Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic
|

Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า

ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก

Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง

เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters และ Seeking Alpha รายงานว่าหุ้น Alphabet ร่วงลงประมาณ 6% ในวันจันทร์ หลังจาก John Jumper นักวิจัยเจ้าของรางวัลโนเบลประกาศลาออกจาก Google DeepMind เพื่อไปร่วมงานกับ Anthropic ซึ่งเป็นการลาออกครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากการลาออกของ Noam Shazeer

รายงานจาก CNBC และ Bloomberg ที่ถูกอ้างอิงในหลายแหล่งระบุว่าหุ้น Alphabet ร่วงลงราว 7% ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดของบริษัทในรอบหนึ่งปี หลังจากนักวิจัย AI ระดับสำคัญสองคนลาออกจาก Google ไปอยู่กับคู่แข่งในสัปดาห์เดียวกัน โดยการลาออกครั้งใหญ่ทั้งสองครั้งนี้ส่งผลลบมูลค่าตลาดของ Alphabet ไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ และเกิดขึ้นพร้อมกับความกังวลของนักลงทุนเรื่องการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (commoditization) หลังจากบทสัมภาษณ์ของซีอีโอไมโครซอฟท์ ซาเทีย นาเดลลา เมื่อวันอาทิตย์

บุคคลที่ลาออกคนแรกคือ Noam Shazeer หนึ่งในผู้ร่วมเขียนงานวิจัย Transformer ปี 2017 ที่เป็นรากฐานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน โดย Shazeer ซึ่งเคยลาออกจาก Google ไปก่อตั้ง Character.AI แล้วถูกซื้อกลับเข้ามา ได้ลาออกอีกครั้งเพื่อไปร่วมงานกับ OpenAI ซึ่งสะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่า Google ไม่สามารถรักษานักวิจัยระดับสูงไว้ได้แม้จะพยายามดึงตัวกลับมาแล้ว

ส่วนคนที่สองคือ John Jumper ผู้ร่วมคิดค้นระบบ AlphaFold ที่ปฏิวัติวงการชีววิทยาโครงสร้าง โดย Reuters รายงานว่า Jumper เป็นนักวิจัยอาวุโสของ Google DeepMind ที่ประกาศลาออกเพื่อไปร่วมงานกับ Anthropic ซึ่งเป็นการลาออกครั้งสำคัญลำดับล่าสุดในแผนกวิจัยและพัฒนา AI ของ Google โดย Jumper ได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับ Demis Hassabis ของ Google ในปี 2024 และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ร่วมคิดค้น AlphaFold ระบบ AI ที่ทำนายโครงสร้างโปรตีนมาแล้วกว่า 200 ล้านโครงสร้าง Jumper เขียนข้อความผ่าน X ระบุว่า “หลังจากเกือบ 9 ปี ผมได้ตัดสินใจลาออกจาก Google DeepMind เพื่อไปร่วมงานกับ Anthropic”

นักวิเคราะห์มองว่าการลาออกครั้งนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลข โดย Gil Luria นักวิเคราะห์จาก D.A. Davidson ให้สัมภาษณ์กับ Barron’s ว่า แม้ Google จะยังอยู่ในตำแหน่งที่ดีโดยรวม แต่ “การแข่งขันที่แนวหน้าของวงการ AI ขณะนี้อยู่ระหว่าง Anthropic กับ OpenAI” ซึ่งเป็นมุมมองที่สะท้อนความกังวลของตลาดต่อสถานะผู้นำของ Google ในระยะยาว

ที่น่าสนใจคือ การร่วงของ Alphabet เกิดขึ้นในขณะที่ผลประกอบการพื้นฐานของบริษัทยังแข็งแกร่งมาก โดย Alphabet รายงานรายได้ไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ 109,900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 107,200 ล้านดอลลาร์ ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเติบโต 30% เป็น 40,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 11 ที่มีการเติบโตรายได้ระดับเลขสองหลัก โดยเฉพาะธุรกิจ Google Cloud ที่ทำรายได้ 20,030 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 63% จากปีก่อน สูงกว่าประมาณการที่ 18,050 ล้านดอลลาร์ และมี backlog ที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่กว่า 460,000 ล้านดอลลาร์

แต่สิ่งที่กดดันความเชื่อมั่นนักลงทุนคือขนาดของการลงทุนด้าน AI ที่มหาศาล โดย Alphabet ปรับเพิ่มงบลงทุน (capex) ปีนี้ขึ้นอีก 5,000 ล้านดอลลาร์ เป็นช่วง 180,000-190,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าระดับปี 2022 ถึง 6 เท่า และสูงกว่าปี 2025 ถึงสองเท่า เพื่อรองรับการขยายตัวนี้ Alphabet จึงประกาศระดมทุนผ่านการออกหุ้นเพิ่มทุนมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์ โดยเริ่มต้นที่ 80,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน แล้วปรับขึ้นเป็น 84,750 ล้านดอลลาร์ภายในสองวันเนื่องจากความต้องการที่สูงเกินคาด ซึ่งรวมถึงเงินลงทุนจาก Berkshire Hathaway มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์

ตลาดวันจันทร์: Dow บวกสวนตลาด แต่ Big Tech ทรุดหนักจนฉุด S&P 500 และ Nasdaq

ในแง่ภาพรวมของดัชนีหลัก ตลาดวันที่ 22 มิถุนายน 2569 แสดงให้เห็นการแยกทิศทางที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ CNBC รายงานว่าดัชนี S&P 500 ปิดตลาดลดลง 0.37% มาอยู่ที่ 7,472.79 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ร่วงลง 1.32% ปิดที่ 26,166.60 จุด ส่วน Dow Jones Industrial Average กลับปิดบวก 148.01 จุด หรือ 0.29% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากหุ้น Caterpillar ที่พุ่งขึ้นเกือบ 4%

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของวิธีคำนวณดัชนี โดย CNBC อธิบายว่า Caterpillar เพียงตัวเดียวสร้างผลบวกให้ Dow ประมาณ 180 จุด มากกว่าการปรับขึ้นรวมของดัชนีทั้งหมดที่ราว 170 จุด ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่มี Caterpillar ดัชนี Dow จะติดลบ เนื่องจาก Dow ใช้วิธีถ่วงน้ำหนักด้วยราคาหุ้น (price-weighted) ไม่ใช่มูลค่าตลาด (market-cap weighted) เหมือนดัชนีอื่น

หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เป็นกลุ่มที่ฉุดตลาดลงมากที่สุด โดยหุ้น Alphabet ร่วงลง 5% จากความกังวลเรื่องการสูญเสียบุคลากร AI ขณะที่ Amazon และ Meta Platforms ร่วงลง 4.8% และ 2.3% ตามลำดับ ส่วน Microsoft ปรับตัวลดลง 3% เช่นเดียวกับหุ้น SpaceX ที่ร่วงลงถึง 16% ในวันเดียว เป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องวันที่สามแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงแรงเทขายทำกำไรหลังการ IPO ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง

อย่างไรก็ตาม Yahoo Finance รายงานว่าแม้ SpaceX จะร่วงลง แต่ราคาหุ้นยังคงอยู่สูงกว่าจุดต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนที่เกือบ 150 ดอลลาร์อย่างมาก และที่สำคัญคือ Reuters รายงานว่าหุ้น SpaceX มีแนวโน้มจะได้รับการอนุมัติแบบเร่งด่วน (fast-track) ให้เข้าสู่ดัชนี Nasdaq-100 ได้ภายในเวลาประมาณหนึ่งเดือน แม้จะยังไม่เป็นสมาชิกของ S&P 500

ในวันต่อมา (วันอังคารที่ 23 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่บทความนี้เผยแพร่) สถานการณ์ยังคงร้อนระอุต่อเนื่อง โดย Yahoo Finance รายงานข้อมูลล่าสุดว่าดัชนี Dow Jones ปรับขึ้นมากกว่า 0.2% ขณะที่ S&P 500 ร่วงลงเกือบ 0.4% หลังวันหยุดตลาดวันศุกร์ ส่วน Nasdaq Composite ดิ่งลง 1.3% โดยมีสาเหตุหลักจากหุ้น Alphabet ที่แกว่งตัวลงถึง 5% สะท้อนว่าผลกระทบจากการลาออกของนักวิจัยทั้งสองยังไม่จบลงง่ายๆ

ในกลุ่มที่ปรับตัวสวนทางขึ้นมา หุ้น Micron พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ ก่อนที่บริษัทผู้ผลิตชิปความจำจะรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันพุธ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาดูในสัปดาห์นี้

Russell 2000 ทำสถิติทะลุ 3,000 จุด สะท้อนการหมุนเงินทุนครั้งใหญ่

ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่กำลังเผชิญแรงกดดัน หุ้นขนาดเล็กกลับสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ TheStreet รายงานว่าดัชนี Russell 2000 ปิดตลาดเหนือระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยปิดที่ 3,004.40 จุด เพียงเล็กน้อยต่ำกว่าจุดสูงสุดในวันที่ทำได้ในช่วงเช้าที่ 3,015.03 จุด

ความน่าทึ่งของเหตุการณ์นี้อยู่ที่ระยะทางการเดินทางของดัชนีในปีนี้ โดยดัชนี Russell 2000 ไต่ระดับขึ้นมาจากจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 2,088.07 จุด มาสู่ระดับ 3,000 จุดภายในปีเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องราวความสำเร็จที่โดดเด่นของกลุ่มหุ้นที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองข้าม

ในแง่การปรับโครงสร้างดัชนี TheStreet ยังรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจของหุ้นที่เพิ่งเข้า-ออกจากดัชนี Nasdaq-100 โดยหุ้น Flex ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้า S&P 500 ปรับตัวขึ้น 5.57% ขณะที่ Marvell Technology ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.78% ส่วนในดัชนี Nasdaq-100 หุ้น Astera Labs และ Teradyne ที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามาใหม่ปรับขึ้น 5.42% และ 4.25% ตามลำดับ ในขณะที่ CoreWeave และ Rocket Lab ที่เพิ่งเข้าใหม่กลับร่วงลง 5.58% และ 6.44% สะท้อนว่าการรีบาลานซ์ดัชนีไม่ได้สร้างผลบวกเสมอไปสำหรับหุ้นที่เพิ่งถูกเพิ่มเข้ามา

สงครามอิหร่านคลี่คลาย น้ำมันร่วง แต่เฟดยังคุมเข้มดอกเบี้ย

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์นี้ โดย Trading Economics รายงานว่าหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ ต่อเนื่องจากการฟื้นตัวในสัปดาห์ก่อน ด้วยความหวังใหม่ว่าสันติภาพในตะวันออกกลางจะช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพด้านพลังงานจากภูมิภาคนี้ โดยอิหร่านระบุว่ามีความคืบหน้าสำคัญในการเจรจากับสหรัฐฯ และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพภายในสองเดือน

ความคืบหน้าด้านการทูตยังมาพร้อมกับมาตรการเชิงปฏิบัติที่ส่งผลทันทีต่อตลาดน้ำมัน CNBC รายงานว่าสหรัฐฯ อนุมัติให้อิหร่านส่งออกน้ำมันได้จนถึงเดือนสิงหาคม หลังจากการเจรจาที่ “มีความคืบหน้า” ระหว่างเตหะรานและวอชิงตันที่สวิตเซอร์แลนด์ในช่วงสุดสัปดาห์ โดยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ Scott Bessent ระบุว่ากระทรวงการคลังได้ออกใบอนุญาตทั่วไปชั่วคราว 60 วัน อนุญาตการผลิต ขนส่ง และจำหน่ายน้ำมันอิหร่าน

ผลที่ตามมาคือราคาพลังงานปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงมาอยู่ที่ประมาณ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวลงมาซื้อขายที่ใกล้ 74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากระดับเหนือ 90 ดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จะคลี่คลายลง แต่ผลกระทบจากการประชุมเฟดในสัปดาห์ก่อนยังไม่จางหายไปจากตลาด Yahoo Finance รายงานสรุปเหตุการณ์สำคัญว่าดัชนี Nasdaq Composite และ S&P 500 ร่วงลงมากกว่า 1% ขณะที่ Dow Jones สูญเสียเกือบ 1% หรือประมาณ 500 จุด ภายในวันเดียว หลังจากมีรายงานว่า 9 จาก 18 สมาชิกคณะกรรมการ FOMC ที่ส่งประมาณการเศรษฐกิจ — โดยมีประธานวอร์ชเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ส่งประมาณการ — เห็นว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้

ผลของการส่งสัญญาณดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อตลาดตราสารหนี้และอัตราดอกเบี้ยล่วงหน้าอย่างชัดเจน นักลงทุนปรับการคาดการณ์ใหม่จนตั้งราคาการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ภายในสิ้นปีเต็มจำนวนแล้ว ตามข้อมูลของ Bloomberg ทั้งที่ในการประมาณการเดือนมีนาคม เจ้าหน้าที่เฟดยังคาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในปีนี้ แต่ตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งขึ้นและเงินเฟ้อที่สูงขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดในรอบสามปี ซึ่งถูกผลักดันจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้เปลี่ยนภาพรวมไปอย่างสิ้นเชิง

แม้กระนั้น ตลาดยังสามารถฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วนในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว Charles Schwab รายงานว่าตลาดปิดสัปดาห์ก่อนด้วยทิศทางที่เป็นบวก โดยลบล้างความเสียหายบางส่วนจากการขายในวันพุธที่เกิดจากเฟด ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.93% สำหรับทั้งสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq ปิดสัปดาห์ด้วยการบวก 2.4% แม้ว่าการฟื้นตัวในวันศุกร์จะไม่ได้กว้างขวางมากนัก เพราะมีเพียง 5 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมใน S&P 500 ที่ปิดบวก

ในด้านตราสารหนี้ ผลกระทบจากความคาดหวังเฟดที่เข้มงวดขึ้นยังคงสะท้อนผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นที่อ่อนไหวต่อนโยบายยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องหลังการประชุมเฟดที่ออกมาแบบ hawkish ทำให้เส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) แบนลง ขณะที่ตลาดสัญญาฟิวเจอร์สตั้งราคาความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายนไว้ที่ 70% ตามข้อมูลของ CME FedWatch Tool

สัปดาห์ที่เต็มไปด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ: PCE, GDP และผลประกอบการบริษัทยักษ์ใหญ่

นอกเหนือจากดราม่าของ Alphabet และผลกระทบที่ยืดเยื้อจากเฟด สัปดาห์นี้ยังเป็นสัปดาห์ที่มีปฏิทินเศรษฐกิจที่หนาแน่นเป็นพิเศษ โดย TheStreet สรุปรายการสำคัญผ่านมุมมองของนักวิเคราะห์ Stephen Guilfoyle ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในสัปดาห์นี้เริ่มจาก S&P Global Flash PMIs สำหรับเดือนมิถุนายนในวันอังคาร ตามด้วยข้อมูลยอดขายบ้านใหม่เดือนพฤษภาคมในวันพุธ และในวันพฤหัสบดีจะมีข้อมูลรายได้และการใช้จ่ายส่วนบุคคลเดือนพฤษภาคม พร้อมกับดัชนีเงินเฟ้อ PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีคำสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพฤษภาคมและตัวเลข GDP ไตรมาสแรกฉบับสุดท้าย ปิดท้ายด้วยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนฉบับปรับปรุงในวันศุกร์

Charles Schwab เสริมรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดการนี้ว่าวันพฤหัสบดีจะมีการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพฤษภาคม รวมถึงการประมาณการครั้งที่สามของ GDP ไตรมาสแรก โดยปฏิทินผลประกอบการมีความหนักแน่นทางผลกระทบ แม้จะดูเบาบางในจำนวนบริษัท เพราะมีรายงานจาก FedEx ในช่วงดึกวันอังคาร และ Micron ในช่วงดึกวันพุธ ซึ่งทั้งสองบริษัทถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของภาคขนส่งและภาคเซมิคอนดักเตอร์ตามลำดับ

ดัชนี PCE มีความสำคัญเป็นพิเศษในบริบทปัจจุบัน เนื่องจากเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อหลักที่เฟดใช้อ้างอิงในการตัดสินใจ หากตัวเลขออกมาสูงกว่าคาด อาจตอกย้ำความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยที่ตลาดเริ่มตั้งราคาไว้แล้ว แต่หากตัวเลขออกมาดีกว่าคาด ก็อาจช่วยลดทอนความกังวลและหนุนให้ตลาดฟื้นตัวต่อเนื่อง

ในแง่หุ้นรายตัว Schwab ยังรายงานความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอื่นๆ ในตลาด โดย SpaceX ร่วงลง 4.6% ในช่วงเช้าวันจันทร์ กลายเป็นหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวแย่ที่สุดในตลาด แม้ราคาจะยังอยู่สูงกว่าจุดต่ำสุดของสัปดาห์ก่อนที่ระดับเกือบ 150 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีรายงานจาก Reuters ว่าหุ้นอาจได้รับการพิจารณาเข้าดัชนี Nasdaq-100 แบบเร่งด่วนภายในหนึ่งเดือน และบริษัทวิจัย KeyBanc เริ่มต้นการให้คำแนะนำหุ้นนี้ด้วยอันดับ “sector weight” ซึ่งเป็นคำแนะนำระดับกลางที่ไม่ได้มองบวกหรือลบเป็นพิเศษ

ในด้านสินทรัพย์เสี่ยงทางเลือก หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี รวมถึง Strategy (MSTR) ปรับตัวขึ้นในช่วงเช้า ขณะที่สัญญาฟิวเจอร์สบิตคอยน์ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน แม้ว่าข้อมูลราคาล่าสุดจาก Yahoo Finance จะแสดงว่าราคาบิตคอยน์ปรับตัวลงมาอยู่ที่ประมาณ 63,313 ดอลลาร์ ลดลง 0.93% และ VIX หรือดัชนีความกลัวของตลาดปรับตัวขึ้น 2.98% มาอยู่ที่ 17.28 จุด สะท้อนว่าความผันผวนในตลาดยังคงอยู่ในระดับที่ต้องจับตา แม้จะยังไม่ถึงระดับวิกฤต

มุมมองนักวิเคราะห์: “การแข่งขัน AI เปลี่ยนจากเทคโนโลยีสู่สงครามบุคลากร”

ประเด็นที่นักวิเคราะห์ Wall Street ให้ความสนใจมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขดัชนี แต่คือนัยเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทวิเคราะห์จาก IBTimes UK ที่อ้างอิงแหล่งข่าวหลายแห่งชี้ว่า การลาออกของ Shazeer และ Jumper ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่สะท้อนภาพการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างบริษัท AI ชั้นนำของโลก

มุมมองที่น่าสนใจมาจากบทวิเคราะห์ของ Let’s Data Science ซึ่งระบุว่า การที่ผู้ร่วมคิดค้นสถาปัตยกรรม Transformer และนักวิจัยเจ้าของรางวัลโนเบลลาออกไปอยู่กับบริษัทคู่แข่งในสัปดาห์เดียวกันนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรม และเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรติดตามต่อไปว่า Shazeer และ Jumper จะเผยแพร่ผลงานหรือส่งมอบสิ่งใดที่ไหนต่อไป รวมถึงวิธีที่ OpenAI และ Anthropic จะผสานนักวิจัยทั้งสองเข้ากับทีม และว่า Google DeepMind จะตอบสนองด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างค่าตอบแทนหรือการรักษาบุคลากรอย่างไร

ในมุมมองของตลาดตราสารหนี้ Claudia Sahm หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก New Century Advisors ซึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อเกี่ยวกับผลกระทบของเฟดในสัปดาห์ก่อน อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าทิศทางความคาดหวังของตลาดได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังคงส่งผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกัน ในมุมมองของหุ้นรายตัว นักวิเคราะห์ก็ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทควบคู่ไปด้วย แม้สถานการณ์ด้านบุคลากรของ Alphabet จะดูน่าเป็นห่วง แต่ตัวเลขผลประกอบการที่แข็งแกร่งและ backlog ของ Google Cloud ที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็ยังเป็นปัจจัยบวกระยะยาวที่นักลงทุนสถาบันหลายรายยังให้ความสำคัญอยู่

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดในปี 2569 ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่นโยบายการเงินของเฟดเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงพลวัตของอุตสาหกรรม AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่จบสนิท สำหรับนักลงทุนไทยที่มีการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะผ่านกองทุน Feeder Fund, หุ้น ADR หรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนีสหรัฐฯ มีประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาดังนี้

1. ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Mega-Cap Tech Concentration Risk) ยังคงเป็นประเด็นที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง เนื่องจากดัชนี Nasdaq และ S&P 500 มีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่ม “Magnificent Seven” ค่อนข้างสูง การที่ Alphabet เพียงบริษัทเดียวสามารถสร้างผลกระทบต่อทั้งดัชนีได้มากเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงเฉพาะตัวของบริษัท (idiosyncratic risk) ในกลุ่มเทคโนโลยีกำลังส่งผลกระทบต่อความผันผวนของดัชนีโดยรวมมากขึ้น นักลงทุนที่ถือกองทุนดัชนีแบบ passive ในกลุ่มนี้ควรเข้าใจความเสี่ยงนี้และพิจารณากระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์อื่นเพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะตัว

2. สงครามแย่งบุคลากร AI ระหว่างบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพ AI กำลังกลายเป็นปัจจัยใหม่ที่ตลาดให้ความสำคัญมากขึ้น นอกเหนือจากตัวเลขผลประกอบการรายไตรมาสตามปกติ นักลงทุนที่ติดตามหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีควรเพิ่มความสนใจต่อข่าวด้านบุคลากรและการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทเหล่านี้ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นได้ในระยะสั้นถึงระยะกลาง แม้ปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจจะยังแข็งแกร่งอยู่ก็ตาม

3. ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดที่เริ่มเอียงไปทาง “higher for longer” จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันหุ้นกลุ่ม growth ที่มี valuation สูงต่อเนื่อง การที่ตลาดตั้งราคาความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยภายในเดือนกันยายนไว้สูงถึง 70% หมายความว่าต้นทุนทางการเงินของบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องพึ่งพาการระดมทุนจำนวนมากสำหรับการลงทุนด้าน AI (เช่นกรณีของ Alphabet ที่ระดมทุน 85,000 ล้านดอลลาร์) จะมีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรในระยะยาว

4. การคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลางถือเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนไทยโดยตรง เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในประเทศ และช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยและต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

5. ปรากฏการณ์ Russell 2000 ที่ทะลุ 3,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังมองหาการลงทุนที่กระจายตัวมากขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว นักลงทุนไทยที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายในพอร์ตลงทุนต่างประเทศ อาจพิจารณากองทุนหรือ ETF ที่ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กของสหรัฐฯ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่มากเกินไป

โดยสรุป ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ทั้งในมิติของนโยบายการเงิน ภูมิรัฐศาสตร์ และพลวัตการแข่งขันในอุตสาหกรรม AI นักลงทุนไทยควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ ทั้งดัชนี PCE และผลประกอบการของ FedEx และ Micron อย่างใกล้ชิด เพราะข้อมูลเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ต่อไป

Similar Posts

  • |

    ประเด็นอิหร่านในการประชุมสุดยอด Trump-Xi อาจดึงเวลาและความสนใจออกจากข้อพิพาทภาษีและแร่หายาก

    การประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดี Donald Trump แห่งสหรัฐฯ กับประธานาธิบดี Xi Jinping แห่งจีน ที่กำหนดไว้ในวันที่ 14-15 พฤษภาคม กำลังเข้าใกล้มาด้วยความคาดหวังที่สูงมากจากทั่วโลก ทั้งในแง่ของโอกาสที่จะยุติสงครามในอิหร่าน ลดความตึงเครียดทางการค้า และวางรากฐานสำหรับความร่วมมือระหว่างสองมหาอำนาจที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายรายเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า ความซับซ้อนของสถานการณ์อาจทำให้การประชุมครั้งนี้สร้างความคืบหน้าได้น้อยกว่าที่หลายฝ่ายหวัง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของธุรกิจทั้งสองประเทศ สงครามอิหร่านจะครองพื้นที่วาระการประชุม ปัจจัยแรกที่นักวิเคราะห์ระบุว่าจะดึงเวลาและความสนใจออกจากประเด็นเศรษฐกิจคือ สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และกำลังอยู่ในขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนของการเจรจาสันติภาพ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่าอิหร่านจะเป็นหัวข้อหลักในการประชุม ซึ่งตอกย้ำว่าสงครามที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงานโลกมากกว่าสองเดือนนี้จะไม่ถูกละเลยในห้องประชุมสุดยอด บริบทที่สำคัญคือเพียงไม่กี่วันก่อนการประชุม จีนเพิ่งต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น ซึ่งส่งสัญญาณหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งว่าจีนกำลังพยายามวางตำแหน่งตัวเองเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ และอิหร่านกำลังใช้ความสัมพันธ์กับจีนเพื่อเสริมสถานะการต่อรองกับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่งยิงใส่กันอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างโทษอีกฝ่ายว่าเป็นผู้เริ่มก่อน และยังมีรายงานจากสื่อจีน Caixin ว่า เรือบรรทุกน้ำมันที่จีนเป็นเจ้าของถูกโจมตี ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงจะทำให้จีนมีส่วนได้เสียโดยตรงในความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น Hai Zhao ผู้อำนวยการด้านการศึกษาการเมืองระหว่างประเทศของ Chinese Academy of…

  • |

    Yum Brands ผลประกอบการเหนือคาด หลัง Taco Bell ยอดขายสาขาเดิมพุ่ง 8%

    ในสภาพแวดล้อมที่ผู้บริโภคชาวอเมริกันกำลังระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และอุตสาหกรรมร้านอาหารบริการด่วนโดยรวมกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากต้นทุนที่สูงขึ้นและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น Yum Brands กลับสามารถรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกที่เหนือกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีทได้อย่างน่าประทับใจในวันพุธที่ผ่านมา โดยมี Taco Bell เป็นพระเอกหลักที่สร้างการเติบโตอย่างโดดเด่น ในขณะที่แบรนด์อื่นในกลุ่มยังคงต้องดิ้นรนกับความท้าทายของตัวเอง ผลประกอบการครั้งนี้ไม่เพียงแต่พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ของ Taco Bell ได้ผลในระยะสั้น แต่ยังตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับอนาคตระยะยาวของ Yum Brands ในฐานะองค์กรที่มีแบรนด์หลักสามแบรนด์ที่มีระดับสุขภาพทางธุรกิจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขหลัก: เหนือคาดทั้งกำไรและรายได้ เปรียบเทียบผลจริงกับการคาดการณ์ของ LSEG ออกมาดังนี้ กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 1.50 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 1.38 ดอลลาร์ เหนือกว่าถึง 12 เซนต์ หรือประมาณ 8.7% และรายได้อยู่ที่ 2,060 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่คาดไว้ 2,040 ล้านดอลลาร์ กำไรสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 432 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.55 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 253 ล้านดอลลาร์ หรือ 90 เซนต์ต่อหุ้น ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นถึง 70.8%…

  • เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

    นักลงทุนจำนวนมาก—including ผู้เขียนต้นฉบับ—เคยมีมุมมองเชิงลบต่อ Palantir Technologies มาโดยตลอด สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ราคา” ที่ดูเหมือนจะสะท้อนอนาคตไปหมดแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Palantir ถูกซื้อขายที่ระดับ valuation สูงมาก เช่น 40 เท่า 60 เท่า หรือแม้แต่ 80 เท่าของรายได้ (revenue multiple) ซึ่งในมุมของนักลงทุนสายพื้นฐานแบบดั้งเดิม ถือว่า “เกินเหตุผล” และมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการเติบโตระดับสุดขั้วเพื่อรองรับราคา อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการโฟกัสที่ “ตัวเลข valuation” ไปสู่การวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้า” และ “การใช้งานจริงของเทคโนโลยี” สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่: “ถ้าบริษัทสามารถสร้าง value จริงในระดับที่เปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรได้”“valuation ที่ดูแพง อาจไม่แพงก็ได้” โมเดล AIP Boot Camp: เปลี่ยนวิธีขายซอฟต์แวร์องค์กร หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Palantir คือวิธีการนำเสนอและขายผลิตภัณฑ์ AI Platform (AIP)…

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

  • เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

    เมื่อธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเริ่มเดินเกมสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับส่งสัญญาณเปิดทางให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” ได้ในช่วงที่เหลือของปี สวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ต้นตอของความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแม้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งไปแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงลากยาว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงกลับลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามที่ราว 72-73 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน สะท้อนความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดพลังงานโลก ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เป็นต้นมา สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ สถานการณ์ในช่วงนี้ถือว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่ชัดเจนของเฟด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หายไปสนิท กำลังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เกือบทุกประเภท…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *