม่แน่นอนของสงคราม หนี้สินที่ยังสูงอยู่ และแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ

บริบทของตลาดพลังงาน: สงครามในฐานะตัวเปลี่ยนเกม

เพื่อเข้าใจว่าทำไม BP ถึงทำกำไรได้ดีขนาดนี้ จำเป็นต้องมองภาพรวมของตลาดพลังงานในช่วงที่ผ่านมา

สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ส่งผลต่อการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20-21% ของการผลิตโลก การหยุดชะงักในช่องแคบนี้ถูกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) อธิบายว่าเป็น ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ในช่วงตลอดไตรมาสแรก ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นจากระดับประมาณ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ขึ้นไป และล่าสุดแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในระดับนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของบริษัทพลังงานทุกแห่งที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ เพราะต้นทุนการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของราคาขาย ทำให้มาร์จิ้นกำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

สำหรับ BP ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมัน ความผันผวนของราคาในระดับสูงกลับเป็นโอกาสทำกำไรมากกว่าเป็นความเสี่ยง เพราะแผนกการค้าพลังงาน (Energy Trading) ของบริษัทสามารถทำกำไรได้อย่างงดงามจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงนี้

ราคาหุ้นและตำแหน่งในตลาด: ดาวรุ่งในกลุ่มพลังงาน

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งสะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างชัดเจน หุ้น BP ปรับตัวขึ้น 3% ในการซื้อขายช่วงเช้าหลังประกาศผล และหากมองภาพรวมทั้งปี หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดลอนดอนแห่งนี้ได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 32% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ BP กลายเป็นบริษัทที่มีผลตอบแทนสูงเป็นอันดับสองในกลุ่ม 5 บริษัทพลังงานชั้นนำของโลก (Oil Supermajors) รองจาก TotalEnergies ของฝรั่งเศสเท่านั้น

การที่ BP สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ExxonMobil, Chevron และ Shell นั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสังเกต เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา BP ถูกมองว่าเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าคู่แข่งอเมริกัน และกำลังดิ้นรนกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาด บวกกับภาระหนี้สินที่หนักอยู่

ภาระหนี้สิน: จุดอ่อนที่ยังต้องแก้ไข

แม้ผลประกอบการจะน่าประทับใจ แต่ BP ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในด้านงบดุล หนี้สินสุทธิ (Net Debt) ของบริษัท ณ สิ้นไตรมาสแรก อยู่ที่ 25,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 22,180 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียงสามเดือน

บริษัทมีเป้าหมายที่จะลดหนี้สินสุทธิลงมาอยู่ระหว่าง 14,000 ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งหมายความว่า BP ต้องลดหนี้ลงอีกอย่างน้อย 7,000 ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาประมาณ 18 เดือน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

แผนการที่บริษัทวางไว้เพื่อลดหนี้รวมถึงการขายสินทรัพย์และการดำเนินการอื่นๆ ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ระหว่าง 9,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ตลอดปีนี้ ควบคู่กับการรักษาการลงทุนด้านทุน (Capital Expenditure) ไว้ที่ระดับ 13,000 ถึง 13,500 ล้านดอลลาร์

มองไปข้างหน้า: ระวังความผันผวนในไตรมาสถัดไป

แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะโดดเด่น แต่ BP ก็ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับไตรมาสถัดไป โดยระบุว่าคาดว่าการผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำที่รายงานจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสามเดือนแรกของปี เนื่องจากการบำรุงรักษาตามฤดูกาลและการหยุดชะงักในตะวันออกกลาง

สัญญาณเตือนนี้บ่งชี้ว่า BP คาดว่าปัญหาจากสงครามในอิหร่านจะยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในพื้นที่ตะวันออกกลางในระยะต่อไป แม้ว่าในเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงจากสงครามก็ยังคงเป็นปัจจัยหนุนรายได้อยู่

การกบฏของผู้ถือหุ้น: วิกฤตธรรมาภิบาลที่ซ่อนอยู่

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองและมักถูกมองข้ามในท่ามกลางข่าวผลประกอบการที่ดีคือสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) ของ BP เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น การกบฏของผู้ถือหุ้น (Shareholder Revolt) ที่น่าอึดอัดใจสำหรับคณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัทไม่สามารถได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในสองประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะผ่านง่าย ได้แก่ การอนุญาตให้จัดประชุม AGM แบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว และการยกเว้นข้อผูกพันสองข้อเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศที่เฉพาะเจาะจงกับบริษัท

ยิ่งไปกว่านั้น การประชุม AGM ยังเกิดการต่อต้านในวงกว้างมากขึ้น โดยผู้ถือหุ้นให้การสนับสนุน Albert Manifold ประธานคณะกรรมการ BP ในระดับที่อ่อนแอกว่าปกติ และในขณะเดียวกันกลับให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อมติที่เรียกร้องให้ BP อธิบายและพิสูจน์ความมีวินัยด้านทุนในการลงทุนน้ำมันและก๊าซของตน

การกบฏนี้สะท้อนความตึงเครียดที่ลึกกว่าระหว่างนักลงทุนสองกลุ่ม กลุ่มแรกต้องการให้ BPใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงในการลงทุนขุดเจาะเพิ่มเติมและเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ในขณะที่กลุ่มที่สองซึ่งเน้นด้านความยั่งยืนต้องการให้บริษัทยึดมั่นในพันธกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศ

วิเคราะห์เชิงลึก: ความขัดแย้งทางศีลธรรมของกำไรจากสงคราม

ผลประกอบการของ BP ในครั้งนี้หยิบยกคำถามสำคัญที่สังคมต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือเรื่องของ กำไรที่เกิดจากความทุกข์ยากของผู้อื่น

ในขณะที่สงครามในอิหร่านสร้างความทุกข์ยากให้กับผู้คนนับล้าน ทำลายห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนการดำรงชีพของผู้บริโภคทั่วโลก และสร้างวิกฤตด้านพลังงานที่ IEA ระบุว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ บริษัทน้ำมันอย่าง BP กลับรายงานกำไรที่พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าและราคาหุ้นที่ทะยานขึ้น 32% ในปีเดียวกัน

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะบริษัทน้ำมันมักทำกำไรได้สูงสุดในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤต แต่ในยุคที่ผู้ถือหุ้นสถาบันรายใหญ่และสาธารณชนให้ความสนใจกับประเด็น ESG มากขึ้นเรื่อยๆ การทำกำไรจากสงครามกำลังกลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองและสังคมมากขึ้น

บทสรุป: ไตรมาสทองของ BP ในโลกที่เจ็บปวด

ผลประกอบการไตรมาสแรกของ BP บอกเล่าเรื่องราวสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความสำเร็จทางธุรกิจที่น่าประทับใจของบริษัทพลังงานที่สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมตลาดที่เป็นใจ และอีกด้านคือภาพสะท้อนอันเจ็บปวดของโลกที่ความขัดแย้งทางทหารกำลังสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ที่ชัดเจน

สำหรับนักลงทุน BP ดูน่าสนใจมากในระยะสั้น ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงและสงครามยังไม่คลี่คลาย แต่ในระยะยาว บริษัทยังต้องแก้ปัญหาหนี้สินก้อนใหญ่ รับมือกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ และเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ราคาน้ำมันอาจกลับมาลดลงเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง และในวันนั้น ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของ BP จะถูกทดสอบอีกครั้งในสนามที่เป็นธรรมกว่านี้

Similar Posts

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

  • |

    เศรษฐกิจโลกปี 2026: Stagflation ภัยคุกคาม ธนาคารกลางสู้ศึกดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามอิหร่าน

    สัญญาณเตือนจากองค์กรการเงินระหว่างประเทศกำลังดังขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ซับซ้อนและน่ากังวลที่สุดนับตั้งแต่ยุคหลังโควิด-19 เมื่อสงครามอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้พลิกสมการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ส่งผลให้ราคาพลังงานทะยานสูง เงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอน และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับ “กับดักสองทาง” อันโหดร้าย ระหว่างการสู้กับเงินเฟ้อที่ต้องขึ้นดอกเบี้ย กับการพยุงการเติบโตที่ต้องลดดอกเบี้ย — ซึ่งทั้งสองทิศทางล้วนขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย กำลังจับตามองการประชุมสำคัญของธนาคารกลางหลายแห่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยเฉพาะการประชุม FOMC ของเฟดวันที่ 16-17 มิถุนายน ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ IMF และ World Bank ส่งสัญญาณ: เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงขั้นล่มสลาย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงมาอยู่ที่ 3.1% จากที่เคยคาดไว้สูงกว่านี้ในเดือนมกราคม โดย Kristalina Georgieva ผู้อำนวยการ IMF กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หากไม่มีวิกฤตนี้ เราจะได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโต แต่ตอนนี้ แม้แต่สถานการณ์ที่ดีที่สุดของเราก็ยังต้องมีการปรับลด” ในสถานการณ์เลวร้าย หากราคาน้ำมัน Brent…

  • | |

    AI กำลังมา!!! Nvidia หนุน Vast Data ระดมทุนแตะมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

    บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ Vast Data ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นหนึ่งในดีลที่สะท้อนความร้อนแรงของอุตสาหกรรม AI ได้อย่างชัดเจน โดยมี Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิปประมวลผลกราฟิกและ AI เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักร่วมกับนักลงทุนสถาบันระดับโลก การระดมทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่น่าจับตา แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับ “โครงสร้างพื้นฐาน AI” มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโมเดล AI ระดับโลกจำนวนมาก Vast Data คือใคร และเหตุใดจึงมีความสำคัญในยุค AI Vast Data ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโซลูชันด้านการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (data infrastructure) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับยุค AI โดยเฉพาะ ในโลกของ AI การมีโมเดลที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “ข้อมูล” ที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วในระดับมหาศาล เนื่องจากการฝึกโมเดล AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล และต้องสามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ GPU…

  • |

    การส่งออกของสหราชอาณาจักรไปสหรัฐฯ ดิ่งลง 25% หลัง ทรัมป์ ประกาศภาษีนำเข้าชุด “Liberation Day”

    ผลกระทบของนโยบายภาษีนำเข้าที่ก้าวร้าวที่สุดในประวัติศาสตร์การค้าสมัยใหม่เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ เมื่อสำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) รายงานในวันศุกร์ว่า สินค้าส่งออกของสหราชอาณาจักรที่ส่งไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่รวมโลหะมีค่า ลดลงถึง 1,500 ล้านปอนด์ หรือ 24.7% หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศมาตรการภาษีนำเข้าชุดที่เขาเรียกว่า “Liberation Day” ในเดือนเมษายน 2568 และยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องมานับตั้งแต่นั้น ตัวเลขที่ออกมานี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของผลกระทบจริงที่ธุรกิจและแรงงานชาวอังกฤษกำลังเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน และยังตั้งคำถามสำคัญว่าข้อตกลงการค้าที่สหราชอาณาจักรเจรจาได้เป็นรายแรกกับรัฐบาล ทรัมป์ นั้นเพียงพอที่จะปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอังกฤษได้มากน้อยแค่ไหน ขนาดของความเสียหาย: ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือผลกระทบในโลกจริง การลดลง 25% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจฟังดูเป็นตัวเลขนามธรรม แต่เมื่อพิจารณาว่า สหรัฐอเมริกาคือตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของสหราชอาณาจักร ความสำคัญของตัวเลขนี้จึงยิ่งใหญ่ขึ้นอย่างมากในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค ผลกระทบที่น่าเป็นห่วงเป็นพิเศษคือในภาคยานยนต์ โดย ONS ระบุว่า การส่งออกรถยนต์จากสหราชอาณาจักรไปยังสหรัฐฯ ลดลงและยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับก่อนมีภาษีนำเข้า ตลอด 12 เดือนนับตั้งแต่เมษายน 2568 อุตสาหกรรมยานยนต์ของอังกฤษซึ่งมีศูนย์กลางที่โรงงานหลายแห่งในภาคกลางและภาคเหนือของประเทศ เป็นแหล่งจ้างงานสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับซัพพลายเชนในวงกว้าง การที่ยอดส่งออกยังคงซบเซาต่อเนื่องบ่งชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวชั่วคราว แต่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่านั้นมาก สิ่งที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงคือในขณะที่การส่งออกดิ่งลง การนำเข้าสินค้ากลับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปี 2569 ส่งผลให้สหราชอาณาจักร ขาดดุลการค้ากับสหรัฐฯ ติดต่อกันสามเดือนติดต่อกัน…

  • |

    OpenAI ทอดเงาเหนือผลประกอบการของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีทั้งสี่

    ในสัปดาห์ที่ถือเป็นจุดไคลแมกซ์ของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับตัวเลขจากสี่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Amazon, Alphabet, Meta และ Microsoft มีบริษัทหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อบริษัทจดทะเบียนใดๆ กลับทอดเงาอันยาวไกลเหนือทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น บริษัทนั้นคือ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT ที่แม้จะไม่เคยเปิดเผยตัวเลขทางการเงินต่อสาธารณะเลยสักครั้ง แต่กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการประเมินอนาคตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก นักลงทุนเอกชนปัจจุบันให้มูลค่า OpenAI สูงถึงกว่า 850,000 ล้านดอลลาร์ ทำให้บริษัทกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งรายได้และการใช้จ่ายมหาศาลของ OpenAI ถูกตลาดมองว่าเป็น “ตัวชี้วัดแทน (Proxy)” ของทิศทางการลงทุนใน AI ทั้งอุตสาหกรรม ทำให้ทุกข่าวที่เกี่ยวข้องกับ OpenAI ส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั่วทั้งตลาด ศึกในชั้นศาล: Musk ปะทะ Altman บนเวทีสาธารณะ OpenAI จะครองพื้นที่หน้าสื่อในสัปดาห์นี้อยู่แล้วจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ดึงดูดความสนใจอย่างมาก ระหว่าง Sam Altman CEO ของ OpenAI และ Elon Musk CEO ของ Tesla ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมวิสัยทัศน์และหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งในองค์กรเดียวกัน…

  • |

    Private Credit มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ จุดชนวนความกังวลด้านเสถียรภาพโลก หน่วยงานกำกับดูแลส่งสัญญาณเตือน

    ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังอย่างมากในระบบการเงินโลก นั่นคือ Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนที่ไม่ผ่านตลาดทุนสาธารณะ Financial Stability Board (FSB) หน่วยงานกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินระดับโลกที่ประกอบด้วยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และรัฐมนตรีการคลังจากประเทศกลุ่ม G20 ออกรายงานที่ครอบคลุมและเตือนอย่างชัดเจนในวันพุธว่า อุตสาหกรรม Private Credit ที่กำลังเติบโตจนมีมูลค่าใกล้ 2 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างความเปราะบางให้กับตลาดการเงินโดยรวม และเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลในระดับชาติเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว Private Credit คืออะไร และทำไมมันถึงเติบโตขึ้นมาขนาดนี้? ก่อนที่จะเข้าใจความเสี่ยงที่ FSB กำลังเตือน จำเป็นต้องเข้าใจว่า Private Credit คืออะไรและมันเติบโตมาได้อย่างไร Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนคือการปล่อยกู้โดยตรงจากกองทุนและนักลงทุนสถาบันไปยังบริษัทต่างๆ โดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือตลาดตราสารหนี้สาธารณะ มันเปรียบเสมือน “ธนาคารเงาที่มีขนาดใหญ่มาก” ที่ดำเนินงานนอกสายตาของสาธารณชนและนอกระบบกำกับดูแลแบบดั้งเดิม รากเหง้าของการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Private Credit มาจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 เมื่อธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการลงทุนถอนตัวออกจากการปล่อยกู้ในส่วนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น ช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้นถูกเติมเต็มโดยกองทุน Private Credit…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *