ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
|

ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง

น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี

ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49% แล้ว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงที่สุดในตลาดน้ำมันในรอบหลายทศวรรษ

Trump เพิ่มแรงกดดัน: ขยายการปิดล้อมและคำขู่รอบใหม่

ปัจจัยขับเคลื่อนราคาที่สำคัญที่สุดในวันนี้มาจากรายงานของ Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดี Trump กำลังจะขยายการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านออกไป เพื่อบีบเค้นเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมันของอิหร่านให้หนักขึ้นกว่าเดิม

ข่าวนี้สอดคล้องกับโพสต์ล่าสุดของ Trump บน Truth Social ในวันพุธ ซึ่งเขาเตือนอิหร่านว่า “ควรจะฉลาดขึ้นเร็วๆ นี้” และกล่าวหาผู้นำเตหะรานว่าล้มเหลวในการ “จัดการตัวเองให้เป็นระเบียบ” ถ้อยคำเหล่านี้แม้จะดูเป็นการโจมตีส่วนตัวมากกว่าการประกาศนโยบาย แต่ตลาดรับรู้สัญญาณได้ชัดเจนว่า Trump ไม่มีทีท่าจะผ่อนปรนแรงกดดันต่ออิหร่านในเร็ววัน

ในทางปฏิบัติ การขยายการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านมีความหมายสำคัญต่อตลาดพลังงานอย่างน้อยสองประการ ประการแรกคือการตัดรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับรัฐบาลเตหะราน ประการที่สองคือการส่งสัญญาณว่าสงครามและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจะยืดเยื้อออกไปอีกนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้เดิม

UAE ถอนตัวจาก OPEC: แผ่นดินไหวในองค์กรผู้ผลิตน้ำมัน

เหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่แพ้กันคือการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการพลังงานส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ไว้

UAE เป็นหนึ่งในสมาชิกที่สำคัญที่สุดของ OPEC มีกำลังการผลิตน้ำมันประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นรองเพียง Saudi Arabia ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ การที่สมาชิกขนาดนี้ตัดสินใจออกจาก OPEC จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแต่อย่างใด

การถอนตัวของ UAE สะท้อนความตึงเครียดที่สะสมมานานภายใน OPEC เกี่ยวกับโควตาการผลิตและทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร UAE เคยแสดงความไม่พอใจหลายครั้งเกี่ยวกับข้อจำกัดการผลิตที่กำหนดให้ขณะที่ประเทศมีกำลังการผลิตสูงกว่าที่ได้รับอนุญาต และในบริบทของสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง UAE อาจมองว่านี่คือโอกาสทองในการเพิ่มรายได้โดยการผลิตและขายน้ำมันให้มากขึ้นโดยไม่ต้องถูกจำกัดโดยโควตา OPEC

นักวิเคราะห์จาก ING ธนาคารดัตช์รายใหญ่ ระบุในบันทึกวิจัยที่เผยแพร่วันพุธว่าการออกจาก OPEC ของ UAE เป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อองค์กร และจะเป็นที่ยินดีของ Trump อย่างแน่นอน เนื่องจาก “มันกัดกร่อนอิทธิพลของ OPEC ในตลาดน้ำมัน ในขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภค”

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่า ในระยะสั้นนี้ “ปัจจัยขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับราคาน้ำมันยังคงเป็นพัฒนาการในอ่าวเปอร์เซียและระยะเวลาของการกลับมาของการไหลเวียนน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งหมายความว่าแม้การออกจาก OPEC ของ UAE จะเป็นเรื่องสำคัญในเชิงโครงสร้างระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่ครอบงำตลาดในขณะนี้

วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์คือ “ปกติใหม่”

การที่ Brent พุ่งทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่ระดับนี้จะแปรสภาพเป็นต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า การผลิตในโรงงาน ไปจนถึงราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับธนาคารกลางที่กำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังเหนียวอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเช่นนี้เป็นฝันร้ายของผู้กำหนดนโยบาย เพราะมันเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปทานที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง

ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงทำหน้าที่เหมือน “ภาษีโดยปริยาย” ที่เก็บจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศในยุโรป ซึ่งจะส่งผลกดดันการบริโภคภายในประเทศและอาจนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง

ผลกระทบต่อผู้ได้รับประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา นอร์เวย์ และชาติในแอฟริกา กำลังได้รับกำไรพิเศษจากราคาที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ แต่กว่าการลงทุนเหล่านั้นจะแปรสภาพเป็นน้ำมันในตลาดได้จริง ต้องใช้เวลาหลายปี

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต

ปัจจัยเดียวที่ตลาดโฟกัสมากที่สุดในขณะนี้คือ ช่องแคบฮอร์มุซ และคำถามว่าเมื่อใดการไหลเวียนของน้ำมันผ่านเส้นทางนี้จะกลับมาเป็นปกติ

ING ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปัจจัยนี้คือตัวแปรสำคัญที่สุดในระยะสั้น ซึ่งสมเหตุสมผลอย่างมากเมื่อพิจารณาว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก ทุกวัน ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ตลาดก็จะยังคงตีราคาความเสี่ยงในระดับสูงต่อไป

บทสรุป: ราคาน้ำมันสะท้อนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การที่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ในวันเดียวกับที่ UAE ถอนตัวจาก OPEC และ Trump ส่งคำขู่รอบใหม่ต่ออิหร่าน ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างองค์กรพลังงานโลก และทิศทางนโยบายการเงิน

สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย คำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบในขณะนี้คือสงครามจะสิ้นสุดเมื่อใด และเมื่อมันสิ้นสุดลง ตลาดพลังงานจะปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วแค่ไหน คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของโลกในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า

Similar Posts

  • |

    Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก

    แนวคิดที่ว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าทองคำ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจาก Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bitwise Asset Management ออกมาแสดงมุมมองว่า Bitcoin อาจไม่ได้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “เครื่องมือทางการเงินระดับโลก” Hougan ระบุว่า หาก Bitcoin สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง: มูลค่าตลาดของมันอาจ “แซงหน้าทองคำ” ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 33–34 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในอนาคต แนวคิดหลัก: Bitcoin ไม่ได้แข่งกับทองคำเพียงอย่างเดียว หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจาก Hougan คือ นักลงทุนจำนวนมาก “ประเมิน Bitcoin ต่ำเกินไป” เพราะมองว่า Bitcoin ต้องแทนที่ทองคำทั้งหมดจึงจะเติบโตได้ วิเคราะห์เชิงลึก: Hougan เคยประเมินว่า: ขยายความ: ดังนั้น: จุดเปลี่ยนสำคัญ: Bitcoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร → เครื่องมือการเงินจริง แนวคิดนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังมีรายงานว่าอิหร่านพิจารณาใช้ Bitcoin ในการชำระค่าผ่านทางในช่องแคบ…

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ $80,000 คลังสหรัฐฯ จุดชนวนคริปโตพุ่งแรงสุดตั้งแต่ปี 2023

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกลับมาร้อนแรงอีกครั้งอย่างที่ไม่เห็นมานานหลายเดือน เมื่อราคาบิตคอยน์ (Bitcoin) พุ่งทะลุระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปิดฉากการปรับตัวขึ้นรายสัปดาห์ที่รุนแรงราว 25% และถือเป็นการดีดตัวสามวันที่แรงที่สุดของตลาดคริปโตนับตั้งแต่ปี 2023 ตามการรายงานของ CNBC แรงส่งครั้งนี้ไม่ได้มาจากกระแสเก็งกำไรลอยๆ แต่มีต้นตอชัดเจนจากการตัดสินใจเชิงนโยบายของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว จุดชนวนสิ่งที่นักลงทุนเรียกว่า “debasement trade” หรือการหนีเข้าสินทรัพย์ที่อยู่นอกการควบคุมของรัฐบาล ควบคู่กับกระแสเงินสถาบันที่ไหลกลับเข้ากองทุน ETF อย่างหนาแน่นที่สุดในรอบเกือบปี บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของปรากฏการณ์ครั้งนี้ ตั้งแต่ตัวเลขราคาล่าสุด กลไกเบื้องหลัง บทบาทของอีเธอเรียม (Ethereum) และบริษัทคลังสินทรัพย์ดิจิทัล ไปจนถึงปัจจัยกฎหมาย การประชุม Jackson Hole และสัญญาณเตือนที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม ภาพรวมตลาด: บิตคอยน์ทะยานเหนือ 80,000 ดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะ “โลภสุดขีด” ณ ช่วงเช้าของวันอังคารที่ผ่านมา ราคาบิตคอยน์ขยับขึ้นเหนือระดับ 80,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงการซื้อขายภาคเช้าของตลาดเอเชีย เพิ่มขึ้นราว 4% ในวันเดียว และมากกว่า 25% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ข้อมูลจาก CoinDesk ระบุว่าบิตคอยน์ยังทำจุดสูงสุดระหว่างวันแตะบริเวณ…

  • | |

    KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์

    ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งด้านมืดและด้านสว่างพร้อมกัน ดัชนี KOSPI ดิ่งลงอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) สองวันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ก่อนจะทะยานกลับขึ้นถึง 17.91% ในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 6,595.45 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี และเป็นครั้งแรกที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดในหนึ่งวัน สัปดาห์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่าด้วยความเปราะบางของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย และความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมชิปความจำ (Memory Chip) ห้าวันที่เหวี่ยงจากตื่นตระหนกสู่ความคลั่งไคล้ หากต้องสรุปสภาพตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยชุดตัวเลข คงหนีไม่พ้นอัตราการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี KOSPI ตลอดห้าวันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ +0.97%, -10.84%, -5.98%, -1.23% และ +17.91% ตัวเลขชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของตลาดที่แกว่งตัวจากภาวะตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้ภายในเวลาไม่กี่วัน จนนักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยว่าตลาดกำลังซื้อขายราวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางอารมณ์แปรปรวน จุดเริ่มต้นของพายุคือวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ดัชนียังทรงตัวได้ในแดนบวกเล็กน้อย ก่อนที่วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งสื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น ‘Black Tuesday’ ดัชนี KOSPI จะร่วงลงถึง 10.84% ปิดที่…

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮแล้วสะดุด: ดาวโจนส์ทะลุ 53,000 จุด ก่อนเจอแรงกดจากชิป-สงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์แรกของไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยอารมณ์ที่สวิงรุนแรงผิดปกติ จากบรรยากาศคึกคักที่ผลักดันดัชนีดาวโจนส์ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 53,000 จุดในวันจันทร์ กลายเป็นแรงเทขายในหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ปะทุขึ้นอีกครั้งภายในเวลาเพียงสองวันทำการถัดมา สะท้อนให้เห็นว่าแม้แนวโน้มใหญ่ของตลาดยังเป็นขาขึ้น แต่ความเปราะบางใต้พื้นผิวกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาหุ้นเทคโนโลยีถูกตั้งราคาไว้สูงลิ่ว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงด้านราคาน้ำมันและเงินเฟ้อกลับมาทวงบทบาทอีกครั้ง ภาพรวมของสัปดาห์นี้เล่าเรื่องราวสามองก์ที่ชัดเจน องก์แรกคือความเชื่อมั่นในธีมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หวนกลับมาหนุนตลาดในวันจันทร์ องก์ที่สองคือการเทขายหุ้นชิปครั้งใหญ่หลังผลประกอบการของ Samsung และข่าวการพัฒนาชิป AI ของ DeepSeek และองก์ที่สามคือการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน “จบลงแล้ว” พร้อมสั่งโจมตีทางทหารรอบใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานและกดดันดัชนีดาวโจนส์ให้ร่วงลงกว่า 500 จุดในวันพุธ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญทีละวัน วิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลัง พร้อมประเมินผลกระทบที่จะส่งตรงถึงพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ทั้งในมิติของค่าเงินบาท ราคาทองคำ และทิศทางของตลาดหุ้นไทย ไทม์ไลน์สามวันแห่งความผันผวน: จากนิวไฮสู่แรงเทขาย เปิดตลาดวันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันทำการแรกหลังตลาดปิดทำการในวันชาติสหรัฐฯ หุ้นวอลล์สตรีทเดินหน้าต่อยอดโมเมนตัมเชิงบวกจากสัปดาห์ก่อนหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง ดัชนี S&P 500 ปรับขึ้น 0.72% ปิดที่ 7,537.43 จุด ดัชนี Nasdaq…

  • |

    วอลล์สตรีทดีดกลับรับเงินเฟ้อชะลอ IBM ดิ่ง 25% แบงก์กำไรทำสถิติ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดในแดนบวกเมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนออกมา “เย็น” กว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวแรงและผลประกอบการไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังถูกปกคลุมด้วยเงาสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว บทความนี้ประมวลภาพรวมความเคลื่อนไหวสำคัญของวอลล์สตรีท พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่ส่งตรงถึงตลาดหุ้นไทย ค่าเงินบาท และพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย วอลล์สตรีทดีดกลับ: สามดัชนีหลักปิดบวกหลังตัวเลขเงินเฟ้อคลายกังวล ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันอังคารด้วยภาพที่ต่างจากต้นสัปดาห์อย่างสิ้นเชิง โดย CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.38% ปิดที่ระดับ 7,543.59 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้น 0.9% ปิดที่ 26,107.01 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเพียงเล็กน้อยที่ 9.63 จุด…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *