ทองคำพุ่งแตะ $4,490 ดอลลาร์ร่วงรอบ 3 เดือน หลังคลังสหรัฐกดบอนด์ยีลด์
ตลาดการเงินโลกกลับมาคึกคักอีกครั้งในการซื้อขายวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกโรงด้วยมาตรการที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ผิดปกติวิสัย” เพื่อสกัดวิกฤตในตลาดพันธบัตร ด้วยการประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (buyback) อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว จุดชนวนให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ทรุดตัวลง ดอลลาร์อ่อนค่าแตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน และราคาทองคำพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน
ราคาทองคำตลาดจร (spot) ปิดตลาดที่ราว 4,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บวกขึ้นราว 154 ดอลลาร์ หรือ 3.55% ในวันเดียว ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าไต่ขึ้นแตะระดับ 4,551 ดอลลาร์ ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน สวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนแรงลงทั่วกระดาน โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงไปแตะ 98.77 จุดในบางช่วง ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ส่วนคู่เงิน USD/JPY ดิ่งลงแตะ 158.05 เยน และ EUR/USD พุ่งขึ้นทดสอบ 1.1677 ดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม
ภาพรวมของสัปดาห์นี้จึงเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ — จากตลาดพันธบัตรที่ปั่นป่วน สู่ค่าเงินที่ผันผวน ราคาทองที่พุ่งแรง ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 92 ดอลลาร์จากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ฟื้นตัวได้อย่างระมัดระวัง รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญทีละจุด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนไทยในช่วงเวลาที่ตลาดโลกกำลังเข้าสู่โหมดระแวดระวังสูง
ทองคำทะยาน 3.55% ในวันเดียว – เมื่อคลังสหรัฐฯ กลายเป็นแรงหนุนใหม่
การพุ่งขึ้นของราคาทองคำในรอบนี้มีต้นตอที่ชัดเจนและไม่ใช่เหตุผลที่ตลาดทองมักใช้ขายของตามปกติ กล่าวคือ ไม่ได้เกิดจากความกลัวสงครามหรือเงินเฟ้อโดยตรง แต่เกิดจากปฏิบัติการของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในตลาดพันธบัตร Forbes รายงานว่าราคาทองคำแตะจุดสูงสุดของวันที่ 4,557.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้นกว่า 3% และเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน โดยนักวิเคราะห์บางส่วนให้เครดิตการปรับตัวขึ้นครั้งนี้กับการที่กระทรวงการคลังประกาศเพิ่มขนาดปฏิบัติการซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-30 ปี เป็นสองเท่า
เมื่อพันธบัตรถูกซื้อคืนมากขึ้น อัตราผลตอบแทนก็ลดลง ซึ่งช่วยลด “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ในการถือครองทองคำ — สินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยหรือคูปองใด ๆ Trading Economics ระบุว่าราคาทองคำทะยานขึ้นแตะ 4,480 ดอลลาร์ในวันพุธ ก่อนจะย่อลงเล็กน้อยต่ำกว่า 4,500 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี แต่ยังคงรักษาส่วนต่างการปรับขึ้นกว่า 4% ของวันก่อนหน้าเอาไว้ได้ ทองคำกำลังมุ่งหน้าสู่สัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม
หากมองย้อนภาพใหญ่ตลอดปี 2569 ทองคำถือว่า “เดินทางครบวงจร” อย่างแท้จริง จากที่เคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 5,589 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ราคา spot ระหว่างวัน) เมื่อวันที่ 28 มกราคม ก่อนจะร่วงลง 11.4% ในวันถัดมาซึ่งเป็นการดิ่งลงวันเดียวที่รุนแรงที่สุดของปี จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงขาลงยาวนานถึง 5 เดือน โดยไตรมาสที่สองของปีนี้ทองคำร่วงลงราว 16% ถือเป็นไตรมาสที่แย่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2556 (2013) และลงไปทำจุดต่ำสุดที่ 3,986 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาในเดือนสิงหาคม
แม้ราคาจะผันผวนหนัก แต่แรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นเสาค้ำสำคัญ สภาทองคำโลก (World Gold Council) รายงานว่าธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำสุทธิถึง 288.9 ตันในไตรมาสสองของปี 2569 เพิ่มขึ้น 62% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเป็นยอดซื้อไตรมาสสองที่สูงที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ ที่น่าสนใจคือ การซื้อจำนวนมหาศาลนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ราคาทองร่วงลงหนักที่สุด โดยมีโปแลนด์ จีน อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และสาธารณรัฐเช็ก เป็นผู้ซื้อรายใหญ่
ในทางกลับกัน นักลงทุนรายย่อยผ่านกองทุน ETF กลับเคลื่อนไหวสวนทาง โดยถอนทองคำออกจากกองทุนราว 45 ตันในไตรมาสสอง สะท้อนว่าในภาวะเช่นนี้ ราคาส่วนเพิ่ม (marginal price) ถูกกำหนดโดยกระแสเงินไหลเข้า-ออกของกองทุนเป็นหลัก ซึ่งสามารถพลิกกลับได้ภายในวันเดียว นักวิเคราะห์จึงจับตาระดับ 4,000 ดอลลาร์อย่างใกล้ชิด โดยมองว่าการหลุดต่ำกว่าระดับนี้อย่างชัดเจนอาจเป็นตัวจุดชนวนคลื่นการเทขาย ETF ระลอกใหม่ ขณะที่การยืนเหนือระดับดังกล่าวได้จะดึงดูดแรงซื้อที่มองว่าการปรับฐานราว 28% จากจุดสูงสุดเป็นการปรับลงที่มากเกินไป
เมื่อพิจารณาข้อมูลราคาย้อนหลัง Investing.com ระบุว่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา (20 กรกฎาคม – 19 สิงหาคม) ราคาทองคำล่วงหน้าเคลื่อนไหวในกรอบต่ำสุด 3,986.50 ดอลลาร์ ถึงสูงสุด 4,509.10 ดอลลาร์ คิดเป็นการเปลี่ยนแปลง 9.28% ขณะที่ในรอบ 52 สัปดาห์ ราคาแกว่งตัวกว้างมากตั้งแต่ 3,353.40 ดอลลาร์ ไปจนถึง 5,626.80 ดอลลาร์ สะท้อนถึงความผันผวนระดับสูงที่เป็นเอกลักษณ์ของตลาดทองคำในปีนี้ ซึ่งเดินทางจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์สู่ตลาดหมี และกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งภายในระยะเวลาไม่ถึงเจ็ดเดือน
ในแง่ของการคาดการณ์ บรรดาวาณิชธนกิจต่างทยอยปรับประมาณการราคาทองคำสำหรับปี 2569 ขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ โดย Goldman Sachs เคยปรับเป้าหมายสิ้นปีขึ้นสู่ 4,900 ดอลลาร์ ส่วน Bank of America ปรับขึ้นสู่ 5,000 ดอลลาร์ พร้อมราคาเฉลี่ยที่ 4,600 ดอลลาร์ โดยอ้างถึงกรอบนโยบายที่ “ไม่เป็นไปตามแบบแผน” ในกรุงวอชิงตัน ทั้งการขาดดุลการคลัง หนี้สินที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันให้ลดดอกเบี้ยขณะที่เงินเฟ้อยังสูง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงหนุนเชิงบวกต่อทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
พันธบัตรสหรัฐฯ คือศูนย์กลางของพายุ – เมื่อ Bessent งัดมาตรการฉุกเฉิน
หัวใจของเรื่องราวทั้งหมดในสัปดาห์นี้อยู่ที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ซึ่งเผชิญแรงขายอย่างหนักตลอดเดือนสิงหาคม จนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ Trading Economics รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งขึ้นแตะ 5.34% เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 (2007) ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีก็ไต่ขึ้นแตะ 4.75% สูงสุดในรอบ 20 เดือน
แรงกดดันที่ผลักให้ยีลด์พุ่งขึ้นมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งการออกพันธบัตรจำนวนมหาศาลเพื่อระดมทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) การขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงยืดเยื้อ ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ค่าชดเชยความเสี่ยงระยะยาว (term premium) สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ที่สำคัญคือ วิกฤตในตลาดพันธบัตรครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสหรัฐฯ แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับโลก Reuters รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี แตะระดับ 2.945% เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่เดือนกันยายน และกำลังจ่อทะลุ 3% เป็นครั้งแรก ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศเศรษฐกิจหลักอื่น ๆ ก็ไต่ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายสิบปีเช่นกัน สะท้อนความกังวลร่วมกันเรื่องหนี้สาธารณะที่พอกพูน
มาตรการซื้อคืนพันธบัตรจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ นำมาใช้ นายเบสเซนต์ยังได้เรียกร้องให้เฟดเพิ่มวงเงินของกลไก FIMA (Foreign and International Monetary Authorities) ให้เกินเพดาน 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถเข้าถึงสภาพคล่องสกุลดอลลาร์ได้โดยไม่ต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ นอกจากนี้ยังมีรายงานถึงการแทรกแซงร่วมกับญี่ปุ่นเพื่อพยุงค่าเงินเยนด้วยการขายเงินยูโร ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าทางการสหรัฐฯ กำลังพยายามควบคุมต้นทุนการกู้ยืมในส่วนปลายของเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) อย่างเต็มที่
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ กระทรวงการคลังภายใต้การนำของรัฐมนตรี Scott Bessent ประกาศในวันพุธว่าจะเพิ่มขนาดปฏิบัติการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเสริมสภาพคล่อง (liquidity-support buyback) ในกลุ่มพันธบัตรอายุ 10 ถึง 30 ปี โดยเพิ่มเพดานต่อปฏิบัติการจากอย่างน้อย 2 พันล้านดอลลาร์ เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน
ผลลัพธ์เกิดขึ้นทันที CNBC รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีร่วงลงกว่า 10 จุดพื้นฐาน (basis points) มาอยู่ที่ 5.184% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีลดลงกว่า 6 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 4.637% การผ่อนคลายแรงกดดันในตลาดบอนด์นี้เองที่กลายเป็นตัวจุดพลุให้สินทรัพย์เสี่ยงและทองคำปรับตัวขึ้นพร้อมกัน
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้น รายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกรกฎาคมที่เผยแพร่ออกมากลับส่งสัญญาณสวนทาง โดยระบุว่า “ผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนประเมินว่าการคุมเข้มนโยบายน่าจะมีความจำเป็น หากเงินเฟ้อไม่ปรับลดลง” และบางคนแสดงความเห็นว่าภาวะการเงินในปัจจุบันอาจยังตึงตัวไม่เพียงพอที่จะดึงเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% ซึ่งสะท้อนว่าภายในเฟดยังมีเสียงที่สนับสนุนการ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในปีนี้ ไม่ใช่การลด
ความขัดแย้งเชิงนโยบายนี้เองที่สร้างความอึดอัดให้ตลาด นายไมเคิล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher) อดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์มหภาคของ Wells Fargo ให้ความเห็นผ่าน CNBC ว่า เขาไม่คิดว่าการผ่อนคลายในตลาดบอนด์รอบนี้จะยั่งยืน เพราะมาตรการซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานทั้งเรื่องการคลัง เงินเฟ้อ และปริมาณหนี้ที่ต้องออกจำหน่ายเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับที่นักกลยุทธ์หลายรายมองว่าการประกาศครั้งนี้เป็นเพียงการ “ซื้อเวลา” มากกว่าการแก้ที่ต้นเหตุ
ดอลลาร์ร่วงต่ำสุดรอบ 3 เดือน – เงินเยนแข็ง ยูโรพุ่ง และเงาการแทรกแซง
ในตลาดปริวรรตเงินตรา ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงอย่างกว้างขวางเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม โดยมีชนวนเหตุมาจากการที่กระทรวงการคลังขยายเพดานปฏิบัติการซื้อคืนพันธบัตร ซึ่งฉุดให้อัตราผลตอบแทนระยะยาวลดลง และเปิดทางให้แรงขายดอลลาร์เข้าครอบงำตลาด รายงานระบุว่าในการซื้อขายที่นิวยอร์ก คู่เงิน EUR/USD พุ่งขึ้นแตะ 1.1677 ดอลลาร์ในบางช่วง สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 พฤษภาคม ขณะที่ USD/JPY ร่วงลงแตะ 158.05 เยน ทำจุดต่ำสุดใหม่ระหว่างวัน และดัชนีดอลลาร์ลดลงมาอยู่ราว 98.77 จุด
Bloomberg รายงานว่าค่าเงินดอลลาร์แตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน และเป็นสกุลเงินหลักที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดของวัน ก่อนหน้านี้ตลาดได้ปรับลดการคาดการณ์เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลงอย่างต่อเนื่อง หลังชุดข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาอ่อนแอ ทั้งยอดค้าปลีกและดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลง Trading Economics ระบุว่าตลาดในเวลานี้คาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ในเดือนกันยายน และไม่ได้คิดคำนวณการขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีอย่างเต็มที่อีกต่อไป ต่างจากเมื่อเพียงสัปดาห์ก่อน
สำหรับคู่เงิน USD/JPY ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี FXStreet รายงานว่าคู่เงินนี้ปิดตลาดวันพุธลดลง 0.92% เหนือระดับ 158.00 เล็กน้อย ซึ่งเป็นการปรับลงรายวันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การแทรกแซงค่าเงินเมื่อต้นเดือนสิงหาคม โดยที่โตเกียวไม่ได้ยื่นมือเข้าแทรกแซงแต่อย่างใดในรอบนี้ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายของญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.00% เทียบกับกรอบ 3.50-3.75% ของสหรัฐฯ ทำให้คู่เงินนี้เปรียบเสมือน “เครื่องมือเก็งกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยที่สวมหน้ากากค่าเงิน”
บริบทที่ต้องเข้าใจคือ ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นได้ทุ่มงบแทรกแซงค่าเงินครั้งประวัติศาสตร์ถึง 8.45 ล้านล้านเยนในการซื้อขายวันเดียว และตามมาด้วยอีกราว 5.3 ล้านล้านเยนร่วมกับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ แต่การแทรกแซงดังกล่าวเพียงเลื่อนอัตราแลกเปลี่ยนในระยะสั้น โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่เป็นต้นตอของปัญหา ทำให้ผลของการแทรกแซงจางหายไปภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดดันเงินเยนในระยะยาว โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าญี่ปุ่นขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนกรกฎาคม จากการนำเข้าที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ตามการซื้อน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับแผนของรัฐบาลนายกฯ ทาคาอิจิที่จะลดภาษีการบริโภคสำหรับอาหารเหลือ 1% เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งสร้างความกังวลต่อวินัยการคลังของญี่ปุ่น ในอีกด้านหนึ่ง คำสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐาน (core machinery orders) ของญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนกลับพุ่งขึ้น 9.7% เกินคาด บ่งชี้ถึงการลงทุนของภาคเอกชนที่ยังแข็งแกร่ง
ในฝั่งยุโรป เงินปอนด์อังกฤษ (GBP/USD) ก็ปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม โดยได้แรงหนุนจากดอลลาร์ที่อ่อนค่า ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อทั้งของอังกฤษและยูโรโซนออกมาที่ 2.9% เมื่อเทียบรายปีในเดือนกรกฎาคม ซึ่งอยู่ในระดับที่ไม่ได้เป็นตัวถ่วงดอลลาร์มากนัก การเคลื่อนไหวของค่าเงินในรอบนี้จึงถูกขับเคลื่อนโดยปัจจัยจากฝั่งสหรัฐฯ เป็นหลัก โดยเฉพาะการปรับลดคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด มากกว่าปัจจัยภายในของแต่ละภูมิภาค
สิ่งที่นักลงทุนต้องระวังคือ การเคลื่อนไหวของค่าเงินในภาวะเช่นนี้เป็นการ “ตีราคาใหม่” (repricing) ตามความคาดหวังด้านนโยบายการเงิน มากกว่าจะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ดังนั้น หากตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หรือถ้อยแถลงของเฟดออกมาในโทน hawkish ทิศทางของดอลลาร์ก็อาจพลิกกลับได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาสสี่ของปี 2567 (2024) ที่ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าและยีลด์พุ่งขึ้นแม้เฟดจะกำลังลดดอกเบี้ยก็ตาม
น้ำมันยืนเหนือ $92 – วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไร้ทางออก
ในฟากตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบยังคงเดินหน้าปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สี่ โดยมีแรงหนุนหลักจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลาย Trading Economics รายงานว่าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับขึ้นเหนือ 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ ทำให้ราคาปรับขึ้นกว่า 4% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ซื้อขายอยู่ในกรอบ 85-86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตัวเลขที่สะท้อนความรุนแรงของวิกฤตได้ชัดที่สุดคือปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีเรือเพียง 3 ลำที่ข้ามช่องแคบเมื่อวันอาทิตย์ เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันที่ 12 ลำ และต่ำกว่าระดับปกติราว 130 ลำต่อวันก่อนที่ความขัดแย้งจะปะทุขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์อย่างมหาศาล
สถานการณ์ทวีความตึงเครียดขึ้นอีก เมื่อสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศระงับธุรกรรมทางการเงินและเศรษฐกิจกับอิหร่าน หลังกล่าวหาว่าเตหะรานยิงขีปนาวุธพิสัยไกลเข้าใส่ดินแดนของตน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าไม่มีการเจรจาใด ๆ ที่กำลังดำเนินอยู่เพื่อยุติความขัดแย้ง และยืนยันว่าการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ยังคงมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับจีนสามลำต้องหันหัวกลับขณะพยายามข้ามช่องแคบ และมีเรืออีกลำถูกยิงด้วยวัตถุใกล้บริเวณช่องแคบ
สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุในรายงานประจำเดือนสิงหาคมว่ากำลังการผลิตน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียราว 8.3 ล้านบาร์เรลต่อวันยังคงหยุดชะงัก ขณะที่สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเฉลี่ยราว 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาสสามของปีนี้ ก่อนจะทยอยลดลงสู่ 78 ดอลลาร์ในไตรมาสสี่ เมื่อการจราจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซค่อย ๆ ฟื้นตัวและกำลังการผลิตที่หยุดชะงักกลับมาเดินเครื่องอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ยังมีปัจจัยถ่วงราคาอยู่บ้าง โดยข้อมูลของ EIA แสดงว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 4.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียก็ยังคงหาทางขนส่งน้ำมันปริมาณมากผ่านเส้นทางอื่นและการลำเลียงแบบเงียบ ๆ โดย OilPrice.com รายงานว่าผู้ผลิตในอ่าวสามารถเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วยการขนส่งผ่านท่อส่งน้ำมันกว่า 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ความรุนแรงของวิกฤตด้านอุปทานสะท้อนผ่านคลังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ (Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR) ที่ลดลงเหลือ 298.7 ล้านบาร์เรล ณ วันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2526 (1983) หลังการทยอยปล่อยน้ำมันออกมาในช่วงวิกฤตฮอร์มุซ ขณะเดียวกันก็มีภัยคุกคามใหม่เกิดขึ้นในรูปแบบการขู่ปิดล้อมช่องแคบบับ-เอล-มันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นทั้งจุดผ่านสำคัญของน้ำมันโลกและเส้นทางสำรองที่ซาอุดีอาระเบียใช้เลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ
ในแง่ผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกลับกลายเป็นแรงหนุนต่อผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน โดย OilPrice.com รายงานว่าเมื่อบริษัทในดัชนี S&P 500 กว่า 88% รายงานผลประกอบการไตรมาสสองออกมาแล้ว กลุ่มพลังงานทำผลงานเติบโตของกำไรสูงสุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ที่ระดับ 147% เมื่อเทียบรายปี และเติบโตของรายได้สูงสุดที่ 42.5% สะท้อนว่าวิกฤตด้านอุปทานกำลังส่งผ่านมาเป็นกำไรของผู้ผลิตน้ำมัน
ด้านโลหะเงิน (Silver) ซึ่งมักเคลื่อนไหวตามทองคำ ยังคงซื้อขายอยู่ในกรอบ 66-67 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ต่ำกว่าจุดสูงสุดปลายเดือนมกราคมที่ 116 ดอลลาร์ถึงกว่า 55 ดอลลาร์ สะท้อนว่าการปรับฐานของกลุ่มโลหะมีค่าในช่วงที่ผ่านมารุนแรงเพียงใด ทั้งนี้ IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันของโลกจะหดตัวลง 1.6 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2569 จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและราคาเชื้อเพลิงที่สูงซึ่งกดดันการบริโภค ก่อนจะกลับมาขยายตัว 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2570
วอลล์สตรีทฟื้นตัว แต่หุ้นชิปยังถูกเท – โมเดอร์นาพุ่ง 147%
ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีหลักปรับตัวขึ้นอย่างระมัดระวังในวันพุธ หลังการประกาศของกระทรวงการคลังช่วยคลายแรงกดดันจากตลาดพันธบัตร ABC News รายงานว่าดัชนี S&P 500 ปิดบวก 0.2% ที่ 7,707.98 จุด ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 วันหลังเพิ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones) เพิ่มขึ้น 119.65 จุด หรือ 0.2% ปิดที่ 53,463.05 จุด และดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq) บวก 0.2% ปิดที่ 26,331.09 จุด ส่วนดัชนีรัสเซล 2000 (Russell 2000) ของหุ้นขนาดเล็กปรับขึ้น 0.5% ปิดที่ 3,032.94 จุด
แม้ภาพรวมจะเป็นบวก แต่แรงขับเคลื่อนกลับไม่ได้มาจากกลุ่มเทคโนโลยีตามปกติ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ยังคงถูกเทขาย ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูง ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และรายงานของ Wall Street Journal ที่ระบุว่ายอดขายไตรมาสสองของ OpenAI เติบโต “อ่อนแอ” เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้แรงขับเคลื่อนของตลาดในวันนี้มาจากกลุ่มสุขภาพและกลุ่มวัฏจักร (cyclicals) เป็นหลัก
ดาวเด่นของวันคือหุ้นกลุ่มเวชภัณฑ์ โดยหุ้น Moderna พุ่งทะยานอย่างรุนแรง หลังผลการทดลองวัคซีนที่พัฒนาร่วมกับ Merck แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการกลับมาเป็นซ้ำของมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาได้ ส่งผลให้ราคาหุ้น Moderna ปรับขึ้นอย่างมโหฬารถึงราว 147% ขณะที่หุ้น Merck ก็พุ่งขึ้นราว 10-13% กลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้ดัชนีดาวโจนส์ นอกจากนี้ หุ้นค้าปลีกอย่าง Target, TJX และ Lowe’s ก็ปรับขึ้นหลังรายงานผลประกอบการไตรมาสสองออกมาแข็งแกร่ง
ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล บิตคอยน์ (Bitcoin) ก็ได้อานิสงส์จากบรรยากาศ risk-on เช่นกัน โดยพุ่งขึ้นกว่า 5% ทะลุระดับ 68,600 ดอลลาร์ หลังนักลงทุนเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นจากมาตรการของกระทรวงการคลัง ประกอบกับประธานาธิบดีทรัมป์กดดันสภาคองเกรสให้ผ่านร่างกฎหมายสำคัญด้านคริปโท ขณะที่ทำเนียบขาวเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้บริหารในอุตสาหกรรม
อีกปัจจัยที่ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนคือด้านการค้า โดยประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเลื่อนแผนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าบางรายการจากแคนาดาในอัตรา 50% ออกไป หลังการเจรจานาทีสุดท้ายระหว่างทีมงานของทรัมป์กับทีมของนายกรัฐมนตรีมาร์ก คาร์นีย์ แห่งแคนาดา ซึ่งทรัมป์ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่าทั้งสองประเทศ “บรรลุข้อตกลงแล้ว” โดยขึ้นอยู่กับการจัดทำเอกสารขั้นสุดท้าย
ในฝั่งที่เป็นลบ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและชิปหลายตัวเผชิญแรงขาย โดยหุ้น Caterpillar ซึ่งการปรับขึ้นที่ผ่านมาส่วนใหญ่สะท้อนความแข็งแกร่งของการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล AI ร่วงลง 4.6% ในวันก่อนหน้า ขณะที่หุ้น Meta Platforms ร่วง 4.4% ท่ามกลางความกังวลเรื่องคดีในศาลรัฐบาลกลางที่อาจนำไปสู่ค่าปรับสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ หุ้นชิปรายอื่น ๆ อย่าง Oracle, AMD, Micron และ Marvell ก็ปรับตัวลงในช่วงก่อนเปิดตลาด จากความกังวลเรื่องอุปทานสินเชื่อรวมที่เพิ่มขึ้นซึ่งดันต้นทุนการกู้ยืมให้สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม CNBC ตั้งข้อสังเกตว่าแรงบวกในตลาดค่อย ๆ จางลงเมื่อการซื้อขายดำเนินไป โดยช่วงหนึ่งดัชนีดาวโจนส์เคยพุ่งขึ้นกว่า 360 จุด หรือ 0.7% ก่อนจะปิดบวกเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่านักลงทุนยังคงระมัดระวังและไม่มั่นใจว่ามาตรการของคลังจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ด้านตลาดหุ้นเอเชียในเช้าวันพฤหัสบดีมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นตามวอลล์สตรีท โดยหุ้น SK Hynix ในตลาดโซลพุ่งขึ้นกว่า 12% หลังบริษัทประกาศเร่งแผนซื้อหุ้นคืนและยกเลิกหุ้นมูลค่า 40 ล้านล้านวอน (ราว 2.87 หมื่นล้านดอลลาร์)
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: การพักฐานใกล้จบ หรือเป็นเพียงการซื้อเวลา?
ท่ามกลางความผันผวน นักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินชั้นนำต่างออกมาให้มุมมองที่หลากหลาย บริษัท TD Securities ให้ความเห็นผ่าน Reuters ว่าการประกาศของกระทรวงการคลัง “ได้มอบชีวิตชีวาให้กับกลุ่มโลหะ” โดยมองว่าการลงทุนในทองคำอาจกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการสนับสนุนสภาพคล่องของคลัง เฟดที่ยอมมองข้ามภาวะช็อกด้านพลังงาน และเรื่องเล่าเรื่องภาวะเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ (stagflation) ที่กำลังก่อตัว ซึ่งท้ายที่สุดจะทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rates) ลดลง
นายโอเล เอส. ฮันเซน (Ole S. Hansen) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Saxo Bank ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “การผสมผสานกันของอัตราผลตอบแทนที่ลดลงและดอลลาร์ที่อ่อนค่า กำลังเป็นแรงหนุนใหม่ ตอกย้ำการฟื้นตัวที่เห็นมาตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม”
ด้านมุมมองระยะยาว J.P. Morgan Global Research ยังคงคาดการณ์เชิงบวกต่อทองคำ โดยประเมินว่าราคาทองอาจแตะระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2569 และมีความเป็นไปได้ที่จะไปถึง 6,300 ดอลลาร์ในปี 2570 อย่างไรก็ตาม นายเกร็ก เชียเรอร์ (Greg Shearer) หัวหน้าฝ่ายโลหะพื้นฐานและโลหะมีค่าของ J.P. Morgan ยอมรับว่าความสนใจของนักลงทุนได้ลดลงในระยะหลัง โดยเปรียบเปรยว่าทองคำกำลังติดอยู่ใน “ดินแดนไร้เจ้าของทางเทคนิค” เคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันเล็กน้อย แต่ถูกจำกัดใต้เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน
ในทางกลับกัน ฝั่งที่ระมัดระวังนำโดยนายไมเคิล ชูมัคเกอร์ อดีตผู้บริหารของ Wells Fargo ที่มองว่าการผ่อนคลายในตลาดบอนด์จะไม่ยั่งยืน สอดคล้องกับนักกลยุทธ์หลายรายที่เตือนว่ามาตรการซื้อคืนพันธบัตรไม่ได้เปลี่ยนแปลงปัญหาพื้นฐานทั้งด้านการคลัง เงินเฟ้อ และอุปทานหนี้ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าความเชื่อมั่นต่อสถานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ของพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น เมื่อทั้งเฟดและกระทรวงการคลังต้องเข้าแทรกแซงตลาดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้นักลงทุนหันมาถือทองคำในฐานะทางเลือกมากขึ้น
สำหรับตลาดน้ำมัน J.P. Morgan คาดการณ์ว่าราคาเบรนท์จะเฉลี่ย 86 ดอลลาร์ในไตรมาสสาม ก่อนจะลดลงสู่ 78 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี โดยมองว่าความเสียหายระยะยาวต่อการผลิตในภูมิภาคอ่าวน่าจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็เตือนว่าอนาคตที่ไม่แน่นอนของกลุ่ม OPEC อาจทำให้การคาดการณ์ราคาน้ำมันซับซ้อนยิ่งขึ้น
ปฏิทินเศรษฐกิจและปัจจัยชี้ขาดที่ต้องจับตา
ในระยะสั้น ตลาดกำลังโฟกัสไปที่ชุดข้อมูลและเหตุการณ์สำคัญหลายรายการที่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสินทรัพย์ทุกประเภท เหตุการณ์ที่ถูกจับตามากที่สุดคือการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่แจ็กสัน โฮล ซึ่งประธานเฟด นายเควิน วอร์ช จะขึ้นกล่าวถ้อยแถลง โดยตลาดหวังว่าเขาจะช่วยสร้างความมั่นใจท่ามกลางภาวะเทขายพันธบัตรทั่วโลก สำหรับข้อมูลด้านเงินเฟ้อ ตัวเลข CPI เดือนสิงหาคมที่จะประกาศในวันที่ 10 กันยายน ถือเป็นข้อมูลชี้ขาดสำหรับการประชุมนโยบายของเฟดในวันที่ 15-16 กันยายน
ข้อมูล CME FedWatch ล่าสุดชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักราว 69% ต่อการที่เฟดจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในเดือนกันยายน และราว 31% ต่อการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ทั้งนี้ การคงดอกเบี้ยจะช่วยขจัดปัจจัยลบหลักของทองคำและสนับสนุนให้การปรับตัวขึ้นในเดือนสิงหาคมดำเนินต่อไปสู่เป้าหมายของสถาบันต่าง ๆ ในกรอบ 4,500-4,900 ดอลลาร์ ในทางกลับกัน การขึ้นดอกเบี้ยจะกดดันทองคำจากการเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ทั้งดัชนีภาคการผลิตของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia Fed Manufacturing Index) ประจำเดือนสิงหาคม ข้อมูล PMI ภาคการผลิตและบริการเบื้องต้น รวมถึงจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันของ Baker Hughes ขณะที่ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซและท่าทีของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงเป็นตัวแปรที่สามารถทำให้ราคาน้ำมันและทองคำเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงได้ทุกเมื่อ
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์ในตลาดโลกรอบนี้มีนัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในสามมิติหลัก ได้แก่ ค่าเงินบาท ราคาทองคำในประเทศ และทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย
มิติแรกคือค่าเงินบาท ซึ่งได้รับอานิสงส์โดยตรงจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ Trading Economics รายงานว่าอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB ปรับลงมาอยู่ที่ 32.846 บาทต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ลดลง 0.83% จากช่วงก่อนหน้า และในรอบเดือนที่ผ่านมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 2.36% โดยมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากตัวเลข GDP ไตรมาสสองของไทยที่ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างเฟด (3.50-3.75%) กับธนาคารแห่งประเทศไทย (1.00%) ที่กว้างถึง 250-275 จุดพื้นฐาน ยังคงเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กดดันเงินบาทในระยะยาว
มิติที่สองคือราคาทองคำในประเทศ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของคนไทย ราคาทองในประเทศได้รับผลกระทบจากสองปัจจัยพร้อมกัน คือราคาทองคำในตลาดโลก (เป็นดอลลาร์) และอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท เมื่อราคาทองโลกพุ่งขึ้น ราคาทองในประเทศก็ปรับขึ้นตาม แต่การที่เงินบาทแข็งค่าจะช่วยชะลอการปรับขึ้นของราคาทองในรูปเงินบาทลงบางส่วน ข้อมูลจากสมาคมค้าทองคำสะท้อนว่าราคาทองแท่งในประเทศเคลื่อนไหวผันผวนสูงในช่วงที่ผ่านมา โดยเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ราคาทองเคยพุ่งขึ้นถึง 1,250 บาทในช่วงเปิดตลาดเช้า ก่อนปิดที่ระดับราว 68,700 บาทต่อบาททองคำสำหรับทองแท่ง 96.5%
นักลงทุนไทยที่ถือครองทองคำจึงควรเข้าใจว่ากำไร-ขาดทุนของตนขึ้นอยู่กับ “สองตัวแปร” ไม่ใช่แค่ราคาทองโลกเพียงอย่างเดียว ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าและราคาทองโลกพุ่งขึ้นพร้อมกัน ผลลัพธ์สุทธิในรูปเงินบาทอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากเท่าที่คาด ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนทองคำ ตลาดไทยมีทางเลือกหลากหลาย ทั้งการซื้อทองคำแท่งจากร้านที่ได้รับการรับรองจากสมาคมค้าทองคำ (การันตีความบริสุทธิ์ 96.5%) บัญชีออมทองคำ (Gold Savings Account) และการซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้าในตลาด TFEX
อนึ่ง พฤติกรรมการซื้อขายทองของคนไทยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมีร้านทองราว 7,000 แห่งทั่วประเทศ และนักลงทุนจำนวนมากนิยม “เก็งกำไรระหว่างวัน” คือซื้อในตอนเช้าและขายในตอนบ่ายเมื่อราคาขยับ ด้วยสภาพคล่องที่สูงและการปรับราคาหลายครั้งต่อวันของสมาคมค้าทองคำ ทำให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่คนไทยคุ้นเคยและเข้าถึงง่าย อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าทองคำเป็นสินทรัพย์เพื่อการป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการทำกำไรอย่างรวดเร็ว โดยผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในรูปดอลลาร์อยู่ที่ราว 8-10% ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
ในแง่เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยยังมีกันชนที่แข็งแกร่งพอสมควร โดยข้อมูลระบุว่าทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยอยู่ที่ราว 279,200 ล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน และเมื่อรวมสถานะซื้อขายล่วงหน้าจะอยู่ที่ราว 302,200 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นกันชนขนาดใหญ่ต่อความผันผวน อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากหนี้ครัวเรือนที่สูง การบริโภคที่อ่อนแอ และแรงกดดันจากภายนอก โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2565 เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังไม่ทั่วถึง
มิติที่สามคือทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายและตลาดหุ้นไทย การที่ดอลลาร์อ่อนค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ลดลง มักเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นไทย (SET) เนื่องจากส่วนต่างผลตอบแทนที่แคบลงอาจดึงดูดเงินทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องชั่งน้ำหนักกับความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทั้งในแง่ต้นทุนการผลิต เงินเฟ้อ และดุลการค้า
โดยสรุป ตลาดการเงินโลกในขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะ “สมดุลที่เปราะบาง” มาตรการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ช่วยดับไฟในตลาดบอนด์ได้ชั่วคราว และจุดประกายให้ทองคำ ค่าเงิน และสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัว แต่ปัญหาพื้นฐานทั้งเรื่องเงินเฟ้อ วินัยการคลัง อุปทานหนี้ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงอยู่ครบถ้วน ปัจจัยชี้ขาดที่ต้องจับตาต่อไปคือถ้อยแถลงของประธานเฟด นายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ในการประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่แจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อและสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซในระยะข้างหน้า
สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญของสัปดาห์นี้คือ การกระจายความเสี่ยง (diversification) และการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดยังคงเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด ในภาวะที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ความผันผวนสามารถกลับทิศได้ภายในวันเดียว การมีวินัยและไม่ไล่ตามราคา จึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุด
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น มิใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
