ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
|

ราคาน้ำมันพุ่งต่อเนื่อง หลัง Trump ขู่อิหร่านรอบใหม่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ตลาดน้ำมันโลกยังคงร้อนแรงไม่หยุด เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกครั้งในวันพุธ ขณะที่นักเทรดต้องชั่งน้ำหนักระหว่างสองปัจจัยที่กำลังสั่นสะเทือนตลาดพร้อมกัน ทั้งการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตัดสินใจถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหันจนตลาดตกใจ และสัญญาณที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าสงครามอิหร่านจะไม่สิ้นสุดลงในเร็ววันอย่างที่หลายฝ่ายเคยหวัง

น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 2.8% มาอยู่ที่ 114.37 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ เวลา 7:18 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ต่อเนื่องจากการปรับตัวขึ้นในเซสชันวันอังคารที่ทำให้ Brent บันทึกสถิติการปรับตัวขึ้นเป็นบวก 7 เซสชันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถิติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานานหลายปี

ขณะที่น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน พุ่งขึ้น 3.3% ไปอยู่ที่ 103.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อจากที่ปิดบวก 3.7% ในเซสชันก่อนหน้า และเมื่อมองภาพรวมนับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 WTI สะสมกำไรไว้มากกว่า 49% แล้ว ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รุนแรงที่สุดในตลาดน้ำมันในรอบหลายทศวรรษ

Trump เพิ่มแรงกดดัน: ขยายการปิดล้อมและคำขู่รอบใหม่

ปัจจัยขับเคลื่อนราคาที่สำคัญที่สุดในวันนี้มาจากรายงานของ Wall Street Journal ที่อ้างแหล่งข่าวจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่าประธานาธิบดี Trump กำลังจะขยายการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านออกไป เพื่อบีบเค้นเศรษฐกิจและการส่งออกน้ำมันของอิหร่านให้หนักขึ้นกว่าเดิม

ข่าวนี้สอดคล้องกับโพสต์ล่าสุดของ Trump บน Truth Social ในวันพุธ ซึ่งเขาเตือนอิหร่านว่า “ควรจะฉลาดขึ้นเร็วๆ นี้” และกล่าวหาผู้นำเตหะรานว่าล้มเหลวในการ “จัดการตัวเองให้เป็นระเบียบ” ถ้อยคำเหล่านี้แม้จะดูเป็นการโจมตีส่วนตัวมากกว่าการประกาศนโยบาย แต่ตลาดรับรู้สัญญาณได้ชัดเจนว่า Trump ไม่มีทีท่าจะผ่อนปรนแรงกดดันต่ออิหร่านในเร็ววัน

ในทางปฏิบัติ การขยายการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านมีความหมายสำคัญต่อตลาดพลังงานอย่างน้อยสองประการ ประการแรกคือการตัดรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่านซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญสำหรับรัฐบาลเตหะราน ประการที่สองคือการส่งสัญญาณว่าสงครามและการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันจะยืดเยื้อออกไปอีกนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้เดิม

UAE ถอนตัวจาก OPEC: แผ่นดินไหวในองค์กรผู้ผลิตน้ำมัน

เหตุการณ์ที่ทำให้ตลาดตกตะลึงไม่แพ้กันคือการที่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC อย่างกะทันหัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ผู้เชี่ยวชาญในวงการพลังงานส่วนใหญ่ไม่ได้คาดการณ์ไว้

UAE เป็นหนึ่งในสมาชิกที่สำคัญที่สุดของ OPEC มีกำลังการผลิตน้ำมันประมาณ 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน และเป็นรองเพียง Saudi Arabia ในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ การที่สมาชิกขนาดนี้ตัดสินใจออกจาก OPEC จึงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแต่อย่างใด

การถอนตัวของ UAE สะท้อนความตึงเครียดที่สะสมมานานภายใน OPEC เกี่ยวกับโควตาการผลิตและทิศทางกลยุทธ์ขององค์กร UAE เคยแสดงความไม่พอใจหลายครั้งเกี่ยวกับข้อจำกัดการผลิตที่กำหนดให้ขณะที่ประเทศมีกำลังการผลิตสูงกว่าที่ได้รับอนุญาต และในบริบทของสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง UAE อาจมองว่านี่คือโอกาสทองในการเพิ่มรายได้โดยการผลิตและขายน้ำมันให้มากขึ้นโดยไม่ต้องถูกจำกัดโดยโควตา OPEC

นักวิเคราะห์จาก ING ธนาคารดัตช์รายใหญ่ ระบุในบันทึกวิจัยที่เผยแพร่วันพุธว่าการออกจาก OPEC ของ UAE เป็น “การโจมตีครั้งใหญ่” ต่อองค์กร และจะเป็นที่ยินดีของ Trump อย่างแน่นอน เนื่องจาก “มันกัดกร่อนอิทธิพลของ OPEC ในตลาดน้ำมัน ในขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำเข้าและผู้บริโภค”

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังเพิ่มเติมอย่างชัดเจนว่า ในระยะสั้นนี้ “ปัจจัยขับเคลื่อนที่ใหญ่ที่สุดสำหรับราคาน้ำมันยังคงเป็นพัฒนาการในอ่าวเปอร์เซียและระยะเวลาของการกลับมาของการไหลเวียนน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งหมายความว่าแม้การออกจาก OPEC ของ UAE จะเป็นเรื่องสำคัญในเชิงโครงสร้างระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่ครอบงำตลาดในขณะนี้

วิเคราะห์เชิงลึก: เมื่อราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์คือ “ปกติใหม่”

การที่ Brent พุ่งทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ราคาน้ำมันที่ระดับนี้จะแปรสภาพเป็นต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นสำหรับทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การขนส่งสินค้า การผลิตในโรงงาน ไปจนถึงราคาอาหารที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับธนาคารกลางที่กำลังต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ยังเหนียวอยู่ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงเช่นนี้เป็นฝันร้ายของผู้กำหนดนโยบาย เพราะมันเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อจากด้านอุปทานที่ดอกเบี้ยไม่สามารถแก้ได้โดยตรง

ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ราคาน้ำมันที่สูงทำหน้าที่เหมือน “ภาษีโดยปริยาย” ที่เก็บจากผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และประเทศในยุโรป ซึ่งจะส่งผลกดดันการบริโภคภายในประเทศและอาจนำไปสู่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในระยะกลาง

ผลกระทบต่อผู้ได้รับประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ประเทศผู้ผลิตน้ำมันที่อยู่นอกพื้นที่ขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ แคนาดา นอร์เวย์ และชาติในแอฟริกา กำลังได้รับกำไรพิเศษจากราคาที่สูงขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเร่งลงทุนขยายกำลังการผลิตใหม่ แต่กว่าการลงทุนเหล่านั้นจะแปรสภาพเป็นน้ำมันในตลาดได้จริง ต้องใช้เวลาหลายปี

ช่องแคบฮอร์มุซ: หัวใจของวิกฤต

ปัจจัยเดียวที่ตลาดโฟกัสมากที่สุดในขณะนี้คือ ช่องแคบฮอร์มุซ และคำถามว่าเมื่อใดการไหลเวียนของน้ำมันผ่านเส้นทางนี้จะกลับมาเป็นปกติ

ING ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าปัจจัยนี้คือตัวแปรสำคัญที่สุดในระยะสั้น ซึ่งสมเหตุสมผลอย่างมากเมื่อพิจารณาว่าช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของอุปทานโลก ทุกวัน ตราบใดที่ยังไม่มีความชัดเจนว่าช่องแคบจะเปิดอีกครั้งเมื่อไหร่ ตลาดก็จะยังคงตีราคาความเสี่ยงในระดับสูงต่อไป

บทสรุป: ราคาน้ำมันสะท้อนโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

การที่ Brent ทะลุ 114 ดอลลาร์และ WTI ทะลุ 103 ดอลลาร์ในวันเดียวกับที่ UAE ถอนตัวจาก OPEC และ Trump ส่งคำขู่รอบใหม่ต่ออิหร่าน ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างองค์กรพลังงานโลก และทิศทางนโยบายการเงิน

สำหรับนักลงทุนและผู้กำหนดนโยบาย คำถามที่ไม่มีใครรู้คำตอบในขณะนี้คือสงครามจะสิ้นสุดเมื่อใด และเมื่อมันสิ้นสุดลง ตลาดพลังงานจะปรับตัวกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วแค่ไหน คำตอบของคำถามเหล่านั้นจะกำหนดทิศทางของเงินเฟ้อ การเติบโตทางเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของโลกในอีกหลายไตรมาสข้างหน้า

Similar Posts

  • | |

    S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้ เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่:…

  • การซื้อขายหุ้น Tesla รอบประกาศผลประกอบการ: เหมือนโยนเหรียญ แต่นักลงทุนระยะยาวมีโอกาสได้เปรียบกว่า

    ทุกครั้งที่ Tesla เตรียมประกาศผลประกอบการประจำไตรมาส นักเทรดทั่วโลกต่างจับตามองด้วยความตื่นเต้นและลุ้นระทึก เพราะหุ้นตัวนี้มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องของการเคลื่อนไหวราคาที่รุนแรงและคาดเดาได้ยาก บางครั้งพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน บางครั้งก็ดิ่งลงอย่างน่าใจหาย ทำให้ดูเหมือนว่าการเล่นรอบประกาศผลประกอบการของ Tesla นั้นเป็นโอกาสทองของนักเก็งกำไร แต่ข้อมูลทางสถิติที่สะสมมาตลอดกว่า 15 ปีกลับบอกเล่าเรื่องราวที่น่าคิดกว่านั้นมาก นั่นคือ การเดิมพันระยะสั้นรอบประกาศผลนั้นไม่ต่างอะไรกับการโยนเหรียญ แต่สำหรับนักลงทุนที่มีความอดทนและมองการณ์ไกล สถิติกลับเอนเอียงเข้าข้างพวกเขาอย่างชัดเจน ซื้อก่อนประกาศผล ผลลัพธ์คืออะไร? นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ข้อมูลจาก Yahoo Finance ซึ่งครอบคลุมผลประกอบการรายไตรมาสของ Tesla ทุกครั้งจนถึงปี 2026 ได้เปิดเผยภาพที่ชัดเจนว่า ระยะเวลาที่ถือหุ้นนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ หากซื้อหุ้น Tesla ก่อนการประกาศผลประกอบการแล้วถือไว้เพียง 1 วัน ผลตอบแทนเฉลี่ย (Median Return) จะอยู่ที่ -1.0% โดยมีอัตราชนะ (Win Rate) หรือสัดส่วนครั้งที่ได้กำไรอยู่ที่เพียง 48% ซึ่งต่ำกว่าการโยนเหรียญเสียอีก ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าแม้แต่การถือหุ้นผ่านคืนเดียวรอรับข่าวประกาศผลก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแต่อย่างใด ยืดระยะเวลาออกไปเป็น 1 สัปดาห์ สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นเท่าไรนัก ผลตอบแทนเฉลี่ยยังคงติดลบที่ -1.1% และอัตราชนะก็ลดลงเล็กน้อยเหลือ…

  • น้ำมัน ทองคำ เงิน ปี 2026: วิกฤตฮอร์มุซ กดดันตลาดโภคภัณฑ์โลก

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุหมุนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ นับตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ราคาน้ำมันพุ่งสูงทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลและแตะระดับสูงสุดที่ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนจะดิ่งลงมาสู่ระดับ 90 ดอลลาร์ท่ามกลางความหวังการหยุดยิง ขณะที่ทองคำพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทะลุ 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นปี ก่อนปรับตัวลงมาซื้อขายที่ราว 4,450 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน และเงินเคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม ก่อนย่อลงมาอยู่ที่ประมาณ 74 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปัจจุบัน ทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงตลาดที่อยู่ภายใต้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรง และบีบบังคับให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์การจัดสรรพอร์ตการลงทุนอย่างเร่งด่วน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: ตัวการหลักที่สั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก หัวใจของวิกฤตพลังงานในปี 2026 อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือที่แคบที่สุดและสำคัญที่สุดบนโลก ณ จุดแคบที่สุดของช่องแคบ ช่องทางเดินเรือสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันนั้นกว้างเพียงประมาณ 2 ไมล์ในแต่ละทิศทาง แต่ผ่านเส้นทางนี้คือการขนส่งน้ำมันและก๊าซประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวันภายใต้สภาวะปกติ คิดเป็นประมาณหนึ่งในห้าของอุปทานน้ำมันโลกทั้งหมด เมื่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน โมจตาบา คาเมเนอี ประกาศยืนหยัดที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซต่อไปเพื่อใช้เป็นแต้มต่อในการต่อรองกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ราคาน้ำมัน Brent พุ่งสูงขึ้นกว่า 9% ในทันที ผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่ส่งไปทั่วโลก ปริมาณการจราจรผ่านช่องแคบหยุดชะงักลงอย่างสิ้นเชิง โดยมีเรือผ่านไม่เกิน 5…

  • |

    หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น

    ราคาหุ้นของ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันจันทร์ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับ Australia ในการสร้างเรือรบฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3 ลำ ดีลดังกล่าวถือเป็น “การส่งออกเรือรบครั้งแรกในประวัติศาสตร์” ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับกองทัพเรือออสเตรเลียในปี 2029 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นของ MHI ปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 75% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต บทวิเคราะห์: ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น การที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกเรือรบได้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงดีลเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ: ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นการ “เปิดตลาดโลก” ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในระยะยาว รายละเอียดของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของออสเตรเลียในการพัฒนากองเรือฟริเกตจำนวน 11 ลำ ซึ่งมีงบประมาณรวมสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย…

  • |

    โลกเดือด 2026: สงครามอิหร่าน ทรัมป์-สีจิ้นผิง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

    ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกกำลังเผชิญกับมหาพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อจนปิดช่องแคบฮอร์มุซ การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี จิ้นผิงในปักกิ่งเมื่อวานนี้ที่ตลาดโลกจับตามอง และแรงกดดันจากสงครามภาษีที่ยังไม่คลี่คลาย ล้วนรวมกันเป็นแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง เหล่านักลงทุนและผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจภาพรวมนี้ให้ลึกซึ้ง ก่อนที่จะตัดสินใจใดๆ สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โลกก็ไม่เคยเหมือนเดิมอีกต่อไป ผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นี่คือ “วิกฤตความมั่นคงด้านพลังงานโลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ช่องแคบฮอร์มุซ ที่น้ำมันดิบและปิโตรเลียมผลิตภัณฑ์ราว 27% ของการค้าทางทะเลโลกต้องผ่านทุกวัน ถูกอิหร่านประกาศปิดนับตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม เป็นต้นมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะยานจากราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนสงคราม ขึ้นไปแตะ 80-82 ดอลลาร์ในช่วงต้นมีนาคม ก่อนจะพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด Al Jazeera รายงานว่า ราคา LNG ก็พุ่งขึ้นตาม โดยเฉพาะหลังจากที่ QatarEnergy ถูกโดรนอิหร่านโจมตีและต้องระงับการผลิตชั่วคราว ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงเป็นพิเศษต่อเอเชีย เนื่องจากกาตาร์ส่งออก LNG ถึง 80% ไปยังภูมิภาคนี้ องค์การการค้าโลก…

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ดาวโจนส์ -507 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดย เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ช่วง 3.50–3.75% ตามที่คาดการณ์ แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดไว้คือ dot plot ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเฟดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีความจำเป็น โดยค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยปลายปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จาก 3.4% ในการประมาณการครั้งก่อน ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีพุ่งขึ้นกว่า 16 basis points มาอยู่ที่ 4.216% ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ตลาดหุ้นทุกดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 507 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 51,492.55 จุด ขณะที่ S&P 500 หลุด 1.21% และ Nasdaq Composite ร่วง 1.34% ซึ่งเป็นการปิดที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ของตลาดนิวยอร์ก สัปดาห์ที่ผ่านมาวอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ IPO…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *