ตลาดโลกเข้าโหมดพิสูจน์: งบ Q2 น้ำมันปะทุ เฟดยุควอร์ชส่อขึ้นดอกเบี้ย
ตลาดการเงินโลกกำลังเดินเข้าสู่สัปดาห์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “จุดตัดสิน” ของครึ่งปีหลัง 2569 หลังจากสัปดาห์ที่ผ่านมา (6-10 กรกฎาคม) วอลล์สตรีทแสดงอาการ “แยกทาง” อย่างชัดเจน ดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดเหนือระดับ 53,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ ก่อนที่ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ปะทุขึ้นใหม่จะลบกำไรทั้งหมดทิ้ง จนดัชนีบลูชิปปิดสัปดาห์ติดลบ 0.5% ในขณะที่ดัชนี Nasdaq ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นเทคโนโลยีสูงกลับบวกได้ 1.74% และ S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.23% ปิดบวกเป็นสัปดาห์ที่ 4 จาก 5 สัปดาห์หลังสุด
ภาพที่ขัดแย้งกันนี้บอกอะไรบางอย่างกับนักลงทุน: ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในเวลานี้ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยเรื่องเดียว แต่ถูกดึงไปคนละทางโดยสามแรงที่ทรงพลังพอ ๆ กัน — แรงแรกคือ “ธีม AI” ที่ยังคงดูดเงินเข้าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีอย่างไม่ลดละ แรงที่สองคือราคาน้ำมันที่กลับมาพุ่งอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่านล่มลง และแรงที่สามคือธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ที่กำลังถกเถียงกันภายในว่าจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยหรือ “คง” ดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งวอร์ชเองเรียกความขัดแย้งนี้ด้วยคำที่ตรงไปตรงมาว่า “การทะเลาะกันในครอบครัว” (family fight)
สัปดาห์ที่ 13-17 กรกฎาคม จะเป็นสัปดาห์ที่ทั้งสามแรงมาบรรจบกันพอดี ทั้งการเปิดฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของธนาคารใหญ่บนวอลล์สตรีท ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และ PPI เดือนมิถุนายนของสหรัฐฯ และการแถลงนโยบายการเงินต่อสภาคองเกรสครั้งแรกของวอร์ช บทความนี้จะพาไล่เรียงประเด็นสำคัญที่สุดที่นักลงทุนไทยควรจับตา พร้อมประเมินผลกระทบที่จะสะท้อนกลับมายังตลาดหุ้นไทย ค่าเงินบาท และพอร์ตการลงทุนของคนไทย
วอลล์สตรีทเปิดศึกงบ Q2 ด้วยความคาดหวังที่สูงลิ่ว
สิ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังยืนอยู่ได้แม้เผชิญแรงกดดันจากน้ำมันและดอกเบี้ย คือ “กำไรบริษัทจดทะเบียน” ซึ่งกำลังจะถูกนำมาพิสูจน์อีกครั้งในสัปดาห์นี้ BMO Capital Markets ระบุว่าฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นมีแนวโน้มแสดงการเติบโตของกำไรเกินระดับ 20% เป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง และเกือบทั้งหมดของผลตอบแทนดัชนี S&P 500 เมื่อเทียบปีต่อปีนั้นมาจากการเติบโตของกำไร ไม่ใช่การขยายตัวของอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E)
เอ็ด ยาร์เดนี (Ed Yardeni) ประธาน Yardeni Research ผู้คร่ำหวอดในวงการวิจัยตลาดทุนสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับรายการ “Closing Bell” ของ CNBC ในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ตลาดกระทิงรอบนี้ไม่ใช่ตลาดที่ถูกนำโดย P/E แต่เป็นตลาดที่ถูกนำโดยกำไร และเขามองว่าตราบใดที่กำไรยังโตต่อเนื่อง ดัชนีก็ยังสามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้แม้ว่าอัตราส่วน P/E จะหดตัวลงก็ตาม ยาร์เดนีตั้งเป้า S&P 500 สิ้นปี 2569 ไว้ที่ 8,250 จุด ซึ่งเท่ากับอัพไซด์อีกราว 10% จากระดับปัจจุบัน หลังจากที่ดัชนีปรับขึ้นมาแล้วเกือบ 11% นับตั้งแต่ต้นปี ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักกลยุทธ์บนวอลล์สตรีทที่คาดการณ์ไว้ที่ 7,807 จุดอย่างมีนัยสำคัญ
หัวหอกของฤดูกาลงบรอบนี้คือกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ โดยในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม Citigroup, Goldman Sachs, Wells Fargo, JPMorgan Chase และ Bank of America จะรายงานผลประกอบการพร้อมกัน ตามด้วย BlackRock และ Morgan Stanley ในวันพุธ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ตลาดคาดว่ากลุ่มแบงก์จะเปิดเผยภาพของ “ตลาดทุนที่แข็งแรง” โดยเฉพาะจากกิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) ที่คึกคักเป็นพิเศษในช่วงครึ่งปีแรก
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า Goldman Sachs ครองอันดับหนึ่งด้านค่าธรรมเนียม M&A ระดับโลกในครึ่งแรกของปี 2569 ด้วยส่วนแบ่งกระเป๋าค่าธรรมเนียม 11.7% เพิ่มขึ้น 1.7 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ธนาคารแห่งนี้เป็นที่ปรึกษาในดีลระดับยักษ์อย่างการควบรวมของ Dominion Energy กับ NextEra Energy มูลค่า 6.68 หมื่นล้านดอลลาร์ที่ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม และยังต่อยอดโมเมนตัมเข้าสู่ไตรมาส 3 ด้วยบทบาทที่ปรึกษาหลักให้ Solstice Advanced Materials ในการเสนอซื้อ Element Solutions พร้อมวงเงินสินเชื่อสะพาน 4.7 พันล้านดอลลาร์ หุ้น Goldman ปรับขึ้นราว 19% ในปี 2569 และเพิ่มขึ้น 45% ในรอบ 12 เดือน ขณะที่ Evercore ISI ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 1,075 ดอลลาร์จาก 950 ดอลลาร์
นอกจากกลุ่มแบงก์แล้ว สายตานักลงทุนทั่วโลกยังจับจ้องไปที่ผลประกอบการของ ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก และ TSMC ผู้รับจ้างผลิตชิปอันดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดว่า “เทรดชิป” ที่ร้อนแรงมาตลอดครึ่งปีแรกเริ่มมีสัญญาณเหนื่อยล้าหรือยัง นอกจากนี้ยังมีบริษัทกว่า 30 แห่งใน S&P 500 ที่จะทยอยรายงาน รวมถึง Netflix, Intuitive Surgical และ Morgan Stanley ซึ่งข้อมูลจาก Bespoke Investment Group ที่ CNBC Pro นำมาคัดกรองพบว่า Intuitive Surgical เอาชนะประมาณการนักวิเคราะห์ได้ถึง 89% ของครั้งที่รายงาน และราคาหุ้นมักบวกเฉลี่ย 2.58% หลังประกาศงบ
ราคาน้ำมันกลับมาเป็นตัวแปรที่ตลาดควบคุมไม่ได้
หากมีปัจจัยเดียวที่สามารถทำลายสมมติฐานทั้งหมดของตลาดหุ้นได้ในเวลานี้ ปัจจัยนั้นคือน้ำมัน สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 7% ทะลุระดับ 77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6% ขึ้นไปยืนเหนือ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นผลโดยตรงจากการที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานพังทลายลง
ลำดับเหตุการณ์เป็นดังนี้: ในวันที่ 7 กรกฎาคม อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว Al-Rekayyat ของกาตาร์ขณะแล่นผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ตามคำแถลงของ ดร.มาเจ็ด อัล อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ ส่งผลให้เบรนท์ปิดบวก 3% ที่ 74.16 ดอลลาร์ และ WTI เพิ่มขึ้น 2.8% แตะ 70.44 ดอลลาร์ ต่อมาสหรัฐฯ เพิกถอนใบอนุญาตขายน้ำมันของอิหร่าน ทำให้ราคาเบรนท์ในการซื้อขายนอกเวลาทำการพุ่งอีก 5.6% ไปที่ 76.04 ดอลลาร์ และ WTI ทะยาน 5.4% แตะ 72.25 ดอลลาร์ จากนั้นในวันที่ 8 กรกฎาคม สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพื่อตอบโต้การโจมตีเรือพาณิชย์ 3 ลำ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังร่วมประชุมสุดยอด NATO ที่ตุรกี ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิง “จบแล้ว” พร้อมระบุว่าการเจรจากับอิหร่านเป็น “การเสียเวลา”
Axios รายงานว่าภายในเย็นวันพุธ ราคา WTI ซื้อขายอยู่ราว 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเบรนท์อยู่ที่ราว 79 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากระดับ 69 และ 72 ดอลลาร์ตามลำดับเมื่อวันจันทร์ อย่างไรก็ตาม ระดับราคานี้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในช่วงสงครามเต็มรูปแบบที่เคยเฉียด 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอยู่มาก โดยข้อมูลย้อนหลังชี้ว่าเบรนท์เคยทะลุ 100 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 และขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 126 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบดูไบเคยแตะ 166 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาล
หัวใจของปัญหาอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นทางผ่านของน้ำมันประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นราว 20-25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลของโลก และประมาณ 20% ของก๊าซ LNG ทั่วโลก ช่องแคบแห่งนี้กว้างเพียง 34 กิโลเมตร ณ จุดที่แคบที่สุด ซอล คาโวนิก (Saul Kavonic) หัวหน้าฝ่ายวิจัยพลังงานของ MST Financial ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่าอิหร่านตั้งใจจะตอกย้ำการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ รัฐอ่าวหลายประเทศ และลูกค้าทั่วโลกยอมรับไม่ได้ และอาจส่งผลให้ปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบยังคงต่ำกว่า 50% ของระดับก่อนสงครามไปอีกหลายเดือน โดยมีการปะทะเป็นระลอก ๆ
โทนี ไซคามอร์ (Tony Sycamore) นักวิเคราะห์ตลาดของ IG Australia ชี้ประเด็นที่แหลมคมกว่านั้นว่า ถ้อยคำในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้น “คลุมเครือโดยจงใจ” ในเรื่องการควบคุมช่องแคบและการบริหารจัดการการจราจรทางเรือ ความขัดแย้งพื้นฐานที่ว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็นน่านน้ำสากลหรือเป็นน่านน้ำอาณาเขตบางส่วนของอิหร่านนั้นไม่เคยได้รับการคลี่คลายอย่างแท้จริง เขาสรุปว่าอย่างน้อยที่สุดสถานการณ์นี้จะทำให้ตลาดอยู่ในภาวะระแวดระวัง และบ่งชี้ว่าราคาน้ำมันดิบได้สร้างฐานราคาไว้แล้วในเวลานี้
ในมุมที่ผ่อนคลายกว่า โฮลเกอร์ ชมีดิง (Holger Schmieding) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Berenberg ระบุในบทวิจัยว่าแม้สถานการณ์รอบช่องแคบฮอร์มุซจะยังไม่นิ่ง แต่ตามที่ธนาคารประเมินมาตั้งแต่เดือนมีนาคม ทั้งสองฝ่ายควรมีผลประโยชน์ร่วมกันในการจำกัดขอบเขตความขัดแย้ง ขณะที่ ไบรอัน ลีโอนาร์ด (Brian Leonard) ผู้จัดการกองทุนของ Keeley Gabelli Funds ตั้งคำถามที่นักลงทุนทุกคนอยากรู้คำตอบว่า “ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ เพราะนี่คือการปะทุชั่วคราวหรือการยกระดับความขัดแย้ง?”
อีกความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงน้อยแต่มีน้ำหนักไม่น้อยคือความเปราะบางของกลุ่ม OPEC เอง หลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถอนตัวออกจากกลุ่มเมื่อเดือนพฤษภาคม มีรายงานว่าอิรักซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับสองกำลังเรียกร้องโควตาการผลิตที่สูงขึ้น และแจ้งกลุ่มว่าอาจถอนตัวหากข้อเรียกร้องไม่ได้รับการตอบสนอง หากเกิดขึ้นจริง โครงสร้างการกำหนดอุปทานน้ำมันโลกจะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับตลาดหุ้น ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาน้ำมันจะขึ้นไปเท่าไร แต่อยู่ที่ว่าราคาน้ำมันจะ “ส่งผ่าน” ไปยังเงินเฟ้อนานแค่ไหน ที่ผ่านมานักลงทุนมองว่าช็อกราคาน้ำมันเป็นการส่งผ่านเข้าสู่เงินเฟ้อแบบครั้งเดียวจบ แต่การกลับมาสู้รบระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานอาจพลิกสมมติฐานนี้ หากแรงกดดันด้านราคากลายเป็นสิ่งที่ยืดเยื้อกว่าที่คาด
เฟดยุค “เควิน วอร์ช” กับศึกในบ้านเรื่องดอกเบี้ย
ธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเวลานี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เควิน วอร์ช ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีทรัมป์และผ่านการรับรองจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เข้ามาพร้อมคำมั่นว่าจะเกิด “regime change” ในเฟด และเขาก็ทำจริง
ในการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของเขาเมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายน คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ลงมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 แต่สิ่งที่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากกว่าคือรูปแบบการสื่อสาร แถลงการณ์หลังการประชุมถูกตัดทอนเหลือเพียง 130 คำ เทียบกับ 341 คำในการประชุมวันที่ 29 เมษายน ตัดภาษาที่บ่งชี้แนวโน้มผ่อนคลายนโยบายทิ้งทั้งหมด และไม่ให้ forward guidance ใด ๆ เหลือไว้เพียงประโยคที่ไม่มีเงื่อนไขต่อท้ายว่า “คณะกรรมการจะส่งมอบเสถียรภาพด้านราคา”
ลอรา อูลริช (Laura Ullrich) อดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำภูมิภาคของเฟดสาขาริชมอนด์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการวิจัยเศรษฐกิจของ Indeed Hiring Lab ชี้ว่าประโยคดังกล่าวคือสัญญาณที่ทรงพลังที่สุดในเอกสารทั้งหมด เพราะไม่มีข้อความประกอบเงื่อนไขใด ๆ ตามหลัง ไม่ได้บอกว่าจะส่งมอบเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมกับอย่างอื่น เธอย้ำว่าวอร์ชเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ว่าการสายเหยี่ยวมาก่อน และตราบใดที่เงินเฟ้อยังสูง ก็ควรคาดหวังได้ว่าคณะกรรมการจะเอนไปทางเหยี่ยวมากกว่า
จุดที่ตลาดกังวลที่สุดคือ “dot plot” ของเดือนมิถุนายน ซึ่งแสดงว่ากรรมการ 9 คนจาก 18 คนคาดการณ์ว่าจะมีการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี 2569 โดย 6 คนคาดว่าจะขึ้น 2 ครั้ง ครั้งละ 25 จุดพื้นฐาน กรรมการเหล่านี้มองว่าเงินเฟ้อ PCE จะอยู่ที่ 3.6% ณ สิ้นปี เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดือนมีนาคมที่ 2.7% อัตราว่างงานที่ 4.3% และ GDP ที่แท้จริงเติบโต 2.2% ลดลงจากคาดการณ์เดิม 2.4% ที่น่าสนใจคือวอร์ชเองปฏิเสธที่จะส่ง dot ของตัวเอง โดยบอกว่า “ผมไม่ได้ส่ง dot ของผม มันไม่ช่วยอะไรในการดำเนินนโยบาย”
รายงานการประชุม (minutes) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม ยืนยันภาพความแตกแยกภายใน กรรมการหลายคนระบุว่าระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสม ณ สิ้นปีควรอยู่ในกรอบปัจจุบันหรือต่ำกว่าเล็กน้อย ขณะที่กรรมการอีกจำนวนมากประเมินว่าควรอยู่สูงกว่ากรอบปัจจุบัน และมีกรรมการบางส่วนที่เห็นเหตุผลให้ขึ้นดอกเบี้ย “ทันที” ในการประชุมครั้งนั้นแล้วด้วยซ้ำ แต่ยอมประนีประนอมด้วยการคงดอกเบี้ย เอกสารยังระบุว่าความเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อยังเอียงไปทางด้านสูง และที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนหุ้นเทค คือข้อความที่ว่า “อุปสงค์ที่แข็งแกร่งต่อโครงสร้างพื้นฐาน AI มีแนวโน้มจะสร้างแรงกดดันด้านราคาต่อสินค้าเทคโนโลยีและค่าไฟฟ้าต่อไป”
นี่คือความย้อนแย้งที่ต้องจับตา: วอร์ชเชื่อว่า AI จะเป็นแรง “ลดเงินเฟ้อ” ในระยะยาวผ่านการเพิ่มผลิตภาพ แต่เอกสารของคณะกรรมการเองกลับชี้ว่าการลงทุน AI กำลังสร้างเงินเฟ้อในระยะสั้นผ่านการใช้จ่ายลงทุนมหาศาลและความต้องการไฟฟ้าที่พุ่งขึ้น เจฟฟรีย์ โรช (Jeffrey Roach) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ LPL Financial เขียนสั้น ๆ ว่ามีความคลุมเครืออยู่ในรายงานการประชุม ซึ่งบ่งชี้ถึงมุมมองที่แข่งขันกันหลายมุมต่อทิศทางนโยบาย
ในแง่ตัวเลขเงินเฟ้อจริง ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เทียบปีต่อปี ขณะที่ CPI พื้นฐานที่ตัดอาหารและพลังงานออกอยู่ที่ 2.9% ส่วน PCE รวมอยู่ที่ราว 4.1% และ PCE พื้นฐานที่ 3.4% ทั้งคู่สูงขึ้นจากเดือนเมษายน เงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟดมาต่อเนื่องราว 5 ปีแล้ว ในด้านเงินเฟ้อผู้ผลิต (PPI) รายงานครั้งก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 1.1% เทียบเดือนต่อเดือน และ 6.5% เทียบปีต่อปี
สัปดาห์นี้ตลาดจะได้เห็นตัวเลข CPI และ PPI เดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นข้อมูลชุดแรกที่สะท้อนผลของราคาพลังงานที่กลับมาสูงขึ้น และในวันอังคาร วอร์ชจะขึ้นแถลงนโยบายการเงินต่อสภาคองเกรสเป็นครั้งแรกในฐานะประธานเฟด ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ตลาดจะได้ฟังมุมมองของเขาโดยตรง หลังจากที่เขาเลือกจะสื่อสารน้อยกว่าประธานคนก่อน ๆ อย่าง เจอโรม พาวเวลล์, เจเน็ต เยลเลน และ เบน เบอร์นันเก อย่างชัดเจน ปัจจุบันตลาดกำลังกำหนดราคาโอกาสการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เร็วที่สุดในการประชุมเดือนกันยายน ตามข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch
เซมิคอนดักเตอร์: SK Hynix เขย่า Nasdaq ด้วยดีลใหญ่ที่สุดของบริษัทต่างชาติ
ไฮไลต์ที่สุดของสัปดาห์ในโลกหุ้นเทคโนโลยีคือการเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq ของ SK Hynix ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำอันดับสองของเกาหลีใต้ ซึ่งกลายเป็นการเสนอขายหุ้นในสหรัฐฯ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่บริษัทต่างชาติเคยทำมา
รายละเอียดของดีล: SK Hynix เสนอขาย American Depositary Receipts (ADR) ที่ราคา 149 ดอลลาร์ต่อหน่วย ระดมทุนได้ 2.65 หมื่นล้านดอลลาร์ โดย 10 ADR เท่ากับหุ้นสามัญ 1 หุ้น เมื่อเปิดซื้อขายวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม หุ้นเปิดที่ 170 ดอลลาร์ หรือบวกราว 14% จากราคาเสนอขาย และปิดวันแรกที่ 168.01 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% หุ้นซื้อขายภายใต้สัญลักษณ์ชั่วคราว SKHYV และจะเปลี่ยนเป็น SKHY ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม
Reuters รายงานว่าอุปสงค์ในการจองซื้อสูงกว่าปริมาณหุ้นที่เสนอขายมากกว่า 7 เท่า ขณะที่ Bloomberg ระบุว่า ADR มูลค่าราว 5 พันล้านดอลลาร์ถูกจัดสรรให้นักลงทุนหลัก 3 ราย ได้แก่ Baillie Gifford, Coatue Management และ Situational Awareness Partners การระดมทุนครั้งนี้เป็นรองเพียง IPO ของ SpaceX มูลค่า 8.57 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมิถุนายนเท่านั้นในกระดานสถิติการเสนอขายหุ้นในสหรัฐฯ และการเปิดตัวบวก 14% ยังแรงกว่า SpaceX ที่เปิดตัวบวก 11%
เชย์ แท-วอน (Chey Tae-won) ประธาน SK Group ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า “มันเหมือนความฝัน และตอนนี้ความฝันเป็นจริงแล้ว” พร้อมยืนยันว่าอุปสงค์ต่อ HBM ยังคงมหาศาลและเติบโตแบบทวีคูณ โดยเขาไม่เห็นสัญญาณว่าความต้องการจะหดตัวลง
ตัวเลขที่อธิบายว่าทำไมนักลงทุนถึงกระหาย: SK Hynix ครองส่วนแบ่งตลาด HBM ระดับโลกที่ 56.4% ในไตรมาส 1/2569 มูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา ราคาหุ้นในตลาดเกาหลีพุ่งกว่า 630% ในรอบ 12 เดือน และมาร์เก็ตแคปแตะระดับราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในเชิงมูลค่าหุ้น SK Hynix ซื้อขายที่ P/E ล่วงหน้าประมาณ 5.8 เท่า ซึ่งถือว่ามีส่วนลดจาก Micron คู่แข่งสัญชาติอเมริกันที่ราว 7 เท่า
แต่ความเสี่ยงก็ชัดเจนไม่แพ้กัน เอกสารยื่นต่อ ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) ระบุว่า 77.1% ของรายได้รวมของบริษัทในปี 2568 มาจากผลิตภัณฑ์ DRAM หมายความว่าหากยอดขาย DRAM ชะลอตัว ผลกระทบต่อบริษัทจะรุนแรงเป็นพิเศษ นอกจากนี้ธุรกิจหน่วยความจำมีลักษณะเป็นวัฏจักรอย่างมาก การเดิมพันกับ “บูมของเมมโมรี” ในอดีตล้วนมีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นยุคดอทคอม ยุคสมาร์ตโฟน หรือยุคเปลี่ยนผ่านสู่คลาวด์
ภาพรวมของกลุ่มชิปในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนความผันผวนได้ดี กองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ซึ่งพุ่งขึ้นราว 70% นับตั้งแต่ต้นปี เริ่มสัปดาห์ด้วยการบวกราว 2% ในวันจันทร์ ก่อนจะร่วงลงเกือบ 4% ในวันอังคาร หลังผลประกอบการของ Samsung ไม่เข้าตานักลงทุน และ Reuters รายงานว่า DeepSeek ของจีนกำลังพัฒนาชิป AI ของตัวเอง ทำให้ Micron ร่วง 4.7% ในวันนั้น กลุ่มชิปกลับมาทรงตัวได้ในวันพุธ โดยได้แรงหนุนจากการที่ Apple ประกาศขยายความร่วมมือระยะยาวกับ Broadcom เป็นดีลหลายปีมูลค่าเกิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ครอบคลุมการผลิตชิปที่ผลิตในสหรัฐฯ กว่า 1.5 หมื่นล้านชิ้น พร้อมการขยายโรงงานที่ฟอร์ตคอลลินส์ รัฐโคโลราโด มูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์ หุ้น Broadcom บวกเกือบ 5% ในวันนั้น จากนั้นกลุ่มชิปกลับมาร้อนแรงอีกครั้งในวันพฤหัสบดี โดย SMH บวก 2.5% นำโดย Micron ที่ +4.5% และ SanDisk ที่ +7.6%
เพื่อให้เห็นภาพความรุนแรงของวัฏจักรเมมโมรีรอบนี้: หุ้น Micron เพิ่มขึ้นกว่า 700% ในรอบ 12 เดือน ส่วน SanDisk เพิ่มขึ้นกว่า 4,000% ตัวเลขเหล่านี้เป็นทั้งเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งของอุปสงค์ AI และเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของฟองสบู่ในเวลาเดียวกัน
Meta พลิกเกม AI: จากผู้ตามสู่ “ขั้วที่สาม”
หากมีหุ้นตัวเดียวที่สรุปอารมณ์ตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ดีที่สุด หุ้นตัวนั้นคือ Meta Platforms ราคาหุ้นพุ่งขึ้นราว 15% ตลอดสัปดาห์ ซึ่งเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2567 (ครั้งก่อนคือสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 ที่หุ้นพุ่ง 20.5%) โดยเฉพาะวันศุกร์ที่บวกราว 6% ปิดที่ 669.21 ดอลลาร์ การพุ่งขึ้นครั้งนี้ลบผลขาดทุนสะสมตั้งแต่ต้นปีทิ้งทั้งหมด และเพิ่มความมั่งคั่งให้ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ราว 1.27 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันเดียว ทำให้มูลค่าทรัพย์สินของเขาแตะ 2.293 แสนล้านดอลลาร์ ขึ้นเป็นอันดับ 6 ของโลกตามการประเมินของ Forbes
สิ่งที่จุดชนวนคือชุดข่าวสามเรื่องในสัปดาห์เดียว เรื่องแรก วันที่ 7 กรกฎาคม Meta เปิดตัว Muse Image โมเดล AI สร้างภาพที่มุ่งดึงครีเอเตอร์และผู้ลงโฆษณาเข้าสู่บริการแบบสมัครสมาชิก เรื่องที่สอง วันที่ 9 กรกฎาคม บริษัทเปิดตัว Muse Spark 1.1 โมเดลเรือธงที่ออกแบบมาสำหรับงาน agentic และการเขียนโค้ด พร้อม Meta Model API ซึ่งเป็นครั้งแรกที่นักพัฒนาภายนอกสามารถต่อยอดบนโมเดลของ Meta ได้ เรื่องที่สาม มีรายงานว่า Meta จะเริ่มผลิตชิป AI ที่ออกแบบเองภายใต้ชื่อรหัส “Iris” ในเดือนกันยายน โดยร่วมออกแบบกับ Broadcom และผลิตโดย TSMC
อเล็กซานเดอร์ หวัง (Alexandr Wang) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ของ Meta ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า Muse Spark 1.1 เป็นโมเดลที่แข็งแกร่งที่สุดของบริษัทสำหรับงาน agentic และการเขียนโค้ด โดยจุดเด่นคือความสามารถในการใช้เครื่องมือ หน้าต่างบริบทขนาด 1 ล้านโทเคน และการทำงานแบบ sub-agent คู่ขนาน
แต่สิ่งที่ทำให้วอลล์สตรีทตื่นเต้นจริง ๆ ไม่ใช่ตัวโมเดล หากแต่เป็น “โมเดลธุรกิจ” ที่ Meta กำลังส่งสัญญาณ นั่นคือการเปลี่ยนจากผู้บริโภคโครงสร้างพื้นฐาน AI ไปเป็นผู้ขายกำลังประมวลผลให้บุคคลที่สาม กล่าวคือ Meta อาจกระโดดเข้าแข่งขันในธุรกิจคลาวด์กับยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ Microsoft โดยตรง เจฟฟ์ มาร์กส์ (Jeff Marks) ผู้อำนวยการพอร์ตของ CNBC Investing Club อธิบายว่าแนวคิดที่ว่า Meta กำลังแสดงให้เห็นวิธีสร้างรายได้จากวัฏจักรลงทุนมหาศาลนี้ในหลายรูปแบบขึ้น คือเหตุผลที่หุ้นกำลังพุ่ง
ตัวเลขที่นักวิเคราะห์กำลังปรับใหม่: นิค โจมส์ (Nick Jomes) นักวิเคราะห์อาวุโสของ BNP Paribas Equity Research ประเมินว่า Meta อาจปรับเพิ่มงบลงทุน (capex) ปี 2569 ขึ้นเป็นระหว่าง 1.35-1.55 แสนล้านดอลลาร์ จากที่เคยให้แนวทางไว้ 1.25-1.45 แสนล้านดอลลาร์เมื่อเดือนเมษายน เขาเขียนว่าแม้ capex จะสูงในระยะสั้นถึงกลาง แต่ Meta อยู่ในตำแหน่งที่ดีพอจะสร้างรายได้มารองรับการใช้จ่าย ทั้งจากการหารายได้จาก AI ของตัวเอง การชิงส่วนแบ่งโฆษณา รายได้สมัครสมาชิกที่เพิ่มขึ้น ทางเลือกในธุรกิจคลาวด์ และค่าธรรมเนียมจากการใช้โมเดลของบุคคลภายนอก ด้าน เบนจามิน แบล็ก (Benjamin Black) นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ส่วนเพิ่มจากบริการคลาวด์ให้บุคคลที่สามของ Meta จาก 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์เป็น 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์
ในด้านราคา Meta Model API คิดค่าบริการที่ 1.25 ดอลลาร์ต่อโทเคนอินพุตหนึ่งล้านโทเคน และ 4.25 ดอลลาร์ต่อโทเคนเอาต์พุตหนึ่งล้านโทเคน พร้อมเครดิตฟรี 20 ดอลลาร์ต่อบัญชี ซึ่งซักเคอร์เบิร์กเน้นย้ำผ่าน X ว่าราคานี้ “ถูกมาก” จุดประกายการคาดเดาว่า Meta อาจกำลังเปิดสงครามราคาในตลาด AI inference เพื่อกดดันคู่แข่ง ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน Meta ตั้งเป้าติดตั้งกำลังประมวลผล 7 กิกะวัตต์ภายในสิ้นปี 2569 และขยายเป็น 14 กิกะวัตต์ภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังมีอยู่ Meta ยังตามหลังดัชนี Nasdaq อยู่ประมาณ 11 จุดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นปี และ Muse Image ก็เผชิญเสียงวิจารณ์ด้านความเป็นส่วนตัว เนื่องจากระบบบน Instagram เปิดให้บุคคลที่สามนำภาพจากบัญชีสาธารณะไปใช้สร้างเนื้อหา AI โดยลงทะเบียนอัตโนมัติ ทำให้ SAG-AFTRA สหภาพแรงงานฮอลลีวูดที่มีสมาชิกกว่า 160,000 คน ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกเลือก opt out และเอเจนซีใหญ่อย่าง CAA เรียกร้องให้เปลี่ยนเป็นระบบ opt-in
หุ้นสหรัฐฯ “ถูก” จริงหรือ? อ่านเกมมูลค่าจาก P/E สองด้าน
ท่ามกลางความคึกคัก มีคำเตือนที่นักลงทุนไทยควรอ่านอย่างตั้งใจ CNBC รายงานบทวิเคราะห์ที่ชี้ว่า S&P 500 ในเวลานี้ซื้อขายที่ P/E ล่วงหน้า (forward P/E) เพียง 21 เท่าของกำไรที่คาดการณ์ใน 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งดูสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับ P/E ย้อนหลัง (trailing P/E) ที่อยู่ที่ 28 เท่า แต่ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าหุ้น “ถูก”
ข้อมูลจาก FactSet ระบุว่าส่วนต่างระหว่าง P/E ทั้งสองแบบแทบไม่เคยกว้างขนาดนี้ ยกเว้นในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะสุดขั้ว เช่นปี 2543 (ยุคฟองสบู่ดอทคอม) ส่วนต่างที่กว้างนี้เป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลังคาดหวังการเติบโตของกำไรแบบก้าวกระโดดในปีข้างหน้า และการพลาดเป้าเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ตลาดปรับฐานได้
อิตซัค เบน-เดวิด (Itzhak Ben-David) นักวิชาการด้านการเงิน อธิบายด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่แท้จริงของ S&P 500 มีค่ามัธยฐานอยู่ที่ราว 8% ต่อปีนับตั้งแต่ปี 2532 และการเติบโตในระดับที่ส่วนต่าง P/E ปัจจุบันบ่งชี้นั้นเกิดขึ้นน้อยกว่า 1 ใน 5 ของไตรมาสทั้งหมด ที่สำคัญกว่านั้น กรณีที่เกิดขึ้นเหล่านั้นล้วนเป็นการฟื้นตัวจากช่วงที่กำไรทรุดหนักมาก่อน เช่นช่วงปี 2537-2538, 2546-2547, 2552-2554 และ 2564-2565 เขาสรุปว่าสิ่งที่ตลาดกำลังกำหนดราคาในวันนี้แตกต่างออกไป เพราะเป็นการคาดหวังการเติบโตขนาดนั้นโดยเริ่มต้นจากฐานกำไรที่ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว ดังนั้นส่วนต่างที่กว้างจึงไม่ได้บอกว่าตลาดถูก แต่บอกว่าราคาสมเหตุสมผลก็ต่อเมื่อผลลัพธ์ด้านกำไรเป็นไปตามคาดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่นอกเหนือจากช่วงฟื้นตัวหลังภาวะถดถอยแล้ว แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยในข้อมูลยุคใหม่
จอห์น แคมป์เบลล์ (John Campbell) นักเศรษฐศาสตร์ผู้เคยร่วมเขียนงานวิจัยกับ โรเบิร์ต ชิลเลอร์ เรื่องอัตราส่วนมูลค่าและผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น เสริมว่าโดยกลไกแล้วส่วนต่างนี้สะท้อนว่านักวิเคราะห์คาดหวังการเติบโตของกำไรระยะสั้นที่แข็งแกร่งผิดปกติ ซึ่งพวกเขามักคาดถูกในระยะสั้น แต่ไม่ควรคิดว่ากำไรระยะสั้นที่สูงจะดำเนินต่อไปไม่รู้จบ เขาย้ำว่าหากจะประเมินระดับราคาอย่างจริงจัง ควรใช้ค่าเฉลี่ยกำไรในอดีตแบบที่อัตราส่วน CAPE ทำ และวิธีนั้นบอกว่าหุ้นในเวลานี้ “แพงผิดปกติ”
สำหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ ผ่าน FIF หรือ ETF ข้อความนี้มีความหมายชัดเจน: อัพไซด์ยังมี แต่ margin of safety บางลงมาก ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยในฤดูกาลงบไตรมาส 2 อาจนำไปสู่การปรับฐานที่รุนแรงกว่าที่ตัวเลข forward P/E บ่งบอก
ค่าเงิน ทองคำ และคริปโท: เมื่อดอลลาร์แข็งกดทุกอย่าง
ตลาดค่าเงินในปี 2569 ถูกครอบงำด้วยเรื่องเดียว นั่นคือ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” และผู้แพ้ที่ชัดเจนที่สุดคือเงินเยนญี่ปุ่น
เงินเยนอ่อนค่าลงแตะระดับ 162.83 เยนต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 40 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2529 ตามข้อมูลของ LSEG พูดง่าย ๆ คือเงิน 100 เยนในวันนี้แลกได้เพียง 62 เซนต์ สาเหตุมาจากสามแรงที่มาบรรจบกัน: ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากสงครามอิหร่าน (ญี่ปุ่นนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมดและน้ำมันซื้อขายเป็นดอลลาร์) ความกังวลว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ตามหลังในการขึ้นดอกเบี้ย และเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นทั่วกระดาน โดยดัชนีดอลลาร์เพิ่มขึ้นราว 3% ในปีนี้ หลังจากร่วงลง 9% ในปี 2568
BOJ ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 1% เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 2530 แต่ก็ยังต่ำกว่าเฟดที่ 3.50-3.75% อย่างมาก ช่องว่างนี้ผลักดันเงินทุนไหลไปยังสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ญี่ปุ่นเคยเข้าแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม โดยใช้เงินสูงถึง 11.7 ล้านล้านเยน หรือราว 7.35 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด แต่ก็ไม่สามารถหยุดการอ่อนค่าได้
คริสตี ตัน (Christy Tan) นักกลยุทธ์การลงทุนระดับโลกของ Franklin Templeton Institute สรุปประเด็นนี้ได้อย่างคมคาย โดยชี้ว่าการแทรกแซงสามารถชะลอการร่วงลง ลงโทษการเก็งกำไรที่มากเกินไป และส่งสัญญาณความไม่พอใจของทางการได้ แต่มันไม่สามารถลบล้าง “เลขคณิต” ได้ ตราบใดที่นักลงทุนยังกู้เยนได้ในต้นทุนต่ำและนำไปลงทุนในดอลลาร์เพื่อรับผลตอบแทนที่สูงกว่า การทำ carry trade ก็จะยังคงพาเงินเยนอ่อนค่าต่อไป ขณะที่ วินเซนต์ ชุง (Vincent Chung) ผู้จัดการกองทุนร่วมของ T. Rowe Price ระบุว่าตลาดกำลังจับตากรอบ 162-163 เยนเป็นระดับที่อาจเห็นการแทรกแซง และเสริมว่าหากการแทรกแซงมาจากญี่ปุ่นฝ่ายเดียวขณะที่ดอลลาร์ยังแข็ง ประสิทธิผลอาจจำกัด เพราะในอดีตการแทรกแซงร่วมกับธนาคารกลางอื่น โดยเฉพาะสหรัฐฯ มักสร้างปฏิกิริยาที่แรงกว่ามาก
ประเด็นที่นักลงทุนหุ้นต้องระวังคือ “carry trade unwind” หากทางการญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงด้วยปริมาณมหาศาลในขณะที่ BOJ กำลังขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนการกู้ยืมเยนจะพุ่งขึ้นทันที นักลงทุนที่กู้เยนไปซื้อหุ้นสหรัฐฯ อาจถูกบังคับให้ขายหุ้นเพื่อคืนเงินกู้ ซึ่งจะสร้างแรงขายรุนแรงในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเงินเยนแข็งค่ากลับมาทะลุระดับ 161.5 เยนต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ ลบผลขาดทุนของสัปดาห์ทั้งหมด ท่ามกลางการเก็งว่าอาจมีการแทรกแซงเกิดขึ้นแล้ว ขณะเดียวกันดัชนีราคาผู้ผลิตของญี่ปุ่นเดือนมิถุนายนพุ่งขึ้น 7.1% เทียบปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนจากทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางและค่าเงินที่อ่อนลง
ในด้านสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 4,128 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวลงราว 3.9% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งถือว่าเป็นการปรับฐานที่ควบคุมได้ เมื่อเทียบกับบิตคอยน์ที่ซื้อขายอยู่ที่ราว 64,100 ดอลลาร์ และร่วงลงประมาณ 28% ตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนที่ดิ่งลง 20% ซึ่งเป็นผลงานรายเดือนที่แย่ที่สุดในรอบ 4 ปี
ความแตกต่างนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในธีมหลักของตลาด นั่นคือการหมุนเงินจาก “ทองคำดิจิทัล” กลับไปสู่ “ทองคำจริง” ปีเตอร์ แบรนดต์ (Peter Brandt) เทรดเดอร์ผู้คร่ำหวอด โพสต์ผ่าน X เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมว่าเขากำลังพิจารณาขายบิตคอยน์บางส่วนเพื่อย้ายเข้าทองคำ เพราะมองว่าทองคำจะทำผลงานเหนือกว่าบิตคอยน์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฝั่งตรงข้ามอย่าง เดฟ พอร์ตนอย ยืนยันจะถือบิตคอยน์ต่อไปแม้ราคาจะลงไปถึงศูนย์ ในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์หลายรายมองกรอบ 60,000-72,000 ดอลลาร์เป็นฐานที่ยังแข็งแรง โดยการทะลุ 75,000 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญจะเปิดทางไปสู่ 85,000 ดอลลาร์ แต่หากหลุด 60,000 ดอลลาร์ ความเสี่ยงลงไปทดสอบ 50,000 ดอลลาร์ก็เปิดกว้างเช่นกัน
สเตเบิลคอยน์ก้าวเข้าสู่ระบบธนาคาร: กรณี Circle
แม้ราคาคริปโทจะซบเซา แต่ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของอุตสาหกรรมกลับเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ข่าวใหญ่ที่สุดคือเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม สำนักงานผู้ตรวจการสกุลเงินสหรัฐฯ (OCC) อนุมัติขั้นสุดท้ายให้ Circle ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ USDC จัดตั้งธนาคารทรัสต์ระดับชาติภายใต้ชื่อ First National Digital Currency Bank, N.A. ซึ่งจะดำเนินธุรกิจในนาม Circle National Trust
หุ้น Circle (CRCL) พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 16% ระหว่างวันแตะ 72.85 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายวันที่แรงที่สุดในรอบ 2 เดือน ก่อนจะย่อลงมาปิดบวกราว 5% ที่ระดับใกล้ 66 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นยังต่ำกว่าจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 262.97 ดอลลาร์อยู่ราว 75% และยังติดลบราว 16% นับตั้งแต่ต้นปี
สาระสำคัญของใบอนุญาตนี้คือ Circle จะสามารถบริหารเงินสำรองที่หนุนหลัง USDC ซึ่งมีมูลค่าหมุนเวียนกว่า 7.32 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้ด้วยตัวเองภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง จากเดิมที่ต้องพึ่งพาธนาคารและผู้รับฝากทรัพย์สินภายนอกในการถือครองเงินสดและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ใช้หนุนหลังเหรียญ นอกจากนี้ยังทำให้บริษัทมีหน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติเพียงแห่งเดียว แทนที่จะต้องปฏิบัติตามกฎของ 50 รัฐที่แตกต่างกันเล็กน้อย ซึ่งเป็นจุดปวดหลักของสตาร์ตอัพการเงิน แต่ต้องเน้นย้ำว่าใบอนุญาตนี้ “ไม่ได้” อนุญาตให้ Circle ทำธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่รับเงินฝากและปล่อยกู้
เจเรมี อัลแลร์ (Jeremy Allaire) ซีอีโอของ Circle ระบุในแถลงการณ์ว่าการอนุมัติของ OCC ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่แกนกลางของระบบการเงินสหรัฐฯ ด้าน ดันเต ดิสปาร์เต (Dante Disparte) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Circle บอกกับ CNBC ว่าโครงสร้างทรัสต์ยังช่วยลดความซับซ้อนด้านกฎระเบียบสำหรับคู่ค้าระหว่างประเทศด้วย
แต่ตลาดไม่ได้มองในแง่บวกทั้งหมด Mizuho Securities ระบุว่าแม้ใบอนุญาตธนาคารทรัสต์จะเป็นข่าวดีสำคัญ แต่การพุ่งขึ้นของราคาหุ้นในระยะสั้นสะท้อนการมองโลกในแง่ดีมากเกินไป เพราะข่าวนี้ไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานที่กดดันหุ้นอยู่ นั่นคือรายได้ของ Circle ผูกติดกับอัตราดอกเบี้ยอย่างมาก โดยอัตราผลตอบแทนจากเงินสำรองลดลงเหลือ 3.5% ในไตรมาสล่าสุด และบริษัทยังต้องแบ่งรายได้ดอกเบี้ยจำนวนมากให้ Coinbase ตามข้อตกลงการจัดจำหน่าย
ที่สำคัญกว่านั้นคือภูมิทัศน์การแข่งขันที่เปลี่ยนไป หลังกฎหมาย GENIUS Act มีผลบังคับใช้เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งกำหนดกรอบกำกับดูแลสเตเบิลคอยน์ระดับรัฐบาลกลางเป็นครั้งแรก สถาบันการเงินดั้งเดิมต่างต้องการออกสเตเบิลคอยน์ของตัวเองเพื่อคุมกระแสเงินชำระเงินและลึกซึ้งความสัมพันธ์กับลูกค้า แทนที่จะพึ่งพาผู้ออกภายนอกอย่าง Circle เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทกว่า 140 แห่ง รวมถึง BlackRock, Coinbase, Mastercard, Stripe และ Visa ร่วมกันเปิดตัวสเตเบิลคอยน์ Open USD (OUSD) ซึ่งออกแบบให้ผลตอบแทนจากเงินสำรองถูกกระจายให้พันธมิตรที่เข้าร่วม แทนที่จะไหลเข้าผู้ออกเพียงรายเดียว ในวันเดียวกับที่ Circle ได้ใบอนุญาต Swift ก็ประกาศตั้งกลุ่มพันธมิตรบล็อกเชนร่วมกับธนาคารทั่วโลก 17 แห่ง รวมถึง Citi และ HSBC เพื่อรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดนตลอด 24 ชั่วโมง
ในภาพใหญ่ มูลค่าตลาดรวมของสเตเบิลคอยน์ทั่วโลกทะลุ 3.1 แสนล้านดอลลาร์ไปแล้ว และ Morningstar คาดว่ามูลค่าหมุนเวียนอาจไต่ขึ้นถึง 1.45 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2578 สำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจธีมนี้ ประเด็นที่ควรตระหนักคือ “การชนะเชิงกฎระเบียบ” ไม่ได้แปลว่า “การชนะเชิงธุรกิจ” เสมอไป เมื่อคู่แข่งที่ใหญ่กว่ากำลังเข้าสนามพร้อมกัน
เดลตาแอร์ไลน์ส: กระจกสะท้อนเศรษฐกิจรูปตัว K
หนึ่งในรายงานผลประกอบการที่ให้ข้อมูลเชิงเศรษฐกิจมากที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ Delta Air Lines ซึ่งรายงานผลไตรมาส 2 เมื่อวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ในฐานะสายการบินรายใหญ่รายแรกของสหรัฐฯ ที่รายงานงบ
ตัวเลขหลัก: กำไรต่อหุ้นปรับปรุงอยู่ที่ 1.56 ดอลลาร์ เหนือกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ 1.48 ดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG รายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 19% เทียบปีต่อปีแตะ 1.976 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ปรับปรุงอยู่ที่ 1.767 หมื่นล้านดอลลาร์ สูงกว่าคาดที่ 1.753 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่กำไรสุทธิลดลง 25% เทียบปีก่อนหน้าเหลือ 1.6 พันล้านดอลลาร์ สาเหตุหลักมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้นเป็น 4.4 พันล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์จากปีก่อน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากสงครามอิหร่าน
สำหรับไตรมาส 3 Delta ให้แนวทางกำไรต่อหุ้นที่ 2.00-2.50 ดอลลาร์ เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาด 2.02 ดอลลาร์ และคาดรายได้เติบโตระดับกลาง ๆ ของเลขสองหลัก พร้อมยืนยันเป้าหมายทั้งปีที่ 6.50-7.50 ดอลลาร์ต่อหุ้นตามที่ประกาศไว้ตั้งแต่เดือนมกราคม รวมทั้งประกาศเพิ่มเงินปันผล 15% แม้จะเป็นตัวเลขที่ดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลง 2.2% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันศุกร์
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือคำพูดของ เอ็ด แบสเตียน (Ed Bastian) ซีอีโอของ Delta ที่ให้สัมภาษณ์ CNBC ว่าอำนาจในการกำหนดราคาตั๋วของสายการบิน “ยั่งยืน” แม้ราคาน้ำมันจะย่อลงจากจุดสูงสุดในรอบหลายปีก็ตาม เขาให้เหตุผลว่าค่าโดยสารน่าจะยังแข็งแกร่งจากอุปสงค์ที่ทรงตัว ตัวเลือกที่นั่งที่หลากหลายขึ้น และอุตสาหกรรมสายการบินที่มีวินัยมากขึ้นจนไม่น่าจะรีบขยายกำลังการผลิตทันทีที่ราคาน้ำมันลดลง
แบสเตียนยังพูดถึงสิ่งที่เขาเรียกว่า “เศรษฐกิจรูปตัว K” โดยตรง เขาระบุว่า Delta ซึ่งเป็นสายการบินที่ทำกำไรมากที่สุดในสหรัฐฯ ให้บริการลูกค้ากลุ่มรายได้สูงเป็นหลัก และข้อมูลก็สนับสนุนคำพูดนี้: ยอดขายที่นั่งพรีเมียมเติบโตแซงหน้าที่นั่งชั้นประหยัด โดยตั๋วพรีเมียมอย่างชั้นหนึ่งสร้างรายได้ 6.92 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาส ขณะที่ห้องโดยสารหลักทำรายได้ 6.85 พันล้านดอลลาร์ นับเป็นครั้งสำคัญที่รายได้จากที่นั่งพรีเมียมแซงหน้าที่นั่งทั่วไป
นอกจากนี้ ความร่วมมือกับ American Express ยังคงเป็นเครื่องยนต์การเติบโตหลัก โดยยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเติบโตระดับเลขสองหลักติดต่อกัน 7 ไตรมาส และคาดว่าจะได้รับค่าตอบแทนราว 9 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ สำหรับนักลงทุนไทย ข้อมูลของ Delta คือสัญญาณสำคัญสองอย่าง: หนึ่ง อุปสงค์การเดินทางระหว่างประเทศยังแข็งแรง ซึ่งเป็นข่าวดีต่อหุ้นท่องเที่ยวและสนามบินไทย และสอง การบริโภคของกลุ่มรายได้สูงกำลังแยกตัวออกจากกลุ่มรายได้ปานกลางและล่างอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นรูปแบบที่กำลังเกิดขึ้นในไทยเช่นกัน
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: บาท 33.30 ฟันด์โฟลว์สองทิศ และ SET ในกรอบแคบ
ทีนี้มาถึงคำถามที่นักลงทุนไทยสนใจที่สุด: ทั้งหมดนี้แปลว่าอะไรสำหรับพอร์ตของเรา
เริ่มจากค่าเงินบาท ในวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 33.30 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับ 33.14 บาทต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 กรกฎาคม) การอ่อนค่านี้สอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินเอเชียโดยรวมที่ถูกกดดันจากดอลลาร์แข็ง แต่ในช่วงปลายสัปดาห์เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้บ้างตามเงินเยนและสกุลเงินอื่นในภูมิภาค สิ่งที่ต้องระวังคือหากเฟดส่งสัญญาณเหยี่ยวชัดเจนขึ้นจากตัวเลข CPI เดือนมิถุนายนและถ้อยแถลงของวอร์ชต่อสภาคองเกรส ส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐฯ ที่กว้างอยู่แล้วจะยิ่งกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าต่อ
ในด้านฟันด์โฟลว์ ภาพที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 6-10 กรกฎาคม น่าสนใจมาก เพราะเป็นภาพ “สองทิศทาง” นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่องที่ 15,730.52 ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันกลับมีสถานะ Net Outflow ออกจากตลาดพันธบัตรไทยถึง 22,732 ล้านบาท (แบ่งเป็นการขายสุทธิพันธบัตร 21,626 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุอีก 1,106 ล้านบาท) การตีความคือ ต่างชาติยังเชื่อในเรื่องราวการเติบโตของหุ้นไทยบางกลุ่ม แต่กำลังลดน้ำหนักตราสารหนี้ไทยเพราะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นตามความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดทำให้พันธบัตรไทยน่าสนใจน้อยลงเชิงเปรียบเทียบ
สำหรับ SET Index ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปรับขึ้นเล็กน้อยในช่วงแรกก่อนจะร่วงลงตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคที่เผชิญแรงเทขาย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ร่วงนำตลาด นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากรายงานข่าวที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทพลังงานรายใหญ่แห่งหนึ่งขายหุ้นออกมา และจากความกังวลต่อสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ดัชนีสามารถพลิกกลับมาปิดบวกได้ในช่วงท้ายสัปดาห์
บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยประเมินแนวรับของดัชนีหุ้นไทยไว้ที่ 1,600 และ 1,575 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,625 และ 1,645 จุดตามลำดับ ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์ 13-17 กรกฎาคม ได้แก่ ถ้อยแถลงต่อสภาคองเกรสของประธานเฟด ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทยโดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางเงินทุนต่างชาติ ในภาพเดือน นักวิเคราะห์ประเมินว่า SET Index เดือนกรกฎาคมน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบไซด์เวย์ที่ 1,540-1,640 จุด โดยมีการประกาศงบไตรมาส 2/2569 เป็นตัวแปรหลัก
แล้วกลยุทธ์ควรเป็นอย่างไร? จากภาพรวมทั้งหมด ผมขอสรุปเป็นประเด็นเชิงปฏิบัติดังนี้
ประเด็นแรก กลุ่มพลังงานและโรงกลั่นไทยยังมีปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ต้องระวังว่าราคาที่สูงเกินไปจะกลายเป็นดาบสองคม เพราะจะกดดันเงินเฟ้อในประเทศ ต้นทุนภาคขนส่ง และกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งเป็นลบต่อหุ้นค้าปลีกและกลุ่มอุปโภคบริโภค นักลงทุนควรมองกลุ่มพลังงานเป็น tactical trade มากกว่า core holding ในจังหวะนี้
ประเด็นที่สอง หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ยังได้อานิสงส์จากธีม AI ที่แข็งแรง แต่ความผันผวนจะสูงมาก เพราะราคาหุ้นกลุ่มนี้เคลื่อนไหวตามหุ้นชิปสหรัฐฯ และเกาหลีแทบจะทันที การเข้าจดทะเบียนของ SK Hynix ใน Nasdaq จะยิ่งเพิ่มความเชื่อมโยงระหว่างเซนติเมนต์ตลาดสหรัฐฯ กับหุ้นเทคเอเชีย ผลประกอบการของ ASML และ TSMC ในสัปดาห์นี้จะเป็นตัวชี้ทิศทางระยะสั้นที่สำคัญที่สุด
ประเด็นที่สาม สำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุน FIF หุ้นสหรัฐฯ ต้องตระหนักว่าท่านกำลังรับความเสี่ยงสองชั้น คือความเสี่ยงจากมูลค่าหุ้นที่ตึงตัวตามที่นักวิชาการอย่างเบน-เดวิดและแคมป์เบลล์เตือน และความเสี่ยงจากค่าเงิน หากบาทแข็งค่ากลับมาเมื่อความตึงเครียดตะวันออกกลางคลี่คลาย ผลตอบแทนในรูปเงินบาทจะถูกกัดกร่อน การพิจารณากองทุนที่มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedged) บางส่วนอาจเหมาะสมในสภาวะนี้
ประเด็นที่สี่ ทองคำยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าคริปโทอย่างชัดเจนในปีนี้ ทองลบเพียง 3.9% ขณะที่บิตคอยน์ลบถึง 28% สำหรับนักลงทุนไทย ราคาทองในประเทศได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ทำให้ราคาทองในรูปเงินบาทมีเสถียรภาพมากกว่าราคาทองในรูปดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม ควรระวังว่าหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงในเดือนกันยายน ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองที่ไม่ให้ผลตอบแทนจะสูงขึ้น
ประเด็นที่ห้า กลุ่มธนาคารไทยที่กำลังจะรายงานงบไตรมาส 2 ควรถูกจับตาในบริบทของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) และคุณภาพสินทรัพย์ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย และ กนง. ไม่ตาม ส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นจะกดดันค่าเงินบาทแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นบวกต่อ NIM ของแบงก์ไทยโดยตรง เพราะโครงสร้างดอกเบี้ยในประเทศขึ้นอยู่กับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก
บทสรุป: สัปดาห์แห่งการพิสูจน์
ภาพรวมของตลาดการเงินโลกในเวลานี้คือภาวะที่ “ความคาดหวังสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงตาม” ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยืนอยู่บนสมมติฐานว่ากำไรบริษัทจดทะเบียนจะเติบโตเกิน 20% เป็นไตรมาสที่สองติดต่อกัน ธีม AI จะยังคงสร้างมูลค่าจริง และเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันจะเป็นเพียงช็อกชั่วคราวที่ผ่านไป หากทั้งสามสมมติฐานเป็นจริง เป้าหมาย S&P 500 ที่ 8,250 จุดของยาร์เดนีก็อยู่ในวิสัยที่เป็นไปได้
แต่หากสมมติฐานใดสมมติฐานหนึ่งพลาด ผลลัพธ์จะรุนแรงกว่าปกติ เพราะส่วนต่างระหว่าง P/E ย้อนหลัง 28 เท่ากับ P/E ล่วงหน้า 21 เท่า บอกเราชัดเจนว่าราคาหุ้นในวันนี้ได้ “ยืมกำไรของอนาคต” มาใช้ล่วงหน้าไปมากแล้ว
สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญที่สุดจากสัปดาห์นี้อาจไม่ใช่การเลือกหุ้นตัวไหน แต่คือการยอมรับว่าตลาดกำลังอยู่ในภาวะที่ปัจจัยภายนอก — ทั้งช่องแคบฮอร์มุซ ห้องประชุมเฟด และห้องแล็บ AI ในซิลิคอนวัลเลย์ — มีอำนาจกำหนดทิศทางพอร์ตของเรามากกว่าปัจจัยในประเทศเสียอีก การกระจายความเสี่ยงอย่างมีวินัย การไม่ไล่ราคาในธีมที่ร้อนเกินไป และการเตรียมสภาพคล่องไว้สำหรับจังหวะที่ตลาดปรับฐาน จึงเป็นสามสิ่งที่มีค่ามากกว่าการพยายามจับจังหวะให้ถูกทุกครั้ง
สัปดาห์ที่ 13-17 กรกฎาคมนี้ จะให้คำตอบหลายอย่าง ทั้งงบธนาคารใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ และคำแถลงของประธานเฟดคนใหม่ นักลงทุนที่เตรียมพร้อมจะได้เปรียบเสมอ
