โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง
|

โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง

ณ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังนั่งคุยกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โลกภายนอกกำลังจับตามองด้วยความกังวลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ การประชุมสุดยอดสองวันครอบคลุมประเด็นการค้า ภาษีนำเข้า ไต้หวัน อิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ แต่พื้นหลังของการเจรจาครั้งนี้คือภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกฉีกทิ้งและเขียนใหม่โดยพลังของสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง โดยสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะสั้นและจำกัด ทำให้การเติบโตของโลกถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในปี 2570

แต่ในสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขเหล่านั้นอาจยิ่งแย่กว่านั้นมาก

ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานที่เขย่าโลก

การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลกทำให้เกิดความเป็นไปได้ของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป

ในสถานการณ์อ้างอิงที่สมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% การเติบโตของโลกยังคงอยู่ที่เพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มการลดเงินเฟ้อของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์เลวร้ายที่การปิดกั้นยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ 2.5% ในปีนี้ และเงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นถึง 5.4%

สิ่งที่ World Economic Forum ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดคอขวดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญมาโดยตลอดเนื่องจากบทบาทของมันในการไหลเวียนของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวของโลก และความขัดแย้งในอิหร่านได้ตอกย้ำแนวคิดอีกครั้งว่าจุดขนส่งเล็กๆ อย่างช่องแคบสามารถมีผลกระทบที่เกินขนาดต่อการค้า ความมั่นคงด้านพลังงาน และเสถียรภาพระหว่างประเทศ

ผลกระทบลูกโซ่ที่เกิดขึ้นนั้นกว้างขวางยิ่งกว่าที่หลายคนคาดคิด Lufthansa ต้องตัดเที่ยวบินระยะสั้น 20,000 เที่ยว รัฐบาลยุโรปเริ่มวางแผนรับมือกับการขาดแคลนเชื้อเพลิง ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งขึ้น 103% ในเดือนเดียว และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ที่ใช้ในอุปกรณ์ AI ขาดแคลนเนื่องจากการโจมตีโรงงานปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย

สงครามการค้าและ “อาวุธลับ” แร่หายากของจีน

ในขณะที่สงครามอิหร่านครอบงำพาดหัวข่าว มีอีกมิติหนึ่งของการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจระหว่างสหรัฐฯ และจีน

จีนเป็นมหาอำนาจด้านแร่หายากของโลก ครองตลาดราว 85% ของกระบวนการแปรรูปและมากกว่า 90% ของการผลิตแม่เหล็ก ปักกิ่งควบคุมการแยกแร่หายากชนิดหนักโดยเฉพาะ ซึ่งไม่มีกระบวนการนี้เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เลย

จีนได้แสดงให้เห็นถึงความยินดีที่เพิ่มขึ้นในการใช้อำนาจต่อรองห่วงโซ่อุปทานในระดับโลก โดยเกือบสามเท่าการใช้ข้อจำกัดการส่งออกระหว่างปี 2564 ถึง 2568 วอชิงตันมีความเปราะบางด้านแร่หายากอย่างชัดเจนในช่วงเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาล Trump ทำสงครามกับอิหร่าน ทำให้เกิดความกังวลว่ากระทรวงกลาโหมกำลังเผาผลาญกระสุนที่พึ่งพาวัสดุเหล่านี้

การค้าระหว่างสองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้รับผลกระทบนับตั้งแต่ Trump กลับมารับตำแหน่งปีที่แล้วและปล่อยภาษีสุดโหดชุดหนึ่งออกมา โดยกำหนดอัตราสูงสุดต่อจีนถึง 145% ในช่วงหนึ่ง ขณะที่ การนำเข้าของสหรัฐฯ จากจีนลดลง และส่งออกไปจีนก็ลดลงมากกว่า 25% ซึ่งเป็นตัวเลขมหาศาลในหนึ่งปี

ในบริบทนี้เองที่ ศูนย์กลางความสนใจได้เคลื่อนออกจากภาษีนำเข้าซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นไม้เด็ดชี้ขาดสำหรับ Trump และมุ่งไปสู่สิ่งที่มีโครงสร้างมากขึ้น นั่นคือการควบคุมของจีนเหนือแร่ธาตุวิกฤต แร่หายาก และห่วงโซ่อุปทานแม่เหล็กที่เป็นรากฐานของความสามารถทางทหารสมัยใหม่

การประชุมสุดยอด Trump-Xi: ใครมีไพ่ดีกว่า?

Scott Kennedy ที่ปรึกษาอาวุโสด้านธุรกิจและเศรษฐศาสตร์จีนที่ CSIS กล่าวว่า “จีนเข้าสู่การประชุมครั้งนี้ด้วยความมั่นใจมากกว่าในปี 2560 มาก เมื่อตอนนั้นจีนกลัวแม้แต่การขึ้นภาษีเล็กน้อยของสหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา Xi สามารถผลักดันกลับและทำให้การกระทำส่วนใหญ่ของ Trump เป็นกลางได้”

Al Jazeera รายงานว่า สองประเทศได้ตกลงที่จะลดความตึงเครียดชั่วคราวผ่านการสงบศึกทางการค้าที่บรรลุในการเจรจาที่เกาหลีใต้ โดยจีนตกลงซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรสหรัฐฯ เพิ่มเติม รวมถึงถั่วเหลือง ขณะที่วอชิงตันลดภาษีบางส่วน

ในด้านเทคโนโลยี CNBC รายงานว่า หลังจาก Trump พบกับ Xi ในวันพฤหัสบดี Reuters รายงานว่าวอชิงตันได้อนุมัติการขายชิป AI H200 ของ Nvidia ให้กับบริษัทเทคโนโลยีจีนรายใหญ่หลายแห่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่ส่งผลให้หุ้น Nvidia และบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

การเปลี่ยนรูปของการค้าโลก: ใครได้ประโยชน์?

รายงานของ McKinsey Global Institute ชี้ว่า ภาษีนำเข้ากระตุ้นการปรับตัวของการค้า โดยการค้าสหรัฐฯ-จีนลดลงประมาณ 30% สหรัฐฯ แทนที่ประมาณสองในสามของช่องว่างด้วยการนำเข้าจากผู้ขายรายอื่น ในขณะที่ผู้ส่งออกจีนสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าไปจนถึงของเล่นลดราคาเฉลี่ย 8% เพื่อหาผู้ซื้อในตลาดใหม่ ASEAN เจริญรุ่งเรืองโดยเพิ่มการค้ากับทั้งสองเศรษฐกิจ แต่สหภาพยุโรปเผชิญกับการถูกบีบสองด้าน ได้แก่ การนำเข้าจีนที่มากขึ้นและภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น

สำหรับไทยและ ASEAN โดยรวม การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่การผลิตนี้นำมาซึ่งทั้งโอกาสและความเสี่ยง ในด้านโอกาส ประเทศที่ได้รับการลงทุนจากบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตออกจากจีน เช่น เวียดนาม ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ต่างได้รับประโยชน์อย่างมากจาก “China Plus One Strategy” อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญคือหากการประชุมสุดยอด Trump-Xi นำไปสู่การลดภาษีนำเข้าจากจีน แรงจูงใจในการย้ายการผลิตก็จะลดลงตาม

ภาวะ “โลกหลายขั้ว”: ความเสี่ยงที่สะสมในระยะยาว

รายงานความเสี่ยงโลกของ World Economic Forum ประจำปี 2569 พบว่า การเผชิญหน้าทางภูมิเศรษฐกิจ (Geoeconomic Confrontation) ขึ้นสู่อันดับต้นของความเสี่ยงระยะใกล้ โดย 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่ามันเป็นความเสี่ยงที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะก่อให้เกิดวิกฤตโลกในปี 2569 และถูกจัดอันดับที่ 1 ด้านความรุนแรงในระยะสองปีข้างหน้า

Eyck Freymann นักวิชาการจาก Hoover Institution อธิบายว่า ในระบบเศรษฐกิจโลกที่พึ่งพิงดอลลาร์สหรัฐสำหรับการทำธุรกรรมระหว่างธนาคาร สิ่งนี้ให้อำนาจแก่สหรัฐฯ ในการคุกคามประเทศอื่นด้วยมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน และจีนก็กำลังพัฒนาจุดคอขวดของตนเองในแร่ธาตุสำคัญ

ตัวเลขที่น่าเป็นห่วงจาก IMF ชี้ให้เห็นว่า นอกเหนือจากความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนรูปโลกที่มีหลายขั้วมากขึ้น โดยมีคลื่นข้อจำกัดการค้าที่กำหนดโดยกลุ่มเศรษฐกิจหลักทุกกลุ่ม ทำให้ความร่วมมือระหว่างประเทศและการเติบโตได้รับความเสียหาย

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและกลยุทธ์ที่ควรพิจารณา

สำหรับนักลงทุนไทย สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อนนี้สร้างทั้งความเสี่ยงและโอกาสที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบ

ผลกระทบด้านพลังงาน: ไทยนำเข้าน้ำมันประมาณ 60% ของที่ใช้ในประเทศ ราคาน้ำมัน Brent ที่ยังอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตในทุกภาคส่วน ทั้งการขนส่ง การเกษตร และการผลิตอุตสาหกรรม นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้ราคาน้ำมันลดลงอย่างรวดเร็ว

โอกาสจาก Supply Chain Shift: การย้ายฐานการผลิตจากจีนยังคงเป็นแนวโน้มที่ดำเนินต่อเนื่อง นักลงทุนในหุ้นนิคมอุตสาหกรรมไทย ภาคโลจิสติกส์ และผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อาจได้รับประโยชน์หากการประชุมสุดยอด Trump-Xi ไม่ได้นำไปสู่การลดภาษีนำเข้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มที่ต้องระวัง: ภาคการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่พึ่งพาตลาดจีน อาจได้รับผลกระทบหากการเจรจาการค้าสหรัฐฯ-จีนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการซื้อของจีนไปสู่สินค้าอเมริกันมากขึ้น

กลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์: หุ้นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI ทั้งในตลาดไทยและต่างประเทศยังคงมีแนวโน้มบวกจากความต้องการชิปความจำที่พุ่งสูง แม้จะมีความเสี่ยงจากการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ และจีน

บทสรุป: โลกที่ไม่มีสูตรสำเร็จ

ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ชัดเจน IMF เตือนว่า การยกระดับกำลังทหารที่เกิดจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาจกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ยังนำมาซึ่งแรงกดดันเงินเฟ้อ ทำให้ความยั่งยืนทางการคลังและต่างประเทศอ่อนแอลง และเสี่ยงต่อการแย่งชิงการใช้จ่ายทางสังคม

สำหรับนักลงทุนไทย บทเรียนสำคัญในช่วงนี้คือการกระจายความเสี่ยง ติดตามพัฒนาการทางการทูตอย่างใกล้ชิด และมองหาโอกาสในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกในระยะยาว ในโลกที่ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการลงทุน การติดตามข่าวระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบไม่ใช่แค่ตัวเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการลงทุนอย่างมีสติ

Similar Posts

  • วอลล์สตรีทร่วง 3 วันติด! บอนด์ยีลด์พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดปรับตัวลดลงเป็นวันที่สามติดต่อกันในวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม เมื่อผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี สร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อตลาดทุน ขณะที่นักลงทุนยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และราคาน้ำมันดิบที่ยังทรงตัวในระดับสูง ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 0.67% ปิดที่ระดับ 7,353.61 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดลบ 0.84% ที่ 25,870.71 จุด และ Dow Jones Industrial Average สูญเสียไป 322.24 จุด หรือ 0.65% ปิดที่ 49,363.88 จุด สัญญาณที่น่าเป็นห่วงที่สุดในขณะนี้คือการเคลื่อนไหวในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายมองว่ากำลังส่งสัญญาณเตือนที่ตลาดหุ้นยังไม่ได้ตอบสนองอย่างเต็มที่ตามที่คาดหวัง ภาพรวมของวอลล์สตรีทในช่วงนี้จึงอยู่ในโหมดระมัดระวังสูงมาก ท่ามกลางปัจจัยกดดันหลายด้านที่สะสมตัวขึ้นพร้อมกัน บอนด์ยีลด์พุ่งทะลุเพดาน ภัยเงียบที่ตลาดต้องจับตามอง ประเด็นที่สร้างความกังวลมากที่สุดในสัปดาห์นี้ไม่ใช่ความผันผวนของดัชนีหุ้น แต่เป็นการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมและความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี แตะระดับ…

  • |

    Micron พุ่งเกือบ 38% ในสัปดาห์เดียว เมื่อการชุมนุมชิปหน่วยความจำพุ่งทะยานเป็นพาราโบลา

    ในสัปดาห์ที่ตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ Micron Technology กลายเป็นดาวเด่นที่สว่างที่สุดในกลุ่มชิปความจำ เมื่อราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 15% ในวันศุกร์เพียงวันเดียว ปิดที่ 746.81 ดอลลาร์ และสะสมผลตอบแทนสัปดาห์ที่น่าตะลึงถึง เกือบ 38% ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปหนึ่งเดือน หุ้นตัวนี้พุ่งขึ้นไปแล้วเกือบ 84% จากระดับก่อนหน้า ในช่วงหลังเวลาทำการ หุ้นยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่องอีก 1.41% ไปแตะ 757.35 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่าความกระตือรือร้นของนักลงทุนไม่ได้ดับลงแม้ตลาดปิดทำการ และมูลค่าตลาดของบริษัทในขณะนี้อยู่เหนือ 840,000 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลของ LSEG สัปดาห์นี้ถือเป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดของ Micron นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่หุ้นยังซื้อขายต่ำกว่า 5 ดอลลาร์ ในช่วงวิกฤตการเงินโลก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ ณ ตอนนั้นบริษัทกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ตอนนี้กำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของคลื่น AI กระแสที่กว้างกว่า: ไม่ใช่แค่ Micron ที่พุ่ง ความแข็งแกร่งของ Micron ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระแสที่กวาดทั้งกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์พร้อมกัน AMD ปรับตัวขึ้น 26% ตลอดสัปดาห์ แตะระดับสูงสุดในรอบ…

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

  • ดาวโจนส์ทะลุ 52,000 จุดเป็นครั้งแรก หุ้นเทคสหรัฐฯ ฟื้นตัวแรง ตลาดจับตารายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดท้ายสัปดาห์การซื้อขายช่วงสั้นก่อนวันหยุดยาว Fourth of July ด้วยบรรยากาศคึกคักเกินคาด เมื่อดัชนีดาวโจนส์อุตสาหกรรม (Dow Jones Industrial Average) ปิดตลาดเหนือระดับ 52,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นถึง 2% และดัชนี S&P 500 บวกแรง 1.2% หลังจากทั้งสองดัชนีปิดสัปดาห์ก่อนหน้าด้วยการร่วงลงอย่างหนัก แรงหนุนสำคัญมาจากการที่หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดัชนีดาวโจนส์อย่างเป็นทางการแทนที่ Verizon ประกอบกับสัญญาณคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่ปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ตลาดกำลังประเมินทิศทางการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นช่วงการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่ในเดือนมิถุนายนที่ทำให้มูลค่าตลาดของกลุ่มชิปหายไปกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามทิศทางตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะนอกจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีแล้ว ตลาดยังต้องจับตารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่จะประกาศในวันพฤหัสบดีนี้ ซึ่งเลื่อนขึ้นมาจากกำหนดการปกติเนื่องจากตลาดจะปิดทำการในวันศุกร์เพื่อหยุดยาวประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ ตัวเลขดังกล่าวจะเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยของเฟดในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้นว่าเฟดอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในบางช่วงของปีนี้…

  • |

    CEO ธนาคารใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดใจ สิ่งที่ทำให้เธอนอนไม่หลับทุกคืน

    ในโลกที่ความเสี่ยงทางการเงินมักถูกมองว่ามาจากความผันผวนของตลาด ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Tan Su Shan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DBS ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับชี้ไปที่ภัยคุกคามที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในสายตาของเธอกำลังกลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ของโลกยุคนี้ Tan เปิดเผยมุมมองดังกล่าวกับ CNBC ที่ขอบเวทีงานประชุมประจำปี CONVERGE LIVE ในสิงคโปร์ โดยพูดถึงสิ่งที่รบกวนจิตใจเธอมากที่สุดในฐานะผู้นำสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในยุคที่ภัยคุกคามทางดิจิทัลกำลังพัฒนาและซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน “ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ฉันคิดว่าสงครามใหม่คือไซเบอร์ สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นนอนตอนกลางคืนคือไซเบอร์ มันคือใครจะโจมตีใคร และมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ผู้คนจะได้รับผลกระทบอย่างไร” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง คำเตือนของ Tan ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความกังวลเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่สถาบันการเงินทั่วโลกมองและรับมือกับความเสี่ยง ขณะที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังพันกันอย่างแนบแน่นกับภูมิรัฐศาสตร์และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ “ไม่เชื่อใคร ไม่ไว้ใจสิ่งใด” ปรัชญาการรับมือไซเบอร์ของ DBS สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือวิธีที่ DBS เลือกรับมือกับภัยคุกคามนี้ในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนในซอฟต์แวร์ป้องกันขั้นสูง แต่เป็นการปลูกฝัง วัฒนธรรมองค์กร ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความระแวดระวังอย่างมีสติ “ไม่ตั้งสมมติฐาน ไม่ไว้ใจสิ่งใด ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น” Tan อธิบายหลักคิดที่ DBS นำมาใช้ภายในองค์กร ซึ่งฟังดูรุนแรง แต่เธอมองว่านี่คือสิ่งจำเป็นในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงทางไซเบอร์มีความต่อเนื่องและพัฒนาไปตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุดพัก ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้ได้ถูกแปลงออกมาเป็นกิจกรรม…

  • |

    วอลล์สตรีทครึ่งปีแรกแกร่งสุดรอบ 6 ปี ดาวโจนส์นิวไฮ จับตากำไร AI ไตรมาส 2

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลังจากผ่านครึ่งปีแรกที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900.07 จุด ก่อนตลาดจะปิดทำการในวันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ยืนเหนือ 7,480 จุด และดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq Composite) แม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ยังรักษาผลตอบแทนรายไตรมาสที่โดดเด่นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขดัชนีที่สวยงามนั้นซ่อนโครงสร้างตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระแสเงินทุนกำลังไหลจาก “ผู้ใช้” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกลุ่มบิ๊กเทค ไปสู่ “ผู้จัดหา” โครงสร้างพื้นฐานอย่างผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน สมรภูมิค่าเงินก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน เมื่อเงินเยนดิ่งลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ และเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้าง รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อนักลงทุนไทย ดาวโจนส์ทุบสถิติ ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นชิป: ภาพรวมตลาดล่าสุด ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนภาวะ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *