ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด
ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักอย่างยิ่ง หลังจากสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ประกอบกับ IPO ของ SpaceX ที่กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สองปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงตั้งแต่เช้าวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน ท่ามกลางกระแสความกังวลที่คลี่คลาย นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bloomberg ต่างชี้ว่านี่คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนโลกที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม
สหรัฐ-อิหร่านจับมือหยุดสงคราม ตลาดเอเชียพุ่งทะยาน
ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดตราสารหนี้ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นราว 3% ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับขึ้นกว่า 1.2% ส่วนนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่การปิดทำการในระดับสถิติสูงสุด ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ น้ำมันดิบ Brent ลดลงกว่า 4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นหลังการประกาศข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเพื่อยุติสงคราม โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 5.5% ในช่วงเช้า ขณะที่โคสปีของเกาหลีใต้กระโจนขึ้นถึง 5.7% ไต้หวันเพิ่มขึ้นราว 2.7% ออสเตรเลียบวก 1.5% และฮ่องกงปรับขึ้นราว 1% ก่อนจะคืนกำไรบางส่วนในช่วงสาย ขณะที่ฟิวเจอร์สของ S&P 500 และ Nasdaq Composite ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 1% และ 1.8% ตามลำดับนอกตลาดปกติ
การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่าหนึ่งในห้าของโลก ได้กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนมาตลอดหลายเดือน สำนักข่าวต่างๆ รายงานว่ารองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Kazem Gharibabadi ยืนยันว่าบรรลุข้อตกลงแล้ว และระบุว่าข้อความเต็มจะถูกเปิดเผยหลังพิธีลงนามในสวิตเซอร์แลนด์ โดยข้อตกลงนี้ครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การถอนการปิดล้อมทางทะเล การรื้อถอนโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจหากเตหะรานปฏิบัติตาม
SpaceX IPO ทำลายทุกสถิติ เปลี่ยนโฉมหน้าตลาดทุนอเมริกัน
ก่อนหน้าข่าวสันติภาพ เหตุการณ์สะเทือนตลาดที่สร้างความตื่นเต้นทั้งสัปดาห์คือการเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของอีลอน มัสก์ หุ้น SpaceX เปิดซื้อขายที่ราคา 150 ดอลลาร์ต่อหุ้นในวันแรก และพุ่งขึ้นกว่า 30% ในช่วงหนึ่ง ก่อนจะปิดที่ 160.95 ดอลลาร์ บวก 19% จากราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทแตะ 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสูงสุด การ IPO ครั้งนี้ระดมทุนได้ 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท และทำให้อีลอน มัสก์ กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์
Fortune รายงานว่า การ IPO ของ SpaceX มีมูลค่ารวมถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ มีความต้องการซื้อสูงมากจนหุ้น oversubscribed หรือถูกจองซื้อเกินจำนวน ขณะที่นักวิเคราะห์ยังแตกออกเป็นสองฝ่ายว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นสาธารณะในระยะยาวหรือไม่ เนื่องจากมูลค่าที่สูงลิ่วอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าราคาหุ้นในวันแรก คือผลกระทบที่ SpaceX IPO มีต่อภาพรวมตลาด Bloomberg วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเริ่มขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวมาหลายปี และอาจอยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุคดอตคอม เพราะในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา หุ้นหายไปจากมือสาธารณะเรื่อยๆ ผ่านการซื้อคืนหุ้นของบริษัทใน S&P 500 มูลค่ารวมเกือบ 12 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้นักลงทุนกำลังจะได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ supply หุ้นไหลกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว
Fortune เพิ่มเติมว่า นอกเหนือจาก SpaceX แล้ว OpenAI และ Anthropic ต่างวางแผนจะเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ ขณะที่ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ก็ออกขายหุ้นเพิ่มทุนมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณหุ้นใหม่ที่หลั่งไหลเข้าตลาดพร้อมกันทำให้เกิดคำถามว่าตลาดจะรองรับอุปสงค์ทั้งหมดได้หรือไม่
AI ยังคงครองตลาด Nvidia พุ่ง Goldman Sachs ตั้ง Target $285
แม้ความตื่นเต้นจาก SpaceX IPO จะสูงมาก แต่หัวใจที่แท้จริงของตลาดหุ้นยังคงเป็นเรื่อง AI ซึ่ง Nvidia คือดาวเด่นที่ไม่มีใครโต้เถียง CNBC รายงานว่า Goldman Sachs ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดโดย นักวิเคราะห์ James Schneider ยืนยันคำแนะนำ “ซื้อ” และตั้งราคาเป้าหมาย Nvidia ที่ 285 ดอลลาร์ โดยระบุว่า Nvidia กำลังรุกเข้าสู่ตลาด PC อย่างก้าวร้าวผ่านชิปรุ่นใหม่ที่ประกาศในงาน Computex ขณะเดียวกันก็รักษาความได้เปรียบด้าน data center ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง Schneider กล่าวว่าราคาเป้าหมายดังกล่าวสะท้อน upside ราว 35% และบริษัทยังคงมี “เส้นทางตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงบวก” รออยู่ข้างหน้า รวมถึงความชัดเจนมากขึ้นเรื่องแผน capex ของ hyperscaler ไปจนถึงปี 2570
ข้อมูลจากรายงานประจำปีของ Nvidia ชี้ให้เห็นว่าในปีงบประมาณ 2569 รายได้จากกลุ่ม data center ทะลุ 193,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้รวมของบริษัทอยู่ที่ 215,900 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Nvidia แทบจะกลายเป็นบริษัท “mono-business” ที่พึ่งพา AI infrastructure เป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ก็ออกมาเตือนด้วยว่าการกระจุกตัวของตลาดในหุ้น AI คือความเสี่ยงสำคัญ นักกลยุทธ์ Ben Snider ระบุในบันทึกวิจัยว่าการพูดคุยกับผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอส่วนใหญ่มักวนเวียนอยู่กับความยากลำบากในการหาโอกาสลงทุนที่ไม่เกี่ยวกับ AI โดย S&P 500 ปรับขึ้น 10% นับตั้งแต่ต้นปี แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวสร้างผลตอบแทนถึง 85% ของดัชนี หากตัดกลุ่มเทคโนโลยีออก S&P 500 บวกเพียง 3% เท่านั้น
Motley Fool รายงานเพิ่มเติมว่า Goldman Sachs คาดการณ์ว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจแตะมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหมายความว่ากระแสการใช้จ่ายใน AI ยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัว
IPO ตลาดคึกคัก Medline เข้าตลาดพุ่ง 28% ไม่น้อยหน้า SpaceX
ไม่ใช่แค่ SpaceX เท่านั้นที่สร้างปรากฏการณ์ในตลาด IPO สัปดาห์นี้ Seeking Alpha รายงานว่า Medline บริษัทผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ พุ่งขึ้น 28% ในวันแรกที่เข้าซื้อขาย หลังจากการ IPO มูลค่า 6,260 ล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจสูงมากจนถูกจองซื้อเกินจำนวนถึง 10 เท่า นักวิเคราะห์ระบุว่าการ IPO ที่สำเร็จของ Medline เป็นสัญญาณว่าตลาด IPO กำลังเร่งตัวขึ้น
ภาพรวมที่เห็นในสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาด IPO ซึ่งซบเซามาตั้งแต่ปี 2565 กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ปี 2568 มีการ IPO เพียงประมาณ 200 รายการ ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงบูมในปี 2564 โดย SpaceX ดูเหมือนจะเป็น “ประตูเปิด” ที่ทำให้บริษัทใหญ่อื่นๆ กล้าเข้าตลาดตาม
ราคาน้ำมัน พันธบัตร และทองคำ: สัญญาณมหภาคที่นักลงทุนต้องติดตาม
ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านส่งผลกระทบทันทีต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดพันธบัตร ตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับการหยุดชะงักครั้งใหญ่นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อประมาณหนึ่งในห้าของการขนส่งน้ำมันโลก ดังนั้นเมื่อสัญญาณการเปิดช่องแคบปรากฏขึ้น ราคาน้ำมันดิ่งอย่างรวดเร็ว
Bloomberg Markets Wrap ชี้ว่า Brent ร่วงมาอยู่แถว 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับสูงสุดที่เคยแตะ 97-100 ดอลลาร์ในช่วงวิกฤตสูงสุด ซึ่งถือเป็นการลดลงมากกว่า 15% จากจุดสูงสุด ขณะที่ทองคำซึ่งเคยทำหน้าที่ “safe haven” ในช่วงความไม่แน่นอนอาจเผชิญแรงขายออกมาบ้าง เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง
ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดยังคงจับตา Fed อย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันไม่ให้ Fed ลดดอกเบี้ย นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าหากราคาน้ำมันเสถียรในระดับต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างต่อเนื่อง อาจเปิดทางให้ Fed พิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2569
ด้านตลาดเอเชีย นอกจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่พุ่งสูง ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ความตึงเครียดยังสูง ดัชนี MSCI เอเชียดิ่งลง 3.2% นิกเกอิร่วง 3.9% และโคสปีดิ่ง 6.4% จากแรงขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งแสดงให้เห็นความผันผวนสูงของตลาดเอเชียในช่วงที่ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดก็พุ่งกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว
มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โอกาสและความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง 2569
นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำต่างให้มุมมองที่หลากหลายสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง
Goldman Sachs มองว่า AI ยังเป็นธีมหลักของตลาด แต่เตือนถึงการกระจุกตัวของผลตอบแทน กลยุทธ์กรของ Goldman Ben Snider ออกคำเตือนว่าการชุมนุมของตลาดที่ขับเคลื่อนโดย AI ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ S&P 500 ไปจนแทบไม่ทำหน้าที่เป็นดัชนีที่กระจายความเสี่ยงอีกต่อไป โดยหุ้นส่วนกลางของ S&P 500 ซื้อขายอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุด 52 สัปดาห์ถึง 13% สะท้อนการมีส่วนร่วมในการปรับขึ้นที่จำกัด
JPMorgan รายงานว่า โดยรวมกระแสเงินเข้ากองทุนหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกยังเป็นบวก ซึ่งชี้ว่าตลาดทุนมีช่องว่างเพียงพอในการรองรับคลื่น IPO ใหม่โดยเฉพาะหลังจาก SpaceX เข้าตลาดสาธารณะ
ขณะที่ BNP Paribas เตือนว่า การที่บริษัทชั้นนำของ AI อย่าง OpenAI และ Anthropic ก็วางแผนเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ ประกอบกับ hyperscaler รายอื่นที่ออกขายหุ้นเพิ่มทุน ทำให้ปริมาณหุ้นใหม่ที่จะหลั่งไหลเข้าตลาดพร้อมกันอาจเป็นความเสี่ยงด้าน supply นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังว่าตลาดจะดูดซับปริมาณ IPO ขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ดีแค่ไหน
สำหรับธีมการลงทุนที่น่าจับตาในครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ชี้ไปที่กลุ่ม healthcare และ consumer staples ในฐานะ defensive play สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจาก AI concentration ขณะที่ภาคพลังงานอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลง
บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย
สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลกที่นักลงทุนไทยต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ทั้งในมิติโอกาสและความเสี่ยง
ผลต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index): การคลี่คลายของความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นข่าวดีสำหรับประเทศที่นำเข้าน้ำมันอย่างไทย ต้นทุนพลังงานที่ลดลงหมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่น้อยลง ซึ่งเอื้อต่อการบริโภคในประเทศและอาจส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Consumer และ Retail ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP) อาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง
ผลต่อค่าเงินบาทและ Fund Flow: เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง เงินทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง รวมถึงไทย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินบาทและตลาดตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ตามหากกระแส IPO ในสหรัฐยังแรงต่อเนื่อง นักลงทุนสถาบันอาจดูดซับเงินลงทุนไว้ในตลาดสหรัฐมากขึ้น
กลยุทธ์ระยะสั้น: สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นต่างประเทศผ่าน LTF/RMF หรือกองทุน Global Equity อาจพิจารณาทยอยขายทำกำไรในกลุ่ม AI หากราคาปรับขึ้นแรงในสัปดาห์นี้ และมองหาโอกาสในกลุ่มที่ยังไม่ได้ปรับขึ้นมามากอย่าง Healthcare, Consumer Staples หรือตลาดที่เปราะบางน้อยกว่าต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา: แม้ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านจะดูเหมือนบรรลุแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงและรายละเอียดข้อตกลงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความผันผวนจาก IPO wave ของ AI companies อาจส่งผลให้เกิดการปรับพอร์ตขนาดใหญ่ของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งอาจกดดันหุ้น tech บางส่วนในระยะสั้น
โดยรวมแล้ว สัปดาห์ที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในตลาดทุนโลก ทั้งจากการยุติสงครามที่กดดันราคาน้ำมัน การเข้าตลาดของ SpaceX ที่เปิด era ใหม่ของ AI IPO และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจผ่อนคลายลงหากเงินเฟ้อสงบลง นักลงทุนไทยที่ปรับตัวได้ทันจะมีโอกาสมากกว่าความเสี่ยง
