ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
|

ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง

น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี

ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49% แล้ว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงที่สุดในตลาดน้ำมันในรอบหลายทศวรรษ

Trump เพิ่มแรงกดดัน: ขยายการปิดล้อมและคำขู่รอบใหม่

ปัจจัยขับเคลื่อนราคาที่สำคัญที่สุดในวันนี้มาจากรายงานของ Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดี Trump กำลังจะขยายการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านออกไป เพื่อบีบเค้นเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมันของอิหร่านให้หนักขึ้นกว่าเดิม

ข่าวนี้สอดคล้องกับโพสต์ล่าสุดของ Trump บน Truth Social ในวันพุธ ซึ่งเขาเตือนอิหร่านว่า “ควรจะฉลาดขึ้นเร็วๆ นี้” และกล่าวหาผู้นำเตหะรานว่าล้มเหลวในการ “จัดการตัวเองให้เป็นระเบียบ” ถ้อยคำเหล่านี้แม้จะดูเป็นการโจมตีส่วนตัวมากกว่าการประกาศนโยบาย แต่ตลาดรับรู้สัญญาณได้ชัดเจนว่า Trump ไม่มีทีท่าจะผ่อนปรนแรงกดดันต่ออิหร่านในเร็ววัน

ในทางปฏิบัติ การขยายการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านมีความหมายสำคัญต่อตลาดพลังงานอย่างน้อยสองประการ ประการแรกคือการตัดรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับรัฐบาลเตหะราน ประการที่สองคือการส่งสัญญาณว่าสงครามและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจะยืดเยื้อออกไปอีกนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้เดิม

UAE ถอนตัวจาก OPEC: แผ่นดินไหวในองค์กรผู้ผลิตน้ำมัน

เหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่แพ้กันคือการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการพลังงานส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ไว้

UAE เป็นหนึ่งในสมาชิกที่สำคัญที่สุดของ OPEC มีกำลังการผลิตน้ำมันประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นรองเพียง Saudi Arabia ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ การที่สมาชิกขนาดนี้ตัดสินใจออกจาก OPEC จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแต่อย่างใด

การถอนตัวของ UAE สะท้อนความตึงเครียดที่สะสมมานานภายใน OPEC เกี่ยวกับโควตาการผลิตและทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร UAE เคยแสดงความไม่พอใจหลายครั้งเกี่ยวกับข้อจำกัดการผลิตที่กำหนดให้ขณะที่ประเทศมีกำลังการผลิตสูงกว่าที่ได้รับอนุญาต และในบริบทของสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง UAE อาจมองว่านี่คือโอกาสทองในการเพิ่มรายได้โดยการผลิตและขายน้ำมันให้มากขึ้นโดยไม่ต้องถูกจำกัดโดยโควตา OPEC

นักวิเคราะห์จาก ING ธนาคารดัตช์รายใหญ่ ระบุในบันทึกวิจัยที่เผยแพร่วันพุธว่าการออกจาก OPEC ของ UAE เป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อองค์กร และจะเป็นที่ยินดีของ Trump อย่างแน่นอน เนื่องจาก “มันกัดกร่อนอิทธิพลของ OPEC ในตลาดน้ำมัน ในขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภค”

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่า ในระยะสั้นนี้ “ปัจจัยขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับราคาน้ำมันยังคงเป็นพัฒนาการในอ่าวเปอร์เซียและระยะเวลาของการกลับมาของการไหลเวียนน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งหมายความว่าแม้การออกจาก OPEC ของ UAE จะเป็นเรื่องสำคัญในเชิงโครงสร้างระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่ครอบงำตลาดในขณะนี้

วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์คือ “ปกติใหม่”

การที่ Brent พุ่งทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่ระดับนี้จะแปรสภาพเป็นต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า การผลิตในโรงงาน ไปจนถึงราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับธนาคารกลางที่กำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังเหนียวอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเช่นนี้เป็นฝันร้ายของผู้กำหนดนโยบาย เพราะมันเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปทานที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง

ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงทำหน้าที่เหมือน “ภาษีโดยปริยาย” ที่เก็บจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศในยุโรป ซึ่งจะส่งผลกดดันการบริโภคภายในประเทศและอาจนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง

ผลกระทบต่อผู้ได้รับประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา นอร์เวย์ และชาติในแอฟริกา กำลังได้รับกำไรพิเศษจากราคาที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ แต่กว่าการลงทุนเหล่านั้นจะแปรสภาพเป็นน้ำมันในตลาดได้จริง ต้องใช้เวลาหลายปี

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต

ปัจจัยเดียวที่ตลาดโฟกัสมากที่สุดในขณะนี้คือ ช่องแคบฮอร์มุซ และคำถามว่าเมื่อใดการไหลเวียนของน้ำมันผ่านเส้นทางนี้จะกลับมาเป็นปกติ

ING ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปัจจัยนี้คือตัวแปรสำคัญที่สุดในระยะสั้น ซึ่งสมเหตุสมผลอย่างมากเมื่อพิจารณาว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก ทุกวัน ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ตลาดก็จะยังคงตีราคาความเสี่ยงในระดับสูงต่อไป

บทสรุป: ราคาน้ำมันสะท้อนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การที่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ในวันเดียวกับที่ UAE ถอนตัวจาก OPEC และ Trump ส่งคำขู่รอบใหม่ต่ออิหร่าน ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างองค์กรพลังงานโลก และทิศทางนโยบายการเงิน

สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย คำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบในขณะนี้คือสงครามจะสิ้นสุดเมื่อใด และเมื่อมันสิ้นสุดลง ตลาดพลังงานจะปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วแค่ไหน คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของโลกในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า

Similar Posts

  • จีนต้อนรับรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ก่อนทรัมป์บินเยือนปักกิ่ง

    ในการเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญอย่างลึกซึ้งต่อพลวัตของความขัดแย้งที่กำลังคุกรุ่นในตะวันออกกลาง จีน เปิดบ้านต้อนรับ Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านในวันพุธ นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเตหะรานปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ยิ่งมีความสำคัญขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งคือมันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดี Donald Trump จะเดินทางเยือนปักกิ่งในช่วงวันที่ 14-15 พฤษภาคม ซึ่งถือเป็นการประชุมสุดยอดที่ทั้งโลกจับตามองอย่างใจจดใจจ่อ ภาพของ Wang Yi นักการทูตสูงสุดของจีนที่นั่งพบกับ Araghchi ในกรุงปักกิ่งไม่กี่วันก่อน Trump บินลัดฟ้าเข้ามา ถ่ายทอดความซับซ้อนของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคนี้ได้อย่างไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม มันคือการส่งสัญญาณพร้อมกันหลายทิศทาง ทั้งต่อสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน และต่อโลก ว่าจีนกำลังเล่นเกมที่ซับซ้อนและมีเป้าหมายของตัวเองอย่างชัดเจน จังหวะเวลาที่ไม่บังเอิญ: ปักกิ่งส่งสัญญาณอะไร? หนึ่งในรายละเอียดที่สะดุดตาผู้สังเกตการณ์ทางการทูตมากที่สุดคือวิธีที่ข่าวการเยือนนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ สื่อของรัฐจีนออกมาประกาศล่วงหน้าในคืนวันอังคาร โดยอ้างแถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุชัดเจนว่า ปักกิ่งเป็นผู้ริเริ่มการเชิญ ไม่ใช่ฝ่ายอิหร่านที่ขอมา รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนเป็นพิธีการนี้กลับมีความหมายทางการทูตที่ลึกซึ้งอย่างมาก เพราะมันบ่งบอกว่าจีนต้องการให้โลกรับรู้ว่าการพบปะนี้เป็นความคิดริเริ่มของปักกิ่งเอง ไม่ใช่เพียงการตอบรับการติดต่อของอิหร่าน การประกาศล่วงหน้าแบบนี้ยังเป็นสัญญาณไปยังวอชิงตันว่าจีนมีบทบาทของตัวเองในการจัดการวิกฤตนี้ และไม่ได้รอรับคำสั่งจากสหรัฐฯ ว่าจะปฏิบัติต่ออิหร่านอย่างไร Amir Handjani สมาชิกคณะกรรมการของ Quincy Institute for Responsible Statecraft…

  • |

    วิเคราะห์เชิงลึก: เหตุการณ์ Zerion ถูกโจมตีด้วย AI และภัยคุกคามใหม่ของแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้เผชิญกับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการโจมตีที่ไม่ได้อาศัยช่องโหว่ทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่กลับมุ่งเป้าไปที่ “มนุษย์” ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของระบบ ล่าสุดกรณีของ Zerion ได้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มใหม่ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง นั่นคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการทำ Social Engineering เพื่อเจาะระบบองค์กร ภาพรวมเหตุการณ์: Zerion ถูกเจาะระบบผ่าน “มนุษย์” ไม่ใช่โค้ด บริษัท Zerion ซึ่งเป็นผู้ให้บริการกระเป๋าเงินคริปโตชื่อดัง ยืนยันเมื่อวันพุธว่า ถูกโจมตีทางไซเบอร์โดยกลุ่มที่เชื่อมโยงกับเกาหลีเหนือ (DPRK) ผ่านแคมเปญ Social Engineering ระยะยาว แม้ว่าความเสียหายจะไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเหตุการณ์อื่นในวงการ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “วิธีการโจมตี” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาไปอีกขั้นของภัยไซเบอร์ วิเคราะห์เพิ่มเติม เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า: นี่คือการเปลี่ยนยุคของ Cybersecurity จาก “การป้องกันระบบ” ไปสู่ “การป้องกันพฤติกรรมมนุษย์” รายละเอียดการโจมตี: AI + Social Engineering ระดับสูง วิธีที่แฮกเกอร์ใช้ในการเจาะระบบ จากรายงานของ Zerion: แม้ว่าระบบหลักและเงินของผู้ใช้งานจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่บริษัทต้อง: วิเคราะห์เชิงลึก…

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • | |

    หุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในช่วงก่อนตลาดเปิด: Seagate, Robinhood, Humana, Generac และอื่นๆ

    ช่วงก่อนตลาดเปิดทำการในวันพุธ มีหุ้นหลายตัวที่เคลื่อนไหวรุนแรงอย่างผิดปกติ หลังจากบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ทั้งที่ออกมาดีเกินคาดและน่าผิดหวังกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ภาพรวมของฤดูกาลประกาศผลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวและสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย กับบริษัทที่ยังคงดิ้นรนกับแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ชนะแห่งวัน: หุ้นที่พุ่งขึ้นแรง Seagate Technology คือดาวเด่นที่สุดของวัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 18% หลังจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายนี้ประกาศแนวโน้มที่แข็งแกร่งอย่างมากสำหรับไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ โดยคาดว่าจะมีรายได้ 3,450 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 100 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุง 5 ดอลลาร์ บวกลบ 20 เซนต์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่กำไร 3.97 ดอลลาร์ต่อหุ้นและรายได้ 3,160 ล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอย่างกระตือรือร้น ผลของ Seagate ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังกลุ่มหุ้นหน่วยความจำทั้งหมด โดย Western Digital พุ่งขึ้นมากกว่า 10%, Sandisk ขยับขึ้น 7.5% และ Micron เพิ่มขึ้นกว่า 4% NXP Semiconductors ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเช่นกัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 18.5%…

  • |

    ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

    ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง “ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100…

  • |

    สงครามอิหร่านกระทบห่วงโซ่อุปทานแผงวงจร ดันต้นทุนบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูง

    ในโลกที่เศรษฐกิจดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับห่วงโซ่อุปทานทางกายภาพ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อราคาน้ำมันหรือตลาดการเงินอีกต่อไป แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก เมื่อแหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมและผู้บริหารระดับสูงหลายรายเปิดเผยกับ Reuters ว่าสงครามในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ แผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board หรือ PCB) ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิดในโลก ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ การหยุดชะงักครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงอยู่แล้ว และขณะนี้ยังต้องรับมือกับแรงกระแทกใหม่จากราคา PCB ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทาน พลาสติก และน้ำมันไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้น: การโจมตีนิคมปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย รากเหง้าของวิกฤตครั้งนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่ออิหร่านโจมตี นิคมปิโตรเคมี Jubail ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งอ่าวอาหรับ การโจมตีครั้งนั้นบังคับให้ต้องหยุดการผลิต โพลีฟีนิลีนอีเธอร์ (Polyphenylene Ether หรือ PPE) บริสุทธิ์สูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตแผ่นลามิเนตสำหรับ PCB สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีความสำคัญระดับโลกมากกว่าที่ดูเผินๆ คือบทบาทของ SABIC (Saudi Basic Industries Corporation) ในห่วงโซ่อุปทานนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีของซาอุดีอาระเบียแห่งนี้ดำเนินงานอยู่ในนิคม Jubail และมีสัดส่วนการผลิต…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *