กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง
| |

กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง

ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน

ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์

BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21%

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย

BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

เสียงจาก CEO: ความมั่นใจที่มาพร้อมความระมัดระวัง

Meg O’Neill ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BP ออกมาให้ความเห็นในแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแต่สุขุม

“โดยรวมแล้ว ธุรกิจของเรายังคงดำเนินไปได้อย่างดี นี่เป็นอีกไตรมาสหนึ่งของการส่งมอบผลงานด้านปฏิบัติการและการเงินที่แข็งแกร่ง และเราได้คืบหน้าเพิ่มเติมไปสู่เป้าหมายปี 2570” O’Neill กล่าว

ถ้อยคำ “ยังคงดำเนินไปได้อย่างดี” และ “คืบหน้าเพิ่มเติม” สะท้อนให้เห็นถึงการวางกรอบที่ระมัดระวัง เพราะ BP รู้ดีว่าในขณะที่ผลประกอบการแข็งแกร่งเป็นพิเศษ บริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความไม่แน่นอนของสงคราม หนี้สินที่ยังสูงอยู่ และแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ

บริบทของตลาดพลังงาน: สงครามในฐานะตัวเปลี่ยนเกม

เพื่อเข้าใจว่าทำไม BP ถึงทำกำไรได้ดีขนาดนี้ จำเป็นต้องมองภาพรวมของตลาดพลังงานในช่วงที่ผ่านมา

สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ส่งผลต่อการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20-21% ของการผลิตโลก การหยุดชะงักในช่องแคบนี้ถูกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) อธิบายว่าเป็น ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ในช่วงตลอดไตรมาสแรก ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นจากระดับประมาณ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ขึ้นไป และล่าสุดแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในระดับนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของบริษัทพลังงานทุกแห่งที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ เพราะต้นทุนการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของราคาขาย ทำให้มาร์จิ้นกำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

สำหรับ BP ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมัน ความผันผวนของราคาในระดับสูงกลับเป็นโอกาสทำกำไรมากกว่าเป็นความเสี่ยง เพราะแผนกการค้าพลังงาน (Energy Trading) ของบริษัทสามารถทำกำไรได้อย่างงดงามจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงนี้

ราคาหุ้นและตำแหน่งในตลาด: ดาวรุ่งในกลุ่มพลังงาน

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งสะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างชัดเจน หุ้น BP ปรับตัวขึ้น 3% ในการซื้อขายช่วงเช้าหลังประกาศผล และหากมองภาพรวมทั้งปี หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดลอนดอนแห่งนี้ได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 32% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ BP กลายเป็นบริษัทที่มีผลตอบแทนสูงเป็นอันดับสองในกลุ่ม 5 บริษัทพลังงานชั้นนำของโลก (Oil Supermajors) รองจาก TotalEnergies ของฝรั่งเศสเท่านั้น

การที่ BP สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ExxonMobil, Chevron และ Shell นั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสังเกต เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา BP ถูกมองว่าเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าคู่แข่งอเมริกัน และกำลังดิ้นรนกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาด บวกกับภาระหนี้สินที่หนักอยู่

ภาระหนี้สิน: จุดอ่อนที่ยังต้องแก้ไข

แม้ผลประกอบการจะน่าประทับใจ แต่ BP ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในด้านงบดุล หนี้สินสุทธิ (Net Debt) ของบริษัท ณ สิ้นไตรมาสแรก อยู่ที่ 25,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 22,180 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียงสามเดือน

บริษัทมีเป้าหมายที่จะลดหนี้สินสุทธิลงมาอยู่ระหว่าง 14,000 ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งหมายความว่า BP ต้องลดหนี้ลงอีกอย่างน้อย 7,000 ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาประมาณ 18 เดือน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

แผนการที่บริษัทวางไว้เพื่อลดหนี้รวมถึงการขายสินทรัพย์และการดำเนินการอื่นๆ ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ระหว่าง 9,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ตลอดปีนี้ ควบคู่กับการรักษาการลงทุนด้านทุน (Capital Expenditure) ไว้ที่ระดับ 13,000 ถึง 13,500 ล้านดอลลาร์

มองไปข้างหน้า: ระวังความผันผวนในไตรมาสถัดไป

แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะโดดเด่น แต่ BP ก็ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับไตรมาสถัดไป โดยระบุว่าคาดว่าการผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำที่รายงานจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสามเดือนแรกของปี เนื่องจากการบำรุงรักษาตามฤดูกาลและการหยุดชะงักในตะวันออกกลาง

สัญญาณเตือนนี้บ่งชี้ว่า BP คาดว่าปัญหาจากสงครามในอิหร่านจะยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในพื้นที่ตะวันออกกลางในระยะต่อไป แม้ว่าในเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงจากสงครามก็ยังคงเป็นปัจจัยหนุนรายได้อยู่

การกบฏของผู้ถือหุ้น: วิกฤตธรรมาภิบาลที่ซ่อนอยู่

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองและมักถูกมองข้ามในท่ามกลางข่าวผลประกอบการที่ดีคือสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) ของ BP เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น การกบฏของผู้ถือหุ้น (Shareholder Revolt) ที่น่าอึดอัดใจสำหรับคณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัทไม่สามารถได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในสองประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะผ่านง่าย ได้แก่ การอนุญาตให้จัดประชุม AGM แบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว และการยกเว้นข้อผูกพันสองข้อเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศที่เฉพาะเจาะจงกับบริษัท

ยิ่งไปกว่านั้น การประชุม AGM ยังเกิดการต่อต้านในวงกว้างมากขึ้น โดยผู้ถือหุ้นให้การสนับสนุน Albert Manifold ประธานคณะกรรมการ BP ในระดับที่อ่อนแอกว่าปกติ และในขณะเดียวกันกลับให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อมติที่เรียกร้องให้ BP อธิบายและพิสูจน์ความมีวินัยด้านทุนในการลงทุนน้ำมันและก๊าซของตน

การกบฏนี้สะท้อนความตึงเครียดที่ลึกกว่าระหว่างนักลงทุนสองกลุ่ม กลุ่มแรกต้องการให้ BPใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงในการลงทุนขุดเจาะเพิ่มเติมและเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ในขณะที่กลุ่มที่สองซึ่งเน้นด้านความยั่งยืนต้องการให้บริษัทยึดมั่นในพันธกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศ

วิเคราะห์เชิงลึก: ความขัดแย้งทางศีลธรรมของกำไรจากสงคราม

ผลประกอบการของ BP ในครั้งนี้หยิบยกคำถามสำคัญที่สังคมต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือเรื่องของ กำไรที่เกิดจากความทุกข์ยากของผู้อื่น

ในขณะที่สงครามในอิหร่านสร้างความทุกข์ยากให้กับผู้คนนับล้าน ทำลายห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนการดำรงชีพของผู้บริโภคทั่วโลก และสร้างวิกฤตด้านพลังงานที่ IEA ระบุว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ บริษัทน้ำมันอย่าง BP กลับรายงานกำไรที่พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าและราคาหุ้นที่ทะยานขึ้น 32% ในปีเดียวกัน

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะบริษัทน้ำมันมักทำกำไรได้สูงสุดในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤต แต่ในยุคที่ผู้ถือหุ้นสถาบันรายใหญ่และสาธารณชนให้ความสนใจกับประเด็น ESG มากขึ้นเรื่อยๆ การทำกำไรจากสงครามกำลังกลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองและสังคมมากขึ้น

บทสรุป: ไตรมาสทองของ BP ในโลกที่เจ็บปวด

ผลประกอบการไตรมาสแรกของ BP บอกเล่าเรื่องราวสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความสำเร็จทางธุรกิจที่น่าประทับใจของบริษัทพลังงานที่สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมตลาดที่เป็นใจ และอีกด้านคือภาพสะท้อนอันเจ็บปวดของโลกที่ความขัดแย้งทางทหารกำลังสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ที่ชัดเจน

สำหรับนักลงทุน BP ดูน่าสนใจมากในระยะสั้น ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงและสงครามยังไม่คลี่คลาย แต่ในระยะยาว บริษัทยังต้องแก้ปัญหาหนี้สินก้อนใหญ่ รับมือกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ และเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ราคาน้ำมันอาจกลับมาลดลงเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง และในวันนั้น ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของ BP จะถูกทดสอบอีกครั้งในสนามที่เป็นธรรมกว่านี้

Similar Posts

  • |

    Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา

    ในสัปดาห์ที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Micron Technology กลายเป็นดาวเด่นที่สว่างที่สุดในกลุ่มชิปความจำ เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ในวันศุกร์เพียงวันเดียว ปิดที่ 746.81 ดอลลาร์ และสะสมผลตอบแทนสัปดาห์ที่น่าตะลึงถึง เกือบ 38% ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน หุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปแล้วเกือบ 84% จากระดับก่อนหน้า ในช่วงหลังเวลาทำการ หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 1.41% ไปแตะ 757.35 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกระตือรือร้นของนักลงทุนไม่ได้ดับลงแม้ตลาดปิดทำการ และมูลค่าตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่เหนือ 840,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของ Micron นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 5 ดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตการเงินโลก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ณ ตอนนั้นบริษัทกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของคลื่น AI กระแสที่กว้างกว่า: ไม่ใช่แค่ Micron ที่พุ่ง ความแข็งแกร่งของ Micron ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กวาดทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พร้อมกัน AMD ปรับตัวขึ้น 26% ตลอดสัปดาห์ แตะระดับสูงสุดในรอบ…

  • |

    วิเคราะห์เชิงลึก: เหตุการณ์ Zerion ถูกโจมตีด้วย AI และภัยคุกคามใหม่ของแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้เผชิญกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการโจมตีที่ไม่ได้อาศัยช่องโหว่ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่กลับมุ่งเป้าไปที่ “มนุษย์” ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบ ล่าสุดกรณีของ Zerion ได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นั่นคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการทำ Social Engineering เพื่อเจาะระบบองค์กร ภาพรวมเหตุการณ์: Zerion ถูกเจาะระบบผ่าน “มนุษย์” ไม่ใช่โค้ด บริษัท Zerion ซึ่งเป็นผู้ให้บริการกระเป๋าเงินคริปโตชื่อดัง ยืนยันเมื่อวันพุธว่า ถูกโจมตีทางไซเบอร์โดยกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ (DPRK) ผ่านแคมเปญ Social Engineering ระยะยาว แม้ว่าความเสียหายจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์อื่นในวงการ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “วิธีการโจมตี” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาไปอีกขั้นของภัยไซเบอร์ วิเคราะห์เพิ่มเติม เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า: นี่คือการเปลี่ยนยุคของ Cybersecurity จาก “การป้องกันระบบ” ไปสู่ “การป้องกันพฤติกรรมมนุษย์” รายละเอียดการโจมตี: AI + Social Engineering ระดับสูง วิธีที่แฮกเกอร์ใช้ในการเจาะระบบ จากรายงานของ Zerion: แม้ว่าระบบหลักและเงินของผู้ใช้งานจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่บริษัทต้อง: วิเคราะห์เชิงลึก…

  • กลยุทธ์ปรับพอร์ตลงทุน 2026 เจาะลึกกระแสกองทุน ETF ตราสารหนี้ และหุ้นตลาดเกิดใหม่

    ภาพรวมการลงทุนทั่วโลกในขณะนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ (Structural Shift) ที่ทำให้นักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุนระดับโลกจำเป็นต้องรื้อระบบคิดและทบทวนกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิม ภายหลังจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ทั่วโลกกลับมามีความน่าสนใจอีกครั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าความเสี่ยง ในขณะเดียวกัน ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียและละตินอเมริกา กลายเป็นเป้าหมายหลักในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flows) เนื่องจากระดับราคา (Valuation) ที่ยังคงซื้อขายในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ประกอบกับการขยายตัวของนวัตกรรมการลงทุนผ่านกองทุนรวมดัชนี (ETFs) ที่มีสภาพคล่องสูงและค่าธรรมเนียมต่ำ ทำให้นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นและรวดเร็วเพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างเสถียรภาพในระยะยาว 1. ยุคทองของตราสารหนี้ (Fixed Income Renaissance): บอนด์ยิลด์ปรับฐานเปิดจังหวะล็อกผลตอบแทนระยะยาว ตามรายงานเชิงลึกจาก Bloomberg และ Financial Times ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ได้ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องมาเคลื่อนไหวในกรอบ 4.40% – 4.45% หลังจากตลาดแรงงานและภาคการผลิตของสหรัฐฯ แสดงแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ปรากฏการณ์นี้ส่งผลให้ราคาตราสารหนี้ขยับตัวสูงขึ้น และสร้างแรงจูงใจให้ผู้จัดการพอร์ตลงทุนหันมาให้น้ำหนักในตราสารหนี้ระยะยาว (Long-duration Bonds) เพื่อล็อกอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับสูงไว้ก่อนที่ธนาคารกลางหลักๆ ของโลกจะปรับลดดอกเบี้ยลงอย่างเป็นทางการ นักวิเคราะห์จาก…

  • ทรัมป์ ประกาศ “Project Freedom” ปลดปล่อยเรือที่ติดค้างในช่องแคบฮอร์มุซ

    ตลาดน้ำมันดิบโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยความผันผวนและไม่มีทิศทางที่ชัดเจนในวันจันทร์ ขณะที่ผู้เข้าร่วมตลาดพยายามย่อยและประเมินผลกระทบของการประกาศล่าสุดของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตั้งใจจะ “ปลดปล่อย” เรือสินค้าที่ติดค้างอยู่อันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงคุกรุ่นระหว่างเตหะรานและวอชิงตันที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลายในเร็ววัน น้ำมันดิบ Brent สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 101.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย 0.15% มาอยู่ที่ 108.33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามของน้ำมันสองชนิดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสับสนและการชั่งน้ำหนักของตลาดต่อปัจจัยหลายอย่างที่กำลังดึงราคาในทิศทางที่แตกต่างกัน ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับการปิดกั้น ทำให้การจราจรผ่านเส้นทางน้ำพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกแห่งนี้แทบหยุดชะงักโดยสิ้นเชิง ก่อนสงคราม ช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของพลังงานโลกประมาณ หนึ่งในห้า ซึ่งครอบคลุมทั้งน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติเหลว และพลังงานในรูปแบบอื่นๆ การที่เส้นทางนี้ถูกปิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้นได้สร้างผลกระทบลูกโซ่ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งต่อตลาดพลังงานโลก เหตุการณ์ล่าสุดที่ยืนยันถึงอันตรายในภูมิภาคนี้คือรายงานจาก United Kingdom Maritime Trade Operations (UKMTO) ในวันจันทร์ว่า เรือบรรทุกน้ำมันถูกยิงด้วยกระสุนปืน ทางตอนเหนือของเมือง Fujairah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องสำหรับเรือที่พยายามเดินเรือในภูมิภาคตะวันออกกลาง และอธิบายได้ว่าทำไมเรือสินค้าจำนวนมากจึงตัดสินใจหยุดรอแทนที่จะเสี่ยงเดินทาง Project Freedom: ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเส้นทางการค้า ทรัมป์ ประกาศบน…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • | |

    Kospi ของเกาหลีใต้ทำสถิติใหม่ ตลาดหุ้นเอเชียเคลื่อนไหวผสมผสาน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น-ความเสี่ยงจากอิหร่าน

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นเอกภาพในวันจันทร์ โดยมีทั้งดัชนีที่พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่และดัชนีที่ปรับตัวลดลง ท่ามกลางบรรยากาศที่ซับซ้อนจากสองปัจจัยที่ดึงตลาดในทิศทางตรงข้ามกัน นั่นคือกระแส AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงแข็งแกร่ง กับความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าสิ้นสุด Kospi เกาหลีใต้: ดาวเด่นที่ทิ้งห่างทุกคน ดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้เปิดตลาดพุ่งขึ้น 3.67% ทำสถิติสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ที่ 7,818.83 จุด ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่โดดเด่นออกมาอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค แรงขับเคลื่อนหลักของ Kospi มาจากกระแสชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลก เกาหลีใต้เป็นที่ตั้งของ Samsung Electronics และ SK Hynix สองในสามผู้ผลิต DRAM ชิปความจำรายใหญ่ที่สุดของโลกที่รวมกันครองส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 60% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา Micron Technology ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อ Samsung และ SK Hynix ในฐานะบริษัทที่แข่งขันในตลาดเดียวกันและได้ประโยชน์จากการขาดแคลนชิปความจำเช่นเดียวกัน Samsung ที่เพิ่งเข้าร่วมสโมสรมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา และ SK Hynix ที่กำลังได้รับข้อเสนอมหาศาลจาก Big Tech…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *