Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า
ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก
Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง
เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters และ Seeking Alpha รายงานว่าหุ้น Alphabet ร่วงลงประมาณ 6% ในวันจันทร์ หลังจาก John Jumper นักวิจัยเจ้าของรางวัลโนเบลประกาศลาออกจาก Google DeepMind เพื่อไปร่วมงานกับ Anthropic ซึ่งเป็นการลาออกครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการลาออกของ Noam Shazeer
รายงานจาก CNBC และ Bloomberg ที่ถูกอ้างอิงในหลายแหล่งระบุว่าหุ้น Alphabet ร่วงลงราว 7% ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดของบริษัทในรอบหนึ่งปี หลังจากนักวิจัย AI ระดับสำคัญสองคนลาออกจาก Google ไปอยู่กับคู่แข่งในสัปดาห์เดียวกัน โดยการลาออกครั้งใหญ่ทั้งสองครั้งนี้ส่งผลลบมูลค่าตลาดของ Alphabet ไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ และเกิดขึ้นพร้อมกับความกังวลของนักลงทุนเรื่องการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commoditization) หลังจากบทสัมภาษณ์ของซีอีโอไมโครซอฟท์ ซาเทีย นาเดลลา เมื่อวันอาทิตย์
บุคคลที่ลาออกคนแรกคือ Noam Shazeer หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัย Transformer ปี 2017 ที่เป็นรากฐานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน โดย Shazeer ซึ่งเคยลาออกจาก Google ไปก่อตั้ง Character.AI แล้วถูกซื้อกลับเข้ามา ได้ลาออกอีกครั้งเพื่อไปร่วมงานกับ OpenAI ซึ่งสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า Google ไม่สามารถรักษานักวิจัยระดับสูงไว้ได้แม้จะพยายามดึงตัวกลับมาแล้ว
ส่วนคนที่สองคือ John Jumper ผู้ร่วมคิดค้นระบบ AlphaFold ที่ปฏิวัติวงการชีววิทยาโครงสร้าง โดย Reuters รายงานว่า Jumper เป็นนักวิจัยอาวุโสของ Google DeepMind ที่ประกาศลาออกเพื่อไปร่วมงานกับ Anthropic ซึ่งเป็นการลาออกครั้งสำคัญลำดับล่าสุดในแผนกวิจัยและพัฒนา AI ของ Google โดย Jumper ได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับ Demis Hassabis ของ Google ในปี 2024 และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ร่วมคิดค้น AlphaFold ระบบ AI ที่ทำนายโครงสร้างโปรตีนมาแล้วกว่า 200 ล้านโครงสร้าง Jumper เขียนข้อความผ่าน X ระบุว่า “หลังจากเกือบ 9 ปี ผมได้ตัดสินใจลาออกจาก Google DeepMind เพื่อไปร่วมงานกับ Anthropic”
นักวิเคราะห์มองว่าการลาออกครั้งนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลข โดย Gil Luria นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson ให้สัมภาษณ์กับ Barron’s ว่า แม้ Google จะยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีโดยรวม แต่ “การแข่งขันที่แนวหน้าของวงการ AI ขณะนี้อยู่ระหว่าง Anthropic กับ OpenAI” ซึ่งเป็นมุมมองที่สะท้อนความกังวลของตลาดต่อสถานะผู้นำของ Google ในระยะยาว
ที่น่าสนใจคือ การร่วงของ Alphabet เกิดขึ้นในขณะที่ผลประกอบการพื้นฐานของบริษัทยังแข็งแกร่งมาก โดย Alphabet รายงานรายได้ไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ 109,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 107,200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเติบโต 30% เป็น 40,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 11 ที่มีการเติบโตรายได้ระดับเลขสองหลัก โดยเฉพาะธุรกิจ Google Cloud ที่ทำรายได้ 20,030 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 63% จากปีก่อน สูงกว่าประมาณการที่ 18,050 ล้านดอลลาร์ และมี backlog ที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่กว่า 460,000 ล้านดอลลาร์
แต่สิ่งที่กดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนคือขนาดของการลงทุนด้าน AI ที่มหาศาล โดย Alphabet ปรับเพิ่มงบลงทุน (capex) ปีนี้ขึ้นอีก 5,000 ล้านดอลลาร์ เป็นช่วง 180,000-190,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าระดับปี 2022 ถึง 6 เท่า และสูงกว่าปี 2025 ถึงสองเท่า เพื่อรองรับการขยายตัวนี้ Alphabet จึงประกาศระดมทุนผ่านการออกหุ้นเพิ่มทุนมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์ โดยเริ่มต้นที่ 80,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน แล้วปรับขึ้นเป็น 84,750 ล้านดอลลาร์ภายในสองวันเนื่องจากความต้องการที่สูงเกินคาด ซึ่งรวมถึงเงินลงทุนจาก Berkshire Hathaway มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์
ตลาดวันจันทร์: Dow บวกสวนตลาด แต่ Big Tech ทรุดหนักจนฉุด S&P 500 และ Nasdaq
ในแง่ภาพรวมของดัชนีหลัก ตลาดวันที่ 22 มิถุนายน 2569 แสดงให้เห็นการแยกทิศทางที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ CNBC รายงานว่าดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลดลง 0.37% มาอยู่ที่ 7,472.79 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ร่วงลง 1.32% ปิดที่ 26,166.60 จุด ส่วน Dow Jones Industrial Average กลับปิดบวก 148.01 จุด หรือ 0.29% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้น Caterpillar ที่พุ่งขึ้นเกือบ 4%
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของวิธีคำนวณดัชนี โดย CNBC อธิบายว่า Caterpillar เพียงตัวเดียวสร้างผลบวกให้ Dow ประมาณ 180 จุด มากกว่าการปรับขึ้นรวมของดัชนีทั้งหมดที่ราว 170 จุด ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่มี Caterpillar ดัชนี Dow จะติดลบ เนื่องจาก Dow ใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น (price-weighted) ไม่ใช่มูลค่าตลาด (market-cap weighted) เหมือนดัชนีอื่น
หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นกลุ่มที่ฉุดตลาดลงมากที่สุด โดยหุ้น Alphabet ร่วงลง 5% จากความกังวลเรื่องการสูญเสียบุคลากร AI ขณะที่ Amazon และ Meta Platforms ร่วงลง 4.8% และ 2.3% ตามลำดับ ส่วน Microsoft ปรับตัวลดลง 3% เช่นเดียวกับหุ้น SpaceX ที่ร่วงลงถึง 16% ในวันเดียว เป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องวันที่สามแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงแรงเทขายทำกำไรหลังการ IPO ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง
อย่างไรก็ตาม Yahoo Finance รายงานว่าแม้ SpaceX จะร่วงลง แต่ราคาหุ้นยังคงอยู่สูงกว่าจุดต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนที่เกือบ 150 ดอลลาร์อย่างมาก และที่สำคัญคือ Reuters รายงานว่าหุ้น SpaceX มีแนวโน้มจะได้รับการอนุมัติแบบเร่งด่วน (fast-track) ให้เข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 ได้ภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน แม้จะยังไม่เป็นสมาชิกของ S&P 500
ในวันต่อมา (วันอังคารที่ 23 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่บทความนี้เผยแพร่) สถานการณ์ยังคงร้อนระอุต่อเนื่อง โดย Yahoo Finance รายงานข้อมูลล่าสุดว่าดัชนี Dow Jones ปรับขึ้นมากกว่า 0.2% ขณะที่ S&P 500 ร่วงลงเกือบ 0.4% หลังวันหยุดตลาดวันศุกร์ ส่วน Nasdaq Composite ดิ่งลง 1.3% โดยมีสาเหตุหลักจากหุ้น Alphabet ที่แกว่งตัวลงถึง 5% สะท้อนว่าผลกระทบจากการลาออกของนักวิจัยทั้งสองยังไม่จบลงง่ายๆ
ในกลุ่มที่ปรับตัวสวนทางขึ้นมา หุ้น Micron พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ ก่อนที่บริษัทผู้ผลิตชิปความจำจะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันพุธ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูในสัปดาห์นี้
Russell 2000 ทำสถิติทะลุ 3,000 จุด สะท้อนการหมุนเงินทุนครั้งใหญ่
ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเผชิญแรงกดดัน หุ้นขนาดเล็กกลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ TheStreet รายงานว่าดัชนี Russell 2000 ปิดตลาดเหนือระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปิดที่ 3,004.40 จุด เพียงเล็กน้อยต่ำกว่าจุดสูงสุดในวันที่ทำได้ในช่วงเช้าที่ 3,015.03 จุด
ความน่าทึ่งของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ระยะทางการเดินทางของดัชนีในปีนี้ โดยดัชนี Russell 2000 ไต่ระดับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 2,088.07 จุด มาสู่ระดับ 3,000 จุดภายในปีเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องราวความสำเร็จที่โดดเด่นของกลุ่มหุ้นที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองข้าม
ในแง่การปรับโครงสร้างดัชนี TheStreet ยังรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของหุ้นที่เพิ่งเข้า-ออกจากดัชนี Nasdaq-100 โดยหุ้น Flex ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้า S&P 500 ปรับตัวขึ้น 5.57% ขณะที่ Marvell Technology ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.78% ส่วนในดัชนี Nasdaq-100 หุ้น Astera Labs และ Teradyne ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ปรับขึ้น 5.42% และ 4.25% ตามลำดับ ในขณะที่ CoreWeave และ Rocket Lab ที่เพิ่งเข้าใหม่กลับร่วงลง 5.58% และ 6.44% สะท้อนว่าการรีบาลานซ์ดัชนีไม่ได้สร้างผลบวกเสมอไปสำหรับหุ้นที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามา
สงครามอิหร่านคลี่คลาย น้ำมันร่วง แต่เฟดยังคุมเข้มดอกเบี้ย
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้ โดย Trading Economics รายงานว่าหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ ต่อเนื่องจากการฟื้นตัวในสัปดาห์ก่อน ด้วยความหวังใหม่ว่าสันติภาพในตะวันออกกลางจะช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพด้านพลังงานจากภูมิภาคนี้ โดยอิหร่านระบุว่ามีความคืบหน้าสำคัญในการเจรจากับสหรัฐฯ และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพภายในสองเดือน
ความคืบหน้าด้านการทูตยังมาพร้อมกับมาตรการเชิงปฏิบัติที่ส่งผลทันทีต่อตลาดน้ำมัน CNBC รายงานว่าสหรัฐฯ อนุมัติให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้จนถึงเดือนสิงหาคม หลังจากการเจรจาที่ “มีความคืบหน้า” ระหว่างเตหะรานและวอชิงตันที่สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent ระบุว่ากระทรวงการคลังได้ออกใบอนุญาตทั่วไปชั่วคราว 60 วัน อนุญาตการผลิต ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันอิหร่าน
ผลที่ตามมาคือราคาพลังงานปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงมาซื้อขายที่ใกล้ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับเหนือ 90 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลายลง แต่ผลกระทบจากการประชุมเฟดในสัปดาห์ก่อนยังไม่จางหายไปจากตลาด Yahoo Finance รายงานสรุปเหตุการณ์สำคัญว่าดัชนี Nasdaq Composite และ S&P 500 ร่วงลงมากกว่า 1% ขณะที่ Dow Jones สูญเสียเกือบ 1% หรือประมาณ 500 จุด ภายในวันเดียว หลังจากมีรายงานว่า 9 จาก 18 สมาชิกคณะกรรมการ FOMC ที่ส่งประมาณการเศรษฐกิจ — โดยมีประธานวอร์ชเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ส่งประมาณการ — เห็นว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้
ผลของการส่งสัญญาณดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้และอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าอย่างชัดเจน นักลงทุนปรับการคาดการณ์ใหม่จนตั้งราคาการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีเต็มจำนวนแล้ว ตามข้อมูลของ Bloomberg ทั้งที่ในการประมาณการเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่เฟดยังคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ แต่ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้นและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดในรอบสามปี ซึ่งถูกผลักดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้เปลี่ยนภาพรวมไปอย่างสิ้นเชิง
แม้กระนั้น ตลาดยังสามารถฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว Charles Schwab รายงานว่าตลาดปิดสัปดาห์ก่อนด้วยทิศทางที่เป็นบวก โดยลบล้างความเสียหายบางส่วนจากการขายในวันพุธที่เกิดจากเฟด ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.93% สำหรับทั้งสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq ปิดสัปดาห์ด้วยการบวก 2.4% แม้ว่าการฟื้นตัวในวันศุกร์จะไม่ได้กว้างขวางมากนัก เพราะมีเพียง 5 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมใน S&P 500 ที่ปิดบวก
ในด้านตราสารหนี้ ผลกระทบจากความคาดหวังเฟดที่เข้มงวดขึ้นยังคงสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นที่อ่อนไหวต่อนโยบายยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังการประชุมเฟดที่ออกมาแบบ hawkish ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) แบนลง ขณะที่ตลาดสัญญาฟิวเจอร์สตั้งราคาความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายนไว้ที่ 70% ตามข้อมูลของ CME FedWatch Tool
สัปดาห์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ: PCE, GDP และผลประกอบการบริษัทยักษ์ใหญ่
นอกเหนือจากดราม่าของ Alphabet และผลกระทบที่ยืดเยื้อจากเฟด สัปดาห์นี้ยังเป็นสัปดาห์ที่มีปฏิทินเศรษฐกิจที่หนาแน่นเป็นพิเศษ โดย TheStreet สรุปรายการสำคัญผ่านมุมมองของนักวิเคราะห์ Stephen Guilfoyle ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้เริ่มจาก S&P Global Flash PMIs สำหรับเดือนมิถุนายนในวันอังคาร ตามด้วยข้อมูลยอดขายบ้านใหม่เดือนพฤษภาคมในวันพุธ และในวันพฤหัสบดีจะมีข้อมูลรายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือนพฤษภาคม พร้อมกับดัชนีเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพฤษภาคมและตัวเลข GDP ไตรมาสแรกฉบับสุดท้าย ปิดท้ายด้วยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนฉบับปรับปรุงในวันศุกร์
Charles Schwab เสริมรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการนี้ว่าวันพฤหัสบดีจะมีการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพฤษภาคม รวมถึงการประมาณการครั้งที่สามของ GDP ไตรมาสแรก โดยปฏิทินผลประกอบการมีความหนักแน่นทางผลกระทบ แม้จะดูเบาบางในจำนวนบริษัท เพราะมีรายงานจาก FedEx ในช่วงดึกวันอังคาร และ Micron ในช่วงดึกวันพุธ ซึ่งทั้งสองบริษัทถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของภาคขนส่งและภาคเซมิคอนดักเตอร์ตามลำดับ
ดัชนี PCE มีความสำคัญเป็นพิเศษในบริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลักที่เฟดใช้อ้างอิงในการตัดสินใจ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจตอกย้ำความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยที่ตลาดเริ่มตั้งราคาไว้แล้ว แต่หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด ก็อาจช่วยลดทอนความกังวลและหนุนให้ตลาดฟื้นตัวต่อเนื่อง
ในแง่หุ้นรายตัว Schwab ยังรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอื่นๆ ในตลาด โดย SpaceX ร่วงลง 4.6% ในช่วงเช้าวันจันทร์ กลายเป็นหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวแย่ที่สุดในตลาด แม้ราคาจะยังอยู่สูงกว่าจุดต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนที่ระดับเกือบ 150 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายงานจาก Reuters ว่าหุ้นอาจได้รับการพิจารณาเข้าดัชนี Nasdaq-100 แบบเร่งด่วนภายในหนึ่งเดือน และบริษัทวิจัย KeyBanc เริ่มต้นการให้คำแนะนำหุ้นนี้ด้วยอันดับ “sector weight” ซึ่งเป็นคำแนะนำระดับกลางที่ไม่ได้มองบวกหรือลบเป็นพิเศษ
ในด้านสินทรัพย์เสี่ยงทางเลือก หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี รวมถึง Strategy (MSTR) ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้า ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สบิตคอยน์ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน แม้ว่าข้อมูลราคาล่าสุดจาก Yahoo Finance จะแสดงว่าราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 63,313 ดอลลาร์ ลดลง 0.93% และ VIX หรือดัชนีความกลัวของตลาดปรับตัวขึ้น 2.98% มาอยู่ที่ 17.28 จุด สะท้อนว่าความผันผวนในตลาดยังคงอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้จะยังไม่ถึงระดับวิกฤต
มุมมองนักวิเคราะห์: “การแข่งขัน AI เปลี่ยนจากเทคโนโลยีสู่สงครามบุคลากร”
ประเด็นที่นักวิเคราะห์ Wall Street ให้ความสนใจมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขดัชนี แต่คือนัยเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทวิเคราะห์จาก IBTimes UK ที่อ้างอิงแหล่งข่าวหลายแห่งชี้ว่า การลาออกของ Shazeer และ Jumper ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่สะท้อนภาพการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างบริษัท AI ชั้นนำของโลก
มุมมองที่น่าสนใจมาจากบทวิเคราะห์ของ Let’s Data Science ซึ่งระบุว่า การที่ผู้ร่วมคิดค้นสถาปัตยกรรม Transformer และนักวิจัยเจ้าของรางวัลโนเบลลาออกไปอยู่กับบริษัทคู่แข่งในสัปดาห์เดียวกันนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรม และเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อไปว่า Shazeer และ Jumper จะเผยแพร่ผลงานหรือส่งมอบสิ่งใดที่ไหนต่อไป รวมถึงวิธีที่ OpenAI และ Anthropic จะผสานนักวิจัยทั้งสองเข้ากับทีม และว่า Google DeepMind จะตอบสนองด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าตอบแทนหรือการรักษาบุคลากรอย่างไร
ในมุมมองของตลาดตราสารหนี้ Claudia Sahm หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก New Century Advisors ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อเกี่ยวกับผลกระทบของเฟดในสัปดาห์ก่อน อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าทิศทางความคาดหวังของตลาดได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังคงส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน ในมุมมองของหุ้นรายตัว นักวิเคราะห์ก็ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทควบคู่ไปด้วย แม้สถานการณ์ด้านบุคลากรของ Alphabet จะดูน่าเป็นห่วง แต่ตัวเลขผลประกอบการที่แข็งแกร่งและ backlog ของ Google Cloud ที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็ยังเป็นปัจจัยบวกระยะยาวที่นักลงทุนสถาบันหลายรายยังให้ความสำคัญอยู่
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดในปี 2569 ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายการเงินของเฟดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพลวัตของอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่จบสนิท สำหรับนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะผ่านกองทุน Feeder Fund, หุ้น ADR หรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนีสหรัฐฯ มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้
1. ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Mega-Cap Tech Concentration Risk) ยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง เนื่องจากดัชนี Nasdaq และ S&P 500 มีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” ค่อนข้างสูง การที่ Alphabet เพียงบริษัทเดียวสามารถสร้างผลกระทบต่อทั้งดัชนีได้มากเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัท (idiosyncratic risk) ในกลุ่มเทคโนโลยีกำลังส่งผลกระทบต่อความผันผวนของดัชนีโดยรวมมากขึ้น นักลงทุนที่ถือกองทุนดัชนีแบบ passive ในกลุ่มนี้ควรเข้าใจความเสี่ยงนี้และพิจารณากระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นเพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะตัว
2. สงครามแย่งบุคลากร AI ระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพ AI กำลังกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่ตลาดให้ความสำคัญมากขึ้น นอกเหนือจากตัวเลขผลประกอบการรายไตรมาสตามปกติ นักลงทุนที่ติดตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีควรเพิ่มความสนใจต่อข่าวด้านบุคลากรและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทเหล่านี้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้ในระยะสั้นถึงระยะกลาง แม้ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจจะยังแข็งแกร่งอยู่ก็ตาม
3. ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่เริ่มเอียงไปทาง “higher for longer” จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่ม growth ที่มี valuation สูงต่อเนื่อง การที่ตลาดตั้งราคาความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายนไว้สูงถึง 70% หมายความว่าต้นทุนทางการเงินของบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาการระดมทุนจำนวนมากสำหรับการลงทุนด้าน AI (เช่นกรณีของ Alphabet ที่ระดมทุน 85,000 ล้านดอลลาร์) จะมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรในระยะยาว
4. การคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนไทยโดยตรง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในประเทศ และช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
5. ปรากฏการณ์ Russell 2000 ที่ทะลุ 3,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังมองหาการลงทุนที่กระจายตัวมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว นักลงทุนไทยที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายในพอร์ตลงทุนต่างประเทศ อาจพิจารณากองทุนหรือ ETF ที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มากเกินไป
โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ทั้งในมิติของนโยบายการเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และพลวัตการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI นักลงทุนไทยควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ทั้งดัชนี PCE และผลประกอบการของ FedEx และ Micron อย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ต่อไป
