Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา
|

Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา

ในสัปดาห์ที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Micron Technology กลายเป็นดาวเด่นที่สว่างที่สุดในกลุ่มชิปความจำ เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ในวันศุกร์เพียงวันเดียว ปิดที่ 746.81 ดอลลาร์ และสะสมผลตอบแทนสัปดาห์ที่น่าตะลึงถึง เกือบ 38% ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน หุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปแล้วเกือบ 84% จากระดับก่อนหน้า

ในช่วงหลังเวลาทำการ หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 1.41% ไปแตะ 757.35 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกระตือรือร้นของนักลงทุนไม่ได้ดับลงแม้ตลาดปิดทำการ และมูลค่าตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่เหนือ 840,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG

สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของ Micron นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 5 ดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตการเงินโลก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ณ ตอนนั้นบริษัทกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของคลื่น AI

กระแสที่กว้างกว่า: ไม่ใช่แค่ Micron ที่พุ่ง

ความแข็งแกร่งของ Micron ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กวาดทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พร้อมกัน

AMD ปรับตัวขึ้น 26% ตลอดสัปดาห์ แตะระดับสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ในวันศุกร์ และดันมูลค่าตลาดของบริษัทขึ้นเหนือ 740,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่ากระแส AI ที่ขับเคลื่อนโดยชิปหน่วยประมวลผลและชิปความจำนั้นยังคงแข็งแกร่งมาก

Intel พุ่งขึ้น 25% ตลอดสัปดาห์ และมากกว่าสองเท่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น “การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่” ของผู้ผลิต CPU ที่เคยถูกมองว่าสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปแล้ว แต่ตอนนี้กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งในกระแส AI

Samsung Electronics ของเกาหลีใต้เพิ่งเข้าร่วมสโมสรมูลค่าตลาด 1 ล้านล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์นี้ ร่วมกับบริษัทชั้นนำอย่าง Apple, Alphabet และ Microsoft และ SK Hynix อีกหนึ่งผู้ผลิตชิปความจำยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ รายงานว่ากำลังได้รับข้อเสนอจำนวนมากจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องการลงทุนในสายการผลิตชิปความจำเฉพาะทางใหม่ๆ

ทำไมชิปความจำถึงกลายเป็นดาวเด่นใหม่ของ AI?

เพื่อเข้าใจว่าทำไมหุ้นชิปความจำถึงพุ่งขึ้นรุนแรงขนาดนี้ในเวลานี้ จำเป็นต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในพลวัตของการสร้าง AI Infrastructure ที่กำลังเกิดขึ้น

ในช่วงต้นของกระแส AI ความสนใจหลักของตลาดอยู่ที่ Graphics Processing Units (GPUs) โดยเฉพาะของ Nvidia ซึ่งเป็นหัวใจของการฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้สถานการณ์กำลังเปลี่ยนแปลง เมื่อระบบ AI ถูกนำไปใช้งานจริงในระดับกว้างขึ้น ความต้องการของ ชิปความจำ (Memory Chips), ที่เก็บข้อมูล (Storage) และ ชิปประมวลผล (CPUs) กำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ธนาคาร Bank of America และ Evercore คาดการณ์ว่าการลงทุนรวมของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ให้บริการ Cloud (Hyperscalers) อาจ ทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่มหาศาลและส่งผลต่อทุกบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของ AI Infrastructure

DRAM และ NAND: ทำความรู้จักกับตัวละครหลัก

เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าทำไมชิปความจำสองประเภทนี้ถึงมีความสำคัญมากต่อ AI จำเป็นต้องอธิบายความแตกต่างและบทบาทของแต่ละประเภท

DRAM (Dynamic Random Access Memory) คือชิปความจำที่ทำงานเร็วมาก ใช้สำหรับการประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่ต้องการความเร็วสูง เป็นชิปที่อยู่ใน “สมองระยะสั้น” ของระบบคอมพิวเตอร์ ในบริบทของ AI นั้น DRAM มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการรัน AI Models ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในขั้นตอน Inference หรือการนำโมเดลที่ฝึกมาแล้วมาใช้งานจริงกับผู้ใช้

โมเดล AI ขนาดใหญ่ในปัจจุบันอย่าง GPT-4, Claude หรือ Gemini มีพารามิเตอร์หลายพันล้านถึงหลายล้านล้านตัว ซึ่งต้องถูกโหลดเข้า DRAM เพื่อให้ระบบสามารถตอบสนองต่อคำถามของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว ยิ่งโมเดลใหญ่ขึ้น ยิ่งต้องการ DRAM มากขึ้น และยิ่งมีผู้ใช้พร้อมกัน ยิ่งต้องการ DRAM เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

NAND Flash Memory เป็นชิปความจำที่ช้ากว่า DRAM เล็กน้อยแต่มีความน่าเชื่อถือสูงกว่าและราคาถูกกว่าต่อหน่วยความจำ ใช้เป็นหลักในการจัดเก็บข้อมูลระยะยาว เช่น ในหน่วยความจำ SSD ของคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ ในบริบทของ AI นั้น NAND มีความสำคัญสำหรับการจัดเก็บชุดข้อมูลขนาดมหาศาลที่ใช้ในการฝึก AI Models และสำหรับจัดเก็บ Models ขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่จำนวนมาก

การผูกขาดของสามยักษ์ใหญ่: Micron, Samsung และ SK Hynix

หนึ่งในประเด็นที่อธิบายว่าทำไมราคาหุ้นของ Micron ถึงพุ่งขึ้นรุนแรงขนาดนี้คือโครงสร้างตลาดที่มีการกระจุกตัวสูงมากของอุตสาหกรรมชิปความจำโลก

ตามรายงานวิจัยหลักทรัพย์หลายฉบับ Micron, Samsung และ SK Hynix สามบริษัทนี้ผลิต DRAM รวมกันมากกว่า 90% ของโลก ซึ่งหมายความว่าเมื่อความต้องการ DRAM พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแส AI ตัวเลือกของผู้ซื้อมีจำกัดมากอย่างแท้จริง พวกเขาต้องซื้อจากหนึ่งในสามรายนี้ ซึ่งทำให้ผู้ผลิตมีอำนาจต่อรองในการตั้งราคาสูง

เมื่อโครงสร้างตลาดมีลักษณะเช่นนี้ การเพิ่มขึ้นของความต้องการจะส่งผลต่ออัตรากำไรของผู้ผลิตอย่างรวดเร็วมาก เพราะคู่แข่งมีน้อยมาก ผู้ซื้อจึงไม่มีทางเลือกมากนักนอกจากยอมรับราคาที่สูงขึ้น

ผลจากการขาดแคลนและอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นนี้ ราคาชิปความจำและอัตรากำไรของผู้ผลิตกำลังขยายตัวออก ในขณะที่บริษัทผู้ซื้อปลายน้ำอย่าง Hyperscalers และผู้ผลิตอุปกรณ์ต่างๆ กำลังบ่นว่าต้นทุนสูงขึ้นมากจนกระทบอัตรากำไรของตนเอง

SK Hynix ถูกแย่งตัว: เมื่อ Big Tech ต้องการล็อคอุปทาน

ข่าวสำคัญที่ Reuters รายงานในวันศุกร์คือ SK Hynix กำลังได้รับ “ข้อเสนอที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” จากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกที่ต้องการลงทุนในสายการผลิตชิปความจำเฉพาะทางใหม่เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต

หนึ่งในข้อเสนอที่ถูกกล่าวถึงคือ การจัดหาเงินทุนสำหรับอุปกรณ์ผลิต ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องพิมพ์แสงอัลตราไวโอเลต (UV Lithography Machines) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญและมีราคาแพงมากในกระบวนการผลิตชิป การที่ลูกค้ายอมให้เงินทุนสำหรับอุปกรณ์การผลิตเพื่อแลกกับการล็อคอุปทานล่วงหน้านั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากว่าการขาดแคลนนั้นร้ายแรงมากพอที่บริษัทยักษ์ใหญ่จะยอมลงทุนล่วงหน้าเพื่อประกันอุปทานของตนเอง

รูปแบบนี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมอื่นๆ เมื่อมีการขาดแคลนอย่างรุนแรง เช่น การที่บริษัทยานยนต์ยอมทำสัญญาซื้อแบตเตอรี่ล่วงหน้าหลายปีเพื่อประกันอุปทานสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

นักวิเคราะห์ Mizuho: ทำไม Micron ถึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด

Vijay Rakesh นักวิเคราะห์จาก Mizuho อธิบายในรายงานวิจัยสัปดาห์นี้ว่าทำไม Micron ถึงอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในบรรดาผู้ผลิตชิปความจำ

“Micron ยังคงมีตำแหน่งที่ดีในภูมิทัศน์ของชิปความจำด้วย DRAM Nodes ที่เป็นชั้นนำช่วยผลักดันการลดต้นทุนปีต่อปี ในขณะที่ NAND เห็นจำนวนชั้นที่เพิ่มขึ้นผลักดันต้นทุนที่ดีขึ้นและเพิ่มกำลังการผลิตของ Wafer”

คำอธิบายนี้ชี้ให้เห็นสองสิ่งสำคัญ ประการแรกคือ Micron กำลังสามารถลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วยได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในสภาวะที่ราคาขายสูงขึ้นหมายถึงอัตรากำไรที่ขยายตัวออกอย่างมาก ประการที่สองคือเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนาขึ้นกำลังเพิ่มปริมาณชิปที่ผลิตได้จากแผ่นซิลิกอนแต่ละแผ่น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนต่อหน่วยพร้อมกัน

นักลงทุนรายย่อย: Micron กำลังครองความสนใจ

Viraj Patel นักยุทธศาสตร์จาก Vanda Research ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่าการซื้อสุทธิของ Micron โดยนักลงทุนรายย่อยพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบสองปีในช่วงกลางเดือนเมษายน

“Micron กำลังครองส่วนแบ่งที่ใหญ่กว่ามากของกระแสเงินและความสนใจของนักลงทุนรายย่อย” Patel กล่าวกับ CNBC ในวันศุกร์

สิ่งที่น่าสนใจคือสิ่งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่การซื้อหุ้นรวมโดยนักลงทุนรายย่อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาอ่อนแอกว่าช่วงสองสามปีก่อนหน้าเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่า Micron กำลังดึงดูดเงินลงทุนจากนักลงทุนรายย่อยได้มากขึ้นในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าภาพรวมของนักลงทุนรายย่อยจะยังไม่กระตือรือร้นเท่าช่วงก่อนหน้า

วิเคราะห์เชิงลึก: ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

แม้ว่าภาพปัจจุบันจะสดใสอย่างมาก แต่นักลงทุนที่มีความรอบคอบควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ด้วย

ความเสี่ยงแรก: ความผันผวนสูงของอุตสาหกรรมชิปความจำ อุตสาหกรรมนี้มีชื่อเสียงในเรื่องของวงจรขึ้นลงที่รุนแรง ช่วงขาขึ้นมักตามมาด้วยการลงทุนขยายกำลังการผลิตมากเกินไป ซึ่งนำไปสู่อุปทานล้นตลาดและราคาดิ่งลงในวงจรถัดไป

ความเสี่ยงที่สอง: การประเมินมูลค่าที่สูงขึ้นมากหลังการปรับตัวขึ้น การที่หุ้นพุ่งขึ้น 84% ในหนึ่งเดือนหมายความว่า Valuation Multiples ขยายตัวออกอย่างมาก ราคาหุ้นในปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังเรื่องการเติบโตที่สูงมาก ซึ่งหากผลประกอบการจริงไม่ดีพอ การปรับฐานอาจรุนแรงได้

ความเสี่ยงที่สาม: ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงส่งผลต่อราคาพลังงาน ซึ่งกระทบต้นทุนการดำเนินงานของโรงงานผลิตชิป และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีนอาจส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในอนาคต

บทสรุป: ยุคทองของชิปความจำเพิ่งเริ่มต้น

สัปดาห์ที่ผ่านมาของ Micron Technology พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากระแส AI กำลังเข้าสู่ขั้นตอนใหม่ที่ชิปความจำกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ขาดแคลน ในขณะที่ช่วงแรกของกระแส AI ขับเคลื่อนโดย GPU เป็นหลัก ตอนนี้ความต้องการได้ขยายตัวออกไปครอบคลุมทั้ง DRAM, NAND และ CPU ที่จำเป็นสำหรับการนำ AI ไปใช้งานจริงในระดับกว้าง

สำหรับ Micron ในฐานะหนึ่งในสามผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ที่ครองตลาดมากกว่า 90% ของโลก การปรับตัวขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ที่ดีในตลาดที่กำลังขาดแคลน และการลงทุนในเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยลดต้นทุนในขณะที่ราคาขายสูงขึ้น คำถามที่เหลืออยู่คือคลื่นนี้จะพาหุ้นไปได้ไกลแค่ไหน และเมื่อไหร่ที่แรงโน้มถ่วงของการประเมินมูลค่าจะดึงให้ต้องหยุดพักก่อนที่จะขึ้นต่อ

Similar Posts

  • | |

    ตลาดคริปโตวันนี้ บิตคอยน์ย่ำฐาน 6 หมื่นดอลลาร์ ทุนสถาบันชะลอ กฎหมายจ่อพลิกเกม

    ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีเข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 ด้วยภาพของ “ความสงบที่อึดอัด” บิตคอยน์ (Bitcoin) เคลื่อนไหวในกรอบแคบบริเวณกลาง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเนื่องหลายสัปดาห์ สวนทางกับทองคำและเงินที่พุ่งทำสถิติใหม่ ขณะที่เม็ดเงินจากกองทุน ETF ที่เคยไหลเข้าอย่างคึกคักเริ่มแผ่วลงและสลับทิศเป็นไหลออกในบางวัน นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาปัจจัยชี้ขาด 3 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) หลังข้อมูลตลาดแรงงานและเงินเฟ้อออกมาผสมผสาน ความคืบหน้าของกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับใหม่ในรัฐสภาสหรัฐฯ และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันให้ทรงตัวในระดับสูง รายงานฉบับนี้ประมวลความเคลื่อนไหวล่าสุดจากสำนักข่าวสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำระดับโลก ทั้ง CoinDesk, Cointelegraph, The Block, Decrypt, CryptoSlate, Bitcoin Magazine และ The Defiant ผสานกับข้อมูลราคาตลาดและรายงานเชิงมหภาค เพื่อฉายภาพว่าเหตุใดตลาดจึง“นิ่งผิดปกติ” ท่ามกลางข่าวใหญ่ที่ถาโถม และนักลงทุนไทยควรวางตัวอย่างไรในจังหวะที่ความผันผวนถูกกดต่ำสุดในรอบปี ประเด็นที่ต้องเน้นย้ำคือ ปี 2569 ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโต จากตลาดที่เคยถูกขับเคลื่อนด้วยนักลงทุนรายย่อยและวัฏจักรการ halving สู่ตลาดที่ทุนสถาบันและกรอบกฎหมายกลายเป็นตัวกำหนดทิศทางหลัก การที่บิตคอยน์เคยทำจุดสูงสุดตลอดกาลเหนือ 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนย่อลงมาสู่กรอบ 60,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน สะท้อนว่าตลาดกำลังปรับสมดุลใหม่หลังยุคเก็งกำไรร้อนแรง และกำลังมองหา…

  • | |

    วอลล์สตรีททำนิวไฮ 4 วันติด S&P 500 ทะลุ 7,700 ดาวโจนส์พุ่ง 900 จุด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ในการซื้อขายวันอังคารที่ 4 สิงหาคม โดยดัชนี S&P 500 บวก 1.79% ปิดที่ 7,736.52 จุด ทำสถิติปิดสูงสุดใหม่แซงระดับเดิมของเดือนมิถุนายน ขณะที่ดาวโจนส์ทะยาน 907.47 จุด หรือ 1.71% ปิดที่ 54,085.88 จุด และแนสแด็กคอมโพสิตพุ่งแรงสุด 2.59% ปิดที่ 26,584.99 จุด แรงขับเคลื่อนหลักมาจากความหวังว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง กดราคาน้ำมันดิบร่วงแรง ประกอบกับผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทเทคโนโลยีกลุ่ม AI ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาด นำโดย Palantir ที่พุ่งเกือบ 30% ในวันเดียว ปลุกความเชื่อมั่นว่าดีมานด์ปัญญาประดิษฐ์ยังไม่แผ่ว ภาพรวมตลาด: แรลลีสี่วันติดพาวอลล์สตรีทกลับสู่โหมด Risk-On บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่โหมดเปิดรับความเสี่ยง (risk-on) อย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นเดือนสิงหาคม หลังผ่านเดือนกรกฎาคมที่เต็มไปด้วยความผันผวน โดยเฉพาะจากความกังวลว่ากระแสการลงทุนใน AI อาจกำลังชะลอตัว การปิดตลาดวันอังคารถือเป็นวันที่ 4…

  • Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

    คลื่นกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลกการเงิน ขณะที่ตัวเลขรายได้ทะลุเพดานที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แทบทุกแนวรบ ในห้วงเวลาเพียง 30 วัน เราได้เห็น Nvidia Corporation บันทึกรายได้ไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหึมา 1.9 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปีนี้ และ Apple พิชิตยอดขายไตรมาส March ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 111.2 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลด้านภาษีนำเข้าและปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่รุมเร้าห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น กระแสการมาถึงของ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ผลักดันความต้องการชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนกองทุน SSF/LTF ประเภท Global Technology หรือลงทุนโดยตรงในตลาด Nasdaq ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Nvidia: “โรงงาน AI” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Nvidia Corporation…

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • | |

    ดาวโจนส์ทำนิวไฮก่อนย่อ หุ้นชิปร่วงหนัก Micron ดิ่ง 10% จับตา Fed ยุค Warsh

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากไตรมาส 3 ปี 2026 ด้วยบรรยากาศที่ผสมผสานระหว่างความหวังและความกังวล เมื่อดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวันที่ระดับ 52,742.66 จุด ก่อนจะแผ่วลงมาปิดตลาดในแดนลบเล็กน้อยที่ 52,305.24 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq ร่วงลง 0.66% จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างหนัก นำโดย Micron ที่ดิ่งลงกว่า 10% หลังนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามต่อความยั่งยืนของกระแสการลงทุนด้าน AI ที่ผลักดันตลาดมาตลอดครึ่งปีแรก ปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาในสัปดาห์นี้คือการปรากฏตัวครั้งแรกบนเวทีระดับโลกของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ในงานประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรป (ECB Forum) ที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส ซึ่ง Warsh ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเงินเฟ้อยังคง “สูงเกินไป” และ Fed จะเดินหน้าสร้างเสถียรภาพด้านราคาให้ได้ พร้อมยืนยันความเป็นอิสระของธนาคารกลางจากแรงกดดันทางการเมือง ขณะเดียวกันตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP ที่ออกมาต่ำกว่าคาด กำลังเพิ่มน้ำหนักให้กับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนมาเร็วกว่าปกติหนึ่งวันเนื่องจากตลาดปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในวันชาติสหรัฐฯ บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกความเคลื่อนไหวของวอลล์สตรีทในการซื้อขายวันแรกของไตรมาส 3 ตั้งแต่ภาพรวมดัชนีหลัก การหมุนเวียนของเม็ดเงินออกจากหุ้นชิปเข้าสู่หุ้นซอฟต์แวร์และกลุ่มการเงิน…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

    เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *