วอลล์สตรีทรีบาวด์ก่อนศึกงบ Big Tech จับตา Alphabet-Tesla ทดสอบ AI
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดในแดนบวกทั้งสามดัชนีหลักในการซื้อขายวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลประกอบการไตรมาสสองที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจากบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ ทว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนสามชั้นซ้อนกัน ทั้งการรอผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ที่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของเมกะเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ที่มีท่าทีสายเหยี่ยว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดของครึ่งหลังปี 2569 เพราะทิศทางของวอลล์สตรีทในไม่กี่วันข้างหน้าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินบาท และดัชนี SET โดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในเวลานี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รีบาวด์ — สามดัชนีหลักตัดวงจรขาลงสามวัน
จากรายงานของ CNBC การซื้อขายในวันอังคารปิดตลาดในแดนบวกทั้งกระดาน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกขึ้น 385.38 จุด หรือคิดเป็น 0.74% ปิดที่ระดับ 52,224.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.89% ปิดที่ 7,509.20 จุด ส่วนดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี บวก 1.29% ปิดที่ 25,837.21 จุด ทั้งสามดัชนีสามารถตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการได้สำเร็จ
ตัวขับเคลื่อนสำคัญของการฟื้นตัวรอบนี้มาจากสองแรงหลัก แรงแรกคือผลประกอบการไตรมาสสองที่เปิดฤดูกาลด้วยสัญญาณเชิงบวก โดยหุ้น 3M พุ่งขึ้นกว่า 7% หลังบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่มอุตสาหกรรมรายงานกำไรไตรมาสสองออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ขณะที่ General Motors รายงานตัวเลขทั้งรายได้และกำไรเหนือความคาดหมาย ส่งผลให้ราคาหุ้นดีดขึ้นเกือบ 5% สะท้อนว่าฤดูกาลรายงานผลประกอบการเริ่มต้นได้อย่างสวยงาม
แรงที่สองคือการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มชิป ซึ่งพยายามไต่กลับขึ้นมาหลังเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในสัปดาห์ก่อนหน้า โดยกระแสฟื้นตัวสอดคล้องกับตลาดเอเชียที่ปรับตัวขึ้นก่อนหน้า หุ้น Nvidia บวกขึ้นเกือบ 2% หลังผู้ผลิตชิป AI รายนี้เปิดเผยว่าได้เข้าถือหุ้นในผู้ให้บริการ neocloud อย่าง Nebius ตามข้อมูลจาก Trading Economics ดัชนี Nasdaq 100 ปรับขึ้นถึง 1.9% ในวันดังกล่าว ขณะที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ขยายการรีบาวด์จากการร่วงลงในสัปดาห์ก่อน หลังข้อมูลการส่งออกที่แข็งแกร่งจากไต้หวันและเกาหลีใต้ช่วยตอกย้ำความหวังต่อทิศทางของอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นในวันอังคารเกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่คอยฉุดดัชนีหลักไม่ให้ทะยานไปได้ไกลกว่านี้ ราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ขยับขึ้น 2% แตะ 84.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศ บวก 2% เช่นกัน ยืนที่ 91.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางกระแสข่าวความพยายามของประเทศคนกลางในการเสนอแผนหยุดยิงชั่วคราว 10 วันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ย้อนกลับไปในวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม ตลาดยังปิดในแดนลบ โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 0.19% ปิดที่ 7,443.28 จุด ดัชนี Nasdaq Composite ลดลงเล็กน้อย 0.05% ปิดที่ 25,508.07 จุด และดาวโจนส์ร่วง 307.16 จุด หรือ 0.59% ปิดที่ 51,839.26 จุด โดยหุ้น Apple ที่ปรับตัวลงกว่า 2% เป็นตัวถ่วงดัชนีสำคัญ ภาพรวมจึงเป็นการสลับขึ้นลงตามข่าวภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นหลัก
เมื่อพิจารณาความกว้างของตลาด (market breadth) จะเห็นภาพที่ยังเปราะบางกว่าที่ตัวเลขดัชนีบ่งชี้ ในวันจันทร์มีเพียง 3 จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของ S&P 500 ที่ปิดในแดนบวก ขณะที่กลุ่มสุขภาพ วัสดุ และอุตสาหกรรมต่างปรับตัวลงราว 1% การที่ดัชนีทรงตัวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันได้อย่างหวุดหวิด สะท้อนว่าแรงซื้อยังไม่กลับมาอย่างเต็มที่ และตลาดยังคงอยู่ในโหมดระมัดระวังก่อนเข้าสู่ช่วงพีคของฤดูกาลรายงานผลประกอบการ
ในภาพรายสัปดาห์ ทั้งสามดัชนีหลักปิดในแดนลบเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า โดยแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มชิปเป็นตัวถ่วงความเชื่อมั่นสำคัญ ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 2.9% ตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งเป็นการปรับฐานที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของกลุ่มเทคโนโลยีในรอบหลายเดือน ตลาดกำลังมองหาปัจจัยกระตุ้นตัวใหม่สำหรับธีมการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หลังจากที่เกิดการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมหลายระลอกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ศึกงบ Big Tech: สัปดาห์แห่งการพิสูจน์เมกะเทรนด์ AI
หัวใจสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาในสัปดาห์นี้คือผลประกอบการไตรมาสสองของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะ Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Tesla ที่จะรายงานผลในวันพุธที่ 22 กรกฎาคมหลังตลาดปิดทำการ ตามด้วย Intel ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม ทั้งสามบริษัทรวมกันจะเป็นชุดข้อมูลที่ครอบคลุมที่สุดในสัปดาห์เดียว ที่จะตอบคำถามซึ่งค้างคาใจนักลงทุนมานานถึงสามปีว่า เม็ดเงินลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI จะแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรจริงเมื่อใด
ตัวเลขจาก FactSet ระบุว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (blended earnings growth) ของบริษัทใน S&P 500 สำหรับไตรมาสสองปี 2569 อยู่ที่ระดับสูงถึง 24.7% หากอัตรานี้คงอยู่ตลอดฤดูกาลรายงานผล ก็จะถือเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งของภาคธุรกิจอเมริกา ทว่าคำถามที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขกำไรรวม แต่อยู่ที่ว่าเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ที่ประเมินกันว่าสูงถึงราว 725,000 ล้านดอลลาร์สำหรับปี 2569 จะสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้หรือไม่
สำหรับ Alphabet นักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจะรายงานการเติบโตทั้งกำไรและรายได้เกินกว่า 20% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน ตามข้อมูลของ LSEG ประเด็นที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือทิศทางของ Google Cloud และงบลงทุน (capex) ที่บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายสำหรับทั้งปีขึ้นไปสูงถึง 190,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสก่อน โดยยอดคำสั่งซื้อค้างส่ง (backlog) ของ Google Cloud มีมูลค่าสูงถึงราว 462,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญว่าการลงทุนด้าน AI กำลังเร่งการเติบโตของธุรกิจคลาวด์ได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ หุ้น Alphabet ปรับตัวขึ้นราว 11% นับตั้งแต่ต้นปี สะท้อนความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่อกลยุทธ์ AI ของบริษัท
ในทางตรงกันข้าม Tesla เดินเข้าสู่ฤดูกาลรายงานผลด้วยสถานะที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง โดยราคาหุ้นปรับตัวลงราว 16% นับตั้งแต่ต้นปี ท่ามกลางคำถามที่ยังค้างคาเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการ AI แม้ว่านักวิเคราะห์จะได้แรงหนุนจากยอดส่งมอบรถยนต์ไตรมาสสองที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 480,126 คัน เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและสูงกว่าที่ตลาดคาด แต่ความกังวลยังคงอยู่ที่การผลิต Cybercab ที่ล่าช้ากว่ากำหนดและการเลื่อนเปิดตัวบริการ robotaxi นอกจากนี้ การที่ Tesla ยังคงทุ่มลงทุนอย่างหนักทั้งด้าน AI และกำลังการผลิต ทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนคาดการณ์ว่ากระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ของบริษัทอาจติดลบในปี 2569
ตลาดออปชั่นสะท้อนความคาดหวังต่อความผันผวนที่รุนแรง โดยข้อมูลจาก TipRanks ระบุว่า Intel เผชิญความผันผวนที่คาดการณ์หลังประกาศผลสูงสุดถึง 13.52% เหนือกว่า Alphabet ที่ 9.17% และ Tesla ที่ 6.79% ตัวเลขเหล่านี้ล้วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับ Intel นั้น นักลงทุนจะจับตาความคืบหน้าของแผนงานชิปสำหรับศูนย์ข้อมูลและ AI รวมถึงโครงการ Terafab และดีลที่เพิ่งประกาศกับ Google ตลอดจนทิศทางว่าการฟื้นตัวของอัตรากำไรที่เห็นในไตรมาสแรกจะดำเนินต่อไปในครึ่งปีหลังได้หรือไม่
นักวิเคราะห์จาก Truist ได้ประเมินโอกาสของทั้งสองบริษัทก่อนการประกาศผล โดยมองว่าหุ้นเทคยักษ์ใหญ่รายหนึ่งน่าสนใจสำหรับการเข้าซื้อ ขณะที่อีกรายยังต้องรอดูสถานการณ์ ด้าน BMO ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของ Alphabet ขึ้นเป็น 455 ดอลลาร์จาก 435 ดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ถึงโอกาสปรับขึ้นราว 31% จากราคาปิดเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้า
ประวัติการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นหลังประกาศผลก็เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความตึงเครียด ข้อมูลระบุว่าหุ้น Tesla ปรับตัวลงหลังการรายงานผลถึงสามในสี่ครั้งล่าสุด รวมถึงการดิ่งลง 8.2% จากผลประกอบการไตรมาสสองปี 2568 ที่ออกมาปนเปกัน ทำให้การประชุมนักวิเคราะห์ครั้งนี้จะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ Elon Musk ซีอีโอจะต้องปรับความคาดหวังของตลาดใหม่ ทั้งในเรื่องกรอบเวลาของผลิตภัณฑ์และเสถียรภาพของอัตรากำไร
ฉากหลังของการแข่งขันในอุตสาหกรรมชิปยิ่งทำให้ผลประกอบการรอบนี้มีความหมายมากขึ้น แม้ AMD จะไม่ได้รายงานผลในสัปดาห์นี้ แต่กระแสข่าวของบริษัทกำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์การแข่งขันที่ Intel และ Alphabet ต้องเผชิญ ราคาหุ้น AMD พุ่งขึ้นเมื่อวันจันทร์หลังมีการประกาศว่า Microsoft จะใช้แพลตฟอร์ม AI ระดับแร็ก Helios ซึ่งผสานหน่วยประมวลผลกราฟิก Instinct MI455X หน่วยประมวลผลกลาง Epyc Venice และซอฟต์แวร์ ROCm เข้าด้วยกัน เพื่อท้าทายแพลตฟอร์ม Grace Blackwell และ Vera Rubin ของ Nvidia โดยตรง ระบบ Helios เชื่อมต่อ GPU จำนวน 72 ตัวเข้าด้วยกัน และสามารถเชื่อมโยงแร็กหลายตัวให้กลายเป็นคลัสเตอร์ขนาดใหญ่สำหรับงานประมวลผล AI ที่หนักหน่วง
คำถามที่ค้างคาที่สุดในตลาดขณะนี้คือ เมื่อใดที่เม็ดเงินลงทุนกว่า 180,000 ล้านดอลลาร์จะแปรเปลี่ยนเป็นรายได้ในสัดส่วนที่เหมาะสม CEO ของ Alphabet นาม Sundar Pichai เคยระบุในการประชุมไตรมาสแรกว่า Gemini ประมวลผลโทเคนถึง 16,000 ล้านโทเคนต่อนาทีผ่าน API โดยตรง ณ ปลายเดือนเมษายน ซึ่งเป็นระดับที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้ก็เพราะ Alphabet เป็นเจ้าของชิปที่ใช้ประมวลผลเอง นักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรต่อหุ้นสำหรับปีงบประมาณ 2569 ที่ราว 14.32 ดอลลาร์ คิดเป็นการเติบโตราว 32.5% ต่อปี ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานของ Google Cloud ขยายตัวเข้าใกล้ 30%
เซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ตลาดหมี: เมื่อโมเมนตัม AI เริ่มสะดุด
เบื้องหลังการรีบาวด์ของตลาดในสองวันที่ผ่านมา คือภาพที่น่ากังวลของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่งผ่านหนึ่งในเดือนที่เลวร้ายที่สุดของปี กองทุน VanEck Semiconductor ETF (SMH) ร่วงลงมากกว่า 17% ภายในเดือนกรกฎาคมเพียงเดือนเดียว ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index เข้าสู่ภาวะตลาดหมี (bear market) ในช่วงการเทขายเมื่อวันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม โดยดัชนี Nasdaq ร่วงลง 2.9% ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
แรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มชิปมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ประการแรกคือแรงขายทำกำไรหลังหุ้นกลุ่มนี้พุ่งขึ้นกว่า 80% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ประการที่สองคือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง และประการที่สามคือความกังขาที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกรอบเวลาในการสร้างรายได้จากการลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ AI ในระยะสั้น นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังว่าการประเมินมูลค่าหุ้น (valuation) ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกระแส AI ได้พุ่งเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานจะรองรับได้หรือไม่
ตัวเร่งความกังวลอีกประการที่ CNBC รายงานคือการเปิดตัวโมเดล AI ตัวใหม่จากบริษัทสตาร์ทอัพจีนอย่าง Moonshot ซึ่งบริษัทระบุว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่าระบบชั้นนำจาก OpenAI และ Anthropic ข่าวนี้จุดกระแสความกังวลว่าการแข่งขันในตลาด AI ระดับโลกกำลังทวีความเข้มข้น และอาจกดดันอำนาจการตั้งราคาของผู้ผลิตชิปสหรัฐฯ ในระยะยาว ส่งผลให้หุ้น Applied Materials, Lam Research, Intel, KLA Corp. และ Arm Holdings ต่างปรับตัวลงราว 4% ขณะที่ Micron Technology และ Nvidia ร่วงลงมากกว่า 2%
ปรากฏการณ์ที่นักวิเคราะห์ในตลาดเรียกว่า “Great Rotation” หรือการหมุนเวียนเม็ดเงินครั้งใหญ่ กำลังดำเนินอยู่อย่างชัดเจน โดยนักลงทุนเทขายหุ้นเทคโนโลยีที่มีค่าเบต้าสูง (high-beta) เพื่อโยกเงินไปยังหุ้นกลุ่มปลอดภัยและหุ้นที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง Jeff Kilburg ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ KKM Financial ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่ากระแสการหมุนเวียนเงินทุนยังคงดำเนินต่อไป โดยหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่งในดัชนีดาวโจนส์ยังคงดึงดูดเม็ดเงินที่ไหลออกมาจากการขายทำกำไรในหุ้นเทค
Eric Criscuolo นักกลยุทธ์การตลาดจากตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) ให้ความเห็นว่าตลาดในขณะนี้ถูกนิยามด้วยการหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรมที่รุนแรงมากขึ้น เมื่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับฐานลงหลังทะยานขึ้นอย่างมากในช่วงต้นปี ความอ่อนแอในกลุ่มชิปตัดกันอย่างชัดเจนกับความแข็งแกร่งที่กลับมาในกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscalers) การฟื้นตัวของกลุ่มซอฟต์แวร์ และการไล่ราคาตามในกลุ่มสุขภาพและการเงิน
ความรุนแรงของการปรับฐานสามารถเห็นได้ชัดจากขนาดของการเคลื่อนไหวในหุ้นรายตัว ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม หุ้น Micron Technology เคยดิ่งลงกว่า 10% ในหนึ่งวัน แม้ว่าจะยังคงบวกกว่า 260% นับตั้งแต่ต้นปี ขณะที่หุ้น Sandisk ก็ร่วงลงกว่า 10% เช่นกัน แต่ยังรักษาการปรับขึ้นได้มากกว่า 750% ในปี 2569 ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนทั้งความร้อนแรงของการปรับขึ้นก่อนหน้า และความเปราะบางเมื่อกระแสเงินเริ่มไหลออก การที่หุ้นซึ่งขึ้นมาหลายเท่าตัวสามารถร่วงลงสองหลักในวันเดียว เป็นเครื่องเตือนใจถึงความผันผวนที่แฝงอยู่ในธีมการลงทุน AI
อีกประเด็นที่นักลงทุนต้องจับตาคือพลวัตของตลาดหน่วยความจำ (memory market) ที่กำลังอ่อนแอลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิปและห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ การที่ยอดประกอบเครื่องพีซีมีแนวโน้มอ่อนแอกว่าปกติตามฤดูกาล บ่งชี้ว่าอุปสงค์ปลายทางอาจไม่แข็งแกร่งเท่าที่ราคาหุ้นเคยสะท้อนไว้ ประเด็นนี้จะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนจะใช้ประเมินว่าวัฏจักรการลงทุนเซมิคอนดักเตอร์รอบนี้กำลังเข้าสู่ช่วงอิ่มตัวหรือไม่
Fed ยุค Warsh: จุดจบของ “ดีลลดดอกเบี้ย” ที่นักลงทุนเคยคาดหวัง
อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนจับตาไม่แพ้ผลประกอบการคือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมภายใต้การนำของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ที่แสดงจุดยืนสายเหยี่ยว (hawkish) อย่างชัดเจนนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
ในการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ Warsh เมื่อเดือนมิถุนายน คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% พร้อมทั้งตัดถ้อยคำที่เคยส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายออกจากแถลงการณ์ ที่น่าสนใจคือแผนภาพจุด (dot plot) ล่าสุดแสดงให้เห็นว่าในบรรดากรรมการ 18 คนที่ส่งประมาณการ มีถึง 9 คนที่คาดว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปีนี้ อีก 8 คนคาดว่าจะคงอัตราไว้ และมีเพียง 1 คนที่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย ค่ากลางของประมาณการอัตราดอกเบี้ย ณ สิ้นปี 2569 ถูกปรับขึ้นเป็น 3.8% จากเดิม 3.4% ในการประมาณการเดือนมีนาคม
ประเด็นที่สร้างความฮือฮาในแวดวงการเงินคือการที่ Warsh เลือกที่จะไม่ส่งประมาณการอัตราดอกเบี้ยของตนเองเข้าสู่ dot plot ทำให้เขาเป็นประธาน Fed คนแรกที่งดส่งประมาณการนับตั้งแต่มีการเริ่มใช้ dot plot ในเดือนมกราคม 2555 นักวิเคราะห์มองว่าการกระทำนี้เป็นการส่งสัญญาณโดยเจตนาว่าประธานคนใหม่จะไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายดอกเบี้ย และต้องการให้การตัดสินใจของคณะกรรมการพูดแทนตัวเอง สอดคล้องกับแถลงการณ์นโยบายที่สั้นเพียง 130 คำ ซึ่งถือว่าสั้นผิดปกติและไม่มีการให้สัญญาณชี้นำล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยเลย
ท่าทีของ Warsh ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อเขากล่าวสุนทรพจน์ในเวที ECB Forum on Central Banking ที่เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม โดยระบุว่า “ราคาสินค้ายังสูงเกินไป” พร้อมย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างเสถียรภาพราคา และปฏิเสธความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะยอมรับเป้าหมายเงินเฟ้อที่สูงกว่า 2% ความเห็นนี้ตอกย้ำว่าความคาดหวังของตลาดต่อการลดดอกเบี้ยในช่วงต้นปี 2569 ได้ถูกแทนที่ด้วยความเป็นไปได้ของการขึ้นดอกเบี้ยแทน
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับการตัดสินใจ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 115,000 ตำแหน่งอย่างมาก ประกอบกับการปรับลดตัวเลขย้อนหลังของเดือนเมษายนและพฤษภาคม ซึ่งบ่งชี้ถึงการจ้างงานที่ชะลอตัว แม้อัตราการว่างงานจะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.2% ก็ตาม ข้อมูลนี้ประกอบกับความเห็นที่ระมัดระวังของ Warsh ทำให้ Barclays ประเมินว่าโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกรกฎาคมลดลง ขณะที่โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนตามเครื่องมือ CME FedWatch อยู่ที่ประมาณ 50-55% ลดลงจาก 66% ก่อนตัวเลขการจ้างงานที่น่าผิดหวัง
สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ (SEP) ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน Fed คาดการณ์การเติบโตของ GDP ที่แท้จริงที่ 2.2% ในปี 2569 อัตราการว่างงานที่ 4.3% ขณะที่เงินเฟ้อ PCE ถูกคาดการณ์ไว้ที่ระดับสูงถึง 3.6% ในปีนี้ ก่อนจะชะลอลงสู่ 2.3% ในปี 2570 ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐาน (core PCE) ที่ตัดความผันผวนของราคาพลังงานและอาหารออก ถูกคาดการณ์ไว้ที่ 3.3% ในปี 2569 ตัวเลขเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมายอย่างมีนัยสำคัญนี้เอง คือเหตุผลหลักที่ทำให้ Warsh และคณะกรรมการส่วนใหญ่ยังคงยึดจุดยืนที่ระมัดระวัง
แถลงการณ์ของ Fed ในเดือนมิถุนายนยังได้เน้นย้ำถึงความไม่แน่นอนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ในขณะเดียวกันก็ให้น้ำหนักกับพัฒนาการเชิงบวกทางเศรษฐกิจอย่างเด่นชัดขึ้นเมื่อเทียบกับการประชุมเดือนเมษายน ความยาวของแถลงการณ์ที่กระชับและการตัดสัญญาณชี้นำล่วงหน้าออก ถูกมองว่าเป็นการส่งสารจาก Warsh ที่ต้องการให้ Fed สื่อสารน้อยลง เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการปรับเปลี่ยนนโยบายในอนาคต สอดคล้องกับจุดยืนที่เขาเคยแสดงมาโดยตลอดว่าไม่เห็นด้วยกับการให้สัญญาณชี้นำ (forward guidance)
ที่น่าสนใจในเชิงแนวคิดคือ Warsh เคยแสดงทัศนะว่าเงินเฟ้อที่มาจากภาวะช็อกด้านอุปทาน (supply-shock inflation) โดยทั่วไปควรถูกมองข้ามในการกำหนดนโยบาย และเขายังเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์จะส่งผลในเชิงลดเงินเฟ้อ (disinflationary) ต่อระบบเศรษฐกิจในที่สุด เนื่องจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดต้นทุนของสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลดดอกเบี้ยยิ่งซับซ้อนขึ้นจากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่งเกินคาด ทำให้ Warsh ต้องเดินบนเส้นทางที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเติบโตอย่างระมัดระวัง
สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านและช่องแคบฮอร์มุซ: ตัวแปรน้ำมันที่กดดันทั้งตลาด
ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่คอยกดดันตลาดอย่างต่อเนื่องคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ทวีความรุนแรงอีกครั้งเมื่อสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีอิหร่านเป็นวันที่เก้าติดต่อกัน และอิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยเฉพาะคูเวต ทั้งสองฝ่ายยังคงมีจุดยืนที่ห่างไกลกันในเรื่องข้อตกลงหยุดยิง แม้ยอดผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งจะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม
หัวใจของความกังวลอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก การที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดล้อมอิหร่านส่งผลให้การจราจรของเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าวติดขัด ผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นและกดดันดัชนีตลาดหุ้นหลัก ตะวันออกกลางนั้นครอบครองปริมาณสำรองน้ำมันที่พิสูจน์แล้วราวครึ่งหนึ่งของโลก และคิดเป็นหนึ่งในสามของกำลังการผลิตน้ำมันรายวันทั่วโลก ทำให้เสถียรภาพในภูมิภาคนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก
กลไกการส่งผ่านผลกระทบนั้นน่าสนใจ แม้บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Nvidia จะไม่ได้ใช้น้ำมันในการดำเนินธุรกิจโดยตรง แต่ราคาหุ้นกลับได้รับผลกระทบเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูง เพราะตลาดหุ้นไม่ได้ประเมินมูลค่าหุ้นจากสิ่งที่บริษัทผลิตในวันนี้ หากแต่ประเมินจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในอนาคต เมื่อน้ำมันแพงขึ้น เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง อัตราดอกเบี้ยจึงมีแนวโน้มสูงตามไปด้วย ซึ่งกดดันการประเมินมูลค่าหุ้นเติบโตสูง (high-growth) ทั้งกลุ่ม รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง Nvidia ด้วย
ความผันผวนของราคาน้ำมันตลอดเดือนกรกฎาคมสะท้อนความอ่อนไหวของตลาดต่อทุกพัฒนาการในตะวันออกกลาง ในช่วงต้นเดือน ราคาน้ำมันเคยปรับขึ้นหลังอิหร่านโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ต่อมาในกลางเดือน เมื่อกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) เปิดฉากโจมตีอิหร่านเพิ่มเติมโดยระบุว่าเป็นการลดทอนขีดความสามารถทางทหารที่อิหร่านใช้โจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมัน WTI ก็ขยับขึ้นแตะราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะไต่ขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 84-85 ดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงเช่นนี้เป็นแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ให้ยืนสูง แม้ข้อมูลเงินเฟ้อจะออกมาเย็นลงก็ตาม
ในด้านความหวัง ตลาดได้รับสัญญาณเชิงบวกบ้างในวันอังคาร เมื่อมีรายงานว่าประเทศคนกลางกำลังเสนอแผนหยุดยิงชั่วคราว 10 วันระหว่างสองฝ่าย ก่อนหน้านี้ Esmail Baghaei โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้จุดความหวังต่อการยุติความขัดแย้งด้วยวิถีทางการทูต โดยระบุว่าคนกลางยังคงแลกเปลี่ยนสารกับอิหร่านอย่างต่อเนื่อง และการเจรจาระหว่างสองฝ่ายสามารถดำเนินต่อไปได้บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ ความคืบหน้าด้านการทูตนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของตลาดในระยะถัดไป
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและกลยุทธ์รับมือความผันผวน
นักวิเคราะห์ในตลาดมีมุมมองที่หลากหลายต่อสถานการณ์ปัจจุบัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือการยอมรับว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องอาศัยความระมัดระวังสูง ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงคือคำถามเรื่องการลงทุนด้าน AI ว่าเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งในขณะเดียวกัน AI ก็ยังคงเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่ทำให้นักลงทุนจับตาหุ้น Big Tech และเซมิคอนดักเตอร์อย่างใกล้ชิด
นักวิเคราะห์จาก Susquehanna นาม Christopher Rolland คาดว่า Intel จะรายงานผลไตรมาสสองที่แข็งแกร่ง แม้ว่าแนวโน้มในครึ่งปีหลังจะยังไม่ชัดเจนนัก โดยเขาระบุกับลูกค้าว่า “ยอดการประกอบเครื่องพีซีคาดว่าจะอ่อนแอกว่าปกติตามฤดูกาลอย่างมีนัยสำคัญ อันเป็นผลจากพลวัตของตลาดหน่วยความจำที่ย่ำแย่ลง” สะท้อนถึงความเปราะบางในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงมีอยู่
ในเชิงกลยุทธ์ นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนพิจารณาการหมุนเวียนเม็ดเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่มีค่าเบต้าสูง ไปสู่การจัดพอร์ตเชิงรับมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานหรือสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่ความผันผวนทวีความรุนแรง หลักคิดสำคัญคือเมื่ออัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนมักให้ความสนใจกับบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและงบดุลที่มั่นคง มากกว่าบริษัทที่พึ่งพาการเติบโตในอนาคตอันไกลโพ้น
ประเด็นเรื่องการลงทุน AI ยังคงเป็นแกนกลางของการถกเถียง นักลงทุนจำนวนมากยังตั้งคำถามว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีจะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ ในอีกด้านหนึ่ง เมื่ออัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง นักลงทุนมักหันไปให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีความสามารถในการทำกำไรที่ชัดเจน มากกว่าเรื่องราวการเติบโตที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ การหมุนเวียนของกลุ่มอุตสาหกรรมจึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงที่นักลงทุนยินดีรับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยกระตุ้นเชิงมหภาค (macro catalysts) เบาบางลงในสัปดาห์นี้ เนื่องจากปฏิทินเศรษฐกิจว่างเว้นจากข้อมูลสำคัญ และตลาดยังไม่น่าจะได้รับสัญญาณใหม่จาก Fed ก่อนการประชุมวันที่ 28-29 กรกฎาคม ผลประกอบการของบริษัทจึงมีน้ำหนักต่อทิศทางตลาดมากเป็นพิเศษ ซึ่งหมายความว่าปฏิกิริยาของหุ้นรายตัว โดยเฉพาะบริษัทที่มีน้ำหนักสูงในดัชนี อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดได้มากกว่าปกติ
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย ความเคลื่อนไหวของวอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้มีนัยสำคัญต่อพอร์ตการลงทุนในหลายมิติ ปัจจัยแรกและสำคัญที่สุดคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทย ที่ยังคงกว้างอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ Fed คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% พร้อมท่าทีที่อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม ธนาคารแห่งประเทศไทยกลับดำเนินนโยบายผ่อนคลาย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงสามครั้งนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงมาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างถึงกว่า 2.5% นี้ ทำให้เงินบาทมีความน่าดึงดูดน้อยลงในสายตานักลงทุนต่างชาติ และเป็นแรงกดดันให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออก ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าในกรอบ 32.90-33.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา โดยนักกลยุทธ์ประเมินว่าบาทอาจทดสอบแนวต้านที่ 33.00-33.20 บาท ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลางและความคาดหวังการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ก่อนหน้านี้ Bank of America เคยคาดการณ์ว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าแตะ 33 บาทต่อดอลลาร์ภายในกลางปี 2569 จากผลสะสมของราคาน้ำมันที่สูงและดุลบัญชีเดินสะพัดที่หดตัวลง
ในด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET แสดงผลงานที่โดดเด่นในช่วงครึ่งแรกของปี โดยปิดสิ้นเดือนมิถุนายนที่ 1,591.24 จุด ปรับขึ้นถึง 26.3% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งถือว่าทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดในภูมิภาค นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิกว่า 211 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน รวมยอดซื้อสุทธิครึ่งปีแรกที่ 881 ล้านดอลลาร์ ปัจจัยหนุนในประเทศมาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของ GDP ปี 2569 ขึ้นเป็น 2.3% จากเดิม 2.0% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกที่แข็งแกร่ง ผลกระทบที่จำกัดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ขณะที่อัตราเงินปันผลตอบแทน (dividend yield) ของ SET ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 4.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเอเชียที่ 2.9%
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าตราบใดที่เงินบาทยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่า กระแสเงินทุนไหลเข้าอย่างมีนัยสำคัญมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ยากในระยะสั้น การอ่อนค่าของเงินบาทประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น เป็นแรงกดดันต่อดัชนี SET และกระตุ้นให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออก โดยเฉพาะเมื่อดัชนีถอยห่างจากระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 1,600 จุด
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน นักลงทุนไทยควรพิจารณาประเด็นสำคัญดังนี้: ประการแรก ติดตามผลประกอบการ Alphabet, Tesla และ Intel อย่างใกล้ชิด เพราะปฏิกิริยาของหุ้นกลุ่มนี้จะกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นต่อเมกะเทรนด์ AI ทั้งกระดาน ซึ่งส่งผลต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
ประการที่สอง จับตาผลการประชุม FOMC วันที่ 28-29 กรกฎาคมอย่างใกล้ชิด หาก Fed ส่งสัญญาณสายเหยี่ยวมากขึ้นหรือมีการขึ้นดอกเบี้ย จะยิ่งกดดันค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนในตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย ในทางกลับกัน หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอลงทำให้ Fed ชะลอท่าที ก็อาจเป็นจังหวะที่เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ภูมิภาค
ประการที่สาม ให้ความสำคัญกับสถานการณ์ราคาน้ำมันและช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะกระทบทั้งต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศโดยตรง ความคืบหน้าของแผนหยุดยิง 10 วันจึงเป็นปัจจัยบวกที่ควรติดตาม
อนึ่ง แม้ภาพระยะสั้นของค่าเงินบาทจะยังอ่อนแอ แต่มุมมองระยะยาวของหน่วยงานในประเทศยังมีความหวัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยประเมินว่าเงินบาทมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในทิศทางที่แข็งค่าขึ้นในปี 2569 เมื่อเทียบกับปี 2568 โดยคาดการณ์อัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีที่ 32.0 บาทต่อดอลลาร์ ในกรอบ 31.5-32.5 บาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากความคาดหวังว่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงเมื่อ Fed เข้าสู่วัฏจักรผ่อนคลาย ราคาทองคำโลกที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง และฐานะภายนอกที่แข็งแกร่งของไทย โดยคาดว่าไทยจะมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 2.0% ของ GDP ทั้งนี้ ทิศทางที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับว่า Fed จะเริ่มผ่อนคลายนโยบายเมื่อใด ซึ่งเป็นตัวแปรที่ยังไม่แน่นอนสูงในเวลานี้
ประการสุดท้าย ในภาวะที่ตลาดโลกกำลังเกิดปรากฏการณ์ Great Rotation จากหุ้นเติบโตสูงไปสู่หุ้นคุณค่าและหุ้นเชิงรับ นักลงทุนไทยอาจพิจารณากระจายพอร์ตไปยังหุ้นปันผลสูงที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ซึ่งสอดคล้องกับจุดเด่นของตลาดไทยที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาค พร้อมทั้งบริหารความเสี่ยงด้วยการติดตามระดับแนวรับแนวต้านของดัชนี SET อย่างใกล้ชิด
โดยสรุป สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่รวมเอาสามปัจจัยใหญ่มาบรรจบกัน ทั้งบทพิสูจน์ผลตอบแทนจากการลงทุน AI ผ่านงบ Big Tech ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ยุค Warsh และพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง ผลลัพธ์ของทั้งสามปัจจัยจะกำหนดไม่เพียงทิศทางของวอลล์สตรีท แต่ยังส่งแรงกระเพื่อมมาถึงค่าเงินบาท กระแสเงินทุน และดัชนี SET ของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นักลงทุนที่เตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนและติดตามข้อมูลอย่างรอบด้าน จะอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบเมื่อทิศทางตลาดเริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้
