ศึกธนาคารกลางโลก! เฟดยุค Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ECB-BOJ นำหน้าไปแล้ว

ศึกธนาคารกลางโลก! เฟดยุค Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ECB-BOJ นำหน้าไปแล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดของปีสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่างจัดประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในกรอบเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ในจังหวะเดียวกันก็มีข่าวดีเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็ว สร้างความผันผวนสองด้านที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ไฮไลต์สำคัญที่สุดอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งแรกของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งแม้จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% ตามคาด แต่กลับส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่าเป็น “hawkish” อย่างชัดเจน ด้วยการตัดวลี “เอียงไปทางผ่อนคลายนโยบาย” ออกจากแถลงการณ์ พร้อมเปิดเผยว่ากรรมการเฟด 9 จาก 18 คน คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเทขายอย่างหนักในวันประกาศ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงปลายสัปดาห์

เฟดยุควอร์ชเปิดตัวด้วยท่าที Hawkish เหนือความคาดหมาย

การประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพราะเป็นครั้งแรกที่เควิน วอร์ช นั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แทนที่เจอโรม พาวเวลล์ที่ครบวาระไป

ผลการประชุมออกมาตามคาดในส่วนของอัตราดอกเบี้ย คือคงไว้ที่ช่วง 3.5-3.75% ด้วยมติเป็นเอกฉันท์ ซึ่งเป็นระดับที่เฟดคงไว้ตั้งแต่ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.75% ในช่วงปลายปี 2025 แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ตลาดคือเนื้อหาแถลงการณ์ที่สั้นกระชับเพียง 130 คำ เทียบกับแถลงการณ์ครั้งก่อนหน้าที่มีความยาวถึง 341 คำ สะท้อนแนวทางของวอร์ชที่วิจารณ์เฟดมาตลอดว่า “สื่อสารมากเกินไป”

ประเด็นที่กระทบตลาดหนักที่สุดคือการตัดวลี “easing bias” หรือการส่งสัญญาณเอียงไปทางผ่อนคลายนโยบายในอนาคตออกจากแถลงการณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้กรรมการเฟด 3 คนเคยลงมติคัดค้านในประเด็นนี้มาแล้วในการประชุมเดือนเมษายน นอกจากนี้ ตัวเลขคาดการณ์ดอกเบี้ยกลางปี หรือ “dot plot” ยังแสดงให้เห็นว่ากรรมการเฟด 9 จาก 18 คน มองว่าดอกเบี้ยควรปรับขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ พลิกจากการประชุมเดือนมีนาคมที่ไม่มีใครมองเห็นแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยเลย

สิ่งที่สร้างความน่าสนใจเป็นพิเศษคือ วอร์ชเลือกที่จะไม่ส่งตัวเลขคาดการณ์ดอกเบี้ยของตัวเองเข้าร่วมใน dot plot โดยให้เหตุผลว่า “มันไม่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินนโยบาย” พร้อมประกาศจัดตั้งคณะทำงาน 5 ชุด เพื่อทบทวนการดำเนินงานของเฟดในด้านการสื่อสาร งบดุล ข้อมูลเศรษฐกิจ ผลิตภาพ และกรอบการวัดเงินเฟ้อ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มทำงานภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ปฏิกิริยาของตลาดสะท้อนความกังวลอย่างชัดเจน ดัชนี S&P 500 ปิดลบ 1.2% ดัชนี Nasdaq Composite ร่วง 1.3% และดัชนีดาวโจนส์ลดลงกว่า 506 จุดในวันประกาศ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ซึ่งสะท้อนความคาดหวังดอกเบี้ยระยะสั้นได้ดีที่สุด พุ่งขึ้นถึง 16 basis points ในวันเดียว และเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่าตลาดให้น้ำหนักความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนตุลาคมสูงถึง 60.7% เพิ่มขึ้นจากก่อนการประชุมที่นักลงทุนยังมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดในเดือนธันวาคม

นักเศรษฐศาสตร์มองสถานการณ์นี้ในเชิงตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของวอร์ชที่เคยถูกมองว่าเป็นสาย “dovish” หรือสนับสนุนดอกเบี้ยต่ำ แมทธิว ลุซเซ็ตติ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์สหรัฐฯ จาก Deutsche Bank ให้ความเห็นว่าความเสี่ยงที่เฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนจากสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้ ขณะที่เกรกอรี ดาโก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก EY ระบุว่าแม้วอร์ชจะถูกมองว่ามีแนวคิดแบบ dovish โดยทั่วไป แต่เขากำลังรับช่วงต่อคณะกรรมการที่มีท่าที hawkish ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยกรรมการหลายคนเริ่มเสนอว่าการขึ้นดอกเบี้ยควรเป็นตัวเลือกที่ยังเปิดไว้ หากเงินเฟ้อยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย

ECB ขยับก่อนใคร ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี

ก่อนหน้าการประชุมเฟดเพียงไม่กี่วัน ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้สร้างความเซอร์ไพรส์ให้ตลาดด้วยการประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points ในการประชุมวันที่ 11 มิถุนายน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (deposit facility rate) ซึ่งเป็นดอกเบี้ยนโยบายหลักของ ECB ปรับขึ้นจาก 2.00% เป็น 2.25% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของ ECB ในรอบเกือบ 3 ปี

เหตุผลหลักที่ทำให้ ECB ต้องเปลี่ยนทิศทางจากวงจรการลดดอกเบี้ยมาเป็นการขึ้นดอกเบี้ยคือ อัตราเงินเฟ้อในยูโรโซนที่เร่งตัวขึ้นแตะ 3.2% ในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2023 ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation) ที่ตัดราคาพลังงานและอาหารออกก็ปรับขึ้นจาก 2.2% ในเดือนเมษายนเป็น 2.5% ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งบ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคพลังงานเท่านั้น แต่เริ่มกระจายไปยังภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจแล้ว

คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ระบุในการแถลงข่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้มีความแข็งแกร่งในทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้ของวิกฤตพลังงาน โดยเงินเฟ้อด้านพลังงานที่พุ่งสูงถึง 10.9% ในปัจจุบันกำลังขยายตัวไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ ทำให้ ECB ไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป พร้อมเผยตัวเลขคาดการณ์เงินเฟ้อชุดใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ 3.0% ในปี 2026 ก่อนค่อยๆ ลดลงเป็น 2.3% ในปี 2027 และ 2.0% ในปี 2028

ด้านอิซาเบล ชนาเบล หนึ่งในกรรมการบริหารของ ECB ที่ขึ้นชื่อเรื่องท่าที hawkish ได้ออกมาเตือนล่วงหน้าก่อนการประชุมว่า ECB ควรขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่ต้องรอผลการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน เนื่องจากระยะเวลาของความขัดแย้งและระดับราคาพลังงานที่สูงได้ส่งผลกระทบไปยังเศรษฐกิจในวงกว้างแล้ว และยังคาดการณ์ว่าเงินเฟ้ออาจพุ่งแตะระดับ 4% ก่อนสิ้นปีนี้ด้วยซ้ำ ขณะที่ฟิลิป เลน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ECB ยืนยันว่าสถานการณ์เลวร้ายลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนมีนาคม

ผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้สะท้อนชัดในตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของ ECB เอง โดยปรับลดคาดการณ์การเติบโตของ GDP ยูโรโซนปี 2026 ลงมาเหลือเฉลี่ยเพียง 0.8-0.9% สะท้อนผลกระทบที่รุนแรงขึ้นของสงครามต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รายได้ภาคครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นอกจากนี้ตลาดยังให้น้ำหนักความเป็นไปได้ราว 50% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนกันยายน ซึ่งบ่งชี้ว่าครั้งนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวงจรการคุมเข้มนโยบายการเงินรอบใหม่ ไม่ใช่การปรับเพียงครั้งเดียวเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

BOJ ขึ้นดอกเบี้ยแตะระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี เยนยังเปราะบาง

อีกหนึ่งธนาคารกลางที่ขยับก่อนเฟดคือธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points ในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายน ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายขยับขึ้นจาก 0.75% เป็น 1.00% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 1995 หรือกว่า 30 ปีที่แล้ว สะท้อนการเดินหน้าสู่ภาวะปกติทางการเงิน (policy normalization) ที่ญี่ปุ่นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2024

การลงมติครั้งนี้แบ่งออกเป็น 7 ต่อ 1 เสียง โดยมีกรรมการเพียงคนเดียวคือ โทอิจิโร อาซาดะ ที่คัดค้านและเสนอให้คงดอกเบี้ยไว้ก่อน ด้วยเหตุผลว่าความเสี่ยงด้านการผลิตและการจ้างงานยังมีมากกว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ แต่เสียงส่วนใหญ่ของคณะกรรมการมองว่าจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดไม่ให้แรงกระแทกจากราคาพลังงานที่เกิดจากสงครามอิหร่านลุกลามไปสู่เงินเฟ้อในวงกว้าง

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ BOJ ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยคือค่าเงินเยนที่ยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ทางการญี่ปุ่นต้องทุ่มเงินกว่า 11.7 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 73,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแทรกแซงตลาดในเดือนพฤษภาคม แต่เยนก็ยังอ่อนค่ากลับมาแตะระดับ 160 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้งในเดือนมิถุนายน เจสเปอร์ โคลล์ ผู้อำนวยการบริหารของ Monex Group ในโตเกียว เปรียบเทียบสถานการณ์นี้ว่าเหมือนการเหยียบเบรกพร้อมกับยังเหยียบคันเร่งไปด้วย ซึ่งในกรณีที่ดีที่สุดผู้โดยสารก็ได้แค่ความสนุกชั่วครู่ แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุดผ้าเบรกจะไหม้หมด สะท้อนว่าการแทรกแซงตลาดเพียงอย่างเดียวโดยไม่ปรับนโยบายการเงินไม่เพียงพอที่จะหยุดการอ่อนค่าของเยนได้

ผลตอบรับจากตลาดหุ้นญี่ปุ่นออกมาในเชิงบวกแปลกๆ เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ดัชนี Nikkei 225 ปรับขึ้นราว 1% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทะลุ 70,000 จุด เนื่องจากความไม่แน่นอนก่อนการประชุมได้คลี่คลายลงไปแล้ว ริวโซ ฮิมิโน รองผู้ว่าการ BOJ ยืนยันว่าธนาคารกลางจะยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไป โดยจังหวะและความเร็วจะขึ้นอยู่กับผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่น พร้อมเตือนว่าเงินเฟ้อพื้นฐานมีความเสี่ยงที่จะเบี่ยงเบนสูงกว่าเป้าหมาย 2% เนื่องจากต้นทุนสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม

ราคาน้ำมันร่วงแรง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงกรอบสันติภาพ

ขณะที่ธนาคารกลางต่างๆ กำลังต่อสู้กับแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง ข่าวดีก็มาในจังหวะที่ใกล้เคียงกัน เมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 3 เดือน โดยมีนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ เป็นตัวกลางในการเจรจา ข้อตกลงนี้มีผลบังคับใช้ทันที โดยอิหร่านตกลงจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาทันที ขณะที่สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านในทันทีเช่นกัน

ผลกระทบต่อตลาดน้ำมันปรากฏชัดเจนทันที ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงต่อเนื่อง 2 วันติดต่อกันรวมประมาณ 5% ก่อนลดลงต่ออีกเกือบ 1% จนแตะระดับ 78.24 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม หรือเพียง 3 วันหลังจากสงครามปะทุขึ้น แม้ราคาจะยังคงสูงกว่าระดับก่อนสงครามราว 7% แต่ก็ลดลงมาอย่างมากจากจุดสูงสุดที่เคยพุ่งขึ้นกว่า 50% ในช่วงความขัดแย้งรุนแรงที่สุด

วันดานา ฮารี ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน Vanda Insights ในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่าการร่วงลงของราคาน้ำมันครั้งนี้เป็นผลจากความรู้สึกของตลาด (sentiment-driven) เป็นหลัก เนื่องจากตลาดกำลังคาดการณ์ล่วงหน้าถึงการเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการกลับมาของการขนส่งน้ำมันตามปกติ โดยตลาดอาจกำลังตีราคาในสถานการณ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์หรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจปะทุขึ้นมาใหม่ยังไม่ได้ถูกนำมาคำนวณอย่างเพียงพอ

ตัวเลขที่สะท้อนความรุนแรงของวิกฤตที่ผ่านมาคือ ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันในตลาดโลกราว 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 500 ลำที่ยังคงรอออกจากอ่าวเปอร์เซียผ่านช่องแคบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บริษัทเดินเรือหลายแห่งยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในเรื่องความปลอดภัยของเรือและลูกเรือในช่องแคบ ทำให้การกลับมาสู่ภาวะปกติอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

การร่วงลงของราคาน้ำมันส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นทั่วเอเชียและตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ โดยดัชนีตลาดหุ้นเอเชียปรับขึ้นอย่างกว้างขวางจากความหวังเรื่องสันติภาพ ขณะที่นักลงทุนเริ่มผ่อนคลายความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน แม้ในอีกด้านหนึ่งความกังวลเรื่องดอกเบี้ยจากท่าที hawkish ของเฟดยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่คอยฉุดบรรยากาศการลงทุนอยู่เป็นระยะ

ทองคำ พันธบัตร และทิศทางตลาดการเงินที่นักลงทุนต้องจับตา

ความผันผวนจากทั้งสองแรงที่กระทบกันคือความกังวลเงินเฟ้อ/ดอกเบี้ยฝั่งหนึ่ง กับความคลี่คลายของสงครามอีกฝั่งหนึ่ง ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาลเคลื่อนไหวในทิศทางที่น่าสนใจ ราคาทองคำ (XAU/USD) ล่าสุดเทรดอยู่ที่ระดับประมาณ 4,155.59 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเป็นกลางถึงลบในระยะกลาง เนื่องจากแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

ด้านตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 4.55% ขณะที่พันธบัตรอายุ 2 ปี ซึ่งสะท้อนมุมมองตลาดต่อทิศทางดอกเบี้ยระยะสั้นได้แม่นยำกว่า ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 สะท้อนว่านักลงทุนในตลาดตราสารหนี้เริ่มปรับมุมมองให้สอดคล้องกับท่าที hawkish ของเฟดยุคใหม่มากขึ้น

นักวิเคราะห์จาก BlackRock Investment Institute ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ประเด็นสำคัญที่ตลาดต้องติดตามต่อไปคือ การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ จะยังแข็งแกร่งพอที่จะหักล้างผลกระทบจากดอกเบี้ยที่อาจอยู่สูงนานกว่าที่คาดได้หรือไม่ โดยมองว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอาจเป็นกลุ่มเดียวที่มีศักยภาพฝ่าฟันแรงกดดันจากดอกเบี้ยได้ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และความเชื่อมั่นในธีมการเติบโตระยะยาวของอุตสาหกรรมนี้

ในภาพรวม สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ตลาดการเงินโลกในขณะนี้มีความซับซ้อนเป็นพิเศษคือการที่ธนาคารกลางหลักทั้ง 3 แห่งของโลก ได้แก่ BOJ, ECB และ Fed ต่างเผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อจากแหล่งเดียวกันคือราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงคราม แต่กลับเลือกแนวทางตอบสนองที่แตกต่างกันไปตามบริบทเศรษฐกิจภายในของตนเอง โดย BOJ และ ECB เลือกขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว ขณะที่เฟดยังคงรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแต่ก็เปิดทางให้การขึ้นดอกเบี้ยเป็นไปได้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์ในสัปดาห์นี้ส่งสัญญาณที่ต้องระมัดระวังในหลายมิติ ประการแรก ทิศทางดอกเบี้ยโลกที่อาจอยู่สูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ จะส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจไทยที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศหรือต้องพึ่งพาการกู้ยืมจากตลาดทุนโลกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่อาจกว้างขึ้นหากเฟดขึ้นดอกเบี้ยจริงตามที่ dot plot ส่งสัญญาณไว้ ก็อาจสร้างแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าและกระตุ้นการไหลออกของเงินทุนต่างชาติจากตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยได้

ประการที่สอง การที่ราคาน้ำมันดิบร่วงลงจากข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ถือเป็นข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ เพราะจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าพลังงานและบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศ ซึ่งอาจเปิดทางให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการดำเนินนโยบายการเงินช่วงครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังความเสี่ยงที่ข้อตกลงสันติภาพอาจไม่ราบรื่นตามที่คาด เนื่องจากยังมีรายละเอียดการปฏิบัติตามพันธสัญญาที่ต้องติดตาม รวมถึงความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลายเต็มที่

ประการที่สาม ในด้านการจัดสรรพอร์ตลงทุน ความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดบอนด์ที่เกิดจากความไม่แน่นอนเชิงนโยบายของเฟดยุคใหม่ อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยที่มีสายป่านยาวในการพิจารณาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง แม้ราคาทองคำในระยะสั้นจะถูกกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น แต่ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีอยู่ก็เป็นปัจจัยหนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะยาวเช่นกัน

โดยรวมแล้ว ช่วงเวลานี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิทัศน์นโยบายการเงินโลก ที่นักลงทุนไทยจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิดทั้งทิศทางของเฟดยุควอร์ชที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ความคืบหน้าของข้อตกลงสันติภาพตะวันออกกลาง และผลกระทบต่อเนื่องที่จะส่งผ่านมาถึงค่าเงินบาท อัตราดอกเบี้ยในประเทศ และทิศทางการไหลของเงินทุนต่างชาติในตลาดทุนไทยต่อไป

Similar Posts

  • |

    ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

    ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    หุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในช่วงก่อนตลาดเปิด: Seagate, Robinhood, Humana, Generac และอื่นๆ

    ช่วงก่อนตลาดเปิดทำการในวันพุธ มีหุ้นหลายตัวที่เคลื่อนไหวรุนแรงอย่างผิดปกติ หลังจากบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ทั้งที่ออกมาดีเกินคาดและน่าผิดหวังกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ภาพรวมของฤดูกาลประกาศผลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวและสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย กับบริษัทที่ยังคงดิ้นรนกับแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ชนะแห่งวัน: หุ้นที่พุ่งขึ้นแรง Seagate Technology คือดาวเด่นที่สุดของวัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 18% หลังจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายนี้ประกาศแนวโน้มที่แข็งแกร่งอย่างมากสำหรับไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ โดยคาดว่าจะมีรายได้ 3,450 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 100 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุง 5 ดอลลาร์ บวกลบ 20 เซนต์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่กำไร 3.97 ดอลลาร์ต่อหุ้นและรายได้ 3,160 ล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอย่างกระตือรือร้น ผลของ Seagate ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังกลุ่มหุ้นหน่วยความจำทั้งหมด โดย Western Digital พุ่งขึ้นมากกว่า 10%, Sandisk ขยับขึ้น 7.5% และ Micron เพิ่มขึ้นกว่า 4% NXP Semiconductors ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเช่นกัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 18.5%…

  • |

    Private Credit มูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ จุดชนวนความกังวลด้านเสถียรภาพโลก หน่วยงานกำกับดูแลส่งสัญญาณเตือน

    ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่พุ่งสูง และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ มีความเสี่ยงอีกประเภทหนึ่งที่กำลังเติบโตอย่างเงียบๆ แต่ทรงพลังอย่างมากในระบบการเงินโลก นั่นคือ Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนที่ไม่ผ่านตลาดทุนสาธารณะ Financial Stability Board (FSB) หน่วยงานกำกับดูแลเสถียรภาพทางการเงินระดับโลกที่ประกอบด้วยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล และรัฐมนตรีการคลังจากประเทศกลุ่ม G20 ออกรายงานที่ครอบคลุมและเตือนอย่างชัดเจนในวันพุธว่า อุตสาหกรรม Private Credit ที่กำลังเติบโตจนมีมูลค่าใกล้ 2 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังสร้างความเปราะบางให้กับตลาดการเงินโดยรวม และเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลในระดับชาติเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้โดยเร็ว Private Credit คืออะไร และทำไมมันถึงเติบโตขึ้นมาขนาดนี้? ก่อนที่จะเข้าใจความเสี่ยงที่ FSB กำลังเตือน จำเป็นต้องเข้าใจว่า Private Credit คืออะไรและมันเติบโตมาได้อย่างไร Private Credit หรือสินเชื่อเอกชนคือการปล่อยกู้โดยตรงจากกองทุนและนักลงทุนสถาบันไปยังบริษัทต่างๆ โดยไม่ผ่านธนาคารพาณิชย์หรือตลาดตราสารหนี้สาธารณะ มันเปรียบเสมือน “ธนาคารเงาที่มีขนาดใหญ่มาก” ที่ดำเนินงานนอกสายตาของสาธารณชนและนอกระบบกำกับดูแลแบบดั้งเดิม รากเหง้าของการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Private Credit มาจากวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 เมื่อธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการลงทุนถอนตัวออกจากการปล่อยกู้ในส่วนที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่ที่เข้มงวดขึ้น ช่องว่างที่เกิดขึ้นนั้นถูกเติมเต็มโดยกองทุน Private Credit…

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น)…

  • |

    ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

    ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *