Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา
|

Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา

ในสัปดาห์ที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Micron Technology กลายเป็นดาวเด่นที่สว่างที่สุดในกลุ่มชิปความจำ เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ในวันศุกร์เพียงวันเดียว ปิดที่ 746.81 ดอลลาร์ และสะสมผลตอบแทนสัปดาห์ที่น่าตะลึงถึง เกือบ 38% ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน หุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปแล้วเกือบ 84% จากระดับก่อนหน้า

ในช่วงหลังเวลาทำการ หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 1.41% ไปแตะ 757.35 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกระตือรือร้นของนักลงทุนไม่ได้ดับลงแม้ตลาดปิดทำการ และมูลค่าตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่เหนือ 840,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG

สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของ Micron นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 5 ดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตการเงินโลก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ณ ตอนนั้นบริษัทกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของคลื่น AI

กระแสที่กว้างกว่า: ไม่ใช่แค่ Micron ที่พุ่ง

ความแข็งแกร่งของ Micron ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กวาดทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พร้อมกัน

AMD ปรับตัวขึ้น 26% ตลอดสัปดาห์ แตะระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ในวันศุกร์ และดันมูลค่าตลาดของบริษัทขึ้นเหนือ 740,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่ากระแส AI ที่ขับเคลื่อนโดยชิปหน่วยประมวลผลและชิปความจำนั้นยังคงแข็งแกร่งมาก

Intel พุ่งขึ้น 25% ตลอดสัปดาห์ และมากกว่าสองเท่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น “การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่” ของผู้ผลิต CPU ที่เคยถูกมองว่าสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว แต่ตอนนี้กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในกระแส AI

Samsung Electronics ของเกาหลีใต้เพิ่งเข้าร่วมสโมสรมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์นี้ ร่วมกับบริษัทชั้นนำอย่าง Apple, Alphabet และ Microsoft และ SK Hynix อีกหนึ่งผู้ผลิตชิปความจำยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ รายงานว่ากำลังได้รับข้อเสนอจำนวนมากจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการลงทุนในสายการผลิตชิปความจำเฉพาะทางใหม่ๆ

ทำไมชิปความจำถึงกลายเป็นดาวเด่นใหม่ของ AI?

เพื่อเข้าใจว่าทำไมหุ้นชิปความจำถึงพุ่งขึ้นรุนแรงขนาดนี้ในเวลานี้ จำเป็นต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในพลวัตของการสร้าง AI Infrastructure ที่กำลังเกิดขึ้น

ในช่วงต้นของกระแส AI ความสนใจหลักของตลาดอยู่ที่ Graphics Processing Units (GPUs) โดยเฉพาะของ Nvidia ซึ่งเป็นหัวใจของการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง เมื่อระบบ AI ถูกนำไปใช้งานจริงในระดับกว้างขึ้น ความต้องการของ ชิปความจำ (Memory Chips), ที่เก็บข้อมูล (Storage) และ ชิปประมวลผล (CPUs) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ธนาคาร Bank of America และ Evercore คาดการณ์ว่าการลงทุนรวมของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการ Cloud (Hyperscalers) อาจ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลและส่งผลต่อทุกบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของ AI Infrastructure

DRAM และ NAND: ทำความรู้จักกับตัวละครหลัก

เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมชิปความจำสองประเภทนี้ถึงมีความสำคัญมากต่อ AI จำเป็นต้องอธิบายความแตกต่างและบทบาทของแต่ละประเภท

DRAM (Dynamic Random Access Memory) คือชิปความจำที่ทำงานเร็วมาก ใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ต้องการความเร็วสูง เป็นชิปที่อยู่ใน “สมองระยะสั้น” ของระบบคอมพิวเตอร์ ในบริบทของ AI นั้น DRAM มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการรัน AI Models ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในขั้นตอน Inference หรือการนำโมเดลที่ฝึกมาแล้วมาใช้งานจริงกับผู้ใช้

โมเดล AI ขนาดใหญ่ในปัจจุบันอย่าง GPT-4, Claude หรือ Gemini มีพารามิเตอร์หลายพันล้านถึงหลายล้านล้านตัว ซึ่งต้องถูกโหลดเข้า DRAM เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองต่อคำถามของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ยิ่งต้องการ DRAM มากขึ้น และยิ่งมีผู้ใช้พร้อมกัน ยิ่งต้องการ DRAM เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

NAND Flash Memory เป็นชิปความจำที่ช้ากว่า DRAM เล็กน้อยแต่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าและราคาถูกกว่าต่อหน่วยความจำ ใช้เป็นหลักในการจัดเก็บข้อมูลระยะยาว เช่น ในหน่วยความจำ SSD ของคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ ในบริบทของ AI นั้น NAND มีความสำคัญสำหรับการจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดมหาศาลที่ใช้ในการฝึก AI Models และสำหรับจัดเก็บ Models ขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่จำนวนมาก

การผูกขาดของสามยักษ์ใหญ่: Micron, Samsung และ SK Hynix

หนึ่งในประเด็นที่อธิบายว่าทำไมราคาหุ้นของ Micron ถึงพุ่งขึ้นรุนแรงขนาดนี้คือโครงสร้างตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงมากของอุตสาหกรรมชิปความจำโลก

ตามรายงานวิจัยหลักทรัพย์หลายฉบับ Micron, Samsung และ SK Hynix สามบริษัทนี้ผลิต DRAM รวมกันมากกว่า 90% ของโลก ซึ่งหมายความว่าเมื่อความต้องการ DRAM พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแส AI ตัวเลือกของผู้ซื้อมีจำกัดมากอย่างแท้จริง พวกเขาต้องซื้อจากหนึ่งในสามรายนี้ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองในการตั้งราคาสูง

เมื่อโครงสร้างตลาดมีลักษณะเช่นนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการจะส่งผลต่ออัตรากำไรของผู้ผลิตอย่างรวดเร็วมาก เพราะคู่แข่งมีน้อยมาก ผู้ซื้อจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากยอมรับราคาที่สูงขึ้น

ผลจากการขาดแคลนและอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นนี้ ราคาชิปความจำและอัตรากำไรของผู้ผลิตกำลังขยายตัวออก ในขณะที่บริษัทผู้ซื้อปลายน้ำอย่าง Hyperscalers และผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ กำลังบ่นว่าต้นทุนสูงขึ้นมากจนกระทบอัตรากำไรของตนเอง

SK Hynix ถูกแย่งตัว: เมื่อ Big Tech ต้องการล็อคอุปทาน

ข่าวสำคัญที่ Reuters รายงานในวันศุกร์คือ SK Hynix กำลังได้รับ “ข้อเสนอที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” จากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกที่ต้องการลงทุนในสายการผลิตชิปความจำเฉพาะทางใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต

หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกกล่าวถึงคือ การจัดหาเงินทุนสำหรับอุปกรณ์ผลิต ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์แสงอัลตราไวโอเลต (UV Lithography Machines) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและมีราคาแพงมากในกระบวนการผลิตชิป การที่ลูกค้ายอมให้เงินทุนสำหรับอุปกรณ์การผลิตเพื่อแลกกับการล็อคอุปทานล่วงหน้านั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าการขาดแคลนนั้นร้ายแรงมากพอที่บริษัทยักษ์ใหญ่จะยอมลงทุนล่วงหน้าเพื่อประกันอุปทานของตนเอง

รูปแบบนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ เมื่อมีการขาดแคลนอย่างรุนแรง เช่น การที่บริษัทยานยนต์ยอมทำสัญญาซื้อแบตเตอรี่ล่วงหน้าหลายปีเพื่อประกันอุปทานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

นักวิเคราะห์ Mizuho: ทำไม Micron ถึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด

Vijay Rakesh นักวิเคราะห์จาก Mizuho อธิบายในรายงานวิจัยสัปดาห์นี้ว่าทำไม Micron ถึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในบรรดาผู้ผลิตชิปความจำ

“Micron ยังคงมีตำแหน่งที่ดีในภูมิทัศน์ของชิปความจำด้วย DRAM Nodes ที่เป็นชั้นนำช่วยผลักดันการลดต้นทุนปีต่อปี ในขณะที่ NAND เห็นจำนวนชั้นที่เพิ่มขึ้นผลักดันต้นทุนที่ดีขึ้นและเพิ่มกำลังการผลิตของ Wafer”

คำอธิบายนี้ชี้ให้เห็นสองสิ่งสำคัญ ประการแรกคือ Micron กำลังสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในสภาวะที่ราคาขายสูงขึ้นหมายถึงอัตรากำไรที่ขยายตัวออกอย่างมาก ประการที่สองคือเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาขึ้นกำลังเพิ่มปริมาณชิปที่ผลิตได้จากแผ่นซิลิกอนแต่ละแผ่น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนต่อหน่วยพร้อมกัน

นักลงทุนรายย่อย: Micron กำลังครองความสนใจ

Viraj Patel นักยุทธศาสตร์จาก Vanda Research ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าการซื้อสุทธิของ Micron โดยนักลงทุนรายย่อยพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสองปีในช่วงกลางเดือนเมษายน

“Micron กำลังครองส่วนแบ่งที่ใหญ่กว่ามากของกระแสเงินและความสนใจของนักลงทุนรายย่อย” Patel กล่าวกับ CNBC ในวันศุกร์

สิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การซื้อหุ้นรวมโดยนักลงทุนรายย่อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอ่อนแอกว่าช่วงสองสามปีก่อนหน้าเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่า Micron กำลังดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้มากขึ้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าภาพรวมของนักลงทุนรายย่อยจะยังไม่กระตือรือร้นเท่าช่วงก่อนหน้า

วิเคราะห์เชิงลึก: ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

แม้ว่าภาพปัจจุบันจะสดใสอย่างมาก แต่นักลงทุนที่มีความรอบคอบควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ด้วย

ความเสี่ยงแรก: ความผันผวนสูงของอุตสาหกรรมชิปความจำ อุตสาหกรรมนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของวงจรขึ้นลงที่รุนแรง ช่วงขาขึ้นมักตามมาด้วยการลงทุนขยายกำลังการผลิตมากเกินไป ซึ่งนำไปสู่อุปทานล้นตลาดและราคาดิ่งลงในวงจรถัดไป

ความเสี่ยงที่สอง: การประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นมากหลังการปรับตัวขึ้น การที่หุ้นพุ่งขึ้น 84% ในหนึ่งเดือนหมายความว่า Valuation Multiples ขยายตัวออกอย่างมาก ราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังเรื่องการเติบโตที่สูงมาก ซึ่งหากผลประกอบการจริงไม่ดีพอ การปรับฐานอาจรุนแรงได้

ความเสี่ยงที่สาม: ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลต่อราคาพลังงาน ซึ่งกระทบต้นทุนการดำเนินงานของโรงงานผลิตชิป และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในอนาคต

บทสรุป: ยุคทองของชิปความจำเพิ่งเริ่มต้น

สัปดาห์ที่ผ่านมาของ Micron Technology พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระแส AI กำลังเข้าสู่ขั้นตอนใหม่ที่ชิปความจำกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดแคลน ในขณะที่ช่วงแรกของกระแส AI ขับเคลื่อนโดย GPU เป็นหลัก ตอนนี้ความต้องการได้ขยายตัวออกไปครอบคลุมทั้ง DRAM, NAND และ CPU ที่จำเป็นสำหรับการนำ AI ไปใช้งานจริงในระดับกว้าง

สำหรับ Micron ในฐานะหนึ่งในสามผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ที่ครองตลาดมากกว่า 90% ของโลก การปรับตัวขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ที่ดีในตลาดที่กำลังขาดแคลน และการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยลดต้นทุนในขณะที่ราคาขายสูงขึ้น คำถามที่เหลืออยู่คือคลื่นนี้จะพาหุ้นไปได้ไกลแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่แรงโน้มถ่วงของการประเมินมูลค่าจะดึงให้ต้องหยุดพักก่อนที่จะขึ้นต่อ

Similar Posts

  • |

    ตลาดหุ้นโลกพุ่ง! สหรัฐ-อิหร่านสงบศึก SpaceX IPO สถิติโลก AI ยังครองตลาด

    ตลาดการเงินโลกเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักอย่างยิ่ง หลังจากสองเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เกิดขึ้นพร้อมกัน คือการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ประกอบกับ IPO ของ SpaceX ที่กลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วอลล์สตรีทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สองปัจจัยนี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร้อนแรงตั้งแต่เช้าวันจันทร์ ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงกว่า 4% สู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน ท่ามกลางกระแสความกังวลที่คลี่คลาย นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bloomberg ต่างชี้ว่านี่คือ “จุดเปลี่ยน” สำคัญของตลาดทุนโลกที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม สหรัฐ-อิหร่านจับมือหยุดสงคราม ตลาดเอเชียพุ่งทะยาน ตลาดหุ้นทั่วโลกและตลาดตราสารหนี้ต่างปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสามเดือน หลังจากสหรัฐอเมริกาและอิหร่านบรรลุข้อตกลงเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของการจัดหาพลังงานโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ดัชนี MSCI ของหุ้นเอเชียพุ่งขึ้นราว 3% ขณะที่ฟิวเจอร์สหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับขึ้นกว่า 1.2% ส่วนนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นมุ่งหน้าสู่การปิดทำการในระดับสถิติสูงสุด ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่บิตคอยน์ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองสัปดาห์ น้ำมันดิบ Brent ลดลงกว่า 4% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในฝั่งเอเชีย ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกพุ่งสูงขึ้นหลังการประกาศข้อตกลงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานเพื่อยุติสงคราม โดยดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 5.5% ในช่วงเช้า ขณะที่โคสปีของเกาหลีใต้กระโจนขึ้นถึง…

  • | |

    S&P 500 ทะลุ 7,800 จุดทำนิวไฮ! เงินเฟ้อชะลอ-เฟดจ่อคงดอกเบี้ย

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2026 ด้วยการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เมื่อดัชนี S&P 500 ทะยานผ่านระดับ 7,800 จุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด หลังตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนกรกฎาคมออกมา “แบนราบ” เกินความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ ตอกย้ำสัญญาณจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันก่อนหน้าที่บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคากำลังคลี่คลาย และเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจ “คงดอกเบี้ย” ต่อไปได้ แทนที่จะต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามที่ตลาดหวาดกลัวมาตลอดหลายเดือน ทว่าเบื้องหลังตัวเลขนิวไฮที่ดูสวยงามนั้น กลับซ่อนความเปราะบางและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเอาไว้หลายชั้น ทั้งภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการค้าน้ำมันโลก การแบ่งฝ่ายภายในคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ตลอดจนปรากฏการณ์ที่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง Cisco และ Cerebras ถูกเทขายอย่างหนัก ทั้งที่รายงานผลประกอบการออกมาเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “ดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ” บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจภาพรวมทั้งหมดของวอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจส่งตรงถึงพอร์ตของนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: สามดัชนีหลักปิดบวก S&P 500 นำทัพทำนิวไฮเหนือ 7,800 จุด ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ดัชนี S&P…

  • โลกกำลังสั่นสะเทือน: สงครามอิหร่าน สงครามการค้า และวิกฤตพลังงาน บทเรียนที่นักลงทุนไทยต้องอ่าน

    โลกในปี 2569 กำลังเผชิญกับพายุภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไปจนถึงสงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจที่ยังไม่สิ้นสุด ทุกสิ่งเหล่านี้กำลังกดดันเศรษฐกิจโลกอย่างพร้อมกัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออก World Economic Outlook ฉบับเดือนเมษายน 2569 ชื่อ “Global Economy in the Shadow of War” ประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอเหลือเพียง 3.1% พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าความเสี่ยงเอนเอียงไปทางด้านลบอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางเงาสงครามที่ยาวและไม่แน่นอน สำหรับไทย ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าและการท่องเที่ยวเป็นหลัก แรงกระแทกดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่ที่พาดหัวข่าว แต่กำลังซึมเข้าสู่ปั๊มน้ำมัน ห้องเครื่องโรงงาน และกระเป๋าเงินของคนไทยทุกคน สงครามอิหร่าน: วิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยมีเป้าหมายคือโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร นิวเคลียร์ และผู้นำระดับสูง รวมถึงผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี ซึ่งเสียชีวิตในการโจมตีดังกล่าว อิหร่านตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซ — เส้นเลือดใหญ่ของการค้าพลังงานโลกที่รับผ่านน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ราว 20% ของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก…

  • |

    ทางเลือกนิวเคลียร์: พลังงานปรมาณูอาจมอบความหวังให้ยุโรป แต่เส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย

    ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยุโรปเลือกที่จะหันหลังให้กับพลังงานนิวเคลียร์ด้วยเหตุผลหลายประการที่เชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น ทั้งต้นทุนเริ่มต้นที่สูงลิบ ปัญหาการจัดการกากกัมมันตรังสีที่ยังหาทางออกที่สมบูรณ์แบบไม่ได้ และภาพจำอันเลวร้ายจากอุบัติเหตุที่สั่นสะเทือนโลกอย่างเชอร์โนบิลและฟุกุชิมะ แต่บัดนี้ การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีประสิทธิผลจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้เปิดเผยให้เห็นถึงจุดอ่อนที่ยุโรปไม่เคยต้องการยอมรับ นั่นคือความเสราะบางต่อการหยุดชะงักของการนำเข้าพลังงานจากภายนอก และในสถานการณ์เช่นนี้ พลังงานนิวเคลียร์อาจเป็นเส้นชูชีพที่ทวีปนี้จำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจัง วิกฤตพลังงานครั้งนี้เปลี่ยนสมการของยุโรป Fatih Birol หัวหน้าสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุก่อนหน้านี้กับ CNBC ว่าพลังงานนิวเคลียร์จะได้รับ “แรงผลักดัน” จากวิกฤตอุปทาน และเรียกร้องให้รัฐบาลต่างๆ เสริมสร้างความยืดหยุ่นด้วยแหล่งพลังงานทางเลือก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าบรรยากาศทางการเมืองเกี่ยวกับนิวเคลียร์กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก Eurostat บอกเราว่าโครงสร้างพลังงานของยุโรปในปัจจุบันยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก โดยน้ำมันดิบและปิโตรเลียมคิดเป็น 37.7% ก๊าซธรรมชาติ 20.4% พลังงานหมุนเวียน 19.5% เชื้อเพลิงแข็ง 10.6% และพลังงานนิวเคลียร์ เพียง 11.8% เท่านั้น ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าพลังงานฟอสซิลที่มาจากภูมิภาคที่มีความขัดแย้งยังคงเป็นแกนกลางของระบบพลังงานยุโรป ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่วิกฤตครั้งนี้ได้เปิดเผยออกมาอย่างเจ็บปวด ทำไมนิวเคลียร์ถึงน่าสนใจ? Chris Seiple รองประธานฝ่ายพลังงานและพลังงานหมุนเวียนของ Wood Mackenzie กล่าวตรงๆ ว่า “ผมคิดว่านิวเคลียร์ต้องมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้สำหรับยุโรป” และเหตุผลนั้นมีน้ำหนักหลายประการ พลังงานนิวเคลียร์ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างมีนัยสำคัญ โรงไฟฟ้าใช้พื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมขนาดเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดสำหรับสถานการณ์ปัจจุบันคือ เครื่องปฏิกรณ์มีความน่าเชื่อถือสูงมากในทุกสภาพอากาศ…

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

  • |

    วอลล์สตรีทร่วง หลังเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ดาวโจนส์ -507 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลบแรงในช่วงค่ำวันพุธตามเวลาสหรัฐฯ หลังจากการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินสหรัฐฯ (FOMC) ครั้งแรกภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” ส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวกว่าที่ตลาดคาดไว้อย่างมีนัยสำคัญ โดย เฟดคงดอกเบี้ยไว้ที่ช่วง 3.50–3.75% ตามที่คาดการณ์ แต่สิ่งที่ตลาดไม่ได้คาดไว้คือ dot plot ชุดใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าเฟดมองว่าการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 มีความจำเป็น โดยค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยปลายปีปรับขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% จาก 3.4% ในการประมาณการครั้งก่อน ผลที่ตามมาคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 2 ปีพุ่งขึ้นกว่า 16 basis points มาอยู่ที่ 4.216% ระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่ตลาดหุ้นทุกดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ร่วง 507 จุด หรือ 0.98% ปิดที่ 51,492.55 จุด ขณะที่ S&P 500 หลุด 1.21% และ Nasdaq Composite ร่วง 1.34% ซึ่งเป็นการปิดที่อ่อนแอที่สุดในรอบหลายสัปดาห์ของตลาดนิวยอร์ก สัปดาห์ที่ผ่านมาวอลล์สตรีทเต็มไปด้วยเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ IPO…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *