บิตคอยน์จ่อ 80,000 ดอลลาร์ ปิดสัปดาห์แรงสุดรอบ 2 ปี รับแรงหนุนคลังสหรัฐฯ–ETF
สัปดาห์ที่ผ่านมา (17–23 สิงหาคม 2569) กลายเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะจดจำไปอีกนาน เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานขึ้นราว 23–24% ภายในเจ็ดวัน แตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ระดับ 79,461 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม ก่อนย่อลงมาปิดสุดสัปดาห์แถว 77,200 ดอลลาร์ นับเป็นผลงานรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบกว่าสองปี ส่วนอีเธอเรียม (Ethereum) วิ่งแรงยิ่งกว่า โดยพุ่งขึ้นกว่า 30% จากระดับราว 1,880 ดอลลาร์ไปแตะ 2,546 ดอลลาร์ในช่วงหนึ่ง สะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบทั้งกระดานที่ลากยาวไปถึงบรรดาเหรียญทางเลือก (altcoin) รายใหญ่
สิ่งที่ทำให้การดีดตัวรอบนี้แตกต่างจาก “การเด้งหลอก” (fake-out) หลายครั้งก่อนหน้าในปี 2026 คือการที่ปัจจัยหนุนหลายชั้นมาบรรจบกันในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตรจนกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลง เงินไหลเข้ากองทุน ETF สปอตแบบทุบสถิติรายวัน การล้างสถานะขายชอร์ต (short squeeze) มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ และสัญญาณเชิงบวกด้านกฎระเบียบจากทั้งทำเนียบขาว สำนักงาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) และคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) บทความนี้จะพาผู้อ่านไปถอดรหัสแต่ละปัจจัยอย่างละเอียด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดกับพอร์ตของนักลงทุนไทย
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก นักวิเคราะห์หลายสำนักยังเตือนว่าการปรับตัวขึ้นเร็วขนาดนี้ย่อมมาพร้อมความเสี่ยงของการพักฐานในระยะสั้น และแรงขับเคลื่อนหลักของรอบนี้เป็น “เรื่องของสภาพคล่องมหภาค” มากกว่าปัจจัยเฉพาะตัวของคริปโตเอง ซึ่งหมายความว่าทิศทางต่อจากนี้จะผูกติดอย่างใกล้ชิดกับถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดในงานสัมมนา Jackson Hole ปลายเดือนนี้
บิตคอยน์แตะ 79,500 ดอลลาร์: กายวิภาคของการดีดตัวครั้งใหญ่ที่สุดของปี
ย้อนกลับไปต้นสัปดาห์ บิตคอยน์ยังเคลื่อนไหวอย่างซบเซาบริเวณ 62,800–64,000 ดอลลาร์ ต่อเนื่องจากการติดอยู่ในกรอบแคบๆ ใต้แนวต้าน 65,000 ดอลลาร์มานานเกือบหกสัปดาห์ ความไร้ทิศทางดังกล่าวได้กระตุ้นให้เทรดเดอร์จำนวนมากเปิดสถานะขายชอร์ตสะสมไว้บริเวณขอบบนของกรอบ ทว่าภาพทุกอย่างพลิกกลับอย่างรวดเร็วในวันพุธที่ 19 สิงหาคม หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการที่จุดชนวนแรงซื้อมหาศาล
ข้อมูลจาก CoinPaprika ระบุว่า บิตคอยน์เปิดตลาดวันที่ 21 สิงหาคมที่ 73,009 ดอลลาร์ ก่อนพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุด 79,241 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน คิดเป็นการปรับขึ้นราว 8.4% ในรอบ 24 ชั่วโมง และราว 24% ในรอบเจ็ดวัน โดยมูลค่าการซื้อขายรายวันแตะ 50,200 ล้านดอลลาร์ และมูลค่าตลาดรวมของบิตคอยน์ทะยานกลับไปเหนือ 1.56 ล้านล้านดอลลาร์อีกครั้ง กระนั้น ราคาปัจจุบันยังต่ำกว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 126,173 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 อยู่ราว 38%
เส้นทางการวิ่งของราคาเป็นไปแบบเป็นขั้นเป็นตอน โดย crypto.news รายงานว่า บิตคอยน์ดีดจากโซน 62,000–63,000 ดอลลาร์ ทะลุแนวต้าน 65,000 ดอลลาร์ จากนั้นผ่าน 70,000 ดอลลาร์ พักตัวสั้นๆ แถว 72,000 ดอลลาร์ ก่อนไต่ผ่าน 75,000 ดอลลาร์ รวมแล้วบวกกว่า 11,000 ดอลลาร์ภายในเวลาราว 48 ชั่วโมง ขณะที่ข้อมูลจาก CryptoTimes สรุปภาพรวมทั้งสัปดาห์ว่า ราคาเปิดสัปดาห์แถว 62,800 ดอลลาร์ เร่งตัวจากกลางย่าน 64,000 ดอลลาร์ในวันพุธ ปิดเหนือ 69,000 ดอลลาร์ แล้วขยับต่อไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 79,461 ดอลลาร์ในวันศุกร์ ก่อนย่อลงมาแถว 77,000 ดอลลาร์ในวันเสาร์
ณ วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม บิตคอยน์ซื้อขายอยู่ที่ราว 77,210 ดอลลาร์ อ่อนตัวลงเล็กน้อยราว 1% ในรอบวัน สะท้อนภาวะที่ตลาดกำลัง “ทดสอบ” ว่าแรงซื้อจริงในตลาดสปอต (spot) จะประคองราคาไว้ใกล้ระดับสูงสุดได้หรือไม่ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่สภาพคล่องบางเบาและตลาดพันธบัตรปิดทำการ ประเด็นนี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญ เพราะเม็ดเงินจากกองทุน ETF จะหยุดไหลเข้าจนกว่าจะถึงวันจันทร์ และสถานะขายชอร์ตที่เป็นเชื้อเพลิงหนุนราคาส่วนใหญ่ก็ถูกบังคับปิดไปแล้ว
ในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์มองว่าโซน 79,000–80,000 ดอลลาร์กลายเป็นแนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญที่สุดในระยะสั้น หากบิตคอยน์ยืนเหนือ 75,000 ดอลลาร์ได้และเงินไหลเข้า ETF กลับมาต่อเนื่องในสัปดาห์ถัดไป กรอบการฟื้นตัวก็จะแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก่อนเข้าสู่ช่วงที่โครงการซื้อคืนพันธบัตรจะเริ่มมีผลจริงในเดือนกันยายน ในทางกลับกัน การถูกปฏิเสธที่ระดับ 80,000 ดอลลาร์ หรือการหลุด 75,000 ดอลลาร์ อาจเปิดทางให้เกิดแรงขายทำกำไรหรือความเสี่ยงจากการก่อหนี้เลเวอเรจรอบใหม่
“ระเบิดเวลา” จากกระทรวงการคลัง: บทบาทของ Bessent และโครงการซื้อคืนพันธบัตร
หัวใจของการดีดตัวรอบนี้ไม่ได้มาจากพาดหัวข่าวคริปโตโดยตรง แต่มาจากการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เดินเข้าสู่ตลาดพันธบัตรด้วยตนเอง เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม รัฐมนตรีคลัง สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ประกาศว่ากระทรวงจะเพิ่มขนาดสูงสุดของการซื้อคืนพันธบัตรเพื่อเสริมสภาพคล่อง (liquidity-support buyback) สำหรับพันธบัตรระยะยาวขึ้น “อย่างน้อยเท่าตัว” จากเดิมสูงสุด 2,000 ล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการ เป็นอย่างน้อย 4,000 ล้านดอลลาร์ต่อครั้ง ครอบคลุมพันธบัตรอายุ 10 ถึง 30 ปี โดยจะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และดำเนินไปจนถึงวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569
ผลลัพธ์เกิดขึ้นแทบจะทันที Investing.com รายงานว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ปรับลดลงมากถึง 9 จุดเบสิส (basis point) มาอยู่ที่ 5.19% หลังข่าวดังกล่าว หลังจากที่เพิ่งพุ่งขึ้นแตะ 5.337% ในวันก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่าสองทศวรรษ การลดลงของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทำให้สินทรัพย์เสี่ยงน่าสนใจขึ้น เนื่องจากนักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลน้อยลง ประกอบกับเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง ช่วยหนุนให้ทั้งบิตคอยน์และทองคำได้รับแรงซื้อ โดย Reuters รายงานว่าบิตคอยน์ไต่ขึ้นเหนือ 70,000 ดอลลาร์หลังการประกาศของกระทรวงการคลัง ขณะที่หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคริปโตก็ปรับตัวขึ้นตาม
ในวันถัดมา เบสเซนต์ยังส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวยิ่งขึ้น โดยระบุว่าขนาดของการซื้อคืนอาจสูงเกินกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไว้ พร้อมย้ำว่าเป้าหมายคือการส่งสัญญาณว่าอัตราผลตอบแทนในปัจจุบัน “ไม่ได้สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง” และกระทรวงยัง “มีเครื่องมืออีกมากในกล่อง” ถ้อยแถลงนี้ยิ่งตอกย้ำมุมมองว่าทางการพร้อมจะเข้าแทรกแซงเพื่อกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อสภาพคล่องในระบบและความอยากเสี่ยงของนักลงทุน
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำว่ามาตรการดังกล่าว “ไม่ใช่” การผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) หรือการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve control) แต่อย่างใด เพราะกระทรวงการคลังระบุว่าโครงการนี้มีขึ้นเพื่อปรับปรุงสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรระยะยาวเป็นหลัก ไม่ได้สร้างเงินใหม่จากธนาคารกลาง และไม่ได้เข้าซื้อคริปโตโดยตรง กระนั้น สิ่งที่ตลาดตีความคือ “สัญญาณ” ที่ว่าทางการจะไม่ปล่อยให้ต้นทุนการกู้ยืมระยะยาวพุ่งสูงจนเกินไป ซึ่งเพียงพอที่จะจุดชนวนการหมุนเงินเข้าสินทรัพย์เสี่ยง
เจมส์ บัตเตอร์ฟิลล์ (James Butterfill) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares ให้ความเห็นว่าการดีดตัวรอบนี้เป็นเรื่องของมหภาคมากกว่าปัจจัยเฉพาะของคริปโต โดยชี้ว่าบิตคอยน์อ่อนไหวอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงของความคาดหวังด้านสภาพคล่องและอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (real yield) และราคาได้ตอบสนองไปตามนั้น เขามองว่าระดับ 80,000 ดอลลาร์กลายเป็น “เส้นแบ่งสำคัญ” ที่การจะทะลุผ่านได้อย่างเด็ดขาดน่าจะต้องอาศัยการยืนยันว่านโยบายของเฟดกำลังถอยห่างจากการคุมเข้มเพิ่มเติม ซึ่งอาจปรากฏชัดในงาน Jackson Hole
ฉากหลังทางมหภาคที่ควรจับตายังรวมถึงภาระหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่เพิ่งทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในรอบทศวรรษ ขณะที่ต้นทุนการชำระหนี้พุ่งแตะราว 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ในทางทฤษฎี บิตคอยน์ซึ่งมีอุปทานจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ควรได้ประโยชน์จากความกังวลเรื่องการลดค่าเงิน (currency debasement) ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักลงทุนบางส่วนยกให้บิตคอยน์เป็น “ทองคำดิจิทัล” ขณะที่ทองคำจริงเองก็พุ่งขึ้นแตะ 4,602 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
กระนั้น ตลาดพันธบัตรก็มิได้ยอมสยบต่อความพยายามของกระทรวงการคลังโดยง่าย CoinDesk รายงานว่าในช่วงปลายสัปดาห์ เทรดเดอร์ดูเหมือนจะตั้งใจ “ทดสอบ” ความมุ่งมั่นของเบสเซนต์ที่ต้องการกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรลง โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีขยับกลับขึ้นมาที่ 5.28% ส่วนอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้นสู่ 4.73% และที่น่าสนใจคืออายุ 2 ปี ซึ่งได้รับอิทธิพลโดยตรงจากนโยบายเฟด ปรับขึ้นถึง 5.3 จุดเบสิสมาอยู่ที่ 4.24% การขยับขึ้นของผลตอบแทนระยะสั้นสะท้อนว่าตลาดกำลังเพิ่มเดิมพันว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ซ่อนอยู่ใต้บรรยากาศคึกคักของตลาดคริปโต
เงินไหลเข้ากองทุน ETF ทุบสถิติ: BlackRock IBIT ครองสนามด้วยสัดส่วนกว่า 80%
ปัจจัยที่ทำให้การดีดตัวรอบนี้ “มีน้ำหนัก” มากกว่าการเด้งหลอกในอดีต คือความสอดคล้องกันระหว่างราคาสปอตกับข้อมูลกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิ ข้อมูลจาก SoSoValue ที่ Investing.com นำมาวิเคราะห์ระบุว่า กองทุน ETF บิตคอยน์สปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิ 606.29 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 20 สิงหาคม ซึ่งเป็นยอดรายวันสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม โดยลำพัง IBIT ของ BlackRock ดูดเงินไปถึง 502.99 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของยอดทั้งวัน
เมื่อลงลึกในรายกองทุน จะเห็นภาพการกระจุกตัวชัดเจน โดย FBTC ของ Fidelity มีเงินไหลเข้า 64.74 ล้านดอลลาร์ BITB ของ Bitwise เพิ่ม 26.4 ล้านดอลลาร์ ARKB ของ ARK เพิ่ม 12.2 ล้านดอลลาร์ และ BTCO ของ Invesco เพิ่ม 3.6 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ HODL ของ VanEck เป็นกองเดียวที่ติดลบ ด้วยเงินไหลออก 3.6 ล้านดอลลาร์ มูลค่าการซื้อขายรวมทั้งกลุ่ม ETF บิตคอยน์แตะ 5,410 ล้านดอลลาร์ในวันดังกล่าว และสินทรัพย์สุทธิรวมทั้งหมวดพุ่งแตะ 90,160 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินไหลเข้าสะสมนับตั้งแต่เปิดตัวอยู่ที่ 53,400 ล้านดอลลาร์
ความเหนือชั้นของ BlackRock ยิ่งเด่นชัดเมื่อดูตัวเลขสะสม โดยยอดเงินไหลเข้าสะสมของ IBIT อยู่ที่ 62,187 ล้านดอลลาร์ เทียบกับ 10,146 ล้านดอลลาร์ของ FBTC ซึ่งเป็นช่องว่างที่อธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างการแข่งขันในตลาด ETF บิตคอยน์เวลานี้ ก่อนหน้านั้น The Block ยังรายงานว่าในวันที่ 19 สิงหาคม กองทุน ETF บิตคอยน์มีเงินไหลเข้าสุทธิ 517.19 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดสูงสุดในรอบสามเดือนครึ่ง โดย 8 ใน 12 กองทุนมีเงินไหลเข้า นำโดย IBIT ที่ 284.7 ล้านดอลลาร์
ในภาพรายสัปดาห์ BeInCrypto อ้างอิงข้อมูล SoSoValue รายงานว่า กองทุน ETF บิตคอยน์และอีเธอเรียมรวมกันมีเงินไหลเข้าราว 2,600 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 โดยลำพังกองทุนบิตคอยน์มีเงินไหลเข้า 1,920 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ส่วนกองทุนอีเธอเรียมเพิ่ม 697 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดรายสัปดาห์สูงสุดของกอง ETH เอง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรมองภาพให้ครบทุกด้าน เพราะเพียงหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้า (10–14 สิงหาคม) กองทุน ETF บิตคอยน์เพิ่งมีเงินไหลออกสุทธิ 389.7 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นยอดไหลออกรายสัปดาห์สูงสุดในรอบหกสัปดาห์ และหากมองทั้งปี ผลิตภัณฑ์ ETF บิตคอยน์ยังคงมีเงินไหลออกสุทธิสะสมราว 4,760 ล้านดอลลาร์ ตามการติดตามของ TechTimes นอกจากนี้ ดัชนี Coinbase premium ซึ่งวัดว่าผู้ซื้อสถาบันในสหรัฐฯ ยอมจ่ายสูงหรือต่ำกว่าราคาอ้างอิงในตลาดต่างประเทศ ยังติดลบต่อเนื่องยาวนานถึง 90 วันจนถึงวันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีมา บ่งชี้ว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์สถาบันยังคงเปราะบาง
ในฝั่งของอีเธอเรียม กระแสเงินก็คึกคักไม่แพ้กัน โดยกองทุน ETF อีเธอเรียมมีเงินไหลเข้า 221 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 20 สิงหาคม และในวันศุกร์เพิ่มขึ้นถึง 405 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานของ Cointelegraph โดย ETHA ของ BlackRock ดูดเงินไป 165.56 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ FETH ของ Fidelity ตามมาติดๆ ที่ 168.23 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เงินไหลเข้าสะสมของกองทุน ETF อีเธอเรียมทั้งหมดแตะ 13,360 ล้านดอลลาร์ และสินทรัพย์สุทธิพุ่งแตะ 30,350 ล้านดอลลาร์
ประเด็นที่น่าจับตาในเชิงโครงสร้างคือ การที่ Fidelity ยื่นคำขอเพิ่มฟีเจอร์การนำสินทรัพย์ไปวางค้ำเพื่อรับผลตอบแทน (staking) ให้กับกองทุน FETH ซึ่งหากได้รับอนุมัติจาก SEC อาจกลายเป็นปัจจัยหนุนกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF อีเธอเรียมในระยะกลางที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวเลขรายวันในช่วงนี้เสียอีก ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า BlackRock กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำกองทุน ETF ขึ้นสู่บล็อกเชนในรูปแบบโทเคน (tokenization) ซึ่งอาจเปิดฟังก์ชันใหม่ๆ เช่น การซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง และการเชื่อมต่อกับระบบการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi)
ท่ามกลางกระแสเงินที่กระจุกตัวในกองทุนขนาดใหญ่ ยังมีสัญญาณของการคัดกรองผู้เล่นในตลาดด้วยเช่นกัน โดยมีรายงานว่ากองทุน DEFI ซึ่งเป็น ETF บิตคอยน์สปอตของ Hashdex ได้เริ่มกระบวนการเลิกกิจการ (liquidation) เนื่องจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งขนาดสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร สภาพคล่องในการซื้อขาย และต้นทุนการดำเนินงาน สะท้อนภาพว่าแม้ตลาด ETF บิตคอยน์โดยรวมจะเติบโต แต่การแข่งขันที่รุนแรงและการกระจุกตัวของเม็ดเงินในกองทุนชั้นนำอย่าง IBIT ก็กำลังบีบให้กองทุนขนาดเล็กบางแห่งต้องออกจากตลาดไป
อีเธอเรียมนำขบวน altcoin: เมื่อ ETH วิ่งแรงกว่าบิตคอยน์
หนึ่งในจุดเด่นของการดีดตัวรอบนี้คือการที่อีเธอเรียมและเหรียญทางเลือกวิ่งแรงกว่าบิตคอยน์อย่างชัดเจน ข้อมูลจาก CoinPaprika ณ วันที่ 21 สิงหาคม ระบุว่า อีเธอเรียมซื้อขายอยู่ที่ 2,399 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28% ในรอบเจ็ดวัน โซลานา (Solana) อยู่ที่ 91.59 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 21.4% และ XRP อยู่ที่ 1.38 ดอลลาร์ พุ่งขึ้นถึง 38% ในช่วงเวลาเดียวกัน โดย XRP เป็นเหรียญที่เคลื่อนไหวแรงที่สุดในรอบ 24 ชั่วโมง ด้วยการปรับขึ้น 19.3%
ในวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม CoinDesk รายงานว่าอีเธอเรียมเป็นเหรียญหลักที่เคลื่อนไหวแรงที่สุด โดยบวกกว่า 9.2% ในรอบ 24 ชั่วโมง แตะ 2,320 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม และเมื่อถึงวันเสาร์ อีเธอเรียมไต่ขึ้นแตะ 2,546 ดอลลาร์ ก่อนย่อลงมาแถว 2,435 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับขึ้นราว 29.8% ในรอบเจ็ดวัน ตามข้อมูลของ Yahoo Finance กระนั้น ราคายังห่างจากสถิติสูงสุดตลอดกาลของอีเธอเรียมที่ 4,953.73 ดอลลาร์ ซึ่งทำไว้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2568 อยู่พอสมควร
การที่เม็ดเงินไหลกระจายไปยังเหรียญทางเลือกสะท้อนความหวังเรื่อง “ฤดูกาลของ altcoin” (altcoin season) ที่นักลงทุนรอคอย แต่นักวิเคราะห์บางส่วนยังเตือนให้ระวัง โดยข้อมูลจาก TechFlow ที่อ้างอิง CoinStats ณ วันที่ 15 สิงหาคม แสดงว่า มูลค่าตลาดรวมของ 20 เหรียญแรกอยู่ที่ 2.087 ล้านล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้บิตคอยน์คิดเป็นสัดส่วนถึง 60.84% อีเธอเรียม 10.88% และสเตเบิลคอยน์อย่าง USDT และ USDC รวมกันราว 12.2% นั่นหมายความว่ามูลค่าเกือบสามในสี่ของ 20 เหรียญแรกยังกระจุกตัวอยู่ในบิตคอยน์และสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์ ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินทุนยังอยู่ในภาวะตั้งรับ และการปรับขึ้นของ altcoin ก่อนหน้านี้ยังเป็นไปแบบแคบและกระจัดกระจาย
กระนั้น ในสัปดาห์ที่ผ่านมาภาพเริ่มเปลี่ยนไป โดย Ki Young Ju ผู้ก่อตั้ง CryptoQuant ระบุว่าอุปสงค์ของบิตคอยน์กลับมาเป็นบวกทั้งในตลาดสปอตและตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าถาวร (perpetual futures) เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทำสถิติสูงสุดในเดือนตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างที่บ่งชี้ว่าแรงซื้ออาจไม่ได้มาจากการเก็งกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ด้านโจชัว ลิม (Joshua Lim) หัวหน้าฝ่ายตราสารอนุพันธ์ของ FalconX มองว่าการปรับขึ้นของบิตคอยน์อาจชะลอลงจากนี้ และเทรดเดอร์อาจหมุนเงินเข้าสู่เหรียญทางเลือกที่ยังตามหลังการปรับขึ้นรอบนี้ ซึ่งอาจสร้างโอกาสของการเทรดแบบ “ไล่ตาม” (catch-up trade) เช่นในกรณีของ Bitcoin Cash (BCH) ที่พุ่งขึ้นกว่า 21%
ในภาพรวมของมูลค่าตลาด CryptoTimes รายงานว่า มูลค่าตลาดคริปโตรวมทั้งหมดฟื้นตัวขึ้นราว 10% แตะ 2.53 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงกลางสัปดาห์ และรักษาระดับไว้ได้จนถึงสุดสัปดาห์ ขณะที่ดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear & Greed Index) ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากโซน “ความกลัว” (Fear) ที่ระดับ 40 กว่าๆ ขยับขึ้นสู่โซน “ความโลภ” (Greed) ที่ระดับ 62 ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่เดือนมกราคม การพลิกกลับของอารมณ์ตลาดเช่นนี้มักเป็นทั้งสัญญาณบวกที่ช่วยดึงดูดเม็ดเงินใหม่ และในขณะเดียวกันก็เป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดอาจเข้าใกล้ภาวะร้อนแรงเกินไป (overheated) ในระยะสั้น
Short Squeeze เกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ และแรงหนุนจากกฎระเบียบ
เชื้อเพลิงสำคัญที่เร่งให้ราคาพุ่งเร็วผิดปกติคือการล้างสถานะขายชอร์ต หรือ short squeeze หลังราคาทะลุกรอบที่กดทับมานาน The Crypto Times รายงานว่าในวันที่ 20 สิงหาคมเพียงวันเดียว มีการล้างสถานะขายชอร์ตในตลาดคริปโตมูลค่าราว 2,750 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง ขณะที่ CoinDesk ระบุว่าตลอดช่วงวันพฤหัสบดีถึงวันศุกร์ มีสถานะขายชอร์ตถูกบังคับปิดรวมกันราว 4,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทรดเดอร์ที่เปิดสถานะฝั่งขายด้วยเลเวอเรจถูกบังคับให้ปิดสถานะขณะที่ราคาทะลุขึ้น กลไกนี้เองที่ทำให้การปรับตัวขึ้นเร่งความเร็วอย่างรุนแรง
อีกเสาหลักของแรงหนุนคือพัฒนาการด้านกฎระเบียบที่พรั่งพรูออกมาในสัปดาห์เดียวกัน เริ่มจากวันที่ 18 สิงหาคม สำนักงาน ก.ล.ต.สหรัฐฯ (SEC) เสนอกรอบกฎระเบียบใหม่ในชื่อ “Regulation Crypto Assets” ซึ่งวางกรอบให้บริษัทคริปโตสามารถระดมทุนได้ โดยกำหนดข้อยกเว้นการจดทะเบียนสองรูปแบบสำหรับสัญญาการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคริปโต และเปิดช่องให้สตาร์ทอัพระดมทุนได้สูงสุด 5 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ กฎที่เสนอยังอนุญาตให้สินทรัพย์คริปโตบางประเภทหลุดพ้นจากการถูกจัดเป็นหลักทรัพย์ (securities) หลังโครงการบรรลุพันธะด้านการบริหารจัดการหลัก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเครือข่ายที่เติบโตเต็มที่แล้วอย่างบิตคอยน์และอีเธอเรียม
ต่อมาในวันที่ 19–20 สิงหาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เรียกร้องให้สภาคองเกรสเร่งผลักดันร่างกฎหมาย CLARITY Act ในงานที่จัดขึ้นที่ทำเนียบขาว โดยกฎหมายฉบับนี้จะกำหนดให้ชัดเจนว่าคริปโตแต่ละประเภทจะถูกกำกับดูแลในฐานะหลักทรัพย์หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity) อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายยังติดอยู่ในวุฒิสภา และมีกำหนดการลงมติเชิงกระบวนการ (procedural vote) ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์บน Polymarket ประเมินความน่าจะเป็นที่ CLARITY Act จะผ่านภายในปี 2569 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 25% จากจุดต่ำสุดของเดือนที่ 14% แม้บางแหล่งจะประเมินไว้ต่ำกว่าที่ราว 19%
ในฟากของ CFTC คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม (Innovation Advisory Committee) ได้จัดการประชุมครั้งแรกในวันที่ 20 สิงหาคม สะท้อนความตั้งใจของฝ่ายบริหารที่จะเดินหน้านโยบายด้านคริปโตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเห็นว่าประธาน CFTC ไมเคิล เซลิก (Michael Selig) กำลังดำเนินการนำแพลตฟอร์มซื้อขายสัญญาถาวรอย่าง Hyperliquid เข้าสู่สหรัฐฯ ใน “รูปแบบที่ถูกกฎหมายและเป็นไปตามกฎระเบียบอย่างสมบูรณ์” ส่งผลให้เหรียญ HYPE พุ่งขึ้นถึง 17% ในวันดังกล่าว
ไซมอน-ปีเตอร์ มาสซาบนี (Simon-Peter Massabni) หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ XS.com ให้ความเห็นว่า การกลับมาของเม็ดเงินสถาบันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดที่ต้องจับตา โดยเขามองว่าการที่เงินไหลเข้ากองทุน ETF อย่างต่อเนื่องหลายวันติดต่อกัน ถือเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งกว่าการที่ราคาพุ่งขึ้นเพียงวันเดียวมาก ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ที่ให้น้ำหนักกับ “ความยั่งยืน” ของกระแสเงินมากกว่าตัวเลขรายวันที่หวือหวา
หุ้นกลุ่มคริปโตพุ่งตาม: MSTR, COIN และ Circle นำทัพ
การดีดตัวของราคาคริปโตส่งผลบวกต่อหุ้นของบริษัทที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน โดย Strategy (MSTR) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือครองบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในโลก พุ่งขึ้นราว 10–12% และปิดตลาดวันศุกร์ที่ 121.40 ดอลลาร์ หลังทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 123.98 ดอลลาร์ ด้วยปริมาณการซื้อขาย 46.36 ล้านหุ้น ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ย ที่สำคัญ สถานะการถือครองบิตคอยน์จำนวน 840,447 เหรียญของบริษัทกลับมามีกำไรอีกครั้ง โดยมีกำไรที่ยังไม่รับรู้ (unrealized gain) มากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์
หุ้นกลุ่มคริปโตรายอื่นก็ปรับตัวขึ้นเป็นวงกว้าง ทั้ง Coinbase (COIN), MARA Holdings (MARA), Circle Internet Group (CRCL), BitMine Immersion Technologies (BMNR) และ Galaxy Digital ต่างปรับขึ้นราว 5–10% ตามการรายงานของ Investing News Network และ CoinDesk สะท้อนว่าแรงบวกได้แผ่ขยายจากตลาดคริปโตไปสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง
ในภาพรวมของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนพอสมควร โดย CoinDesk รายงานว่าในวันพฤหัสบดี ดัชนี Nasdaq ปิดลบ 1% นำโดยการร่วงลง 9.15% ของหุ้น Walmart หลังผลประกอบการรายไตรมาสน่าผิดหวัง ขณะที่ดัชนี Dow Jones ลดลง 1.3% และ S&P 500 ลดลง 0.85% ซึ่งสะท้อนว่าแม้คริปโตจะคึกคัก แต่ตลาดหุ้นโดยรวมยังเผชิญแรงกดดันเฉพาะตัวจากผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่
อีกพัฒนาการที่น่าสนใจในเชิงการยอมรับเชิงสถาบันคือ ในสหรัฐฯ สำนักงานการเงินเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งสหพันธรัฐ (FHFA) ภายใต้การนำของวิลเลียม พัลตี (William Pulte) ได้สั่งการให้ Fannie Mae และ Freddie Mac เตรียมความพร้อมที่จะนับคริปโตเป็นสินทรัพย์ประกอบการพิจารณาสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการให้สหรัฐฯ เป็น “เมืองหลวงคริปโตของโลก” ขณะเดียวกันในฝั่งเอเชีย บริษัท Metaplanet ของญี่ปุ่นก็มีแผนจะโอนบิตคอยน์จำนวน 2,100 เหรียญ (มูลค่าราว 132 ล้านดอลลาร์) ให้กับบริษัท Super League ที่จดทะเบียนใน Nasdaq เพื่อสร้างแพลตฟอร์มคลังบิตคอยน์ในชื่อ “Superplanet”
มุมมองผู้เชี่ยวชาญและปัจจัยที่ต้องจับตา: Jackson Hole และทิศทางเฟด
แม้บรรยากาศจะเป็นบวก แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าความยั่งยืนของการฟื้นตัวยังต้องรอการพิสูจน์ วินเซนต์ หลิว (Vincent Liu) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Kronos Research บริษัทสัญชาติไต้หวัน ให้สัมภาษณ์กับ Cointelegraph ว่ากองทุน ETF สปอตของทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียมมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของสถาบันที่เพิ่มขึ้น และหากเงื่อนไขมหภาคยังเอื้ออำนวย การไหลเข้าของเม็ดเงินรอบนี้อาจช่วยเสริมสภาพคล่องและสร้างโมเมนตัมให้กับทั้งสองสินทรัพย์
อีกด้านหนึ่ง Geoff Kendrick นักวิเคราะห์จาก Standard Chartered เคยประเมินว่าเขาคาดหวังจะได้เห็นเงินไหลเข้ากองทุน ETF รายวันแตะระดับ 1,000 ล้านดอลลาร์ในบางจุด และถึงกับระบุว่า “มีความเสี่ยงที่คาดการณ์สิ้นปีของผมจะต่ำเกินไป” สะท้อนมุมมองเชิงบวกในระยะยาวของฝั่งสถาบันที่มองว่าการปรับพอร์ตจากสถานะที่ถือครองน้อยเกินไป (underweight) ประกอบกับความผันผวนที่ลดลง จะเป็นแรงหนุนต่อราคาบิตคอยน์
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกเสียงจะมองในแง่ดี โดยมีรายงานว่า เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) นักลงทุนระดับตำนาน ได้ออกมาเรียกร้องให้ใช้แนวทางที่ระมัดระวังต่อบิตคอยน์ท่ามกลางความกังวลเรื่องหนี้ ซึ่งเป็นการเตือนสติที่สำคัญว่าการปรับขึ้นเร็วขนาดนี้ย่อมมาพร้อมความเสี่ยง
สายตาของตลาดเวลานี้จับจ้องไปที่งานสัมมนาเศรษฐกิจ Jackson Hole ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ภายใต้ธีมประจำปี 2569 ว่า “นวัตกรรมทางการเงิน: นัยต่อระบบการชำระเงินและนโยบาย” (Financial Innovation: Implications for Payments and Policy) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่งานสัมมนานี้หยิบยกประเด็นการชำระเงินดิจิทัลและเทคโนโลยีทางการเงินขึ้นมาเป็นกรอบหลักโดยตรง โดยประธานเฟด เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งตลาดจะจับตาการประเมินภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์ในตลาดพันธบัตรอย่างใกล้ชิด
ประเด็นดอกเบี้ยยังคงเป็นตัวแปรสำคัญ ปัจจุบันเฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5–3.75% ขณะที่เครื่องมือ CME FedWatch สะท้อนว่าตลาดประเมินความน่าจะเป็นที่เฟดจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายนไว้ที่ราว 40–42% เพิ่มขึ้นจาก 33% เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้า และความน่าจะเป็นที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในปี 2569 พุ่งขึ้นไปถึงราว 72% ซึ่งเป็นภาพที่สวนทางกับการปรับขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง และเป็นเหตุผลว่าทำไมถ้อยแถลงของวอร์ชจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางระยะสั้น
ในเชิงฤดูกาล บิตคอยน์กำลังจะปิดเดือนสิงหาคมด้วยผลตอบแทนเป็นบวกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564 โดยบวกไปแล้วราว 15% ในเดือนนี้ และมีแนวโน้มจะทำกำไรรายไตรมาสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2568 แต่นักลงทุนควรระวังว่าเดือนกันยายนถือเป็นเดือนที่บิตคอยน์มักให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในเชิงสถิติ โดยเฉลี่ยติดลบราว 3% ประกอบกับปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ที่อัดแน่นด้วยข้อมูลสำคัญ ทั้งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ยอดขายบ้านใหม่ ตัวเลข GDP ไตรมาส 2 (ครั้งแรก) และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
โดยสรุป การดีดตัวของตลาดคริปโตในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นผลจากการบรรจบกันของปัจจัยหนุนหลายชั้น ทั้งการแทรกแซงตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้การนำของเบสเซนต์ เงินไหลเข้ากองทุน ETF ที่ทุบสถิติรายวันและรายสัปดาห์ การล้างสถานะขายชอร์ตมูลค่ามหาศาล และสัญญาณเชิงบวกด้านกฎระเบียบจากทั้งฝ่ายบริหาร SEC และ CFTC จุดสำคัญที่ทำให้รอบนี้ต่างจากการเด้งหลอกในอดีตคือการที่ราคาสปอตและข้อมูลกระแสเงินเคลื่อนไหวสอดคล้องกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน แต่ความยั่งยืนยังต้องรอการพิสูจน์ในสัปดาห์ถัดไป
สำหรับนักลงทุนไทย มีหลายมิติที่ควรพิจารณา ประการแรก การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่เป็นผลพลอยได้จากการกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตร มักส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาท มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการแปลงมูลค่าผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ นักลงทุนที่ถือครองคริปโตหรือหุ้นสหรัฐฯ ผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศจึงควรคำนึงถึงความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX risk) ควบคู่ไปกับความเสี่ยงของตัวสินทรัพย์เอง
ประการที่สอง การพัฒนากรอบกฎระเบียบในสหรัฐฯ ทั้ง Regulation Crypto Assets ของ SEC และร่าง CLARITY Act มีแนวโน้มจะสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรมคริปโตทั่วโลกในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางการกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ของไทยและภูมิภาคในอนาคต นักลงทุนไทยที่ซื้อขายผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศ ควรติดตามพัฒนาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพราะความชัดเจนด้านกฎระเบียบมักเป็นปัจจัยหนุนการเข้ามาของเม็ดเงินสถาบันในระยะยาว
ประการที่สาม แม้บรรยากาศตลาดจะคึกคัก แต่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามสัญญาณเตือนหลายประการ ทั้งดัชนี Coinbase premium ที่ติดลบยาวนานเป็นประวัติการณ์ ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปสงค์สถาบันในสหรัฐฯ ยังเปราะบาง การที่ ETF บิตคอยน์ยังมีเงินไหลออกสุทธิสะสมตลอดทั้งปี และความเสี่ยงเชิงฤดูกาลของเดือนกันยายน ประกอบกับความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่ตลาดยังให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าการลด ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจจุดชนวนการพักฐานได้ทุกเมื่อ
ในแง่ของช่องทางการเข้าถึง นักลงทุนไทยที่สนใจธีมการฟื้นตัวรอบนี้มีทางเลือกหลากหลาย ตั้งแต่การซื้อขายเหรียญโดยตรงผ่านศูนย์ซื้อขายที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย ไปจนถึงการลงทุนในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับคริปโตในตลาดสหรัฐฯ อย่าง MSTR, COIN หรือ CRCL ผ่านบัญชีหลักทรัพย์ต่างประเทศ ทั้งนี้ ควรตระหนักว่าหุ้นกลุ่มดังกล่าวมักเคลื่อนไหวด้วยความผันผวนที่รุนแรงกว่าราคาบิตคอยน์เองหลายเท่า เพราะมีลักษณะเป็น “ตัวแทนที่มีเลเวอเรจ” (levered proxy) ต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล การปรับขึ้นแรงในช่วงตลาดขาขึ้นจึงมาพร้อมความเสี่ยงของการปรับลงที่รุนแรงไม่แพ้กันในช่วงตลาดขาลง
นอกจากนี้ ทิศทางของตลาดหุ้นไทย (SET) และค่าเงินบาทในระยะถัดไปจะได้รับอิทธิพลจากกระแสเงินทุนต่างชาติและทิศทางนโยบายของเฟดเช่นเดียวกับตลาดคริปโต หากถ้อยแถลงในงาน Jackson Hole ออกมาในโทนที่ผ่อนคลายกว่าคาด และเงินดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่อง ก็อาจเป็นปัจจัยหนุนการไหลเข้าของเงินทุนสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียรวมถึงไทย ในทางกลับกัน หากวอร์ชส่งสัญญาณคุมเข้มเพื่อสกัดเงินเฟ้อ สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงคริปโตและหุ้นไทยก็อาจเผชิญแรงกดดันพร้อมกัน ดังนั้นการติดตามปฏิทินเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญต่อการวางกลยุทธ์การลงทุนไม่แพ้การวิเคราะห์ปัจจัยเฉพาะของคริปโต
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากการดีดตัวรอบนี้คือ ตลาดคริปโตในปัจจุบันเชื่อมโยงกับปัจจัยมหภาคและนโยบายการเงินอย่างแนบแน่นยิ่งกว่าที่เคย การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงินดอลลาร์ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด กลายเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อราคาบิตคอยน์ไม่แพ้ปัจจัยภายในของตลาดคริปโตเอง นักลงทุนไทยที่ต้องการมีส่วนร่วมในตลาดนี้จึงควรบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ กระจายการลงทุน และลงทุนด้วยเงินที่พร้อมรับความผันผวนได้ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญอย่างงาน Jackson Hole และการประชุมเฟดเดือนกันยายนที่กำลังจะมาถึง
หมายเหตุ: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลข่าวสารเท่านั้น มิใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูงและมีความผันผวนรุนแรง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินที่ได้รับใบอนุญาตก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
