“ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง
|

“ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง

สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ

โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง

กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน

ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ

ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม

มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำโอมาน ให้ความเห็นว่า “นี่คือโอกาสสุดท้ายในการบรรลุข้อตกลงก่อนที่การหยุดยิงจะหมดอายุ” พร้อมเตือนว่าความเสี่ยงมีสูงมาก หากทรัมป์ตัดสินใจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน เช่น โรงไฟฟ้าและสะพาน ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งในด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจในวงกว้าง

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงที่คณะผู้แทนของสหรัฐฯ กำลังเตรียมเดินทางกลับไปยังกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เพื่อเข้าร่วมการเจรจารอบที่สอง อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้ปฏิเสธหลายครั้งว่าจะไม่เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว แม้จะมีรายงานจาก The New York Times ว่าคณะผู้แทนจากเตหะรานมีแผนเดินทางไปยังอิสลามาบัดเช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงความสับสนและความไม่ชัดเจนของสถานการณ์ทางการทูต

การเจรจารอบแรกที่จัดขึ้นก่อนหน้านี้ในอิสลามาบัด นำโดยรองประธานาธิบดี JD Vance และทูตพิเศษของสหรัฐฯ อย่าง Steve Witkoff และ Jared Kushner ได้สิ้นสุดลงโดยไม่มีข้อสรุป โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นปมขัดแย้งหลัก

ทั้งสองประเทศได้ตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 2 สัปดาห์ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน แต่ตลอดช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ ข้อตกลงดังกล่าวกลับถูกท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดเงื่อนไข ขณะที่ทรัมป์ระบุว่าการหยุดยิงจะหมดอายุในเย็นวันพุธตามเวลาวอชิงตัน และมีแนวโน้มว่าจะไม่ขยายเวลาออกไป นอกจากนี้ เขายังระบุว่าจะไม่เปิดช่องแคบฮอร์มุซจนกว่าจะมีข้อตกลงกับอิหร่าน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญด้านพลังงานโลก

เมื่อถูกถามว่าหากไม่มีข้อตกลงจะเกิดการสู้รบทันทีหรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมคาดว่าจะเป็นเช่นนั้น” ซึ่งยิ่งเพิ่มความกังวลต่อสถานการณ์ในระยะสั้น

ในแง่ของการเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดอาจเป็นเพียง “แผนที่นำทางทางการทูต” มากกว่าข้อตกลงสันติภาพถาวร โดยคอร์เนเลีย เมเยอร์ ซีอีโอของ Meyer Resources ชี้ว่าการคาดหวังข้อตกลงสันติภาพจริงในระยะสั้นอาจเป็นเรื่องเกินจริง พร้อมยกตัวอย่างข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ที่ต้องใช้เวลานานกว่าสองปีในการเจรจา

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังมองว่าสหรัฐฯ อาจเสียเปรียบในโต๊ะเจรจา เนื่องจากทีมเจรจาของอิหร่านมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง ในขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ อาจขาดบุคลากรที่มีความชำนาญด้านการทูตระหว่างประเทศในระดับเดียวกัน หากไม่สามารถจัดทีมผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสมได้ ก็อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือชะตากรรมของยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งยังคงเป็นจุดขัดแย้งหลัก โดยทรัมป์อ้างว่าอิหร่านตกลงจะโอนยูเรเนียมให้สหรัฐฯ แต่ถูกอิหร่านปฏิเสธทันที

ในขณะเดียวกัน ความตึงเครียดยังลุกลามไปยังช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20% ของโลก โดยทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการควบคุมเส้นทางดังกล่าว สหรัฐฯ ยังคงปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านยืนยันการควบคุมทางทหารในพื้นที่

เหตุการณ์ล่าสุดยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านกล่าวหาว่าสหรัฐฯ โจมตีเรือพาณิชย์ของอิหร่าน และเรียกร้องให้ปล่อยตัวลูกเรือ ขณะเดียวกัน กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ยิงและยึดเรือบรรทุกสินค้าของอิหร่านที่พยายามฝ่าการปิดล้อม ส่วนอิหร่านก็ได้ยิงใส่เรือสองลำที่พยายามผ่านช่องแคบ ทำให้สถานการณ์เข้าใกล้จุดปะทะมากขึ้นเรื่อย ๆ

นักวิเคราะห์ด้านการเงินเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลาย โดยเฉพาะหากเกิดการปะทะทางทหารในช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ตลาดการเงินทั่วโลกเข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk-off) ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

โดยสรุป สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในขณะนี้อยู่ในจุดเปราะบางอย่างยิ่ง การตัดสินใจในช่วงเวลาไม่กี่วันข้างหน้าอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางของภูมิรัฐศาสตร์โลก ทั้งในด้านความมั่นคง พลังงาน และเศรษฐกิจ ซึ่งทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

Similar Posts

  • |

    วิเคราะห์วิกฤต สหรัฐฯ-อิหร่าน 24 ชั่วโมงล่าสุด และคลื่นกระแทกต่อตลาดโลก

    ย้อนกลับไปเพียงไม่กี่วันก่อน โลกดูเหมือนจะมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จากข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ทว่าในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา สถานการณ์กลับพลิกผันอย่างรุนแรงจนนำไปสู่ความกังวลว่าตะวันออกกลางกำลังก้าวเข้าสู่ “จุดแตกหัก” อีกครั้ง บทความนี้จะสรุปเหตุการณ์สำคัญในรอบ 1 วันที่ผ่านมา พร้อมบทวิเคราะห์เชิงลึกถึงสิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมรับมือ 1. สรุปสถานการณ์ 24 ชั่วโมงล่าสุด: “หยุดยิง” ที่ไร้ผล? สถานการณ์ในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความสับสนและตึงเครียด โดยมีประเด็นหลักที่เกิดขึ้นดังนี้: การตีความที่แตกต่างและภาวะสุญญากาศของข้อตกลง แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศความสำเร็จในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ แต่ปัญหาเกิดขึ้นทันทีเมื่อ “รายละเอียด” ในเอกสารของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน อิหร่านอ้างว่าข้อตกลงนี้ต้องครอบคลุมถึงการหยุดโจมตีในเลบานอนโดยอิสราเอลด้วย ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่าการปะทะกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเป็น “สมรภูมิแยก” ที่ไม่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน อิสราเอลเปิดฉากถล่มเลบานอนครั้งใหญ่ เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังการประกาศหยุดยิง กองทัพอิสราเอลได้ปฏิบัติการทางอากาศครั้งรุนแรงที่สุด โดยถล่มเป้าหมายกว่า 100 แห่งในเลบานอนภายในเวลาเพียง 10 นาที ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 250 ราย เหตุการณ์นี้กลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้อิหร่านประกาศว่า “ข้อตกลงหยุดยิงเป็นโมฆะ” อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพื่อเป็นการตอบโต้ กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านได้สั่งระงับการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซทันที ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49%…

  • วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ…

  • สงครามการค้า-คว่ำบาตรรัสเซียชุด 20 กระทบเศรษฐกิจโลกและไทยปี 2569

    เศรษฐกิจโลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่ยังคุกรุ่น มาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่ทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นชุดที่ 20 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบเส้นทางการค้าทางทะเล ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานโลกที่กำลังถูกวาดแผนที่ใหม่ทั้งหมด ทั้งหมดนี้กำลังส่งผลกระทบลึกลงมาถึงภาคส่งออกไทย ซึ่ง IMF และธนาคารแห่งประเทศไทยต่างเตือนว่าอาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำสุดในรอบสามทศวรรษนับจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ภาพรวมที่ดูเหมือนซับซ้อนนี้มีแกนกลางเดียวกันคือ โลกกำลังแตกออกเป็นหลายขั้วทางเศรษฐกิจ และประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศอย่างไทยกำลังยืนอยู่กลางพายุ สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน: จากสงครามภาษีสู่สงครามเทคโนโลยีและทรัพยากรยุทธศาสตร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะยังคงรักษา “ข้อตกลงสงบศึกที่เปราะบาง” ในสงครามการค้าโลกนี้ไว้ได้หลังการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่งในเดือนพฤษภาคม โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวออกจากกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกยังไม่น่าจะเกิดขึ้น แต่ภาษีนำเข้าสูง ข้อจำกัดด้านแร่ธาตุหายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยียังคงเป็นจุดที่ยังตกลงกันไม่ได้ สแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประเมินว่าความตึงเครียดในสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนที่เลวร้ายที่สุดน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว หลังสหรัฐฯ และจีนบรรลุข้อตกลงลดภาษีในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราภาษีจาก 145% เหลือ 30% ส่วนจีนจะลดภาษีตอบโต้จาก 125% เหลือ 10% ทั้งสองฝ่ายยังตกลงระงับภาษีเพิ่มเติม 24% เป็นเวลา 90 วัน แต่ตลาดมองว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเจรจาที่ยาวและขรุขระ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่สงครามการค้าอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในวงกว้าง โดย IMF คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี…

  • |

    สรุปตลาดหุ้นวันศุกร์: เงินเฟ้อ–AI–งบการเงิน ตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตา

    ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงปลายสัปดาห์นี้กำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจอย่างมาก หลังจากที่ดัชนีหลักต่าง ๆ ฟื้นตัวต่อเนื่อง (relief rally) สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนอีกครั้ง ท่ามกลางปัจจัยสำคัญหลายด้าน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ความเคลื่อนไหวของบริษัทเทคโนโลยี และการเริ่มต้นฤดูกาลประกาศงบการเงิน บทความนี้จะพาคุณไล่เรียงภาพรวมตลาดล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ว่าอะไรคือ “ตัวขับเคลื่อน” ที่อาจส่งผลต่อการซื้อขายในวันถัดไป และในระยะสั้น ตลาดหุ้นฟื้นตัวแรง: สัปดาห์ที่แข็งแกร่งของนักลงทุน สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นสหรัฐมีแรงซื้อกลับอย่างชัดเจน โดยดัชนีหลักทั้งสามปรับตัวขึ้นพร้อมกัน: การฟื้นตัวลักษณะนี้มักถูกเรียกว่า relief rally ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากตลาดผ่านช่วงความกังวลหรือแรงขายหนักมาก่อน สิ่งที่น่าสนใจคือ การขึ้นต่อเนื่องหลายวันแบบนี้มักสะท้อนว่า “Sentiment” ของนักลงทุนกำลังดีขึ้น แต่ก็อาจนำไปสู่แรงขายทำกำไรได้ในระยะสั้นเช่นกัน ตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI): ตัวแปรสำคัญที่ตลาดจับตา หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดของวันศุกร์คือการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) ของเดือนมีนาคม นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่า: ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นตัวชี้นำทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ “ราคาน้ำมัน” ซึ่งพุ่งขึ้นแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นมักจะ “ดันเงินเฟ้อ” และอาจทำให้ Fed ชะลอการลดดอกเบี้ย กลุ่มพลังงาน–วัสดุ: ผู้ชนะในรอบเดือน ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ทำผลงานดีที่สุดในตลาดคือ: การปรับตัวขึ้นของสองกลุ่มนี้สะท้อนว่า…

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ $80,000 คลังสหรัฐฯ จุดชนวนคริปโตพุ่งแรงสุดตั้งแต่ปี 2023

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาร้อนแรงอีกครั้งอย่างที่ไม่เห็นมานานหลายเดือน เมื่อราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปิดฉากการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่รุนแรงราว 25% และถือเป็นการดีดตัวสามวันที่แรงที่สุดของตลาดคริปโตนับตั้งแต่ปี 2023 ตามการรายงานของ CNBC แรงส่งครั้งนี้ไม่ได้มาจากกระแสเก็งกำไรลอยๆ แต่มีต้นตอชัดเจนจากการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว จุดชนวนสิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า “debasement trade” หรือการหนีเข้าสินทรัพย์ที่อยู่นอกการควบคุมของรัฐบาล ควบคู่กับกระแสเงินสถาบันที่ไหลกลับเข้ากองทุน ETF อย่างหนาแน่นที่สุดในรอบเกือบปี บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของปรากฏการณ์ครั้งนี้ ตั้งแต่ตัวเลขราคาล่าสุด กลไกเบื้องหลัง บทบาทของอีเธอเรียม (Ethereum) และบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงปัจจัยกฎหมาย การประชุม Jackson Hole และสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม ภาพรวมตลาด: บิตคอยน์ทะยานเหนือ 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะ “โลภสุดขีด” ณ ช่วงเช้าของวันอังคารที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ขยับขึ้นเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงการซื้อขายภาคเช้าของตลาดเอเชีย เพิ่มขึ้นราว 4% ในวันเดียว และมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ข้อมูลจาก CoinDesk ระบุว่าบิตคอยน์ยังทำจุดสูงสุดระหว่างวันแตะบริเวณ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *