นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก

ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์

ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง และ Brent Crude ยังทำสถิติสูงสุดหลังสงครามใหม่ในสัปดาห์นี้

เส้นทางของราคาน้ำมัน: จากดิ่งสู่ฟื้นตัว

เพื่อเข้าใจบริบทของการคาดการณ์นี้ จำเป็นต้องย้อนดูเส้นทางของราคาน้ำมันที่ผ่านมา ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนที่สะท้อนพัฒนาการทางการทูตและการทหารโดยตรง

เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านปะทุขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนความกังวลของตลาดต่อการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาไต่ขึ้นต่อเนื่องจนแตะจุดสูงสุดในช่วงสงครามใกล้ระดับ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงต้นเดือนเมษายน

จากนั้นเมื่อมีการประกาศหยุดยิงระหว่างสองฝ่าย ความหวังในการยุติความขัดแย้งดันราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็วสู่ระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ ในวันที่ 17 เมษายน ซึ่งเป็นการลดลงมากกว่า 26% จากจุดสูงสุดในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของราคาเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าไม่มีเส้นทางที่ชัดเจนสู่การแก้ไขปัญหา ทั้งการที่อิหร่านจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และการที่สหรัฐฯ จะยุติการปิดล้อมทางทะเล ทำให้ตลาดต้องตีราคาความเสี่ยงระยะยาวกลับเข้ามาในราคาน้ำมันอีกครั้ง

วันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงอีกครั้งหลังจากอิหร่านส่งข้อเสนอสันติภาพที่ปรับปรุงแล้วมายังสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดี Trump ออกมาระบุว่าเขา “ยังไม่พอใจ” กับข้อเสนอของอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันฟื้นตัวขึ้นมาบางส่วนจากระดับต่ำของวัน

ช่วงการซื้อขายที่แคบลง: ตลาดลดความเสี่ยงสุดขั้ว

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจที่สุดในการประเมินของตลาดทำนายคือการที่ ช่วงการซื้อขายที่นักเทรดคาดการณ์แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการหยุดยิง

ในช่วงต้นเดือนเมษายนก่อนการหยุดยิง นักเทรดบน Kalshi ประเมินว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นเหนือ 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ขณะนี้ โอกาสดังกล่าวลดลงมาอยู่ที่เพียง 26% เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับมุมมองความเสี่ยงของตลาดในสองทิศทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งตลาดยังคงเชื่อว่าราคาจะยังสูงต่อไปและอาจทำสถิติใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ลดโอกาสของสถานการณ์เลวร้ายที่สุดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมีสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในกระบวนการเจรจาแม้จะยังไม่ราบรื่น

วิเคราะห์เชิงลึก: ทำไมตลาดถึงคาดว่าราคาจะยังสูงขึ้นอีก

ความเชื่อมั่นของนักเทรดบน Kalshi ว่าราคา WTI จะพุ่งทะลุ 125-127 ดอลลาร์นั้นมีพื้นฐานอยู่บนเหตุผลเชิงโครงสร้างหลายประการที่ตลาดพลังงานกำลังต้องเผชิญอยู่

ปัจจัยแรก: ช่องแคบฮอร์มุซที่ยังปิดอยู่ ตราบใดที่การไหลเวียนของน้ำมัน 20% ของอุปทานโลกยังถูกปิดกั้น ตลาดจะยังคงตีราคา Risk Premium ไว้ในระดับสูง และทุกสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการยุติความขัดแย้งจะใช้เวลานานกว่าที่คาด จะยิ่งผลักดันราคาขึ้นไป

ปัจจัยที่สอง: การเจรจาที่ยังล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า รูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ของการที่การเจรจาดูเหมือนจะคืบหน้าแล้วล้มเหลว ทำให้ตลาดเริ่มลดน้ำหนักของความหวังในการยุติความขัดแย้งในระยะสั้นลง และเพิ่มน้ำหนักให้กับสถานการณ์ที่ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไปอีก

ปัจจัยที่สาม: ความต้องการน้ำมันที่ยังแข็งแกร่ง แม้จะมีความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ความต้องการน้ำมันโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากเอเชียที่เศรษฐกิจของจีนและอินเดียยังคงเติบโต

ปัจจัยที่สี่: อุปทานทดแทนที่จำกัด การออกจาก OPEC ของ UAE และความพยายามของผู้ผลิตรายอื่นในการเพิ่มการผลิต ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหยุดชะงักของอุปทานจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ความน่าเชื่อถือของ Prediction Markets: ทำไมต้องฟัง Kalshi

Kalshi เป็นหนึ่งในตลาดทำนายที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมายในสหรัฐฯ และได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าการรวมข้อมูลจากนักเทรดจำนวนมากที่วางเดิมพันด้วยเงินจริง มักให้การคาดการณ์ที่แม่นยำกว่าการสำรวจความเห็นทั่วไปหรือแม้แต่การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์รายเดียว อย่างไรก็ตาม ควรระลึกไว้เสมอว่าการคาดการณ์เหล่านี้เป็นเพียงการสะท้อนความคาดหวังของตลาด ณ เวลานั้น และสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วหากมีพัฒนาการใหม่ที่มีนัยสำคัญ

บทสรุป: ตลาดเตรียมรับมือกับน้ำมันที่แพงกว่าเดิม

สัญญาณจากตลาดทำนายบน Kalshi บอกเราว่าฉันทามติของนักเทรดที่วางเงินจริงยังคงมองว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงและอาจยังพุ่งขึ้นอีกในช่วงที่เหลือของปีนี้ ตราบใดที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน ช่องแคบฮอร์มุซยังปิดอยู่ และ Trump ยังไม่พอใจกับข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน ราคาน้ำมันจะยังคงเป็นตัวแปรหลักที่ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ นโยบายการเงินของธนาคารกลาง และการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกในระยะเดือนและไตรมาสข้างหน้า

Similar Posts

  • |

    ตลาดหุ้นเอเชียระส่ำ นิกเกอิดิ่ง-เซตร่วง ขณะนักลงทุนจับตาซัมมิต Trump-Xi และสงครามอิหร่าน

    ตลาดหุ้นเอเชียสัปดาห์นี้ดำเนินไปท่ามกลางความไม่แน่นอนหลายชั้น ทั้งผลลัพธ์ของการประชุมสุดยอด Trump-Xi ณ กรุงปักกิ่ง ความตึงเครียดจากสงครามอิหร่านที่กระทบเส้นทางพลังงานโลก และการตีความนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวลงแตะระดับ 61,644 จุด ในขณะที่ฮั่งเส็งของฮ่องกงเคลื่อนไหวรอบ 25,962 จุด ส่วนดัชนี SET ของไทยปิดที่ 1,517.95 จุด ลดลง 21.17 จุด สะท้อนแรงกดดันรอบด้านที่นักลงทุนต้องเผชิญในช่วงสัปดาห์สำคัญนี้ ซัมมิต Trump-Xi: เหตุการณ์ที่โลกจับตา การเดินทางเยือนปักกิ่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 14-15 พฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเยือนจีนของผู้นำสหรัฐฯ ที่นั่งตำแหน่งครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี การเดินทางครั้งนี้ยังมีซีอีโอรายใหญ่ของสหรัฐฯ ร่วมคณะด้วย ไม่ว่าจะเป็นอีลอน มัสก์ จากเทสลา, ทิม คุก จากแอปเปิล, แลร์รี ฟิงก์ จากแบล็คร็อก และเคลลี ออร์เทอร์เบิร์ก ซีอีโอของโบอิ้ง นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่าการพูดคุยครั้งนี้มีแนวโน้มมุ่งเน้นประเด็นการค้าและการควบคุมการส่งออก ครอบคลุมทั้งภาษีศุลกากร…

  • | |

    ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! Nvidia ทุบสถิติรายได้ ราคาน้ำมันดิ่ง หลังสัญญาณดีลสหรัฐฯ-อิหร่าน

    ตลาดหุ้นโลกในสัปดาห์นี้ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานสำคัญสามทิศทาง ได้แก่ ผลประกอบการของ Nvidia ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาสันติภาพในช่องแคบฮอร์มุซ และแรงกดดันที่ยังคงอยู่จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ณ เช้าวันที่ 21 พฤษภาคม 2026 ดัชนี S&P 500 ซื้อขายที่ระดับ 7,423 จุด เพิ่มขึ้น 0.94% ขณะที่ Dow Jones อยู่ที่ 49,816 จุด บวก 0.92% และ Nasdaq พุ่งขึ้น 1.34% สู่ระดับ 26,217 จุด สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ค่อยๆ ฟื้นตัวในกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน Nvidia ประกาศผลประกอบการ Q1 FY2027: “ดีมานด์พุ่งพรวด” Jensen Huang กล่าว เหตุการณ์ที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้คือการประกาศผลประกอบการไตรมาส 1 ปีการเงิน 2027 ของ Nvidia (NVDA) เมื่อคืนวันที่ 20…

  • |

    สงครามตะวันออกกลางดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ทองคำ-เงินผันผวนก่อนประชุมเฟด

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเผชิญความปั่นป่วนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน เมื่อการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบใหม่ผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุแนว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนอ้างว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง เปิดแนวรบใหม่ที่ซ้ำเติมความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงคุกรุ่น ขณะที่ทองคำยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และโลหะเงินกลับผันผวนหนักหลังผ่านช่วงพุ่งทะยานและร่วงลงอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปี ท่ามกลางสายตานักลงทุนที่จับจ้องการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางดอกเบลลี้ยและค่าเงินดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปี ภาพรวมของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างสองแรงขับเคลื่อนหลัก นั่นคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาพลังงานและโลหะมีค่าให้พุ่งขึ้น กับความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงินที่กดดันในทิศทางตรงกันข้าม นักวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่า ความไม่แน่นอนในระดับนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเลือกที่จะถือเงินสดและสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น พร้อมกับลดสถานะการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจสถานการณ์ของแต่ละตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างละเอียด ตั้งแต่น้ำมันดิบ ทองคำ โลหะเงิน ไปจนถึงก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยมหภาคที่เกี่ยวข้องและผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตามอง น้ำมันดิบทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ ก่อนย่อตัวจากแรงขายทำกำไร ราคาน้ำมันดิบกลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อีกครั้ง เมื่อสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศพุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม โดยข้อมูลจาก CNBC ระบุว่า ราคาปิดอยู่ที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 7 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐปรับขึ้นราว 6 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล…

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วงหนัก ดาวโจนส์ดิ่ง 700 จุด ศึกเบสเซนต์-เฟดสะเทือนตลาดพันธบัตร

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดตลาดวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ด้วยแรงเทขายกระจายทั่วกระดาน หลังความพยายาม “ดับไฟ” ในตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ยาวนาน ประกอบกับผลประกอบการของวอลมาร์ท (Walmart) ที่สะท้อนภาพผู้บริโภคอเมริกันเริ่มรัดเข็มขัด ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางอยู่แล้วจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ยืนในระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ดิ่งลงราว 1.3% หรือเกือบ 700 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.8% และดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีลดลงราว 1% ลบล้างการฟื้นตัวของวันก่อนหน้าจนหมดสิ้น ตามรายงานของ Yahoo Finance และ CNBC ทั้งสามดัชนีหลักกำลังมุ่งหน้าปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดย S&P 500 ร่วงราว 1.9% ในสัปดาห์นี้ Nasdaq ลดลงราว 2.5% และดาวโจนส์ลบไปแล้วราว 1.8% ซึ่งจะเป็นการยุติสถิติบวกติดต่อกันสามสัปดาห์ของ S&P 500 และเป็นสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม เบื้องหลังภาพความผันผวนครั้งนี้คือการปะทะกันเชิงนโยบายที่หาได้ยากยิ่งระหว่างสองสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐ…

  • | |

    ดอลลาร์อ่อนก่อน Jackson Hole เยนแข็ง บาทกลับใต้ 33 | ค่าเงินโลก 18 ส.ค. 2026

    ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศเปิดสัปดาห์ที่สามของเดือนสิงหาคม 2026 ด้วยภาพของ “ดอลลาร์อ่อนค่าเป็นวงกว้าง” หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนกว่าคาดช่วยลดแรงเดิมพันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน ส่งผลให้เงินเยนญี่ปุ่นและยูโรฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าหลุดระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นก่อนสองเหตุการณ์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางค่าเงินทั้งไตรมาส นั่นคือรายงานการประชุมเฟด (FOMC Minutes) และการปราศรัยครั้งแรกของประธานเฟดคนใหม่ เควิน วอร์ช ที่งานสัมมนา Jackson Hole ภาพรวมของตลาดในวันนี้สะท้อนภาวะที่นักลงทุนทั่วโลกเรียกว่า “การกลับทิศของการคาดการณ์” (repricing) อย่างชัดเจน เพียงเดือนเดียวก่อนหน้านี้ ตลาดยังให้น้ำหนักว่าเฟดภายใต้การนำของวอร์ชอาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ แต่เมื่อชุดข้อมูลล่าสุดทั้งยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้ผลิต และดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ออกมาชะลอตัวพร้อมกัน ความเร่งด่วนในการขึ้นดอกเบี้ยก็ลดลง ดัชนีดอลลาร์ (DXY) จึงอ่อนตัวลงสู่ระดับราว 99.6 จุด และบันทึกสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในรอบสามเดือน ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นแรงหนุนให้สกุลเงินหลักและสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ รวมถึงเงินบาท ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเป็นวงกว้าง สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีความหมายมากกว่าตัวเลขบนหน้าจอเทรด เพราะทิศทางของดอลลาร์ เยน และยูโร ล้วนส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนนำเข้า รายได้ส่งออก มูลค่าพอร์ตลงทุนต่างประเทศ และแม้กระทั่งกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทย บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจสถานการณ์ค่าเงินหลักแบบเจาะลึกทีละคู่ พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนและประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ภาพรวมตลาดค่าเงินวันนี้: ดอลลาร์เสียแรงหนุนจากดอกเบี้ย…

  • |

    หุ้นชิปถล่มทั่วโลก! Samsung กำไรทุบสถิติแต่ตลาดผิดหวัง DeepSeek ซุ่มทำชิป AI ฉุด Nasdaq

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้งในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังเผชิญคลื่นการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรง โดยมีชนวนเหตุสองประการที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ประการแรกคือ ผลประกอบการไตรมาสสองของ Samsung Electronics ที่แม้จะทำกำไรทุบสถิติเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า แต่กลับไม่สามารถสร้างความพอใจให้นักลงทุนที่ตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว และประการที่สองคือ รายงานของ Reuters ที่ระบุว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI สัญชาติจีน กำลังซุ่มพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง ซึ่งอาจลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ทั้งสองปัจจัยจุดชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของกระแสบูม AI ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดกระทิงตลอดปีนี้ ผลจากแรงเทขายดังกล่าว ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ปรับตัวลง 1.16% ปิดที่ 25,939.77 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.5% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย 130.76 จุด หรือ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *