Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา
ในสัปดาห์ที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Micron Technology กลายเป็นดาวเด่นที่สว่างที่สุดในกลุ่มชิปความจำ เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ในวันศุกร์เพียงวันเดียว ปิดที่ 746.81 ดอลลาร์ และสะสมผลตอบแทนสัปดาห์ที่น่าตะลึงถึง เกือบ 38% ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน หุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปแล้วเกือบ 84% จากระดับก่อนหน้า
ในช่วงหลังเวลาทำการ หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 1.41% ไปแตะ 757.35 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกระตือรือร้นของนักลงทุนไม่ได้ดับลงแม้ตลาดปิดทำการ และมูลค่าตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่เหนือ 840,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG
สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของ Micron นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 5 ดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตการเงินโลก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ณ ตอนนั้นบริษัทกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของคลื่น AI
กระแสที่กว้างกว่า: ไม่ใช่แค่ Micron ที่พุ่ง
ความแข็งแกร่งของ Micron ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กวาดทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พร้อมกัน
AMD ปรับตัวขึ้น 26% ตลอดสัปดาห์ แตะระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ในวันศุกร์ และดันมูลค่าตลาดของบริษัทขึ้นเหนือ 740,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่ากระแส AI ที่ขับเคลื่อนโดยชิปหน่วยประมวลผลและชิปความจำนั้นยังคงแข็งแกร่งมาก
Intel พุ่งขึ้น 25% ตลอดสัปดาห์ และมากกว่าสองเท่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น “การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่” ของผู้ผลิต CPU ที่เคยถูกมองว่าสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว แต่ตอนนี้กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในกระแส AI
Samsung Electronics ของเกาหลีใต้เพิ่งเข้าร่วมสโมสรมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์นี้ ร่วมกับบริษัทชั้นนำอย่าง Apple, Alphabet และ Microsoft และ SK Hynix อีกหนึ่งผู้ผลิตชิปความจำยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ รายงานว่ากำลังได้รับข้อเสนอจำนวนมากจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการลงทุนในสายการผลิตชิปความจำเฉพาะทางใหม่ๆ
ทำไมชิปความจำถึงกลายเป็นดาวเด่นใหม่ของ AI?
เพื่อเข้าใจว่าทำไมหุ้นชิปความจำถึงพุ่งขึ้นรุนแรงขนาดนี้ในเวลานี้ จำเป็นต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในพลวัตของการสร้าง AI Infrastructure ที่กำลังเกิดขึ้น
ในช่วงต้นของกระแส AI ความสนใจหลักของตลาดอยู่ที่ Graphics Processing Units (GPUs) โดยเฉพาะของ Nvidia ซึ่งเป็นหัวใจของการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง เมื่อระบบ AI ถูกนำไปใช้งานจริงในระดับกว้างขึ้น ความต้องการของ ชิปความจำ (Memory Chips), ที่เก็บข้อมูล (Storage) และ ชิปประมวลผล (CPUs) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ธนาคาร Bank of America และ Evercore คาดการณ์ว่าการลงทุนรวมของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการ Cloud (Hyperscalers) อาจ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลและส่งผลต่อทุกบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของ AI Infrastructure
DRAM และ NAND: ทำความรู้จักกับตัวละครหลัก
เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมชิปความจำสองประเภทนี้ถึงมีความสำคัญมากต่อ AI จำเป็นต้องอธิบายความแตกต่างและบทบาทของแต่ละประเภท
DRAM (Dynamic Random Access Memory) คือชิปความจำที่ทำงานเร็วมาก ใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ต้องการความเร็วสูง เป็นชิปที่อยู่ใน “สมองระยะสั้น” ของระบบคอมพิวเตอร์ ในบริบทของ AI นั้น DRAM มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการรัน AI Models ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในขั้นตอน Inference หรือการนำโมเดลที่ฝึกมาแล้วมาใช้งานจริงกับผู้ใช้
โมเดล AI ขนาดใหญ่ในปัจจุบันอย่าง GPT-4, Claude หรือ Gemini มีพารามิเตอร์หลายพันล้านถึงหลายล้านล้านตัว ซึ่งต้องถูกโหลดเข้า DRAM เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองต่อคำถามของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ยิ่งต้องการ DRAM มากขึ้น และยิ่งมีผู้ใช้พร้อมกัน ยิ่งต้องการ DRAM เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
NAND Flash Memory เป็นชิปความจำที่ช้ากว่า DRAM เล็กน้อยแต่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าและราคาถูกกว่าต่อหน่วยความจำ ใช้เป็นหลักในการจัดเก็บข้อมูลระยะยาว เช่น ในหน่วยความจำ SSD ของคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ ในบริบทของ AI นั้น NAND มีความสำคัญสำหรับการจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดมหาศาลที่ใช้ในการฝึก AI Models และสำหรับจัดเก็บ Models ขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่จำนวนมาก
การผูกขาดของสามยักษ์ใหญ่: Micron, Samsung และ SK Hynix
หนึ่งในประเด็นที่อธิบายว่าทำไมราคาหุ้นของ Micron ถึงพุ่งขึ้นรุนแรงขนาดนี้คือโครงสร้างตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงมากของอุตสาหกรรมชิปความจำโลก
ตามรายงานวิจัยหลักทรัพย์หลายฉบับ Micron, Samsung และ SK Hynix สามบริษัทนี้ผลิต DRAM รวมกันมากกว่า 90% ของโลก ซึ่งหมายความว่าเมื่อความต้องการ DRAM พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแส AI ตัวเลือกของผู้ซื้อมีจำกัดมากอย่างแท้จริง พวกเขาต้องซื้อจากหนึ่งในสามรายนี้ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองในการตั้งราคาสูง
เมื่อโครงสร้างตลาดมีลักษณะเช่นนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการจะส่งผลต่ออัตรากำไรของผู้ผลิตอย่างรวดเร็วมาก เพราะคู่แข่งมีน้อยมาก ผู้ซื้อจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากยอมรับราคาที่สูงขึ้น
ผลจากการขาดแคลนและอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นนี้ ราคาชิปความจำและอัตรากำไรของผู้ผลิตกำลังขยายตัวออก ในขณะที่บริษัทผู้ซื้อปลายน้ำอย่าง Hyperscalers และผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ กำลังบ่นว่าต้นทุนสูงขึ้นมากจนกระทบอัตรากำไรของตนเอง
SK Hynix ถูกแย่งตัว: เมื่อ Big Tech ต้องการล็อคอุปทาน
ข่าวสำคัญที่ Reuters รายงานในวันศุกร์คือ SK Hynix กำลังได้รับ “ข้อเสนอที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” จากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกที่ต้องการลงทุนในสายการผลิตชิปความจำเฉพาะทางใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต
หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกกล่าวถึงคือ การจัดหาเงินทุนสำหรับอุปกรณ์ผลิต ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์แสงอัลตราไวโอเลต (UV Lithography Machines) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและมีราคาแพงมากในกระบวนการผลิตชิป การที่ลูกค้ายอมให้เงินทุนสำหรับอุปกรณ์การผลิตเพื่อแลกกับการล็อคอุปทานล่วงหน้านั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าการขาดแคลนนั้นร้ายแรงมากพอที่บริษัทยักษ์ใหญ่จะยอมลงทุนล่วงหน้าเพื่อประกันอุปทานของตนเอง
รูปแบบนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ เมื่อมีการขาดแคลนอย่างรุนแรง เช่น การที่บริษัทยานยนต์ยอมทำสัญญาซื้อแบตเตอรี่ล่วงหน้าหลายปีเพื่อประกันอุปทานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
นักวิเคราะห์ Mizuho: ทำไม Micron ถึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด
Vijay Rakesh นักวิเคราะห์จาก Mizuho อธิบายในรายงานวิจัยสัปดาห์นี้ว่าทำไม Micron ถึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในบรรดาผู้ผลิตชิปความจำ
“Micron ยังคงมีตำแหน่งที่ดีในภูมิทัศน์ของชิปความจำด้วย DRAM Nodes ที่เป็นชั้นนำช่วยผลักดันการลดต้นทุนปีต่อปี ในขณะที่ NAND เห็นจำนวนชั้นที่เพิ่มขึ้นผลักดันต้นทุนที่ดีขึ้นและเพิ่มกำลังการผลิตของ Wafer”
คำอธิบายนี้ชี้ให้เห็นสองสิ่งสำคัญ ประการแรกคือ Micron กำลังสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในสภาวะที่ราคาขายสูงขึ้นหมายถึงอัตรากำไรที่ขยายตัวออกอย่างมาก ประการที่สองคือเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาขึ้นกำลังเพิ่มปริมาณชิปที่ผลิตได้จากแผ่นซิลิกอนแต่ละแผ่น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนต่อหน่วยพร้อมกัน
นักลงทุนรายย่อย: Micron กำลังครองความสนใจ
Viraj Patel นักยุทธศาสตร์จาก Vanda Research ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าการซื้อสุทธิของ Micron โดยนักลงทุนรายย่อยพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสองปีในช่วงกลางเดือนเมษายน
“Micron กำลังครองส่วนแบ่งที่ใหญ่กว่ามากของกระแสเงินและความสนใจของนักลงทุนรายย่อย” Patel กล่าวกับ CNBC ในวันศุกร์
สิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การซื้อหุ้นรวมโดยนักลงทุนรายย่อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอ่อนแอกว่าช่วงสองสามปีก่อนหน้าเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่า Micron กำลังดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้มากขึ้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าภาพรวมของนักลงทุนรายย่อยจะยังไม่กระตือรือร้นเท่าช่วงก่อนหน้า
วิเคราะห์เชิงลึก: ความเสี่ยงที่ต้องระวัง
แม้ว่าภาพปัจจุบันจะสดใสอย่างมาก แต่นักลงทุนที่มีความรอบคอบควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ด้วย
ความเสี่ยงแรก: ความผันผวนสูงของอุตสาหกรรมชิปความจำ อุตสาหกรรมนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของวงจรขึ้นลงที่รุนแรง ช่วงขาขึ้นมักตามมาด้วยการลงทุนขยายกำลังการผลิตมากเกินไป ซึ่งนำไปสู่อุปทานล้นตลาดและราคาดิ่งลงในวงจรถัดไป
ความเสี่ยงที่สอง: การประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นมากหลังการปรับตัวขึ้น การที่หุ้นพุ่งขึ้น 84% ในหนึ่งเดือนหมายความว่า Valuation Multiples ขยายตัวออกอย่างมาก ราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังเรื่องการเติบโตที่สูงมาก ซึ่งหากผลประกอบการจริงไม่ดีพอ การปรับฐานอาจรุนแรงได้
ความเสี่ยงที่สาม: ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลต่อราคาพลังงาน ซึ่งกระทบต้นทุนการดำเนินงานของโรงงานผลิตชิป และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในอนาคต
บทสรุป: ยุคทองของชิปความจำเพิ่งเริ่มต้น
สัปดาห์ที่ผ่านมาของ Micron Technology พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระแส AI กำลังเข้าสู่ขั้นตอนใหม่ที่ชิปความจำกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดแคลน ในขณะที่ช่วงแรกของกระแส AI ขับเคลื่อนโดย GPU เป็นหลัก ตอนนี้ความต้องการได้ขยายตัวออกไปครอบคลุมทั้ง DRAM, NAND และ CPU ที่จำเป็นสำหรับการนำ AI ไปใช้งานจริงในระดับกว้าง
สำหรับ Micron ในฐานะหนึ่งในสามผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ที่ครองตลาดมากกว่า 90% ของโลก การปรับตัวขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ที่ดีในตลาดที่กำลังขาดแคลน และการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยลดต้นทุนในขณะที่ราคาขายสูงขึ้น คำถามที่เหลืออยู่คือคลื่นนี้จะพาหุ้นไปได้ไกลแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่แรงโน้มถ่วงของการประเมินมูลค่าจะดึงให้ต้องหยุดพักก่อนที่จะขึ้นต่อ
