สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

สงครามตะวันออกกลางปลุกความเสี่ยง “Stagflation” ต่อเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง

ผลกระทบสะสมจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 สัปดาห์ กำลังเริ่มสะท้อนออกมาในข้อมูลเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะผ่านชุดข้อมูล “ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI)” จากหลายประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดล่วงหน้าที่สำคัญของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ

สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์และตลาดการเงินกำลังจับตาไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือ “ลักษณะของการชะลอตัว” ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะหากสองสิ่งนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จะนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า stagflation ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่ยากต่อการบริหารจัดการมากที่สุดในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ

ภาพรวมข้อมูล PMI และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

  • ข้อมูล PMI รอบใหม่จากหลายประเทศสำคัญ เช่น Germany, France, ยูโรโซน, United Kingdom และ United States จะถูกเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์นี้
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า:
    • กลุ่มยุโรปมีแนวโน้ม “ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน”
    • สหรัฐอเมริกาอาจ “ทรงตัว” แต่ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวชัดเจน

การตีความข้อมูล PMI ต้องเข้าใจว่าเป็นการสะท้อน “ความรู้สึกและการตัดสินใจของผู้บริหารธุรกิจ” ไม่ใช่เพียงตัวเลขผลลัพธ์ ดังนั้นหาก PMI ลดลง หมายความว่าภาคธุรกิจเริ่มระมัดระวังมากขึ้น เช่น การชะลอการจ้างงาน การลดคำสั่งซื้อวัตถุดิบ หรือการชะลอการลงทุนใหม่

ในบริบทของสงคราม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ PMI ไม่ได้มาจากดีมานด์ที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะที่ต้องตัดสินใจยากขึ้นระหว่างการรักษากำไรและการรักษาปริมาณการผลิต

Stagflation: ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่เริ่มชัดขึ้น

คำว่า stagflation กลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง โดย S&P Global ได้สะท้อนความกังวลนี้ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

Stagflation คือสถานการณ์ที่:

  • เศรษฐกิจเติบโตช้า หรือหยุดนิ่ง
  • เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง
  • อัตราการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สิ่งที่ทำให้ stagflation เป็นปัญหาคือ “เครื่องมือทางนโยบายขัดแย้งกันเอง”

  • หากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดเงินเฟ้อ → เศรษฐกิจจะยิ่งชะลอ
  • หากลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ → เงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรง

เมื่อย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970 โลกเคยเผชิญ stagflation จากวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการที่ความเสี่ยงด้านพลังงานกลับมาเป็นตัวแปรหลักอีกครั้ง

ผลกระทบจากสงคราม: มากกว่าพลังงาน

แม้ราคาน้ำมันจะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ผลกระทบของสงครามในครั้งนี้ลึกซึ้งกว่านั้น โดยสามารถแบ่งออกเป็นหลายชั้น

1. ต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์

  • เส้นทางการขนส่งสำคัญ เช่น Strait of Hormuz มีความไม่แน่นอนสูง
  • ค่าประกันภัยการขนส่งเพิ่มขึ้น
  • ต้นทุนเชื้อเพลิงส่งผลต่อราคาสินค้าเกือบทุกประเภท

2. ความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์

  • ประเทศต่าง ๆ เริ่มปรับกลยุทธ์ด้านความมั่นคง
  • การค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มถูกแบ่งขั้ว
  • การลงทุนข้ามประเทศลดลง

3. ผลกระทบต่อความเชื่อมั่น

  • ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย
  • ภาคธุรกิจชะลอการลงทุน
  • ตลาดการเงินมีความผันผวนสูงขึ้น

เมื่อรวมกันแล้ว ปัจจัยเหล่านี้สร้างแรงกดดันทั้งด้าน “อุปสงค์ (demand)” และ “อุปทาน (supply)” ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเกิด stagflation อย่างชัดเจน

IMF เตือน: ความเสียหายได้เริ่มต้นแล้ว

International Monetary Fund ได้ออกมาเตือนว่าผลกระทบจากสงครามไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงในอนาคต แต่ได้เริ่มเกิดขึ้นแล้วในระบบเศรษฐกิจโลก

Kristalina Georgieva ระบุว่าการฟื้นตัวจะใช้เวลานาน แม้ว่าสงครามจะยุติในระยะสั้นก็ตาม

สิ่งที่สำคัญคือแนวคิด “second-round effects” หรือผลกระทบระลอกสอง เช่น:

  • การปรับราคาสินค้าอย่างถาวร
  • การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
  • การปรับโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจ

ผลกระทบเหล่านี้มักจะคงอยู่ยาวนานกว่าตัวเหตุการณ์ และทำให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวเชิงโครงสร้าง

ธนาคารกลางและภาวะนโยบายที่ยากที่สุด

European Central Bank และธนาคารกลางอื่น ๆ กำลังเผชิญกับความท้าทายในการกำหนดนโยบายการเงิน

Philip Lane ชี้ให้เห็นว่าข้อมูลที่ได้รับยังไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

สถานการณ์ปัจจุบันทำให้ธนาคารกลางต้องเผชิญกับ:

  • ความไม่แน่นอนสูง
  • ความเสี่ยงสองด้าน (inflation vs growth)
  • ความล่าช้าในการส่งผ่านนโยบาย

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเพิ่มเติมที่ทำให้การตัดสินใจยากขึ้น เช่น:

  • ระดับหนี้สาธารณะที่สูง
  • ความเปราะบางของระบบการเงิน
  • ความคาดหวังของตลาด

ตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตาม

ข้อมูลเศรษฐกิจในระยะสั้นจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาด ได้แก่:

  • ดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจในยุโรป
  • ดัชนี Ifo ของเยอรมนี
  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในสหรัฐ

ตัวชี้วัดเหล่านี้มีความสำคัญเพราะสะท้อน “พฤติกรรมในอนาคต” มากกว่าปัจจุบัน หากความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง จะนำไปสู่การชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

มุมมองเชิงโครงสร้าง: ทำไมรอบนี้น่ากังวลเป็นพิเศษ

เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยง stagflation ในรอบนี้มีความซับซ้อนมากขึ้น

1. ระดับหนี้ทั่วโลกสูง

ทั้งภาครัฐและเอกชนมีหนี้สะสมในระดับสูง ทำให้การขึ้นดอกเบี้ยมีผลกระทบรุนแรงกว่าที่เคย

2. การเปลี่ยนแปลงของ global supply chain

โลกกำลังเปลี่ยนจาก globalization ไปสู่ regionalization ซึ่งเพิ่มต้นทุนและลดประสิทธิภาพ

3. ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ถาวร

ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคเดียว แต่เชื่อมโยงกับการแข่งขันเชิงอำนาจระดับโลก

4. เทคโนโลยีและ AI ยังไม่ชดเชยต้นทุน

แม้ AI จะเพิ่ม productivity ในระยะยาว แต่ในระยะสั้นยังไม่สามารถลดแรงกดดันด้านต้นทุนได้ทัน

ผลกระทบต่อสินทรัพย์และตลาดการเงิน

ในบริบทของ stagflation การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์มักเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

  • หุ้น:
    • กลุ่มเติบโต (growth stocks) มักถูกกดดันจากดอกเบี้ยสูง
    • กลุ่ม defensive เช่น สินค้าจำเป็น มักมีความทนทานมากกว่า
  • พันธบัตร:
    • มีความผันผวนสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบาย
  • สินค้าโภคภัณฑ์:
    • พลังงานและทองคำมักได้รับความสนใจในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

สิ่งสำคัญคือ “narrative ของตลาด” หากตลาดเริ่มเชื่อว่า stagflation เป็นความเสี่ยงหลัก การจัดพอร์ตลงทุนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

บทวิเคราะห์เชิงลึก: จุดเปลี่ยนของเศรษฐกิจโลก

สถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียง cycle ปกติของเศรษฐกิจ แต่มีลักษณะของ “structural shift” หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

  • ระบบพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่าน
  • ระบบการเงินกำลังถูกท้าทาย
  • ภูมิรัฐศาสตร์มีบทบาทมากขึ้นในเศรษฐกิจ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามไม่ใช่เพียงตัวเลขเศรษฐกิจรายเดือน แต่คือ “ทิศทางระยะยาว” ของโลกเศรษฐกิจ

หาก stagflation กลายเป็นความจริง:

  • การเติบโตจะต่ำกว่าที่คาด
  • อัตราดอกเบี้ยจะอยู่สูงนาน
  • ความผันผวนในตลาดจะเพิ่มขึ้น

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตัดสินใจของนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายจะต้องปรับตัวเข้าสู่โลกใหม่ที่ “ไม่เหมือนเดิม” อีกต่อไป

Similar Posts

  • เฟดสายเหยี่ยวกดบิตคอยน์หลุด 63,000 ดอลลาร์ Ethereum Foundation เผชิญวิกฤตผู้บริหารลาออก

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกเผชิญแรงเทขายรอบใหม่ในสัปดาห์นี้ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ส่งสัญญาณ “สายเหยี่ยว” ที่เหนือความคาดหมายของตลาดในการประชุมนโยบายการเงินครั้งแรกของเขาเมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าตลาดคริปโตทั่วโลกที่เคยทรงตัวอยู่ราว 2.26 ล้านล้านดอลลาร์ปรับตัวลงแรงกว่า 4% ในช่วง 24 ชั่วโมง บิตคอยน์ (Bitcoin) ร่วงทะลุระดับ 63,000 ดอลลาร์ และแตะจุดต่ำสุดในรอบวันที่ 62,236 ดอลลาร์ ส่วนอีเทอเรียม (Ethereum) ที่เผชิญทั้งแรงกดดันจากภาวะมหภาคและปัญหาภายในองค์กรพร้อมกัน ร่วงลงมาซื้อขายในกรอบ 1,650-1,740 ดอลลาร์ ขณะที่ดัชนี Fear & Greed Index ของตลาดคริปโตดิ่งลงไปแตะระดับ 8-15 จุด เข้าสู่โซน “Extreme Fear” หรือความกลัวสุดขั้วอย่างเป็นทางการ สถานการณ์ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นคือ ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังคงเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญ โดยมีกำหนดการลงนามสันติภาพอย่างเป็นทางการที่สวิตเซอร์แลนด์ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นปัจจัยบวกตัวสุดท้ายของสัปดาห์ที่จะช่วยลดราคาน้ำมันและเปิดทางให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงในระยะถัดไป ในขณะเดียวกัน Ethereum Foundation กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นจากการที่ผู้บริหารระดับสูงทยอยลาออกรวมแล้วอย่างน้อย…

  • | |

    AI กำลังมา!!! Nvidia หนุน Vast Data ระดมทุนแตะมูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์

    บริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสำหรับปัญญาประดิษฐ์ Vast Data ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการระดมทุนรอบใหม่มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งขึ้นแตะระดับ 30,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นหนึ่งในดีลที่สะท้อนความร้อนแรงของอุตสาหกรรม AI ได้อย่างชัดเจน โดยมี Nvidia ยักษ์ใหญ่ด้านชิปประมวลผลกราฟิกและ AI เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนหลักร่วมกับนักลงทุนสถาบันระดับโลก การระดมทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่น่าจับตา แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดกำลังให้คุณค่ากับ “โครงสร้างพื้นฐาน AI” มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโมเดล AI ระดับโลกจำนวนมาก Vast Data คือใคร และเหตุใดจึงมีความสำคัญในยุค AI Vast Data ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาโซลูชันด้านการจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (data infrastructure) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับยุค AI โดยเฉพาะ ในโลกของ AI การมีโมเดลที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมี “ข้อมูล” ที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้อย่างรวดเร็วในระดับมหาศาล เนื่องจากการฝึกโมเดล AI จำเป็นต้องใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาล และต้องสามารถส่งข้อมูลเข้าสู่ GPU…

  • วอลล์สตรีทปิดบวกท้ายสัปดาห์ ก่อนศึกใหญ่งบแบงก์-เงินเฟ้อ-เฟดสัปดาห์หน้า

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดวันศุกร์ (10 ก.ค.) ในแดนบวกอย่างระมัดระวัง ปิดฉากสัปดาห์ที่ผันผวนหนักด้วยชัยชนะรายสัปดาห์ของทั้งดัชนี S&P 500 และ Nasdaq โดยมีแรงหนุนจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่าง Nvidia และ Meta พร้อมการเปิดตัวขายหุ้น IPO ของ SK Hynix ที่กลายเป็นการระดมทุนของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีท ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังกลั้นหายใจรอสัปดาห์หน้าที่อัดแน่นด้วยงบการเงินแบงก์ยักษ์ใหญ่ ตัวเลขเงินเฟ้อ CPI และการปรากฏตัวครั้งแรกต่อสภาคองเกรสของประธานเฟดคนใหม่ ‘เควิน วอร์ช’ ที่อาจกำหนดทิศทางตลาดในครึ่งปีหลัง ปิดตลาดวันศุกร์: ดัชนีหลักปิดบวก ปิดสัปดาห์ผันผวนด้วยชัยชนะ บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กวันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม ปิดท้ายสัปดาห์ด้วยโทนบวก โดยดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.42% ปิดที่ระดับ 7,575.39 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 0.29% ปิดที่ 26,281.61 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial…

  • ผลประกอบการ Mag 7 และวาระสุดท้ายของ Powell: สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    หลังจากที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแข็งแกร่งในวันศุกร์และ Nvidia ทำสถิติราคาปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง นักลงทุนทั่วโลกกำลังเตรียมรับมือกับสัปดาห์ที่อัดแน่นไปด้วยเหตุการณ์สำคัญมากที่สุดแห่งฤดูกาลประกาศผลประกอบการนี้ ทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ชี้ชะตาทิศทางดอกเบี้ย และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกที่กำลังจะออกมาพร้อมกัน ภาพรวมตลาดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะมองไปข้างหน้า ย้อนดูตัวเลขจากสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อน ดัชนี S&P 500 ปิดวันศุกร์บวก 0.8% และทำกำไรได้ 0.6% ตลอดสัปดาห์ ขณะที่ Nasdaq ซึ่งเน้นหนักในกลุ่มเทคโนโลยีปิดวันศุกร์พุ่งขึ้นถึง 1.6% และสร้างผลตอบแทน 1.5% ตลอดช่วงห้าวันซื้อขาย ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปิดวันศุกร์ลดลง 0.2% และทำผลตอบแทนติดลบ 0.4% ตลอดสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าแรงซื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นขนาดใหญ่มากกว่าหุ้นในวงกว้าง สถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่มีความแน่นอน และนักลงทุนจำนวนมากยังรู้สึกอึดอัดกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงคุกรุ่น แต่ในสัปดาห์นี้ตลาดจะมีปัจจัยขับเคลื่อนอื่นๆ มากมายที่จะช่วยตอบคำถามสำคัญของตลาด และในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดคำถามใหม่ที่ยังไม่มีคำตอบ ไฮไลต์ปฏิทินเหตุการณ์สัปดาห์นี้ สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่สำคัญที่สุดของปีสำหรับนักลงทุน ด้วยเหตุการณ์ใหญ่ที่ซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น ไม่ว่าจะเป็นผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ และข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ Magnificent Seven เปิดบัญชีพร้อมกันวันพุธ จุดสนใจหลักของสัปดาห์คือผลประกอบการไตรมาสแรกจาก ห้าในเจ็ด บริษัทกลุ่ม Magnificent Seven…

  • |

    เฟดยึดดอกเบี้ย 3.5-3.75% ส่งไม้ให้ “วอร์ช” นำทัพ ขณะ ECB สู้ศึกเงินเฟ้อสงครามตะวันออกกลาง

    นโยบายการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างยืนหยัดคงอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางพายุคู่ขนาน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย และสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก บทบาทของเจอโรม พาวเวลล์ในฐานะประธาน Fed สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่เควิน วอร์ช ทายาทที่ทรัมป์เลือกสรร เพิ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเฉียดฉิว 54-45 เสียง เมื่อ 13 พฤษภาคม 2026 พร้อมรับภารกิจที่ท้าทายที่สุดในอาชีพการงาน — นั่นคือการพิสูจน์ว่าเขาสามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ทรัมป์ต้องการ โดยไม่จุดเชื้อเงินเฟ้อที่ยังคุอยู่ให้ลุกโชนอีกครั้ง เส้นทางดอกเบี้ย Fed: จากพาวเวลล์สู่วอร์ช คณะกรรมการตลาดการเงินแบบเปิด (FOMC) ของ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ช่วง 3.5-3.75% ในการประชุมเดือนมกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นการหยุดพักหลังจากลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งก่อนหน้านี้ ตามรายงานของ CNBC ในการประชุมเดือนมีนาคม 2026 FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (benchmark federal funds rate) ไว้ที่ช่วง 3.5-3.75%…

  • Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

    คลื่นกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลกการเงิน ขณะที่ตัวเลขรายได้ทะลุเพดานที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แทบทุกแนวรบ ในห้วงเวลาเพียง 30 วัน เราได้เห็น Nvidia Corporation บันทึกรายได้ไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหึมา 1.9 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปีนี้ และ Apple พิชิตยอดขายไตรมาส March ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 111.2 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลด้านภาษีนำเข้าและปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่รุมเร้าห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น กระแสการมาถึงของ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ผลักดันความต้องการชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนกองทุน SSF/LTF ประเภท Global Technology หรือลงทุนโดยตรงในตลาด Nasdaq ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Nvidia: “โรงงาน AI” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Nvidia Corporation…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *