โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง
|

โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง

ณ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังนั่งคุยกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โลกภายนอกกำลังจับตามองด้วยความกังวลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ การประชุมสุดยอดสองวันครอบคลุมประเด็นการค้า ภาษีนำเข้า ไต้หวัน อิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ แต่พื้นหลังของการเจรจาครั้งนี้คือภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกฉีกทิ้งและเขียนใหม่โดยพลังของสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง โดยสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะสั้นและจำกัด ทำให้การเติบโตของโลกถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในปี 2570

แต่ในสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขเหล่านั้นอาจยิ่งแย่กว่านั้นมาก

ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานที่เขย่าโลก

การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลกทำให้เกิดความเป็นไปได้ของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

ในสถานการณ์อ้างอิงที่สมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% การเติบโตของโลกยังคงอยู่ที่เพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มการลดเงินเฟ้อของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์เลวร้ายที่การปิดกั้นยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ 2.5% ในปีนี้ และเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นถึง 5.4%

สิ่งที่ World Economic Forum ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญมาโดยตลอดเนื่องจากบทบาทของมันในการไหลเวียนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก และความขัดแย้งในอิหร่านได้ตอกย้ำแนวคิดอีกครั้งว่าจุดขนส่งเล็กๆ อย่างช่องแคบสามารถมีผลกระทบที่เกินขนาดต่อการค้า ความมั่นคงด้านพลังงาน และเสถียรภาพระหว่างประเทศ

ผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดขึ้นนั้นกว้างขวางยิ่งกว่าที่หลายคนคาดคิด Lufthansa ต้องตัดเที่ยวบินระยะสั้น 20,000 เที่ยว รัฐบาลยุโรปเริ่มวางแผนรับมือกับการขาดแคลนเชื้อเพลิง ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งขึ้น 103% ในเดือนเดียว และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ใช้ในอุปกรณ์ AI ขาดแคลนเนื่องจากการโจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย

สงครามการค้าและ “อาวุธลับ” แร่หายากของจีน

ในขณะที่สงครามอิหร่านครอบงำพาดหัวข่าว มีอีกมิติหนึ่งของการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน

จีนเป็นมหาอำนาจด้านแร่หายากของโลก ครองตลาดราว 85% ของกระบวนการแปรรูปและมากกว่า 90% ของการผลิตแม่เหล็ก ปักกิ่งควบคุมการแยกแร่หายากชนิดหนักโดยเฉพาะ ซึ่งไม่มีกระบวนการนี้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เลย

จีนได้แสดงให้เห็นถึงความยินดีที่เพิ่มขึ้นในการใช้อำนาจต่อรองห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก โดยเกือบสามเท่าการใช้ข้อจำกัดการส่งออกระหว่างปี 2564 ถึง 2568 วอชิงตันมีความเปราะบางด้านแร่หายากอย่างชัดเจนในช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาล Trump ทำสงครามกับอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลว่ากระทรวงกลาโหมกำลังเผาผลาญกระสุนที่พึ่งพาวัสดุเหล่านี้

การค้าระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้รับผลกระทบนับตั้งแต่ Trump กลับมารับตำแหน่งปีที่แล้วและปล่อยภาษีสุดโหดชุดหนึ่งออกมา โดยกำหนดอัตราสูงสุดต่อจีนถึง 145% ในช่วงหนึ่ง ขณะที่ การนำเข้าของสหรัฐฯ จากจีนลดลง และส่งออกไปจีนก็ลดลงมากกว่า 25% ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาลในหนึ่งปี

ในบริบทนี้เองที่ ศูนย์กลางความสนใจได้เคลื่อนออกจากภาษีนำเข้าซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นไม้เด็ดชี้ขาดสำหรับ Trump และมุ่งไปสู่สิ่งที่มีโครงสร้างมากขึ้น นั่นคือการควบคุมของจีนเหนือแร่ธาตุวิกฤต แร่หายาก และห่วงโซ่อุปทานแม่เหล็กที่เป็นรากฐานของความสามารถทางทหารสมัยใหม่

การประชุมสุดยอด Trump-Xi: ใครมีไพ่ดีกว่า?

Scott Kennedy ที่ปรึกษาอาวุโสด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์จีนที่ CSIS กล่าวว่า “จีนเข้าสู่การประชุมครั้งนี้ด้วยความมั่นใจมากกว่าในปี 2560 มาก เมื่อตอนนั้นจีนกลัวแม้แต่การขึ้นภาษีเล็กน้อยของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา Xi สามารถผลักดันกลับและทำให้การกระทำส่วนใหญ่ของ Trump เป็นกลางได้”

Al Jazeera รายงานว่า สองประเทศได้ตกลงที่จะลดความตึงเครียดชั่วคราวผ่านการสงบศึกทางการค้าที่บรรลุในการเจรจาที่เกาหลีใต้ โดยจีนตกลงซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรสหรัฐฯ เพิ่มเติม รวมถึงถั่วเหลือง ขณะที่วอชิงตันลดภาษีบางส่วน

ในด้านเทคโนโลยี CNBC รายงานว่า หลังจาก Trump พบกับ Xi ในวันพฤหัสบดี Reuters รายงานว่าวอชิงตันได้อนุมัติการขายชิป AI H200 ของ Nvidia ให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายใหญ่หลายแห่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่ส่งผลให้หุ้น Nvidia และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนรูปของการค้าโลก: ใครได้ประโยชน์?

รายงานของ McKinsey Global Institute ชี้ว่า ภาษีนำเข้ากระตุ้นการปรับตัวของการค้า โดยการค้าสหรัฐฯ-จีนลดลงประมาณ 30% สหรัฐฯ แทนที่ประมาณสองในสามของช่องว่างด้วยการนำเข้าจากผู้ขายรายอื่น ในขณะที่ผู้ส่งออกจีนสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงของเล่นลดราคาเฉลี่ย 8% เพื่อหาผู้ซื้อในตลาดใหม่ ASEAN เจริญรุ่งเรืองโดยเพิ่มการค้ากับทั้งสองเศรษฐกิจ แต่สหภาพยุโรปเผชิญกับการถูกบีบสองด้าน ได้แก่ การนำเข้าจีนที่มากขึ้นและภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น

สำหรับไทยและ ASEAN โดยรวม การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่การผลิตนี้นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยง ในด้านโอกาส ประเทศที่ได้รับการลงทุนจากบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เช่น เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างได้รับประโยชน์อย่างมากจาก “China Plus One Strategy” อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือหากการประชุมสุดยอด Trump-Xi นำไปสู่การลดภาษีนำเข้าจากจีน แรงจูงใจในการย้ายการผลิตก็จะลดลงตาม

ภาวะ “โลกหลายขั้ว”: ความเสี่ยงที่สะสมในระยะยาว

รายงานความเสี่ยงโลกของ World Economic Forum ประจำปี 2569 พบว่า การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomic Confrontation) ขึ้นสู่อันดับต้นของความเสี่ยงระยะใกล้ โดย 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่ามันเป็นความเสี่ยงที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะก่อให้เกิดวิกฤตโลกในปี 2569 และถูกจัดอันดับที่ 1 ด้านความรุนแรงในระยะสองปีข้างหน้า

Eyck Freymann นักวิชาการจาก Hoover Institution อธิบายว่า ในระบบเศรษฐกิจโลกที่พึ่งพิงดอลลาร์สหรัฐสำหรับการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร สิ่งนี้ให้อำนาจแก่สหรัฐฯ ในการคุกคามประเทศอื่นด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน และจีนก็กำลังพัฒนาจุดคอขวดของตนเองในแร่ธาตุสำคัญ

ตัวเลขที่น่าเป็นห่วงจาก IMF ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนรูปโลกที่มีหลายขั้วมากขึ้น โดยมีคลื่นข้อจำกัดการค้าที่กำหนดโดยกลุ่มเศรษฐกิจหลักทุกกลุ่ม ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศและการเติบโตได้รับความเสียหาย

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์ที่ควรพิจารณา

สำหรับนักลงทุนไทย สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนนี้สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบ

ผลกระทบด้านพลังงาน: ไทยนำเข้าน้ำมันประมาณ 60% ของที่ใช้ในประเทศ ราคาน้ำมัน Brent ที่ยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วน ทั้งการขนส่ง การเกษตร และการผลิตอุตสาหกรรม นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว

โอกาสจาก Supply Chain Shift: การย้ายฐานการผลิตจากจีนยังคงเป็นแนวโน้มที่ดำเนินต่อเนื่อง นักลงทุนในหุ้นนิคมอุตสาหกรรมไทย ภาคโลจิสติกส์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับประโยชน์หากการประชุมสุดยอด Trump-Xi ไม่ได้นำไปสู่การลดภาษีนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มที่ต้องระวัง: ภาคการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่พึ่งพาตลาดจีน อาจได้รับผลกระทบหากการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อของจีนไปสู่สินค้าอเมริกันมากขึ้น

กลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์: หุ้นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งในตลาดไทยและต่างประเทศยังคงมีแนวโน้มบวกจากความต้องการชิปความจำที่พุ่งสูง แม้จะมีความเสี่ยงจากการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน

บทสรุป: โลกที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ชัดเจน IMF เตือนว่า การยกระดับกำลังทหารที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังนำมาซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ความยั่งยืนทางการคลังและต่างประเทศอ่อนแอลง และเสี่ยงต่อการแย่งชิงการใช้จ่ายทางสังคม

สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญในช่วงนี้คือการกระจายความเสี่ยง ติดตามพัฒนาการทางการทูตอย่างใกล้ชิด และมองหาโอกาสในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการลงทุน การติดตามข่าวระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนอย่างมีสติ

Similar Posts

  • |

    วิกฤตพลังงานโลก 2569: สงครามอิหร่านฉุด GDP เงินเฟ้อพุ่ง กระทบไทยหนัก

    เมื่อโลกเพิ่งจะเริ่มหายใจได้สะดวกขึ้นหลังจากผ่านพ้นคลื่นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ในปี 2568 บททดสอบใหม่ก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่าเป็น “บททดสอบครั้งใหญ่” ของเศรษฐกิจโลก ช่องแคบฮอร์มุซ—ทางน้ำที่ขนส่งน้ำมันถึงราว 20% ของโลก—ถูกปิดตัว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งพรวด เงินเฟ้อที่กำลังจะสงบลงกลับฟื้นคืนชีพ และธนาคารกลางทั่วโลกต้องเผชิญกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ระหว่างการดูแลเสถียรภาพราคาและการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ บทความนี้รวบรวมภาพรวมล่าสุดของสถานการณ์เศรษฐกิจมหภาค นโยบายการเงิน และผลกระทบต่อนักลงทุนไทยที่ควรจับตา วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน: จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของปี 2569 การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันราว 20% ของการค้าน้ำมันโลก พร้อมกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและกลุ่มประเทศ GCC ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามการประเมินขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงโลก พุ่งขึ้นมากกว่า 40% นับตั้งแต่วันที่เกิดความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ไปแตะระดับประมาณ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมีนาคม ขณะที่ในช่วงเวลาสูงสุด ราคา Brent ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยพุ่งสูงสุดที่…

  • |

    ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโต Joe McCann ถูกสอบสวน หลังคู่หมั้นเสียชีวิตในโรงแรมที่ Zanzibar

    เจาะลึกเหตุการณ์ ความคลุมเครือของคดี และผลกระทบต่อวงการคริปโต เหตุการณ์สะเทือนขวัญในแวดวงคริปโตเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Joe McCann ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโตชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใน Zanzibar ควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังจาก Ashly Robinson คู่หมั้นของเขาเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำระหว่างการท่องเที่ยว คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับสากล ทั้งในแง่ของความไม่ชัดเจนของสาเหตุการเสียชีวิต ความขัดแย้งของข้อมูล และผลกระทบต่อชื่อเสียงในโลกการเงินดิจิทัล ลำดับเหตุการณ์: จากวันพักผ่อนสู่คดีปริศนา ตามรายงานจาก NBC News ระบุว่า Ashly Robinson วัย 31 ปี เสียชีวิตในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 เมษายน หลังจากถูกพบหมดสติในห้องพักโรงแรมหนึ่งวันก่อนหน้า รายละเอียดเหตุการณ์ที่ถูกเปิดเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจใน Tanzania ระบุเบื้องต้นว่าเป็น “การเสียชีวิตที่อาจเข้าข่ายการฆ่าตัวตาย” แต่ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน วิเคราะห์เชิงเหตุการณ์ แม้ข้อมูลเบื้องต้นจะชี้ไปในทิศทางของการฆ่าตัวตาย แต่มีหลายจุดที่ยังไม่ชัดเจน: สิ่งนี้ทำให้คดีเข้าสู่โซน “gray area” ซึ่งต้องพึ่งพาหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม การควบคุมตัวและสถานะของ Joe McCann รายงานจาก CBS News ระบุว่า:…

  • |

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก: ทองคำ เงิน และน้ำมัน ในพายุภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026

    ตลาดโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นแรงกระแทกอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานยุคใหม่ ผลสะเทือนลุกลามออกไปไกลกว่าแค่ราคาน้ำมัน — ทองคำที่เคยพุ่งทะยานในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับต้องพลิกทิศ เงินกลายเป็นตัวแปรที่ซับซ้อนระหว่างอุปสงค์อุตสาหกรรมและแรงขายทำกำไร ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิกำลังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในทุกมิติ ณ วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026 ตลาดกำลังลุ้นกับสัญญาณที่ยังสับสน: ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ดิ่งลงต่ำกว่า 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าอิหร่านพร้อมฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายในหนึ่งเดือนหลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ตลาดยังคงระแวดระวัง หลังทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธว่ารายงานดังกล่าวเป็น “การสร้างข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง” ความผันผวนของเหตุการณ์แต่ละชั่วโมงในสัปดาห์นี้สะท้อนว่าตลาดพลังงานโลกยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนในเร็ววัน วิกฤตฮอร์มุซ: แรงกระแทกอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงาน ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2026 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ข่มขู่และโจมตีเรือที่พยายามเดินผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งออกสู่ตลาดโลก. ในแง่ของปริมาณอุปทานที่หายไป การปิดช่องแคบฮอร์มุซปี 2026 ถือเป็นวิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันยุคใหม่ เมื่อวัดจากปริมาณน้ำมันที่หายออกจากระบบ ซึ่งหนักกว่าทั้งวิกฤตน้ำมันปี 1973 และการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุในรายงานตลาดน้ำมันเดือนพฤษภาคมว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน รวมการสูญเสียทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์แตะ…

  • |

    ทรัมป์ เผย อิหร่านเตรียมระงับโครงการนิวเคลียร์ ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดอีกครั้ง

    ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump เปิดเผยว่า อิหร่านได้ตกลงที่จะ “ระงับโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่มีกำหนด” ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกครั้งสำคัญที่อาจนำไปสู่ข้อตกลงยุติสงครามระหว่างทั้งสองประเทศ หลังจากที่เตหะรานประกาศเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้การเดินเรือพาณิชย์กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์เมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ยืนยันว่า ข้อตกลงในการหยุดกิจกรรมนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเป็นแบบ “ไม่มีกำหนดสิ้นสุด” หรือกล่าวได้ว่าเป็นการระงับแบบถาวร “ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ตกลงกันได้แล้ว และทุกอย่างน่าจะดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว” ทรัมป์กล่าว ขณะเดียวกัน เขายังปฏิเสธข้อเรียกร้องสำคัญของอิหร่านอย่างชัดเจน นั่นคือ การปล่อยเงินที่ถูกอายัดไว้ โดยยืนยันว่า สหรัฐจะไม่คืนเงินดังกล่าวให้ รายละเอียดข้อตกลงยังไม่ชัดเจน แม้ทรัมป์จะแสดงความมั่นใจ แต่รายละเอียดของข้อตกลงยังคงไม่ชัดเจน และทางอิหร่านเองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อคำกล่าวอ้างนี้ ประเด็นสำคัญคือ ข้อเสนอเรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์นั้น อาจขัดแย้งกับจุดยืนเดิมของอิหร่าน ที่ยืนยันมาโดยตลอดว่าประเทศมี “สิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม” เพื่อการพัฒนาด้านพลังงาน สัญญาณบวกเพิ่มขึ้นหลังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ในวันเดียวกัน ผู้นำอิหร่านประกาศว่า ช่องแคบฮอร์มุซเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ หลังจากที่อิสราเอลตกลงหยุดยิงในเลบานอน หลังการประกาศดังกล่าว มีเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 8 ลำ ที่ติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซีย รีบเคลื่อนตัวเข้าสู่ช่องแคบฮอร์มุซทันที เพื่อทดสอบว่าการเปิดเส้นทางครั้งนี้เป็นจริงหรือไม่ ทรัมป์ส่งสัญญาณเชิงบวกเพิ่มเติม ระหว่างเดินทางกลับกรุงวอชิงตันด้วยเครื่อง Air Force One ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้รับ “ข่าวดีบางอย่าง” ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียด เขายังระบุว่า…

  • |

    ใครยิงก่อน? ช่องแคบฮอร์มุซร้อนระอุอีกครั้ง ขณะข้อตกลงหยุดยิงและตลาดน้ำมันตกอยู่ในอันตราย

    ในโลกที่ความขัดแย้งสมัยใหม่มักดำเนินไปในลักษณะ “หยุด-เริ่ม” อย่างไม่สม่ำเสมอ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอีกครั้งในวันพฤหัสบดีว่า ทุกความหวังที่สร้างขึ้นมาสามารถถูกพังทลายลงได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ยิงก่อน ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่กำลังดำเนินอยู่และความหวังว่าสงครามกว่าสองเดือนจะสิ้นสุดลง “ใครยิงก่อน?”: คำถามที่ไม่มีคำตอบที่ง่าย หัวใจของวิกฤตในวันพฤหัสบดีคือการปะทะกันในช่องแคบฮอร์มุซที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวหากัน ในขณะที่ประธานาธิบดี Trump ยืนกรานว่าการหยุดยิงระหว่างวอชิงตันและเตหะรานยังคงมีผลบังคับใช้ แม้ว่าเขาจะอ้างว่าสหรัฐฯ “ทำลายล้างอย่างสมบูรณ์” ชาวอิหร่านที่เกี่ยวข้องในการปะทะ ฝ่ายอิหร่านให้เรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง โดยระบุว่ากองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านที่กำลังเดินทางจากน่านน้ำชายฝั่งมุ่งหน้าสู่ช่องแคบ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่หากเป็นจริงจะถือเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อิหร่านมีในน่านน้ำของตนเองและข้อตกลงหยุดยิง ความขัดแย้งระหว่างเรื่องเล่าของสองฝ่ายนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นอย่างมาก เพราะมันหมายความว่าทั้งสองฝ่ายสามารถอ้างได้ว่าตนเองกำลังตอบโต้การยั่วยุของอีกฝ่าย ไม่ใช่เริ่มการโจมตีก่อน ซึ่งในทางการทูตและกฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญอย่างมาก เส้นแบ่งระหว่างการหยุดยิงกับการสู้รบกำลังเลือนลางลงทุกวัน และนั่นคือสัญญาณที่น่ากังวลมากสำหรับทั้งกระบวนการทางการทูตและตลาดพลังงานโลก Shell CEO ส่งสัญญาณเตือน: ขาดแคลนน้ำมัน 1,000 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ผู้นำทางการเมืองกำลังถกเถียงกันว่าใครยิงก่อน โลกธุรกิจพลังงานกำลังเผชิญกับความเป็นจริงที่โหดร้ายกว่านั้น Wael Sawan CEO ของ Shell บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ออกมาเตือนนักลงทุนว่าตลาดน้ำมันกำลังเผชิญกับ การขาดแคลนน้ำมันถึง 1,000 ล้านบาร์เรล และสถานการณ์นี้จะยิ่งเลวร้ายลงทุกวันที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ตัวเลข 1,000 ล้านบาร์เรลนั้นมหาศาลอย่างยิ่ง ในการเปรียบเทียบ ความต้องการน้ำมันดิบทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 100…

  • |

    “ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง

    สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *