หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น
|

หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น

ราคาหุ้นของ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันจันทร์ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับ Australia ในการสร้างเรือรบฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3 ลำ

ดีลดังกล่าวถือเป็น “การส่งออกเรือรบครั้งแรกในประวัติศาสตร์” ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับกองทัพเรือออสเตรเลียในปี 2029

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นของ MHI ปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 75% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต

บทวิเคราะห์: ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น

การที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกเรือรบได้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงดีลเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ:

  • ญี่ปุ่นมีข้อจำกัดด้านการส่งออกอาวุธมานานหลายทศวรรษจากรัฐธรรมนูญสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
  • การผ่อนคลายนโยบายนี้สะท้อนถึงความกังวลด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจทางทหารของจีน
  • อุตสาหกรรมกลาโหมกำลังถูกผลักดันให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ของญี่ปุ่น

ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นการ “เปิดตลาดโลก” ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในระยะยาว

รายละเอียดของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของออสเตรเลียในการพัฒนากองเรือฟริเกตจำนวน 11 ลำ ซึ่งมีงบประมาณรวมสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

เรือทั้ง 3 ลำแรกจะถูกสร้างโดย Mitsubishi Heavy Industries และจะใช้แบบเรือที่พัฒนาจาก Mogami-class รุ่นอัปเกรด ซึ่งเป็นเรือรบสมัยใหม่ของญี่ปุ่น

บทวิเคราะห์: ทำไมออสเตรเลียเลือกญี่ปุ่น

การที่ออสเตรเลียเลือกญี่ปุ่นแทนคู่แข่งอย่าง ThyssenKrupp Marine Systems จากเยอรมนี มีปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่:

  • ญี่ปุ่นเสนอ “ความเร็วในการส่งมอบ” ที่เหนือกว่า โดยอาจส่งมอบได้เร็วกว่ากองทัพเรือญี่ปุ่นเอง
  • เทคโนโลยีของเรือ Mogami-class มีความทันสมัย ทั้งด้าน stealth, automation และระบบรบ
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่น-ออสเตรเลียที่แน่นแฟ้นขึ้นในช่วงไม่กี่ปี

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า ดีลนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง “ราคา” แต่เป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์”

บทบาทของบริษัทญี่ปุ่นรายอื่นในโครงการ

โครงการนี้ไม่ได้มีเพียง MHI เท่านั้น แต่ยังมีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของญี่ปุ่นเข้าร่วม ได้แก่:

  • NEC Corporation
  • Mitsubishi Electric
  • Hitachi

บริษัทเหล่านี้จะรับผิดชอบระบบสำคัญ เช่น เรดาร์ เสาอากาศ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ของเรือ

ราคาหุ้นของ Mitsubishi Electric ปรับขึ้น 3.64% ขณะที่ Hitachi เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.8% ส่วน NEC ปรับลดลง 0.6%

บทวิเคราะห์: Ecosystem อุตสาหกรรมกลาโหมกำลังเกิดขึ้น

ดีลนี้สะท้อนให้เห็นว่า ญี่ปุ่นกำลังสร้าง “Defense Ecosystem” แบบครบวงจร:

  • ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตเรือ แต่รวมถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ AI และการสื่อสาร
  • บริษัทเทคโนโลยีพลเรือนเริ่มเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมทหาร
  • การบูรณาการนี้ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสหรัฐและยุโรป

ในระยะยาว อาจทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็น “ผู้ส่งออกระบบป้องกันประเทศครบวงจร”

บริบทด้านภูมิรัฐศาสตร์: ปัจจัยหนุนสำคัญ

รัฐบาลออสเตรเลียระบุในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติว่า การเพิ่มอำนาจของ China เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

รายงานยังระบุว่า:

  • จีนมีการขยายกำลังทหารและอิทธิพลทางทะเลอย่างต่อเนื่อง
  • มีการเคลื่อนไหวในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก
  • การสกัดกั้นเรือและเครื่องบินต่างชาติเริ่มเกิดขึ้นบ่อยขึ้น และบางครั้งมีความเสี่ยงสูง

บทวิเคราะห์: ดีลนี้คือส่วนหนึ่งของ “เกมมหาอำนาจ”

ดีลเรือรบนี้ไม่สามารถแยกออกจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์ได้:

  • เป็นส่วนหนึ่งของการ “ถ่วงดุลอำนาจจีน” ในภูมิภาค
  • สอดคล้องกับความร่วมมือด้านความมั่นคง เช่น QUAD และ AUKUS
  • สะท้อนว่าประเทศพันธมิตรของสหรัฐกำลังเพิ่มงบกลาโหม

กล่าวได้ว่า อุตสาหกรรมกลาโหมกำลังกลับมาเป็น “ธีมการลงทุนหลัก” ของโลกอีกครั้ง

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นและนักลงทุน

การปรับตัวขึ้นของหุ้น MHI ถึง 75% ในรอบปี สะท้อนว่า:

  • นักลงทุนเริ่มมองอุตสาหกรรมกลาโหมเป็น Growth Sector
  • ความต้องการอาวุธและระบบป้องกันเพิ่มขึ้นทั่วโลก
  • รายได้ระยะยาวของบริษัทมีความมั่นคงจากสัญญารัฐบาล

บทวิเคราะห์: โอกาสและความเสี่ยง

โอกาส:

  • รายได้ระยะยาวจากสัญญารัฐ
  • Margin สูงจากเทคโนโลยีเฉพาะทาง
  • Demand เพิ่มจากความตึงเครียดโลก

ความเสี่ยง:

  • การเมืองและนโยบายสามารถเปลี่ยนได้
  • การพึ่งพาลูกค้ารัฐบาลสูง
  • ความผันผวนจากสถานการณ์สงคราม

สรุปเชิงวิเคราะห์ (แบบขยายความ)

ดีลระหว่างญี่ปุ่นและออสเตรเลียครั้งนี้ถือเป็น “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” ของทั้งอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นและสมดุลอำนาจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ในเชิงเศรษฐกิจ:

  • ญี่ปุ่นกำลังเปิดตลาดใหม่มูลค่ามหาศาล
  • บริษัทเทคโนโลยีได้รับอานิสงส์ร่วมกัน
  • นักลงทุนเริ่มให้ Premium กับหุ้นกลุ่ม Defense

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์:

  • การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังเร่งตัว
  • ประเทศพันธมิตรสหรัฐเพิ่มการลงทุนด้านความมั่นคง
  • Supply chain ด้านกลาโหมเริ่มกระจายออกจากตะวันตก

ในเชิงการลงทุน:

  • หุ้นกลุ่ม Defense อาจกลายเป็น Mega Trend ระยะยาว
  • ญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจาก “ผู้ผลิตเพื่อใช้เอง” เป็น “ผู้ส่งออก”
  • การเติบโตไม่ได้จำกัดแค่ในประเทศ แต่ขยายสู่ระดับโลก

ดีลนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงข่าวบวกของบริษัทเดียว แต่เป็นสัญญาณของ “การเปลี่ยนยุค” ในทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงโลกอย่างแท้จริง

Similar Posts

  • | |

    หุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในช่วงก่อนตลาดเปิด: Seagate, Robinhood, Humana, Generac และอื่นๆ

    ช่วงก่อนตลาดเปิดทำการในวันพุธ มีหุ้นหลายตัวที่เคลื่อนไหวรุนแรงอย่างผิดปกติ หลังจากบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ทั้งที่ออกมาดีเกินคาดและน่าผิดหวังกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ภาพรวมของฤดูกาลประกาศผลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวและสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย กับบริษัทที่ยังคงดิ้นรนกับแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ชนะแห่งวัน: หุ้นที่พุ่งขึ้นแรง Seagate Technology คือดาวเด่นที่สุดของวัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 18% หลังจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายนี้ประกาศแนวโน้มที่แข็งแกร่งอย่างมากสำหรับไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ โดยคาดว่าจะมีรายได้ 3,450 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 100 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุง 5 ดอลลาร์ บวกลบ 20 เซนต์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่กำไร 3.97 ดอลลาร์ต่อหุ้นและรายได้ 3,160 ล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอย่างกระตือรือร้น ผลของ Seagate ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังกลุ่มหุ้นหน่วยความจำทั้งหมด โดย Western Digital พุ่งขึ้นมากกว่า 10%, Sandisk ขยับขึ้น 7.5% และ Micron เพิ่มขึ้นกว่า 4% NXP Semiconductors ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเช่นกัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 18.5%…

  • ศึกธนาคารกลางโลก! เฟดยุค Warsh ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ECB-BOJ นำหน้าไปแล้ว

    สัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่เข้มข้นที่สุดของปีสำหรับตลาดการเงินโลก เมื่อธนาคารกลางหลักของโลกถึง 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต่างจัดประชุมกำหนดทิศทางดอกเบี้ยในกรอบเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วัน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจากผลพวงสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่ในจังหวะเดียวกันก็มีข่าวดีเรื่องข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบร่วงลงอย่างรวดเร็ว สร้างความผันผวนสองด้านที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ไฮไลต์สำคัญที่สุดอยู่ที่การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งแรกของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งแม้จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.5-3.75% ตามคาด แต่กลับส่งสัญญาณที่ตลาดตีความว่าเป็น “hawkish” อย่างชัดเจน ด้วยการตัดวลี “เอียงไปทางผ่อนคลายนโยบาย” ออกจากแถลงการณ์ พร้อมเปิดเผยว่ากรรมการเฟด 9 จาก 18 คน คาดการณ์ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเทขายอย่างหนักในวันประกาศ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วงปลายสัปดาห์ เฟดยุควอร์ชเปิดตัวด้วยท่าที Hawkish เหนือความคาดหมาย การประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯ เพราะเป็นครั้งแรกที่เควิน วอร์ช นั่งหัวโต๊ะในฐานะประธานเฟดคนใหม่…

  • | |

    เศรษฐกิจโลกเดือด: เฟดคงดอกเบี้ย น้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อกลับมา กระทบหุ้นไทย

    สัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2569 กลายเป็นหนึ่งในช่วงที่ตลาดการเงินโลกผันผวนรุนแรงที่สุดของปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เป็นครั้งที่ห้าติดต่อกัน ด้วยมติที่แตกเป็น 9 ต่อ 3 เสียง ท่ามกลางเงินเฟ้อที่กลับมาเร่งตัวจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นกว่า 23% ในเดือนเดียว ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ขยายตัวเพียง 1.5% ในไตรมาสสอง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2550 ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ และความเสี่ยงที่ธนาคารกลางทั่วโลกอาจตกอยู่ในภาวะ “ตามหลัง” เงินเฟ้ออีกครั้ง เฟดคงดอกเบี้ยครั้งที่ 5 ท่ามกลาง “ศึกในครอบครัว” — วอร์ชยืนกรานเป้า 2% เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้า นับเป็นการตอกย้ำท่าทีระมัดระวังของเฟดตลอดทั้งปี หลังจากที่ปรับลดดอกเบี้ยไปสามครั้งในช่วงปลายปี 2568 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การประชุมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนๆ คือความเห็นที่แตกแยกภายในคณะกรรมการอย่างชัดเจน โดยมีกรรมการถึงสามคนลงมติคัดค้าน ต้องการให้ปรับขึ้นดอกเบี้ยทันที 0.25% กรรมการที่ลงมติสวนทาง…

  • | |

    ธนาคารกลางโลกติดกับดักเงินเฟ้อ: Fed คงดอกเบี้ย ECB พลิกขึ้น จับตา Jackson Hole

    ครึ่งหลังของปี 2026 กลายเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารกลางชั้นนำของโลกต้องเดินบนเส้นลวดที่บางที่สุดในรอบหลายปี เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นเพราะสงครามในตะวันออกกลางยังไม่จางหายไปอย่างสมบูรณ์ ขณะที่สัญญาณอ่อนแรงของตลาดแรงงานเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ห้าติดต่อกันด้วยมติที่แตกเป็นเสียงข้างมาก 9 ต่อ 3 ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเมื่อต้นปี นั่นคือการขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ก็เดินหน้าถอนคันเร่งนโยบายการเงินผ่อนคลายพิเศษต่อไป ทั้งหมดนี้กำลังหลอมรวมเป็นภาพความแตกต่างของทิศทางนโยบายการเงินโลกที่นักลงทุนไทยไม่อาจมองข้าม จุดสนใจของตลาดโลกในเวลานี้พุ่งเป้าไปที่การประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) รัฐไวโอมิง ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นเวทีแรกที่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์สำคัญในฐานะประธาน และห่างจากการประชุมกำหนดนโยบายของ Fed ในวันที่ 16 กันยายนเพียง 19 วัน คำถามที่ค้างคาใจนักลงทุนคือ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยหรือคงดอกเบี้ยในเดือนกันยายน และถ้อยแถลงของวอร์ชจะให้เบาะแสมากน้อยเพียงใด รายงานพิเศษชิ้นนี้จะพาผู้อ่านสำรวจสมรภูมินโยบายการเงินกลางปี 2026 อย่างละเอียด พร้อมถอดรหัสผลกระทบที่จะส่งตรงถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทย 1. Fed คงดอกเบี้ยครั้งที่…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *