ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด
|

ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด

ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักอย่างยิ่ง หลังจากสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ประกอบกับ IPO ของ SpaceX ที่กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สองปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงตั้งแต่เช้าวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน ท่ามกลางกระแสความกังวลที่คลี่คลาย นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bloomberg ต่างชี้ว่านี่คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนโลกที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม

สหรัฐ-อิหร่านจับมือหยุดสงคราม ตลาดเอเชียพุ่งทะยาน

ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดตราสารหนี้ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นราว 3% ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับขึ้นกว่า 1.2% ส่วนนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่การปิดทำการในระดับสถิติสูงสุด ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ น้ำมันดิบ Brent ลดลงกว่า 4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นหลังการประกาศข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเพื่อยุติสงคราม โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 5.5% ในช่วงเช้า ขณะที่โคสปีของเกาหลีใต้กระโจนขึ้นถึง 5.7% ไต้หวันเพิ่มขึ้นราว 2.7% ออสเตรเลียบวก 1.5% และฮ่องกงปรับขึ้นราว 1% ก่อนจะคืนกำไรบางส่วนในช่วงสาย ขณะที่ฟิวเจอร์สของ S&P 500 และ Nasdaq Composite ของสหรัฐก็ปรับขึ้น 1% และ 1.8% ตามลำดับนอกตลาดปกติ

การบรรลุข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในสัปดาห์นี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันกว่าหนึ่งในห้าของโลก ได้กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนมาตลอดหลายเดือน สำนักข่าวต่างๆ รายงานว่ารองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน Kazem Gharibabadi ยืนยันว่าบรรลุข้อตกลงแล้ว และระบุว่าข้อความเต็มจะถูกเปิดเผยหลังพิธีลงนามในสวิตเซอร์แลนด์ โดยข้อตกลงนี้ครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การถอนการปิดล้อมทางทะเล การรื้อถอนโปรแกรมนิวเคลียร์ของอิหร่าน และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจหากเตหะรานปฏิบัติตาม

SpaceX IPO ทำลายทุกสถิติ เปลี่ยนโฉมหน้าตลาดทุนอเมริกัน

ก่อนหน้าข่าวสันติภาพ เหตุการณ์สะเทือนตลาดที่สร้างความตื่นเต้นทั้งสัปดาห์คือการเข้าตลาดหุ้นของ SpaceX บริษัทจรวดและดาวเทียมของอีลอน มัสก์ หุ้น SpaceX เปิดซื้อขายที่ราคา 150 ดอลลาร์ต่อหุ้นในวันแรก และพุ่งขึ้นกว่า 30% ในช่วงหนึ่ง ก่อนจะปิดที่ 160.95 ดอลลาร์ บวก 19% จากราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทแตะ 2.25 ล้านล้านดอลลาร์ในช่วงสูงสุด การ IPO ครั้งนี้ระดมทุนได้ 75,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท และทำให้อีลอน มัสก์ กลายเป็นบุคคลแรกของโลกที่มีทรัพย์สินเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์

Fortune รายงานว่า การ IPO ของ SpaceX มีมูลค่ารวมถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ มีความต้องการซื้อสูงมากจนหุ้น oversubscribed หรือถูกจองซื้อเกินจำนวน ขณะที่นักวิเคราะห์ยังแตกออกเป็นสองฝ่ายว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นสาธารณะในระยะยาวหรือไม่ เนื่องจากมูลค่าที่สูงลิ่วอาจไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าราคาหุ้นในวันแรก คือผลกระทบที่ SpaceX IPO มีต่อภาพรวมตลาด Bloomberg วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐกำลังเริ่มขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวมาหลายปี และอาจอยู่ในระดับที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุคดอตคอม เพราะในช่วงเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา หุ้นหายไปจากมือสาธารณะเรื่อยๆ ผ่านการซื้อคืนหุ้นของบริษัทใน S&P 500 มูลค่ารวมเกือบ 12 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ตอนนี้นักลงทุนกำลังจะได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ supply หุ้นไหลกลับเข้ามาอย่างรวดเร็ว

Fortune เพิ่มเติมว่า นอกเหนือจาก SpaceX แล้ว OpenAI และ Anthropic ต่างวางแผนจะเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ ขณะที่ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ก็ออกขายหุ้นเพิ่มทุนมูลค่า 85,000 ล้านดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปริมาณหุ้นใหม่ที่หลั่งไหลเข้าตลาดพร้อมกันทำให้เกิดคำถามว่าตลาดจะรองรับอุปสงค์ทั้งหมดได้หรือไม่

AI ยังคงครองตลาด Nvidia พุ่ง Goldman Sachs ตั้ง Target $285

แม้ความตื่นเต้นจาก SpaceX IPO จะสูงมาก แต่หัวใจที่แท้จริงของตลาดหุ้นยังคงเป็นเรื่อง AI ซึ่ง Nvidia คือดาวเด่นที่ไม่มีใครโต้เถียง CNBC รายงานว่า Goldman Sachs ออกบทวิเคราะห์ล่าสุดโดย นักวิเคราะห์ James Schneider ยืนยันคำแนะนำ “ซื้อ” และตั้งราคาเป้าหมาย Nvidia ที่ 285 ดอลลาร์ โดยระบุว่า Nvidia กำลังรุกเข้าสู่ตลาด PC อย่างก้าวร้าวผ่านชิปรุ่นใหม่ที่ประกาศในงาน Computex ขณะเดียวกันก็รักษาความได้เปรียบด้าน data center ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง Schneider กล่าวว่าราคาเป้าหมายดังกล่าวสะท้อน upside ราว 35% และบริษัทยังคงมี “เส้นทางตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงบวก” รออยู่ข้างหน้า รวมถึงความชัดเจนมากขึ้นเรื่องแผน capex ของ hyperscaler ไปจนถึงปี 2570

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของ Nvidia ชี้ให้เห็นว่าในปีงบประมาณ 2569 รายได้จากกลุ่ม data center ทะลุ 193,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้รวมของบริษัทอยู่ที่ 215,900 ล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า Nvidia แทบจะกลายเป็นบริษัท “mono-business” ที่พึ่งพา AI infrastructure เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ก็ออกมาเตือนด้วยว่าการกระจุกตัวของตลาดในหุ้น AI คือความเสี่ยงสำคัญ นักกลยุทธ์ Ben Snider ระบุในบันทึกวิจัยว่าการพูดคุยกับผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอส่วนใหญ่มักวนเวียนอยู่กับความยากลำบากในการหาโอกาสลงทุนที่ไม่เกี่ยวกับ AI โดย S&P 500 ปรับขึ้น 10% นับตั้งแต่ต้นปี แต่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวสร้างผลตอบแทนถึง 85% ของดัชนี หากตัดกลุ่มเทคโนโลยีออก S&P 500 บวกเพียง 3% เท่านั้น

Motley Fool รายงานเพิ่มเติมว่า Goldman Sachs คาดการณ์ว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจแตะมากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2570 ซึ่งเป็นตัวเลขที่นักลงทุนสถาบันทั่วโลกต่างจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะหมายความว่ากระแสการใช้จ่ายใน AI ยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัว

IPO ตลาดคึกคัก Medline เข้าตลาดพุ่ง 28% ไม่น้อยหน้า SpaceX

ไม่ใช่แค่ SpaceX เท่านั้นที่สร้างปรากฏการณ์ในตลาด IPO สัปดาห์นี้ Seeking Alpha รายงานว่า Medline บริษัทผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ พุ่งขึ้น 28% ในวันแรกที่เข้าซื้อขาย หลังจากการ IPO มูลค่า 6,260 ล้านดอลลาร์ได้รับความสนใจสูงมากจนถูกจองซื้อเกินจำนวนถึง 10 เท่า นักวิเคราะห์ระบุว่าการ IPO ที่สำเร็จของ Medline เป็นสัญญาณว่าตลาด IPO กำลังเร่งตัวขึ้น

ภาพรวมที่เห็นในสัปดาห์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาด IPO ซึ่งซบเซามาตั้งแต่ปี 2565 กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่ปี 2568 มีการ IPO เพียงประมาณ 200 รายการ ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของช่วงบูมในปี 2564 โดย SpaceX ดูเหมือนจะเป็น “ประตูเปิด” ที่ทำให้บริษัทใหญ่อื่นๆ กล้าเข้าตลาดตาม

ราคาน้ำมัน พันธบัตร และทองคำ: สัญญาณมหภาคที่นักลงทุนต้องติดตาม

ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านส่งผลกระทบทันทีต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดพันธบัตร ตลาดน้ำมันโลกเผชิญกับการหยุดชะงักครั้งใหญ่นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในปลายเดือนกุมภาพันธ์ โดยการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบต่อประมาณหนึ่งในห้าของการขนส่งน้ำมันโลก ดังนั้นเมื่อสัญญาณการเปิดช่องแคบปรากฏขึ้น ราคาน้ำมันดิ่งอย่างรวดเร็ว

Bloomberg Markets Wrap ชี้ว่า Brent ร่วงมาอยู่แถว 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากระดับสูงสุดที่เคยแตะ 97-100 ดอลลาร์ในช่วงวิกฤตสูงสุด ซึ่งถือเป็นการลดลงมากกว่า 15% จากจุดสูงสุด ขณะที่ทองคำซึ่งเคยทำหน้าที่ “safe haven” ในช่วงความไม่แน่นอนอาจเผชิญแรงขายออกมาบ้าง เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง

ในด้านนโยบายการเงิน ตลาดยังคงจับตา Fed อย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันไม่ให้ Fed ลดดอกเบี้ย นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าหากราคาน้ำมันเสถียรในระดับต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างต่อเนื่อง อาจเปิดทางให้ Fed พิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปี 2569

ด้านตลาดเอเชีย นอกจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่พุ่งสูง ก่อนหน้านี้เมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ความตึงเครียดยังสูง ดัชนี MSCI เอเชียดิ่งลง 3.2% นิกเกอิร่วง 3.9% และโคสปีดิ่ง 6.4% จากแรงขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งแสดงให้เห็นความผันผวนสูงของตลาดเอเชียในช่วงที่ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์พุ่งสูง และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ตลาดก็พุ่งกลับขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: โอกาสและความเสี่ยงในครึ่งปีหลัง 2569

นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินชั้นนำต่างให้มุมมองที่หลากหลายสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง

Goldman Sachs มองว่า AI ยังเป็นธีมหลักของตลาด แต่เตือนถึงการกระจุกตัวของผลตอบแทน กลยุทธ์กรของ Goldman Ben Snider ออกคำเตือนว่าการชุมนุมของตลาดที่ขับเคลื่อนโดย AI ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของ S&P 500 ไปจนแทบไม่ทำหน้าที่เป็นดัชนีที่กระจายความเสี่ยงอีกต่อไป โดยหุ้นส่วนกลางของ S&P 500 ซื้อขายอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุด 52 สัปดาห์ถึง 13% สะท้อนการมีส่วนร่วมในการปรับขึ้นที่จำกัด

JPMorgan รายงานว่า โดยรวมกระแสเงินเข้ากองทุนหุ้นและตราสารหนี้ทั่วโลกยังเป็นบวก ซึ่งชี้ว่าตลาดทุนมีช่องว่างเพียงพอในการรองรับคลื่น IPO ใหม่โดยเฉพาะหลังจาก SpaceX เข้าตลาดสาธารณะ

ขณะที่ BNP Paribas เตือนว่า การที่บริษัทชั้นนำของ AI อย่าง OpenAI และ Anthropic ก็วางแผนเข้าตลาดหุ้นในปีนี้ ประกอบกับ hyperscaler รายอื่นที่ออกขายหุ้นเพิ่มทุน ทำให้ปริมาณหุ้นใหม่ที่จะหลั่งไหลเข้าตลาดพร้อมกันอาจเป็นความเสี่ยงด้าน supply นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังว่าตลาดจะดูดซับปริมาณ IPO ขนาดใหญ่เหล่านี้ได้ดีแค่ไหน

สำหรับธีมการลงทุนที่น่าจับตาในครึ่งปีหลัง นักวิเคราะห์ชี้ไปที่กลุ่ม healthcare และ consumer staples ในฐานะ defensive play สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงจาก AI concentration ขณะที่ภาคพลังงานอาจอยู่ภายใต้แรงกดดันต่อเนื่องจากราคาน้ำมันที่ลดลง

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดการเงินโลกที่นักลงทุนไทยต้องประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบ ทั้งในมิติโอกาสและความเสี่ยง

ผลต่อตลาดหุ้นไทย (SET Index): การคลี่คลายของความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นข่าวดีสำหรับประเทศที่นำเข้าน้ำมันอย่างไทย ต้นทุนพลังงานที่ลดลงหมายถึงแรงกดดันเงินเฟ้อที่น้อยลง ซึ่งเอื้อต่อการบริโภคในประเทศและอาจส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่ม Consumer และ Retail ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน (PTT, PTTEP) อาจเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง

ผลต่อค่าเงินบาทและ Fund Flow: เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง เงินทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้าตลาดเกิดใหม่อีกครั้ง รวมถึงไทย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อค่าเงินบาทและตลาดตราสารหนี้ไทย อย่างไรก็ตามหากกระแส IPO ในสหรัฐยังแรงต่อเนื่อง นักลงทุนสถาบันอาจดูดซับเงินลงทุนไว้ในตลาดสหรัฐมากขึ้น

กลยุทธ์ระยะสั้น: สำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นต่างประเทศผ่าน LTF/RMF หรือกองทุน Global Equity อาจพิจารณาทยอยขายทำกำไรในกลุ่ม AI หากราคาปรับขึ้นแรงในสัปดาห์นี้ และมองหาโอกาสในกลุ่มที่ยังไม่ได้ปรับขึ้นมามากอย่าง Healthcare, Consumer Staples หรือตลาดที่เปราะบางน้อยกว่าต่อการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ย

ความเสี่ยงที่ต้องจับตา: แม้ข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่านจะดูเหมือนบรรลุแล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงและรายละเอียดข้อตกลงยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความผันผวนจาก IPO wave ของ AI companies อาจส่งผลให้เกิดการปรับพอร์ตขนาดใหญ่ของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งอาจกดดันหุ้น tech บางส่วนในระยะสั้น

โดยรวมแล้ว สัปดาห์ที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในตลาดทุนโลก ทั้งจากการยุติสงครามที่กดดันราคาน้ำมัน การเข้าตลาดของ SpaceX ที่เปิด era ใหม่ของ AI IPO และแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจผ่อนคลายลงหากเงินเฟ้อสงบลง นักลงทุนไทยที่ปรับตัวได้ทันจะมีโอกาสมากกว่าความเสี่ยง

Similar Posts

  • | |

    ดาวโจนส์ทำนิวไฮก่อนย่อ หุ้นชิปร่วงหนัก Micron ดิ่ง 10% จับตา Fed ยุค Warsh

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากไตรมาส 3 ปี 2026 ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความหวังและความกังวล เมื่อดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวันที่ระดับ 52,742.66 จุด ก่อนจะแผ่วลงมาปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อยที่ 52,305.24 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 0.66% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก นำโดย Micron ที่ดิ่งลงกว่า 10% หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ผลักดันตลาดมาตลอดครึ่งปีแรก ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ในงานประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB Forum) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ซึ่ง Warsh ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไป” และ Fed จะเดินหน้าสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ พร้อมยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางจากแรงกดดันทางการเมือง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่ออกมาต่ำกว่าคาด กำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนมาเร็วกว่าปกติหนึ่งวันเนื่องจากตลาดปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกความเคลื่อนไหวของวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันแรกของไตรมาส 3 ตั้งแต่ภาพรวมดัชนีหลัก การหมุนเวียนของเม็ดเงินออกจากหุ้นชิปเข้าสู่หุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่มการเงิน…

  • เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

    เมื่อธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเริ่มเดินเกมสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับส่งสัญญาณเปิดทางให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” ได้ในช่วงที่เหลือของปี สวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ต้นตอของความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแม้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งไปแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงลากยาว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงกลับลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามที่ราว 72-73 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน สะท้อนความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดพลังงานโลก ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เป็นต้นมา สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ สถานการณ์ในช่วงนี้ถือว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่ชัดเจนของเฟด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หายไปสนิท กำลังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เกือบทุกประเภท…

  • วอลล์สตรีทศึกสองด้าน น้ำมันพุ่ง–หุ้นชิปเข้าตลาดหมี ก่อนงบ Big Tech ตัดสิน AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกว่า “สัปดาห์แห่งการพิสูจน์” ด้วยบรรยากาศที่อึมครึมและกระจัดกระจายอย่างชัดเจน ดัชนีหลักทั้งสามปิดในแดนลบเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยที่แรงกดดันไม่ได้มาจากปัจจัยเดียว แต่มาจากการปะทะกันของสามกระแสใหญ่ที่กำลังไหลสวนทางกันในเวลาเดียวกัน ได้แก่ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ลากยาวเข้าสู่วันที่สิบและดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเทขายหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกที่รุนแรงที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปีจนดัชนีชิปฟิลาเดลเฟียถูกยืนยันในทางเทคนิคว่าเข้าสู่ภาวะตลาดหมี และการรอคอยผลประกอบการไตรมาสสองของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่จะเป็นตัวชี้ขาดว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในปัญญาประดิษฐ์นั้นเริ่มสร้างผลตอบแทนจริงหรือยัง ภาพรวมของการซื้อขายในวันจันทร์สะท้อนความลังเลของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี CNBC รายงานว่าดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับ 7,443.28 จุด ลดลง 0.19% ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,508.07 จุด ลดลงเพียง 0.05% แต่ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์กลับร่วงลงถึง 307.16 จุด หรือ 0.59% มาปิดที่ 51,839.26 จุด ซึ่งเป็นการปรับตัวลงที่หนักที่สุดในบรรดาดัชนีหลัก โดยมีแรงกดดันสำคัญจากหุ้นแอปเปิลที่ร่วงลงกว่า 2% การที่ดาวโจนส์ซึ่งเป็นตัวแทนของเศรษฐกิจดั้งเดิมปรับตัวลงแรงกว่า Nasdaq ที่เต็มไปด้วยหุ้นเทคโนโลยี ถือเป็นภาพที่ผิดปกติเมื่อเทียบกับรูปแบบการเคลื่อนไหวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา และเป็นสัญญาณว่าการหมุนเวียนเงินลงทุนระหว่างกลุ่ม (sector rotation) กำลังเกิดขึ้นอย่างเข้มข้น สิ่งที่ทำให้ภาพซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กำลังต่อสู้กับสิ่งที่นักกลยุทธ์เรียกว่า “ความเสี่ยงคู่ขนาน”…

  • |

    สงครามอิหร่านกระทบห่วงโซ่อุปทานแผงวงจร ดันต้นทุนบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูง

    ในโลกที่เศรษฐกิจดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับห่วงโซ่อุปทานทางกายภาพ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อราคาน้ำมันหรือตลาดการเงินอีกต่อไป แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก เมื่อแหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมและผู้บริหารระดับสูงหลายรายเปิดเผยกับ Reuters ว่าสงครามในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ แผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board หรือ PCB) ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิดในโลก ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ การหยุดชะงักครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงอยู่แล้ว และขณะนี้ยังต้องรับมือกับแรงกระแทกใหม่จากราคา PCB ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทาน พลาสติก และน้ำมันไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้น: การโจมตีนิคมปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย รากเหง้าของวิกฤตครั้งนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่ออิหร่านโจมตี นิคมปิโตรเคมี Jubail ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งอ่าวอาหรับ การโจมตีครั้งนั้นบังคับให้ต้องหยุดการผลิต โพลีฟีนิลีนอีเธอร์ (Polyphenylene Ether หรือ PPE) บริสุทธิ์สูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตแผ่นลามิเนตสำหรับ PCB สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีความสำคัญระดับโลกมากกว่าที่ดูเผินๆ คือบทบาทของ SABIC (Saudi Basic Industries Corporation) ในห่วงโซ่อุปทานนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีของซาอุดีอาระเบียแห่งนี้ดำเนินงานอยู่ในนิคม Jubail และมีสัดส่วนการผลิต…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่ง! ดีลสหรัฐ-อิหร่านดัน Nasdaq +3% ก่อนประชุม Fed 16-17 มิ.ย. 2026

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ด้วยแรงซื้ออย่างหนักในวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2026 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณสุดสัปดาห์ว่าสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านแล้ว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิ่งลง 5% ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีกลับมาเป็นผู้นำตลาดอีกครั้ง พร้อมแรงหนุนจาก SpaceX ที่ยังคงพุ่งต่อเนื่องในวันซื้อขายที่สอง หลังจากเพิ่งทำ IPO ประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนโลก ดัชนี Dow Jones Industrial Average พุ่งขึ้น 468.77 จุด หรือ 0.92% ปิดที่ 51,671.03 จุด สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ S&P 500 ปรับขึ้น 1.65% ปิดที่ 7,554.29 จุด และ Nasdaq Composite พุ่งแรงถึง 3.07% ปิดที่ 26,683.94 จุด ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นรายวันที่ดีที่สุดของดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคมที่ผ่านมา บรรยากาศในตลาดพลิกกลับอย่างน่าทึ่งจาก 180 องศา เมื่อพิจารณาจากการที่เพียงสัปดาห์เดียวก่อนหน้า…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *