ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง
น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี
ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49% แล้ว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงที่สุดในตลาดน้ำมันในรอบหลายทศวรรษ
Trump เพิ่มแรงกดดัน: ขยายการปิดล้อมและคำขู่รอบใหม่
ปัจจัยขับเคลื่อนราคาที่สำคัญที่สุดในวันนี้มาจากรายงานของ Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดี Trump กำลังจะขยายการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านออกไป เพื่อบีบเค้นเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมันของอิหร่านให้หนักขึ้นกว่าเดิม
ข่าวนี้สอดคล้องกับโพสต์ล่าสุดของ Trump บน Truth Social ในวันพุธ ซึ่งเขาเตือนอิหร่านว่า “ควรจะฉลาดขึ้นเร็วๆ นี้” และกล่าวหาผู้นำเตหะรานว่าล้มเหลวในการ “จัดการตัวเองให้เป็นระเบียบ” ถ้อยคำเหล่านี้แม้จะดูเป็นการโจมตีส่วนตัวมากกว่าการประกาศนโยบาย แต่ตลาดรับรู้สัญญาณได้ชัดเจนว่า Trump ไม่มีทีท่าจะผ่อนปรนแรงกดดันต่ออิหร่านในเร็ววัน
ในทางปฏิบัติ การขยายการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านมีความหมายสำคัญต่อตลาดพลังงานอย่างน้อยสองประการ ประการแรกคือการตัดรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับรัฐบาลเตหะราน ประการที่สองคือการส่งสัญญาณว่าสงครามและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจะยืดเยื้อออกไปอีกนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้เดิม
UAE ถอนตัวจาก OPEC: แผ่นดินไหวในองค์กรผู้ผลิตน้ำมัน
เหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่แพ้กันคือการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการพลังงานส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ไว้
UAE เป็นหนึ่งในสมาชิกที่สำคัญที่สุดของ OPEC มีกำลังการผลิตน้ำมันประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นรองเพียง Saudi Arabia ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ การที่สมาชิกขนาดนี้ตัดสินใจออกจาก OPEC จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแต่อย่างใด
การถอนตัวของ UAE สะท้อนความตึงเครียดที่สะสมมานานภายใน OPEC เกี่ยวกับโควตาการผลิตและทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร UAE เคยแสดงความไม่พอใจหลายครั้งเกี่ยวกับข้อจำกัดการผลิตที่กำหนดให้ขณะที่ประเทศมีกำลังการผลิตสูงกว่าที่ได้รับอนุญาต และในบริบทของสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง UAE อาจมองว่านี่คือโอกาสทองในการเพิ่มรายได้โดยการผลิตและขายน้ำมันให้มากขึ้นโดยไม่ต้องถูกจำกัดโดยโควตา OPEC
นักวิเคราะห์จาก ING ธนาคารดัตช์รายใหญ่ ระบุในบันทึกวิจัยที่เผยแพร่วันพุธว่าการออกจาก OPEC ของ UAE เป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อองค์กร และจะเป็นที่ยินดีของ Trump อย่างแน่นอน เนื่องจาก “มันกัดกร่อนอิทธิพลของ OPEC ในตลาดน้ำมัน ในขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภค”
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่า ในระยะสั้นนี้ “ปัจจัยขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับราคาน้ำมันยังคงเป็นพัฒนาการในอ่าวเปอร์เซียและระยะเวลาของการกลับมาของการไหลเวียนน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งหมายความว่าแม้การออกจาก OPEC ของ UAE จะเป็นเรื่องสำคัญในเชิงโครงสร้างระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่ครอบงำตลาดในขณะนี้
วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์คือ “ปกติใหม่”
การที่ Brent พุ่งทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก
ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่ระดับนี้จะแปรสภาพเป็นต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า การผลิตในโรงงาน ไปจนถึงราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับธนาคารกลางที่กำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังเหนียวอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเช่นนี้เป็นฝันร้ายของผู้กำหนดนโยบาย เพราะมันเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปทานที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง
ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงทำหน้าที่เหมือน “ภาษีโดยปริยาย” ที่เก็บจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศในยุโรป ซึ่งจะส่งผลกดดันการบริโภคภายในประเทศและอาจนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง
ผลกระทบต่อผู้ได้รับประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา นอร์เวย์ และชาติในแอฟริกา กำลังได้รับกำไรพิเศษจากราคาที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ แต่กว่าการลงทุนเหล่านั้นจะแปรสภาพเป็นน้ำมันในตลาดได้จริง ต้องใช้เวลาหลายปี
ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต
ปัจจัยเดียวที่ตลาดโฟกัสมากที่สุดในขณะนี้คือ ช่องแคบฮอร์มุซ และคำถามว่าเมื่อใดการไหลเวียนของน้ำมันผ่านเส้นทางนี้จะกลับมาเป็นปกติ
ING ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปัจจัยนี้คือตัวแปรสำคัญที่สุดในระยะสั้น ซึ่งสมเหตุสมผลอย่างมากเมื่อพิจารณาว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก ทุกวัน ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ตลาดก็จะยังคงตีราคาความเสี่ยงในระดับสูงต่อไป
บทสรุป: ราคาน้ำมันสะท้อนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
การที่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ในวันเดียวกับที่ UAE ถอนตัวจาก OPEC และ Trump ส่งคำขู่รอบใหม่ต่ออิหร่าน ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างองค์กรพลังงานโลก และทิศทางนโยบายการเงิน
สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย คำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบในขณะนี้คือสงครามจะสิ้นสุดเมื่อใด และเมื่อมันสิ้นสุดลง ตลาดพลังงานจะปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วแค่ไหน คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของโลกในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า
