ตลาดเกิดใหม่ปี 2026: ETF ตราสารหนี้ และกลยุทธ์จัดพอร์ตครึ่งปีหลังสำหรับนักลงทุนไทย
| |

ตลาดเกิดใหม่ปี 2026: ETF ตราสารหนี้ และกลยุทธ์จัดพอร์ตครึ่งปีหลังสำหรับนักลงทุนไทย

ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets หรือ EM) กำลังเป็นศูนย์กลางของบทสนทนาการลงทุนทั่วโลกอีกครั้งในปี 2026 หลังจากปี 2025 ที่ผ่านมากลายเป็นปีทองอย่างแท้จริง โดยดัชนี MSCI Emerging Markets ให้ผลตอบแทนรวมสูงถึง 33.6% ทิ้งห่างดัชนี S&P 500 ของสหรัฐฯ ที่ทำได้ 17.9% และดัชนี MSCI World ที่ 21.6% ซึ่งถือเป็นการเอาชนะตลาดพัฒนาแล้วครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ คำถามใหญ่ที่นักลงทุนทั่วโลกและนักลงทุนไทยกำลังถามในเวลานี้คือ กระแสนี้จะไปต่อได้อีกไกลแค่ไหน ในเมื่อฉากทัศน์ครึ่งปีหลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ที่ยืนกรานนโยบายเข้มงวด ราคาน้ำมันที่พุ่งแรงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเงินเฟ้อที่ยังดื้อดึงกว่าที่คาด บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ของตลาดเกิดใหม่ ทั้งในฝั่งตราสารทุนผ่านกองทุน ETF ที่เม็ดเงินไหลเข้าทำสถิติ ฝั่งตราสารหนี้ที่กลายเป็นดาวเด่นเงียบๆ ของโลก Fixed Income รวมถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และกลยุทธ์การจัดพอร์ตสำหรับนักลงทุนไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

“ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง”: ตลาดเกิดใหม่ทวงบัลลังก์คืนจากสหรัฐฯ

หากจะสรุปปี 2025 ด้วยคำเพียงคำเดียว ผู้จัดการกองทุนหลายรายเลือกใช้คำว่า “การเปลี่ยนแปลง” ในงานเสวนาที่กรุงลอนดอนช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา วารุณ ไลจาวัลลา (Varun Laijawalla) ผู้จัดการพอร์ตหุ้นตลาดเกิดใหม่ของบริษัทจัดการลงทุน Ninety One ซึ่งบริหารสินทรัพย์มากกว่า 1.52 แสนล้านปอนด์ หรือราว 2.03 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมามีเพียง “เทรดเดียว” ที่ครองตลาดโลก นั่นคือการลงทุนในตลาดพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐฯ แต่ในปี 2025 ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหลังจากแข็งค่าแบบทางเดียวมานานกว่าทศวรรษครึ่ง

ตัวเลขผลตอบแทนสะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน บริษัทจัดการลงทุน Lazard Asset Management ระบุว่า ดัชนี MSCI Emerging Markets ทำผลตอบแทนรวม 33.6% ในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้วในรอบหลายปี ขณะที่ State Street ชี้ว่าเม็ดเงินและแรงส่งดังกล่าวมาจากหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งรอยร้าวของทฤษฎี “King Dollar” หรือความเชื่อที่ว่าเงินดอลลาร์จะครองความเป็นเจ้าตลอดไป การลงทุนมหาศาลในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ย้ำเตือนว่าจีน เกาหลีใต้ และไต้หวัน เป็นผู้เล่นสำคัญของห่วงโซ่การผลิตชิป ตลอดจนกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างน่าประหลาดใจถึงราว 16% ในปี 2025

ความโดดเด่นไม่ได้กระจุกอยู่ที่ตลาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง แต่แผ่กว้างไปยังตลาดชายขอบที่หลายคนอาจมองข้าม CNBC รายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นของชิลีและสาธารณรัฐเช็กปรับตัวขึ้นราว 50.8% ในปีที่ผ่านมา ส่วนดัชนี BET ของโรมาเนียบวกกว่า 42% ขณะที่ดัชนี Athens Composite ของกรีซพุ่งขึ้นเกือบ 44% และมีแนวโน้มจะได้รับการยกระดับสถานะขึ้นเป็นตลาดพัฒนาแล้วในเดือนกันยายน 2026 ซึ่งเป็นหมุดหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ตอกย้ำว่าเรื่องราวของตลาดเกิดใหม่รอบนี้มีเนื้อหามากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น

เบื้องหลังของแรงส่งนี้ประกอบด้วยสามเสาหลัก เสาแรกคือค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนหนี้สกุลดอลลาร์ของประเทศเกิดใหม่ และเพิ่มผลตอบแทนให้นักลงทุนที่ถือสินทรัพย์ต่างประเทศเมื่อแปลงกลับเป็นดอลลาร์ เสาที่สองคือระดับราคาหุ้นที่ยังถูกอย่างมีนัยสำคัญ โดยหุ้นตลาดเกิดใหม่ซื้อขายด้วยส่วนลดที่กว้างเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ ทั้งในมิติของอัตราส่วนราคาต่อกำไรและราคาต่อมูลค่าทางบัญชี และเสาที่สามคือแนวโน้มกำไรที่กำลังฟื้นตัว โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้นของตลาดเกิดใหม่ในปี 2026 ไว้ราว 17% ซึ่งสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ และในบางสำนักมีการปรับประมาณการขึ้นแรงจาก 18% เป็นถึง 33% ในช่วงเพียงไม่กี่เดือน

ปรากฏการณ์ที่อยู่เบื้องหลังการหมุนเวียนของเม็ดเงินรอบนี้ถูกเรียกขานในวงการว่าเทรด “Sell America” หรือการทยอยลดน้ำหนักสินทรัพย์สหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือพันธบัตร แล้วโยกไปยังตลาดต่างประเทศ ต้นตอของกระแสนี้มาจากหลายชั้น ทั้งความกังวลต่อฐานะการคลังของสหรัฐฯ ที่ใช้จ่ายสูงและขาดดุลมหาศาล ผลกระทบจากนโยบายต่างประเทศและการค้าที่สร้างความไม่แน่นอน และที่สำคัญคือการที่พอร์ตของนักลงทุนทั่วโลกกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ มานานหลายปี จนเกิดแรงจูงใจให้กระจายความเสี่ยงออกไป เมื่อรอยร้าวของทฤษฎี King Dollar เริ่มปรากฏ นักลงทุนที่เคยทุ่มน้ำหนักให้สินทรัพย์สหรัฐฯ จึงมีเหตุผลที่จะทบทวนการจัดพอร์ตของตนเองอีกครั้ง

เงินไหลเข้ากองทุน ETF ทะลุสถิติ — แต่พอร์ตทั่วโลกยัง “อันเดอร์เวท”

ปรากฏการณ์ที่สะท้อนความเชื่อมั่นได้ดีที่สุดคือกระแสเงินที่ไหลเข้ากองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน (ETF) อ้างอิงตลาดเกิดใหม่ ข้อมูลจาก State Street Investment Management ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพียงหกเดือน กองทุน ETF ตลาดเกิดใหม่ดูดเม็ดเงินใหม่สุทธิเข้าไปแล้วราว 3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่ายอดทั้งปี 2025 ที่อยู่ราว 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์เสียอีก นับเป็นสัญญาณว่านักลงทุนสถาบันและรายย่อยทั่วโลกกำลังเร่งปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์กลุ่มนี้อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขที่ดูสดใสกลับซ่อนความลักลั่นเอาไว้ State Street ชี้ว่าในปี 2025 แม้กองทุน ETF ตลาดเกิดใหม่จะมีเงินไหลเข้าเกือบ 8.8 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่กองทุนที่ไม่ใช่ ETF กลับมีเงินไหลออกสุทธิถึง 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้เมื่อหักลบกันแล้ว เม็ดเงินไหลเข้ากองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่โดยรวมอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านดอลลาร์เท่านั้น และที่สำคัญกว่านั้น ข้อมูลการจัดพอร์ตของนักลงทุนทั่วโลกยังบ่งชี้ว่า ส่วนใหญ่ยัง “อันเดอร์เวท” หรือถือน้ำหนักตลาดเกิดใหม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หมายความว่านักลงทุนจำนวนมากยังไม่ได้ร่วมขบวนรถไฟรอบนี้อย่างเต็มที่

บริษัทจัดการลงทุน East Capital ตอกย้ำภาพเดียวกันว่า หุ้นตลาดเกิดใหม่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 5.2% ของสินทรัพย์กองทุนหุ้นทั่วโลก ทั้งที่มีน้ำหนักในดัชนี MSCI ACWI มากกว่า 11% ช่องว่างระหว่างน้ำหนักที่ “ควรจะเป็น” กับน้ำหนักที่นักลงทุน “ถือจริง” นี้เอง ที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเชื้อเพลิงสำคัญ เพราะหากนักลงทุนเพียงปรับพอร์ตกลับสู่ระดับกลางๆ ก็อาจมีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าตลาดเกิดใหม่อีกมหาศาล

อีกบทเรียนสำคัญของปีนี้คือ “วิธีการสร้างดัชนี” ของแต่ละกองทุนสร้างความแตกต่างของผลตอบแทนได้อย่างมหาศาล เว็บไซต์ ETF Trends รายงานว่า กองทุน iShares Core MSCI Emerging Markets ETF (สัญลักษณ์ IEMG) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ตลาดเกิดใหม่ที่ใหญ่ที่สุดด้วยสินทรัพย์ราว 1.54 แสนล้านดอลลาร์ และให้น้ำหนักไต้หวันกับเกาหลีใต้เป็นหลัก โดยมีจีนราว 18% ปรับตัวขึ้นราว 18% นับตั้งแต่ต้นปี 2026 ขณะที่กองทุนคู่แข่งอย่าง Vanguard FTSE Emerging Markets ETF (สัญลักษณ์ VWO) กลับขึ้นเพียงราว 9% หรือประมาณครึ่งเดียว เหตุผลอยู่ที่ VWO ตัดเกาหลีใต้ออกทั้งหมด เพราะผู้จัดทำดัชนี FTSE Russell จัดให้เกาหลีใต้เป็นตลาดพัฒนาแล้ว อีกทั้งยังให้น้ำหนักจีนสูงถึง 27%

ความแตกต่างนี้สะท้อนกระแส “ex-China” หรือการลงทุนตลาดเกิดใหม่โดยเลี่ยงหรือลดน้ำหนักจีน ที่กำลังได้รับความนิยม เพราะแรงขับเคลื่อนหลักของผลตอบแทนรอบนี้มาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียเหนืออย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ ซึ่งเกาะกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก ในอีกด้านหนึ่ง กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (สัญลักษณ์ EEM) ก็ปรับตัวขึ้นราว 23% เมื่อวัดจากราคาในช่วงต้นปีถึงกลางเดือนพฤษภาคม 2026 เทียบกับกองทุน SPDR S&P 500 ETF Trust (สัญลักษณ์ SPY) ที่ขึ้นเพียงราว 9% ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามข้อมูลของ U.S. News

แมทธิว บาร์โตลินี (Matthew Bartolini) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์วิจัยของ State Street Investment Management อธิบายว่า ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ประมาณการการเติบโตของกำไรตลาดเกิดใหม่ปี 2026 ถูกปรับขึ้นจาก 18% เป็น 33% โดยมีบริษัทที่ถูกปรับประมาณการขึ้นมากกว่าถูกปรับลง แต่ถึงกระนั้น ระดับราคาของหุ้นตลาดเกิดใหม่เมื่อเทียบกับหุ้นโลกก็ยังอยู่แถวค่ากลางในอดีต ซึ่งเป็นจุดเข้าซื้อที่ดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ ที่ซื้อขายอยู่ราวเปอร์เซ็นไทล์ที่ 80 หรือแพงเมื่อเทียบกับสถิติของตัวเอง

ความลักลั่นระหว่างเงินไหลเข้ากองทุน ETF กับเงินไหลออกจากกองทุนแบบดั้งเดิมยังบอกเล่าเรื่องราวเชิงพฤติกรรมที่น่าสนใจ นักลงทุนที่มองบวกและกล้าลงมือมักเลือกใช้ ETF เป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงธีมตลาดเกิดใหม่อย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำ ขณะที่เงินที่ไหลออกจากกองทุนแบบดั้งเดิมอาจสะท้อนการปรับพอร์ตของนักลงทุนกลุ่มเดิมที่ยังลังเล ภาพนี้บ่งชี้ว่าแม้กระแสจะเป็นบวก แต่ความเชื่อมั่นยังไม่ได้แผ่กระจายไปทั่วทั้งตลาด และยังมีนักลงทุนอีกจำนวนมากที่รอจังหวะหรือยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งในมุมหนึ่งก็หมายความว่ายังมี “เชื้อเพลิง” เหลืออยู่ หากความเชื่อมั่นนี้ขยายวงกว้างขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี

ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ — ดาวเด่นเงียบๆ ของโลก Fixed Income

ขณะที่สายตาส่วนใหญ่จับจ้องไปที่หุ้น เรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กันกลับซ่อนอยู่ในฝั่งตราสารหนี้ Bloomberg รายงานว่า ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่สกุลเงินท้องถิ่นให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนถึง 7% ในปี 2025 ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 ขณะที่ดัชนีค่าเงินของตลาดเกิดใหม่ปรับขึ้นมากกว่า 6% นักกลยุทธ์ของ Morgan Stanley เคยประเมินไว้เมื่อปลายปี 2025 ว่ากระแสขาขึ้นนี้จะต่อเนื่อง จากแนวโน้มที่เฟดจะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว แม้ในเวลาต่อมาสมมติฐานเรื่องการลดดอกเบี้ยจะถูกท้าทายก็ตาม

ในรายการ “ETF Edge” ของ CNBC โจแอนนา กัลเลกอส (Joanna Gallegos) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ETF ตราสารหนี้ BondBloxx ระบุว่า ตลาดเกิดใหม่คือกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในโลกตราสารหนี้ทั้งในปี 2025 และในช่วงต้นปี 2026 โดยยกตัวอย่างกองทุน iShares JPMorgan USD Emerging Markets Bond ETF (สัญลักษณ์ EMB) ที่สร้างผลตอบแทนกว่า 13% ในปี 2025 กัลเลกอสยังตั้งข้อสังเกตว่า แรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า ประกอบกับความกังวลต่อสุขภาพการคลังของสหรัฐฯ ในยุคที่ใช้จ่ายสูงและขาดดุลมาก กำลังผลักดันให้นักลงทุนหันไปกระจายการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น แม้ส่วนหนึ่งจะเป็นการ “ไล่ตามผลตอบแทน” ของปีก่อนก็ตาม

ปัจจัยพื้นฐานที่หนุนตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่มีมากกว่าแค่ค่าเงิน บริษัทจัดการลงทุน VanEck วิเคราะห์ว่า วินัยทางการคลังที่เข้มแข็งของหลายประเทศเกิดใหม่ ประกอบกับความแข็งแกร่งของสกุลเงินอย่างหยวนจีน (CNY) ซึ่งได้แรงหนุนจากทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวนมากของจีนในฐานะเจ้าหนี้สุทธิของโลก ได้ช่วยยกระดับความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรของกลุ่มประเทศเหล่านี้ ในทางกลับกัน ตลาดพัฒนาแล้วหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาการคลังจากกรอบนโยบายที่อ่อนแอและรัฐบาลที่ได้รับความนิยมต่ำ ซึ่งยิ่งผลักให้เม็ดเงินไหลเข้าหาตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่

ในมุมมองการจัดพอร์ต บทวิเคราะห์ Investment Directions ของ iShares ประจำปี 2026 ระบุว่า พันธบัตรได้กลับมาทำหน้าที่เป็น “ตัวถ่วงสมดุล” (ballast) ในพอร์ตอีกครั้งในปี 2025 โดยมองว่าช่วงกลางของเส้นอัตราผลตอบแทน หรือ “the belly” ให้ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการถ่วงสมดุลและการสร้างรายได้ พร้อมชี้ว่าตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่เป็นแหล่งรายได้ที่น่าสนใจ โดยได้แรงหนุนจากเงินดอลลาร์ที่อ่อนลง ภาวะการเงินโลกที่ผ่อนคลายขึ้น และงบดุลของภาครัฐในประเทศเกิดใหม่ที่ปรับตัวดีขึ้น สอดคล้องกับที่ ริก รีเดอร์ (Rick Rieder) ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้ชื่อดังของ BlackRock เลือกล็อกผลตอบแทนที่น่าสนใจในตลาดตราสารหนี้กลุ่มนี้

เบน แรมซีย์ (Ben Ramsey) จาก J.P. Morgan ให้สัมภาษณ์ในบทวิเคราะห์กลางปีว่า ตราสารหนี้ภาครัฐ (sovereign credit) ของตลาดเกิดใหม่ยืนระยะได้ดีในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 แม้ผลตอบแทนจะไม่ได้หวือหวา และแม้ส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (spread) จะแคบในเชิงประวัติศาสตร์ ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม CNBC เตือนผ่านพาดหัวเมื่อต้นเดือนมีนาคมว่า แม้ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่จะให้ผลตอบแทนสูงและช่วยกระจายความเสี่ยง แต่นักลงทุนก็ควร “เดินหน้าอย่างระมัดระวัง” เพราะสินทรัพย์กลุ่มนี้ยังมาพร้อมความเสี่ยงด้านการเมือง ค่าเงิน และสภาพคล่องที่สูงกว่าตราสารหนี้ของประเทศพัฒนาแล้ว

สิ่งที่นักลงทุนไทยควรทำความเข้าใจเพิ่มเติมคือ ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่แบ่งออกเป็นสองประเภทหลักที่มีคุณลักษณะต่างกัน ประเภทแรกคือตราสารหนี้สกุลเงินแข็ง (hard-currency) ซึ่งออกเป็นสกุลดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ อย่างที่กองทุน EMB ถือครอง จุดเด่นคือช่วยลดความเสี่ยงด้านค่าเงินท้องถิ่น แต่ยังผูกกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อยู่พอสมควร ประเภทที่สองคือตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น (local-currency) ที่กองทุนอย่าง EMLC เน้นลงทุน ซึ่งให้ผลตอบแทนเพิ่มเติมจากการแข็งค่าของสกุลเงินท้องถิ่นเมื่อดอลลาร์อ่อน แต่ก็แลกมาด้วยความผันผวนด้านค่าเงินที่สูงกว่า ในปี 2026 ที่เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อน ตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นจึงได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ดังที่สะท้อนในผลตอบแทน 7% ของปี 2025

ตัวแปรพลิกเกม — เฟดยุค Warsh, ราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อที่ดื้อดึง

หัวใจของความน่าสนใจในปี 2026 อยู่ตรงที่ “สมมติฐานตั้งต้น” กับ “ความจริงที่เกิดขึ้น” ไม่ตรงกันเสียทีเดียว เมื่อเข้าสู่ปี ฉันทามติของตลาดคือเงินดอลลาร์จะอ่อนต่อเนื่องและเฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่เอื้อต่อตลาดเกิดใหม่ แต่พอถึงกลางปี ภาพกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก

รายงานของ U.S. Bank ระบุว่า ในการประชุมเดือนกรกฎาคม 2026 เฟดภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%–3.75% และไม่ปรับลด ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ วอร์ชยืนยันเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% อย่างหนักแน่น และตั้งข้อสังเกตว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงและอัตราดอกเบี้ยตามตัวเลขที่สูงขึ้น ได้สะท้อนภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นจากตลาดอยู่แล้ว จุดยืนที่ค่อนไปทางเข้มงวดนี้สวนทางกับความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ยที่ตลาดเคยปักใจเชื่อเมื่อต้นปี

สาเหตุที่เฟดยืนกรานท่าทีแข็งกร้าวมาจากตัวเลขเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัว ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) เร่งขึ้นจาก 3.0% ในเดือนธันวาคม 2025 มาอยู่ที่ 3.4% ในเดือนพฤษภาคม 2026 โดยมีต้นตอสำคัญจากราคาพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งจากระดับราว 57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 113 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ก่อนจะย่อลงและกลับมายืนเหนือ 84 ดอลลาร์ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากอุปทานโลกที่ตึงตัว ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ผลักดันตัวเลขเงินเฟ้อหลายรายการและทำให้โจทย์ของเฟดยากขึ้นในการรักษาสมดุลระหว่างการจ้างงานเต็มอัตราและเสถียรภาพราคา

ในเชิงทฤษฎี ภาวะ “ดอกเบี้ยสูงยาวนาน” (higher-for-longer) มักหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่า ซึ่งเป็นลมต้านคลาสสิกของตลาดเกิดใหม่ เพราะทำให้ต้นทุนหนี้สกุลดอลลาร์แพงขึ้นและดึงเงินทุนไหลกลับเข้าสหรัฐฯ แต่จุดพลิกผันของปี 2026 คือ ตลาดเกิดใหม่ยุคนี้ไม่ได้เป็นเศรษฐกิจที่แบกหนี้ท่วมหัวเหมือนในอดีตอีกต่อไป ETF Trends วิเคราะห์ว่า หลายประเทศกลับกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่มีกำไรเติบโตแข็งแกร่งตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก แรงขับเคลื่อนของตลาดจึงเปลี่ยนจาก “เงินถูกและดอลลาร์อ่อน” ไปสู่ “ปัจจัยพื้นฐานและกำไรของบริษัท” ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ยั่งยืนกว่าและพึ่งพานโยบายการเงินสหรัฐฯ น้อยลง

อีกมิติที่ต้องจับตาคือความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างธนาคารกลางหลักของโลก ขณะที่เฟดยืนเข้มงวด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยตลอดช่วงกลางปี 2026 ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ยังคงนโยบายผ่อนคลายอย่างมาก ความแตกต่างเชิงนโยบายนี้สร้างส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่กว้างและกระตุ้นความผันผวนของค่าเงิน โดยสกุลเงินอย่างลีราตุรกี เรียลบราซิล และแรนด์แอฟริกาใต้ แสดงความอ่อนไหวสูง มักเคลื่อนไหว 2–3% จากถ้อยแถลงเพียงครั้งเดียวของคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่า การลงทุนในตลาดเกิดใหม่ต้องบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงินอย่างรอบคอบ

กระนั้น ผลกระทบของภาวะดอกเบี้ยสูงและน้ำมันแพงต่อตลาดเกิดใหม่ก็ไม่ได้เป็นลบไปเสียทั้งหมด บทวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่า ประเทศเกิดใหม่ที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน เช่น กลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา และบางส่วนของแอฟริกา อาจได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและโลหะที่สูงขึ้น สวนทางกับประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิซึ่งจะเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนและดุลบัญชีเดินสะพัด นี่คือเหตุผลที่ผู้จัดการกองทุนย้ำว่า ในภาวะปัจจุบันการเลือกลงทุนแบบเจาะจงรายประเทศ (selective) มีความสำคัญมากกว่าการเหมารวมทั้งกลุ่ม เพราะความเสี่ยงแบบ stagflation หรือเศรษฐกิจโตช้าพร้อมเงินเฟ้อสูง จะส่งผลต่อแต่ละประเทศไม่เท่ากัน

ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องจับตา — การกระจุกตัว ฤดูกาล และภูมิรัฐศาสตร์

ท่ามกลางเรื่องราวเชิงบวก นักลงทุนที่รอบคอบจำเป็นต้องมองความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา ความเสี่ยงแรกที่แฝงอยู่คือ “การกระจุกตัว” ที่หลายคนคาดไม่ถึง Lazard ระบุว่า บริษัทสิบอันดับแรกในดัชนี MSCI Emerging Markets มีน้ำหนักรวมกันราวหนึ่งในสามของทั้งดัชนี โดยบริษัท TSMC ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของไต้หวันเพียงรายเดียวมีน้ำหนักมากกว่า 12% นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจ เพราะนักลงทุนจำนวนมากหนีจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ มาสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่กลับพบว่าดัชนีตลาดเกิดใหม่เองก็มีความกระจุกตัวสูงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เช่นกัน

บทวิเคราะห์ของ iShares เตือนว่า ธีม AI ได้แทรกซึมอยู่ในพอร์ตของนักลงทุนแทบทุกคน ไม่ว่าจะตั้งใจจัดสรรหรือไม่ก็ตาม ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงเรื่องการกระจุกตัวและความสัมพันธ์ (correlation) ที่สูงขึ้นระหว่างสินทรัพย์ต่างๆ หากกระแส AI สะดุด แรงกระเพื่อมอาจลามไปทั่วทั้งพอร์ต ทางแก้ที่ iShares เสนอคือการมองหา “ตัวกระจายความเสี่ยงที่หลากหลาย” ผ่านกลยุทธ์และสินทรัพย์ทางเลือกที่มีความสัมพันธ์ต่ำกับหุ้น รวมถึงหุ้นตลาดพัฒนาแล้วที่เน้นคุณค่าและจ่ายปันผล

ความเสี่ยงที่สองคือปัจจัยเชิงฤดูกาล ETF Trends ชี้ว่า ข้อมูลย้อนหลังระยะยาวของดัชนี MSCI Emerging Markets บ่งชี้ว่า ช่วงปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง หรือราวเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม มักเป็นช่วงที่ตลาดเกิดใหม่อ่อนแอตามฤดูกาล ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการประเมินความเสี่ยงใหม่และชะลอการสะสมสินทรัพย์ ข้อสังเกตนี้มีความหมายเป็นพิเศษสำหรับนักลงทุนที่กำลังพิจารณาเพิ่มน้ำหนักในช่วงเดือนสิงหาคมนี้

ความเสี่ยงที่สามคือภูมิรัฐศาสตร์และการค้า ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังส่งผลต่อราคาพลังงาน ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตลอดจนมาตรการภาษีนำเข้าที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออกบางกลุ่ม แม้ในอีกด้านหนึ่ง ประเทศเกิดใหม่ที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์อาจได้ประโยชน์จากราคาพลังงานและโลหะที่สูงขึ้น แต่ความไม่แน่นอนโดยรวมก็ยังเป็นตัวแปรที่คาดเดายาก สุดท้ายคือความเสี่ยงเชิงพฤติกรรม กัลเลกอสจาก BondBloxx เตือนว่า นักลงทุนจำนวนมากกำลัง “ไล่ตามผลตอบแทน” ของปีที่แล้ว มากกว่าจะลงทุนบนพื้นฐานความเชื่อที่มั่นคง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มักนำไปสู่การเข้าซื้อในจังหวะที่ราคาแพงเกินไป

กรณีของจีนสมควรได้รับการพิจารณาแยกเป็นพิเศษ เพราะจีนมีน้ำหนักมากที่สุดในดัชนีตลาดเกิดใหม่และเป็นตัวแปรที่สร้างความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างกองทุน Lazard วิเคราะห์ว่า แผนพัฒนาห้าปีฉบับใหม่ของจีนให้ความสำคัญกับภาคยุทธศาสตร์ การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีขั้นสูง และการลดการพึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติ โดยมีการสนับสนุนทางการคลังและกฎระเบียบมุ่งไปที่การผลิตไฮเทค พลังงานหมุนเวียน และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งอาจเสริมบทบาทของจีนในห่วงโซ่มูลค่าโลก แต่ในอีกด้าน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นแรงถ่วงภายในประเทศที่ใหญ่ที่สุดของจีน นักลงทุนที่เลือกกองทุนที่ให้น้ำหนักจีนสูงจึงต้องยอมรับทั้งโอกาสจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีจีน และความเสี่ยงจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลาย

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและกลยุทธ์จัดพอร์ตครึ่งหลังปี 2026

แม้ความเสี่ยงจะมีอยู่ แต่โดยรวมแล้วสถาบันการเงินใหญ่ยังคงมองบวกต่อตลาดเกิดใหม่อย่างมีเงื่อนไข ในบทวิเคราะห์กลางปี J.P. Morgan Global Research ประเมินว่า ดัชนี MSCI Emerging Markets มีโอกาสแตะระดับ 2,000 จุดภายในเดือนธันวาคม 2026 โดยมิสลาฟ มาเตย์กา (Mislav Matejka) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นต่างประเทศของ J.P. Morgan ระบุว่า ภาพเศรษฐกิจมหภาคยังเอื้อ ได้แรงหนุนจากโมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่ง และเชื่อว่าความคาดหวังเงินเฟ้อจะไม่หลุดกรอบจนควบคุมไม่ได้

เบน แรมซีย์ จาก J.P. Morgan เสริมว่า นับตั้งแต่จุดเปลี่ยนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ตลาดได้เห็นการไหลกลับของเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เผชิญกระแสเงินไหลออกมาหลายปี โดยเงินดอลลาร์ที่อ่อนลงและค่าเงินท้องถิ่นที่แข็งขึ้นเป็นประโยชน์ชัดเจนต่อตลาดตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่นของประเทศเกิดใหม่ ซึ่งช่วยด้านดุลการชำระเงินและดึงดูดกระแสเงินทุน

ในฝั่งกลยุทธ์เชิงลึก State Street เน้นย้ำเรื่อง “ความสมดุล” โดยมองว่าหุ้นคุณค่า (value) ที่มีคุณภาพยังมีบทบาทเป็นตัวสร้างเสถียรภาพในพอร์ตตลาดเกิดใหม่ พร้อมเปิดเผยว่าปัจจุบันให้น้ำหนักหุ้นจีนมากกว่าอินเดียในระยะสั้น เนื่องจากจีนมีส่วนผสมที่น่าสนใจกว่าทั้งด้านราคาที่สัมพันธ์กับปัจจัยพื้นฐาน โมเมนตัม และค่าเงินที่มีเสถียรภาพมากกว่า ขณะที่ในระยะกลาง State Street ยกให้อินเดียเป็นหนึ่งในเรื่องราวการลงทุนเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจที่สุด เพียงแต่จังหวะในปีนี้ยังไม่ลงตัว ส่วนภูมิภาค EMEA นั้นให้น้ำหนักเป็นกลางถึงต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย

คริส ไฮซี (Chris Hyzy) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของ Merrill และ Bank of America Private Bank มองสอดคล้องกันว่า โดยปกติเมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น เงินดอลลาร์มักแข็งค่า แต่รอบนี้กลับอ่อนค่า ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตลาดเกิดใหม่ ด้านโคลิน เพอร์ดี (Colin Purdie) จาก Manulife Investment Management ก็ระบุว่า แม้ตลาดสหรัฐฯ จะยังได้แรงหนุนจากกำไรที่แข็งแกร่ง แต่มุมมองเชิงลบต่อเงินดอลลาร์ยังคงเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่

สำหรับกรอบการจัดสรรสินทรัพย์ในทางปฏิบัติ ผู้เชี่ยวชาญในรายการ ETF Edge ของ CNBC เสนอตัวอย่างที่นักลงทุนซึ่งต้องการกระจายไปต่างประเทศอาจให้น้ำหนักตลาดพัฒนาแล้วต่อตลาดเกิดใหม่ในสัดส่วนราว 70 ต่อ 30 เพราะแม้ผลตอบแทนที่คาดหวังจากตลาดเกิดใหม่จะสูงกว่า แต่ก็มาพร้อมความผันผวนที่มากกว่า นอกจากนี้ นักลงทุนที่ต้องการลดการพึ่งพาธีม AI ยังสามารถพิจารณากลยุทธ์ตลาดพัฒนาแล้วที่เอียงไปทางหุ้นคุณค่าและหุ้นปันผล เพื่อเสริมความทนทานให้พอร์ตโดยรวม

นอกเหนือจากตลาดเกิดใหม่ ผู้เชี่ยวชาญยังมองว่าตลาดพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ เป็นส่วนเสริมที่น่าสนใจในการกระจายพอร์ต CNBC รายงานว่า ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน หลังการปฏิรูปธรรมาภิบาลของบริษัทและการให้ความสำคัญกับผู้ถือหุ้นมาหลายปีเริ่มส่งผลให้ผลตอบแทนดีขึ้น ขณะที่ยุโรปได้ประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง การใช้จ่ายภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ โดยบางมุมมองเห็นว่าการผ่อนคลายกฎระเบียบในยุโรปอาจเป็นแรงกระตุ้นที่ทรงพลังกว่าความพยายามในลักษณะเดียวกันของสหรัฐฯ ด้วยซ้ำ ภาพนี้สนับสนุนแนวคิดที่ว่า การกระจายออกจากการพึ่งพาหุ้นสหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องกระโดดเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด แต่สามารถผสมผสานทั้งตลาดพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ และตลาดเกิดใหม่เข้าด้วยกันอย่างสมดุล

แม้เสียงส่วนใหญ่จะมองบวก แต่ก็มีมุมที่นักลงทุนควรเผื่อใจ นั่นคือความเสี่ยงที่ธีมตลาดเกิดใหม่กำลังกลายเป็น “เทรดที่คนแห่กันเข้า” มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อธนาคารใหญ่บนวอลล์สตรีทต่างออกมาส่งสัญญาณบวกพร้อมกัน และเม็ดเงินไหลเข้าทำสถิติ ความคาดหวังที่สูงย่อมมาพร้อมความเปราะบาง หากตัวเลขเศรษฐกิจหรือกำไรออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด หรือหากเฟดส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าเดิม การปรับฐานก็อาจเกิดขึ้นได้รวดเร็วและรุนแรง โดยเฉพาะในสินทรัพย์ที่ราคาปรับขึ้นมามากแล้ว การรักษาวินัยและไม่ทุ่มน้ำหนักเกินตัวจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในสภาวะเช่นนี้

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทย เรื่องราวของตลาดเกิดใหม่ไม่ใช่เพียงข่าวต่างประเทศที่ห่างไกล เพราะประเทศไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ กระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงกลุ่มนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อทั้งตลาดหุ้นไทย ตลาดพันธบัตร และค่าเงินบาท ในภาวะที่เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า สกุลเงินเอเชียรวมถึงเงินบาทมักได้รับแรงหนุนตามไปด้วย ซึ่งเป็นดาบสองคม เพราะแม้จะดึงดูดเงินทุนไหลเข้า แต่ก็อาจกดดันความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย และเป็นโจทย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องชั่งน้ำหนักในการดำเนินนโยบายการเงิน

มองในบริบทของตลาดหุ้นไทยโดยเฉพาะ การที่นักลงทุนทั่วโลกยัง “อันเดอร์เวท” ตลาดเกิดใหม่ และเริ่มทยอยปรับน้ำหนักกลับเข้ามา ถือเป็นปัจจัยเชิงบวกในระดับภูมิภาคที่อาจหนุนกระแสเงินทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หลังจากที่ตลาดไทยเผชิญภาวะเงินทุนไหลออกต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี ไทยต้องแข่งขันกับตลาดเกิดใหม่อื่นที่มีเรื่องราวการเติบโตเชิงโครงสร้างและธีม AI ที่ชัดเจนกว่า เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ และอินเดีย ดังนั้นการที่เม็ดเงินจะไหลกลับเข้าตลาดไทยมากน้อยเพียงใด จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานภายในประเทศ ทั้งแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน เสถียรภาพทางการเมือง และทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

ในทางปฏิบัติ นักลงทุนไทยมีหลายช่องทางในการเข้าถึงธีมนี้ ช่องทางแรกคือกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเป็นทางเลือกที่สะดวกและมีผู้จัดการกองทุนดูแล ช่องทางที่สองคือการลงทุนโดยตรงในกองทุน ETF ต่างประเทศ เช่น EEM, IEMG หรือ VWO สำหรับหุ้น และ EMB หรือ EMLC สำหรับตราสารหนี้ ผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ และช่องทางที่สามคือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน หากไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน (unhedged) การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์อาจเพิ่มหรือลดผลตอบแทนได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวนก็มีต้นทุนที่ต้องแลกมา

บทเรียนสำคัญจากปีนี้ที่นักลงทุนไทยควรจดจำมีอยู่หลายข้อ ข้อแรก อย่ามองตลาดเกิดใหม่เป็นก้อนเดียวกัน เพราะความแตกต่างระหว่างกองทุนที่รวมและไม่รวมเกาหลีใต้ หรือให้น้ำหนักจีนมากน้อยต่างกัน สร้างผลตอบแทนที่ห่างกันได้ถึงเท่าตัว การเข้าใจ “ไส้ใน” ของกองทุนจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกธีม ข้อสอง ต้องตระหนักถึงความกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยีอย่าง TSMC ซึ่งหมายความว่าการลงทุนในดัชนีตลาดเกิดใหม่ส่วนหนึ่งคือการเดิมพันกับวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์และ AI โดยปริยาย

ข้อสาม ระวังกับดักของการไล่ตามผลตอบแทน หลังจากปีที่ผลตอบแทนสูงเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนควรกลับมาตั้งคำถามว่ากำลังลงทุนบนพื้นฐานที่มั่นคง หรือเพียงเพราะกลัวตกรถ การทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) และการจัดสรรสินทรัพย์ที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ยังคงเป็นหลักการที่ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนและปัจจัยเชิงฤดูกาลที่มักกดดันตลาดเกิดใหม่ในช่วงปลายไตรมาสสามได้ดีกว่าการทุ่มเงินก้อนเดียวในจังหวะที่ตลาดร้อนแรง

โดยสรุป ปี 2026 คือปีที่เรื่องราวของตลาดเกิดใหม่มีความลึกและซับซ้อนมากกว่าคำว่า “ดอลลาร์อ่อน” เพียงคำเดียว แรงขับเคลื่อนได้เปลี่ยนผ่านจากปัจจัยด้านสภาพคล่องและค่าเงิน ไปสู่ปัจจัยพื้นฐานอย่างกำไรของบริษัทและการเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่การผลิตเทคโนโลยีโลก ท่ามกลางลมต้านจากเฟดที่เข้มงวด ราคาน้ำมันที่ผันผวน และเงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลง สำหรับนักลงทุนไทย นี่คือโอกาสในการกระจายพอร์ตออกจากการกระจุกตัวในสินทรัพย์สหรัฐฯ แต่ต้องมาพร้อมความเข้าใจในรายละเอียด การบริหารความเสี่ยงด้านค่าเงิน และวินัยการลงทุนที่มั่นคง ทั้งนี้ ข้อมูลและมุมมองทั้งหมดในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลตอบแทนในอนาคต นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและปรึกษาผู้แนะนำการลงทุนก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

Similar Posts

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียคึกคักรับกระแส AI นิกเกอิทะลุ 68,000 SET แกว่งตัว จับตาเฟด-บาทอ่อน

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์กลางเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยบรรยากาศที่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงหนุนสองด้านอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือกระแสการลงทุนในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะแผ่วลง ผลักดันให้ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งทะลุระดับ 68,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และดัชนี TOPIX ทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือความคาดหวังเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ช่วยคลายแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะสั้น สำหรับนักลงทุนไทย ภาพรวมนี้มีความสำคัญไม่น้อย เพราะแม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบและปิดในแดนลบเล็กน้อยที่ระดับราว 1,612 จุด แต่กระแสเงินทุนต่างชาติ ทิศทางค่าเงินบาท และราคาน้ำมันในตลาดโลก ล้วนเชื่อมโยงโดยตรงกับพอร์ตการลงทุนของคนไทย บทความนี้จะพาไปสำรวจภาพรวมตลาดหุ้นเอเชียและปัจจัยแวดล้อมที่กำลังกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบและกลยุทธ์ที่นักลงทุนไทยควรจับตา หัวข้อสำคัญที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ ได้แก่ ปรากฏการณ์นิวไฮของตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเมกะเทรนด์ AI, ภาพรวมตลาดฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้, สมรภูมิการคาดการณ์นโยบายเฟดที่กำลังผันผวน, สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยและกระแสเงินทุนต่างชาติ, ทิศทางค่าเงินบาทและนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), ปัจจัยราคาน้ำมันและความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ตลอดจนบทสรุปเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นทำนิวไฮ นิกเกอิทะลุ 68,000 จุด รับแรงส่งเมกะเทรนด์ AI หากจะเลือกดาวเด่นของตลาดหุ้นเอเชียในปี 2569 คงหนีไม่พ้นตลาดหุ้นญี่ปุ่น…

  • |

    ราคาน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 107 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล่มสลาย

    ตลาดพลังงานโลกเปิดสัปดาห์ด้วยความปั่นป่วนอีกครั้ง เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นประมาณ 2% ในวันอาทิตย์ หลังจากความหวังในการเจรจาสันติภาพรอบที่สองระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต้องดับสูญลงอย่างกะทันหัน ไม่ใช่เพียงแค่ล่าช้า แต่ล่มสลายโดยสมบูรณ์ก่อนที่จะเริ่มต้นด้วยซ้ำ การพัฒนาการครั้งนี้ทำให้ตลาดพลังงานซึ่งเพิ่งเริ่มหายใจได้หลังจากความตึงเครียดชุดก่อน ต้องกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนที่ลึกกว่าเดิม น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงระดับนานาชาติ พุ่งขึ้นมากกว่า 2% ไปแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 18:27 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในขณะที่น้ำมันดิบ WTI หรือ West Texas Intermediate ของสหรัฐฯ ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 2% เช่นกัน ไปอยู่ที่ 96.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเคลื่อนไหวในช่วงสุดสัปดาห์ที่รุนแรงเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องปกติในตลาดน้ำมัน และบ่งบอกถึงระดับความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหมู่นักลงทุนและผู้ค้าพลังงานทั่วโลก เส้นทางสู่การล่มสลายของการเจรจา เพื่อเข้าใจว่าเหตุใดการล่มสลายครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง จำเป็นต้องย้อนดูบริบทของกระบวนการทางการทูตที่ผ่านมาก่อน ในช่วงก่อนหน้า ประธานาธิบดี Trump ได้ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์ โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลอิหร่านกำลัง “แตกแยกอย่างรุนแรง” และไม่สามารถนำเสนอจุดยืนที่เป็นเอกภาพได้ ในเวลาเดียวกัน ปากีสถานได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดเวทีการเจรจา โดยนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif และจอมพล Asim Munir…

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปิดลบ หลังสหรัฐฯ สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่าน ฉุดความหวังหยุดยิงที่เปราะบาง

    ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่พลิกกลับมาปิดในแดนลบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากที่ในช่วงต้นเซสชันต่างพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง บรรยากาศการลงทุนที่ดูดีในช่วงเช้าต้องพลิกผันเมื่อมีรายงานออกมาว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาได้สกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านอย่างน้อย 3 ลำ ในน่านน้ำเอเชีย และกำลังเปลี่ยนเส้นทางให้เรือเหล่านั้นออกจากตำแหน่งใกล้ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และศรีลังกา ตามรายงานของแหล่งข่าวจากวงการเดินเรือและความมั่นคงเมื่อวันพุธ เหตุการณ์นี้จุดชนวนความกังวลของนักลงทุนทั่วโลกว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อต่อไปอีก และสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะคลี่คลายลงอาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง จากจุดสูงสุดในประวัติศาสตร์สู่แรงกดดันในช่วงบ่าย ก่อนที่ข่าวดังกล่าวจะออกมา บรรยากาศในตลาดเอเชียช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีนั้นมีความสดใสอย่างน่าประทับใจ ตลาดหุ้นทั้งของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างพุ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงซื้อขายเช้า โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในคืนก่อนหน้า หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขยายระยะเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไป ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ควบคู่กับผลประกอบการขององค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อข่าวการสกัดกั้นเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านและความไม่แน่นอนทางการทูตแพร่กระจายออกไป แรงขายก็เข้ามากดดันตลาดทั่วทั้งภูมิภาค ทำให้ตลาดส่วนใหญ่หมดแรงและกลับมาปิดในแดนลบ ซับซ้อนของความขัดแย้ง: สงคราม การทูต และน้ำมัน หัวใจของความผันผวนในรอบนี้อยู่ที่พัฒนาการของสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ดำเนินไปพร้อมกันหลายแนวรบ ในด้านการทูต Trump ขยายระยะเวลาหยุดยิงฝ่ายเดียวออกไปอีกสองสัปดาห์เมื่อวันอังคาร โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะรัฐบาลของเตหะรานนั้น “แตกแยกอย่างร้ายแรง” และกล่าวใน Truth Social ว่า “เนื่องจากรัฐบาลอิหร่านแตกแยกกันอย่างรุนแรง ตามคำขอของจอมพล Asim Munir และนายกรัฐมนตรี Shehbaz Sharif แห่งปากีสถาน เราได้รับการขอร้องให้ชะลอการโจมตีต่ออิหร่านออกไปจนกว่าผู้นำและตัวแทนของพวกเขาจะสามารถมาพร้อมกับข้อเสนอที่เป็นเอกภาพ” การหยุดยิงจะมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่าอิหร่านจะยื่นข้อเสนอหรือการเจรจาจะสิ้นสุดลง ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านต่อไปอย่างต่อเนื่อง…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

  • |

    จากสิงคโปร์ถึงบรัสเซลส์ ผู้นำโลกจับตาดูการประชุมสุดยอด Trump-Xi จากระยะไกล

    เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump และประธานาธิบดีจีน Xi Jinping พบกันในกรุงปักกิ่งในวันพฤหัสบดี ทั้งสองและทีมงานจะปิดผนึกผลลัพธ์ในประเด็นที่อาจครอบคลุมได้อย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยเห็นในการประชุมทวิภาคีครั้งใดในรอบหลายทศวรรษ วาระการประชุมครอบคลุมตั้งแต่การค้า เทคโนโลยี การควบคุมการส่งออกแร่หายาก ไต้หวัน สงครามอิหร่าน ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ ทำให้การประชุมสุดยอดครั้งนี้กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทั้งโลกกำลังจับตามองด้วยความกังวลและความหวังพร้อมกัน Chad Bown นักวิจัยอาวุโสของ Peterson Institute for International Economics สรุปความสำคัญได้อย่างกระชับว่า “แทบทุกคนมีส่วนได้เสียในผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้” และนั่นคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะในโลกที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในห้องประชุมที่ปักกิ่งจะส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนนับพันล้านคนที่ไม่ได้อยู่ในห้องนั้น บริบทและเส้นทางสู่การประชุม การประชุมสุดยอดครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นผลจากเส้นทางที่ขรุขระและซับซ้อนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา การประชุมซึ่งเดิมกำหนดไว้ในเดือนมีนาคม ถูกเลื่อนออกไปเมื่อสหรัฐฯ ตกอยู่ในสงครามกับอิหร่าน ซึ่งก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ก่อนการประชุม ทั้งสองฝ่ายต่างเพิ่มแรงกดดันซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง วอชิงตันกล่าวหาปักกิ่งว่าดำเนินแคมเปญ “ระดับอุตสาหกรรม” เพื่อขโมยเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ในขณะที่จีนสั่งให้บริษัทต่างๆ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่านของสหรัฐฯ พร้อมกับเป็นเจ้าภาพต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ก่อนการประชุมสุดยอดในปักกิ่ง ยังมีการประชุมเตรียมการสำคัญในเกาหลีใต้วันพุธ เมื่อ He Lifeng รองนายกรัฐมนตรีจีน และ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ…

  • | |

    ทองพุ่ง น้ำมันจ่อ 100 ดอลลาร์ พันธบัตรสหรัฐป่วน จับตาผลกระทบนักลงทุนไทย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในสัปดาห์นี้เคลื่อนไหวอย่างที่ตำราการเงินเรียกว่า “ภาวะหลบภัย” อย่างเต็มรูปแบบ ราคาทองคำดีดตัวแตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือน น้ำมันดิบเบรนต์ไต่เข้าใกล้แนว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้งจากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ตลาดพันธบัตรสหรัฐเผชิญแรงเทขายจนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีพุ่งแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี บีบให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องออกมาตรการซื้อคืนพันธบัตรฉุกเฉินเพื่อสกัดวิกฤต ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกังวล นั่นคือ เงินเฟ้อที่ยังไม่ยอมลง หนี้ภาครัฐที่บวมขึ้นทุกวัน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไร้ทางออก สำหรับนักลงทุนไทย ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะราคาทองคำที่ปรับขึ้นย่อมสะเทือนถึงราคาทองในประเทศ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะส่งผ่านมายังต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อภายใน ส่วนความปั่นป่วนในตลาดพันธบัตรสหรัฐก็มีผลต่อทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าออกตลาดหุ้นไทยโดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละตลาด พร้อมประเมินว่าแรงกระเพื่อมจากวอลล์สตรีทและตะวันออกกลางจะย้อนกลับมากระทบพอร์ตของคนไทยอย่างไร ทองคำทะยานแตะจุดสูงสุดรอบสองเดือน แรงหนุนจาก “ดีเบสเมนต์เทรด” ราคาทองคำกลับมาเป็นดาวเด่นของตลาดอีกครั้ง โดยราคาสปอตทองคำเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 เคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 4,474 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากช่วงต้นเดือนที่ยังซื้อขายใกล้ระดับ 4,000 ดอลลาร์ ก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน ราคาทองในตลาดฟิวเจอร์สเคยพุ่งขึ้นแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 4,557 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน โดยราคาบวกขึ้นกว่า 3% ในวันเดียว นับเป็นการฟื้นตัวที่ทรงพลังหลังจากทองคำเคลื่อนไหวในกรอบแคบระหว่าง 4,000–4,200 ดอลลาร์มาเกือบตลอดฤดูร้อน ตัวจุดชนวนสำคัญที่ผลักดันทองคำในสัปดาห์นี้ คือการตัดสินใจของกระทรวงการคลังสหรัฐที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างน้อยเท่าตัว ซึ่งกดดันให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงและจุดกระแสที่นักวิเคราะห์เรียกว่า…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *