ตลาดคริปโตเดือดร้อน: Bitcoin สะดุดที่ $77,000 ขณะ ETF ไหลออก $1 พันล้าน DeFi โดนแฮก และ Trump Media ถอนแผน ETF

ตลาดคริปโตเดือดร้อน: Bitcoin สะดุดที่ $77,000 ขณะ ETF ไหลออก $1 พันล้าน DeFi โดนแฮก และ Trump Media ถอนแผน ETF

วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสถาบันที่ไหลออกจาก Bitcoin ETF เป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ รวมถึงมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว การที่ Trump Media ถอนแผนเปิดตัว ETF คริปโต ไปจนถึงเหตุการณ์ช็อควงการ DeFi เมื่อโปรโตคอล Echo ถูกแฮกผ่านการปลอมแปลง eBTC มูลค่ากว่า 76.7 ล้านดอลลาร์บน Blockchain Monad สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของตลาดในปี 2569 นี้

ราคา Bitcoin ยังคงเคว้งอยู่ในกรอบแคบๆ รอบ $76,000–$77,000 ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงแตะ $2,100 ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น บทความนี้จะพาท่านวิเคราะห์ทุกประเด็นที่กำลังส่งสัญญาณกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้

Bitcoin ติดหล่ม $77,000: ตลาดรอสัญญาณจากสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ย

ภาพรวมราคาของ Bitcoin ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนภาวะเปราะบางที่ชัดเจนอย่างมาก หลังจากที่เคยพุ่งขึ้นแตะระดับ $82,000 ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ราคากลับปรับตัวลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม Bitcoin เปิดตลาดที่ $77,414 ซึ่งเป็นราคาเปิดต่ำที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือน และลดลงมาที่ $76,803 ภายในเช้าวันเดียวกัน

แรงกดดันหลักมาจากหลายปัจจัยซ้อนกัน ทั้งในแง่ภูมิรัฐศาสตร์และมหภาค CoinDesk รายงานว่าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหมด รวมถึงคริปโต อยู่ในภาวะระแวดระวังสูง หลังจากโดรนของสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายในตะวันออกกลางระหว่างสุดสัปดาห์ ทำให้นักลงทุนหลีกหนีสินทรัพย์เสี่ยงและกลับเข้าซื้อทองคำและน้ำมัน ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury Yields) ปรับตัวสูงขึ้น

Yahoo Finance รายงานเมื่อวันพุธที่ 20 พฤษภาคมว่า ราคา Bitcoin และ Ethereum เปิดตลาดต่ำกว่าทุกวันในสัปดาห์นี้ แต่กำลังฟื้นตัวขึ้นในช่วงเช้า โดยนักลงทุนจับตาสัญญาณจากฝ่ายนิติบัญญัติสหรัฐฯ ที่กำลังผลักดันมติร่วมเพื่อยุติสงคราม ซึ่งอาจเปิดพื้นที่ให้ราคาฟื้นตัวต่อได้

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ตลอดเดือนพฤษภาคม Bitcoin ยังไม่สามารถทะลุแนวต้าน $82,000 ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสวนทางกับ All-Time High ที่ $126,198 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 นักวิเคราะห์จาก CryptoSlate ชี้ว่าแนวรับสำคัญที่ $76,000 กำลังถูกทดสอบอย่างหนัก และหากราคาหลุดกรอบนี้ อาจเห็นการดิ่งลงทดสอบโซน $70,000 ได้

ฝั่ง Ethereum มีแรงกดดันมากกว่า โดย CryptoSlate ระบุว่า ETH ปรับตัวลดลงกว่า 10% ในหนึ่งสัปดาห์ มาอยู่ที่แถว $2,100 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน แรงขายส่วนหนึ่งมาจากการปิด Long Position ขนาดใหญ่ โดยมีการ Liquidation ในกลุ่ม ETH Long ไปกว่า 700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Whale หรือผู้ถือ ETH รายใหญ่กำลังโยกย้ายสินทรัพย์ออกจากกระเป๋าเงิน ซึ่งเป็นสัญญาณที่นักลงทุนมืออาชีพต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

เงินทุนสถาบันสะดุด: Bitcoin ETF ไหลออกแรง $1.07 พันล้าน ทำลายสถิติ 6 สัปดาห์

ประเด็นที่กระทบความเชื่อมั่นตลาดมากที่สุดในสัปดาห์นี้คือรายงานประจำสัปดาห์จาก CoinShares ซึ่งชี้ว่ากองทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (ETPs) ทั่วโลกมีเงินไหลออกสุทธิมากถึง 1.07 พันล้านดอลลาร์ สำหรับสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 18 พฤษภาคม โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ที่เกิดการไหลออก และเป็นการไหลออกรายสัปดาห์ที่หนักที่สุดเป็นอันดับสามของปี 2569

CoinShares รายงานผ่าน ETF Trends ว่า Bitcoin เป็นตัวการหลักโดยมีเงินไหลออกถึง 982 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Ethereum สูญเสียเงินไป 249 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการไหลออกรายสัปดาห์ที่หนักที่สุดของ ETH นับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) โดยรวมลดลงจาก 159 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 157 พันล้านดอลลาร์

ที่น่าสนใจและสวนกระแสคือ XRP และ Solana กลับได้รับเงินทุนไหลเข้า โดย XRP ได้รับ 67.6 ล้านดอลลาร์ และ Solana ได้รับ 55.1 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าสถาบันกำลังแบ่งแยกการมองคริปโตอย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ได้มองว่าเป็นสินทรัพย์เดียวกันทั้งหมดอีกต่อไป

ข้อมูลจาก AMBCrypto ชี้ให้เห็นว่าการไหลออกครั้งนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวในสหรัฐอเมริกา โดยกองทุนที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิกว่า 1.14 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าตัวเลขรวมทั่วโลก แสดงให้เห็นว่านักลงทุนในยุโรปและเอเชียมีความอดทนต่อความผันผวนมากกว่า

อย่างไรก็ตาม บริบทสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ แม้จะมีการไหลออกครั้งใหญ่นี้ ปี 2568 ที่ผ่านมา กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกยังคงมียอดรวมของเงินไหลเข้าตลอดปีที่สูงถึง 47.2 พันล้านดอลลาร์ โดยเป็นเงินจากสหรัฐฯ ถึง 44.5 พันล้านดอลลาร์ ส่วนยอดสะสมของปี 2569 แม้จะถูกลดลง แต่ยังคงเป็นบวกที่ 3.9 พันล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์จาก CoinShares ให้ความเห็นว่าการไหลออกครั้งนี้น่าจะเชื่อมโยงกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากอิหร่านเป็นหลัก และยังพบว่าในวันพฤหัสบดีของสัปดาห์เดียวกัน หลังจากมีความคืบหน้าในกฎหมาย CLARITY Act กองทุนคริปโตกลับมามีเงินไหลเข้าถึง 174 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าความต้องการยังคงอยู่

Goldman Sachs ขายทิ้ง XRP และ Solana ETF: สถาบันยักษ์ใหญ่ปรับพอร์ตครั้งใหญ่

หนึ่งในข่าวที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุดในสัปดาห์นี้คือการเปิดเผยข้อมูลจากแบบรายงาน 13F ประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ของ Goldman Sachs ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งวอลล์สตรีทได้ขายหน่วยลงทุนใน XRP ETF และ Solana ETF ออกทั้งหมด

The Block และ Cryptonomist รายงานว่า ในไตรมาส 4 ปี 2568 Goldman Sachs เคยถือ XRP ETF มูลค่าเกือบ 154 ล้านดอลลาร์ผ่านกองทุนของ Bitwise, Franklin Templeton, Grayscale และ 21Shares และเคยเป็นผู้ถือ U.S. Spot XRP ETF รายใหญ่ที่สุดที่รู้จักกัน แต่ในไตรมาส 1 ปี 2569 ตำแหน่งเหล่านั้นหายไปอย่างสิ้นเชิงจากรายงาน

ที่น่าสังเกตคือ Goldman Sachs ไม่ได้ถอนตัวออกจากคริปโตทั้งหมด ธนาคารยังคงถือ Bitcoin ETF และ Ethereum ETF อยู่ แต่ลดสัดส่วนทั้งสองลงเช่นกัน ในขณะที่เพิ่มการลงทุนในบริษัทที่ตลาดหลักทรัพย์ที่มีความเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสะท้อนว่าเป็นการปรับพอร์ตแบบเลือกสรร ไม่ใช่การหนีออกจากตลาดทั้งหมด

แม้ข่าวนี้จะทำให้ราคา XRP ร่วงกว่า 3% ในวันที่ 18 พฤษภาคม แต่ U.Today รายงานว่าตลาด XRP ETF ในภาพรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยหลังจาก Goldman ถอนออก ยอดเงินไหลเข้า XRP ETF ในสหรัฐฯ ยังคงเป็นบวกต่อเนื่อง โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับเงินไหลเข้าสุทธิ 60.49 ล้านดอลลาร์ และนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน มียอดสะสม 176.3 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้สินทรัพย์รวมภายใต้การจัดการ (AUM) ของกองทุน XRP ทั้งหมดในสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.18 พันล้านดอลลาร์

นักวิเคราะห์จาก AMBCrypto มองว่าการที่ Goldman ขายในช่วงที่ความต้องการ XRP ยังคงมีอยู่จากนักลงทุนรายอื่น อาจสะท้อนว่าสถาบันการเงินขนาดใหญ่ต่างกำลังตัดสินใจในทิศทางที่ต่างกัน และไม่ได้มีมุมมองเป็นหนึ่งเดียวต่อ Altcoin อีกต่อไป ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกในระยะยาวว่าตลาดกำลังเติบโตจนมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น

Truth Social ถอนแผน Bitcoin ETF: สงครามค่าธรรมเนียมขับไล่ผู้เล่นรายใหม่

ข่าวที่ฮือฮาอีกชิ้นหนึ่งคือการที่ Trump Media & Technology Group บริษัทแม่ของ Truth Social ได้ยื่นถอนเอกสารจดทะเบียนประเภท Form S-1 กับสำนักงาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) สำหรับกองทุน ETF คริปโตถึง 3 กองทุน ประกอบด้วย Truth Social Bitcoin ETF, Truth Social Bitcoin & Ethereum ETF และ Truth Social Crypto Blue Chip ETF เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

Decrypt รายงานว่า บริษัทได้แถลงในเอกสารอย่างตรงไปตรงมาว่า “บริษัทได้ตัดสินใจถอนเอกสารจดทะเบียนและจะไม่ดำเนินการเสนอขายต่อสาธารณะในขณะนี้” โดยยังระบุว่าจะเปลี่ยนไปใช้กรอบกฎหมายตาม Investment Company Act of 1940 แทนที่จะเป็น Securities Act of 1933 ซึ่งใช้อยู่เดิม

CoinDesk วิเคราะห์ไปถึงต้นตอว่า การตัดสินใจครั้งนี้ขับเคลื่อนโดยเศรษฐศาสตร์ของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก นับตั้งแต่ SEC อนุมัติ Bitcoin ETF แบบ Spot ในเดือนมกราคม 2567 ตลาดนี้มีขนาดเติบโตไปถึง 57.4 พันล้านดอลลาร์ และผู้เล่นรายใหญ่เช่น Morgan Stanley ได้เปิดตัวกองทุน MSBT ด้วยค่าธรรมเนียมเพียง 14 basis point หรือ 0.14% ต่อปี ซึ่งเป็นระดับที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้เข้ามาใหม่ที่ไม่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่จะแข่งขันได้

99bitcoins ตั้งข้อสังเกตว่า กองทุนของ Truth Social ไม่ได้ถูก SEC ปฏิเสธ แต่ถูกถอนออกก่อนที่ SEC จะมีเวลาตัดสิน ซึ่งหมายความว่าบริษัทน่าจะได้รับสัญญาณจากภาคเอกชนว่ามีข้อบกพร่องในใบสมัครที่ยากจะแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว การยื่นถอนในลักษณะนี้ยังใช้กฎ 457(p) เพื่อขอเครดิตค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปแล้วสำหรับการยื่นครั้งถัดไป ซึ่งแสดงว่าอาจกลับมาพยายามอีกในอนาคต

สำหรับผู้ที่ติดตามตลาด ETF ในสหรัฐฯ ประเด็นนี้บ่งชี้ว่าตลาดกำลังเข้าสู่ยุค “สงครามค่าธรรมเนียม” อย่างเต็มตัว ซึ่งผู้ที่ไม่มีมาตรวัดที่แตกต่างหรือฐานลูกค้าที่ใหญ่พอจะเข้ามาแข่งขันได้ยากมาก

DeFi ร้อนระอุ: Echo Protocol โดนแฮก $76.7 ล้าน ผ่านการปลอม Admin Key บน Monad

ขณะที่ตลาดกำลังจมอยู่กับแรงกดดันด้านมหภาค วงการ DeFi ก็เผชิญกับวิกฤตด้านความปลอดภัยอีกครั้ง เมื่อ Echo Protocol แพลตฟอร์ม Bitcoin DeFi ที่ทำงานบน Blockchain Monad ถูกเจาะระบบด้วยการโจมตีที่ซับซ้อน ส่งผลให้ถูกสร้าง eBTC ปลอมมูลค่าประมาณ 76.7 ล้านดอลลาร์

The Block รายงานว่า ผู้โจมตีใช้ Admin Key ที่ถูกขโมยเพื่อ Mint หรือสร้าง eBTC ซึ่งเป็น Synthetic Bitcoin ของโปรโตคอล จำนวน 1,000 eBTC โดยไม่ได้รับอนุญาต จากนั้นนำ 45 eBTC (มูลค่า 3.45 ล้านดอลลาร์) ไปวางเป็นหลักประกัน (Collateral) ใน DeFi Lending Protocol ชื่อ Curvance เพื่อกู้ยืม Wrapped Bitcoin (wBTC) จำนวน 11.29 เหรียญ มูลค่าประมาณ 867,700 ดอลลาร์

Decrypt รายงานว่า ผู้โจมตีจากนั้นโอน wBTC ข้ามเครือข่ายมายัง Ethereum แลกเปลี่ยนเป็น ETH และส่ง 384 ETH มูลค่าราว 822,000 ดอลลาร์ ไปผ่านบริการ Tornado Cash ซึ่งเป็น Crypto Mixer เพื่อปกปิดร่องรอย ส่วน eBTC ที่เหลืออีก 955 เหรียญ มูลค่ากว่า 73 ล้านดอลลาร์ ยังคงอยู่ในกระเป๋าของผู้โจมตี

Cointelegraph รายงานการวิเคราะห์จากนักพัฒนา Blockchain ที่ใช้ชื่อ Marioo ซึ่งชี้ว่าสาเหตุของการแฮกครั้งนี้ไม่ใช่ Bug ในสัญญา Smart Contract แต่เป็น “ความล้มเหลวด้านการปฏิบัติงาน” ที่มีต้นตอจาก Admin Private Key ที่ถูกขโมย โดยระบุปัญหาเฉพาะเจาะจง ได้แก่ การใช้ลายเซ็นเดี่ยวสำหรับ Admin Role โดยไม่มี Timelock และไม่มีการกำหนดเพดาน Minting Supply หรือ Rate Limit รวมถึงไม่มีการตรวจสอบความสมเหตุสมผลของ Supply จาก Curvance สำหรับ Collateral ที่เพิ่งถูก Mint ขึ้น

Echo Protocol ชี้แจงว่าได้ยึด Admin Key คืนมาได้แล้ว และเผา eBTC ที่เหลือ 955 เหรียญทิ้งเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม ขณะที่ Monad ยืนยันว่าเครือข่ายหลักยังทำงานได้ปกติ และ Curvance ระบุว่าสถาปัตยกรรมตลาดแบบ Isolated ช่วยป้องกันไม่ให้ความเสียหายลุกลามไปยังตลาดอื่น

BeInCrypto ระบุว่าเหตุการณ์นี้เป็นการแฮก DeFi ครั้งที่ 14 ของเดือนพฤษภาคม 2569 แล้ว ซึ่งถือเป็นสถิติที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก และสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของ DeFi Protocol โดยเฉพาะด้านการจัดการ Privileged Keys

Ethereum Foundation ต้องเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น: ผู้นำลาออกต่อเนื่อง ราคาและ ETF ดิ่ง

ความท้าทายของ Ethereum ในสัปดาห์นี้ไม่ได้มาจากแรงกดดันมหภาคเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีวิกฤตจากภายในด้วย Sherwood News รายงานว่า Ethereum Foundation กำลังเผชิญกับการสูญเสียบุคลากรสำคัญอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกำลังสร้างความกังวลในวงกว้างต่อทิศทางการพัฒนาของ Ethereum

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา Josh Stark ซึ่งอยู่กับทีมผู้นำของ Ethereum Foundation มากว่า 5 ปี ได้ลาออก เช่นเดียวกับ Trent Van Epps ผู้จัดการ Protocol Guild ซึ่งเป็นโครงการจัดสรรเงินทุนให้กับนักพัฒนาหลักของ Ethereum

Laurens Fraussen นักวิเคราะห์วิจัยจาก Kaiko บริษัทด้านข้อมูลการเงิน ให้ความเห็นแก่ Sherwood News ว่า “มีความขัดแย้งมากมายเกี่ยวกับทิศทางของ ETH ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของนโยบายการออก Token หรือสถาปัตยกรรมของระบบ ผมสันนิษฐานว่าคนที่ออกไปนั้นอาจกำลังมองหาโอกาสใหม่ หรือไม่เห็นด้วยกับวิธีการบริหาร EF ในปัจจุบัน”

ในฝั่งตลาด การไหลออกของ ETH ETF ก็ยาวนานเป็นพิเศษ โดย SoSoValue รายงานว่ากองทุน Ethereum ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกต่อเนื่องถึง 6 วันติดต่อกัน ซึ่งเป็นสตรีคที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยวันจันทร์เพียงวันเดียวมีเงินไหลออกมากกว่า 86 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ CoinDesk ยังรายงานว่า Ethereum Foundation เพิ่งขาย ETH ไปในตลาด ซึ่งสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อราคา และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสและนโยบายการจัดการ Treasury ของมูลนิธิ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ยังคงออกมาแสดงวิสัยทัศน์อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดนำเสนอมาตรการด้านความเป็นส่วนตัว (Privacy) บน Ethereum ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ดึงดูดความสนใจกลับมาในระยะกลาง

ภาพรวมตลาด Altcoin และ DeFi: สัญญาณแบ่งขั้วชัดเจน

แม้ภาพรวมตลาดในสัปดาห์นี้จะดูมืดหม่น แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียดจะพบว่าตลาด Altcoin มีสัญญาณแบ่งขั้วที่น่าสนใจ

CoinDesk รายงานว่า ในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนหน้า Privacy Coins อย่าง Zcash (ZEC) และ Dash (DASH) พุ่งขึ้นถึง 14% และ 16% ตามลำดับ โดยไม่มีตัวเร่งข่าวชัดเจน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นผลจากการหมุนเวียนเงินทุนของนักลงทุนที่กำลังมองหาสินทรัพย์ที่ถูก Oversold ในช่วงที่ตลาดซบเซาตั้งแต่กุมภาพันธ์ถึงต้นพฤษภาคม

ในส่วนของ Hyperliquid โทเค็น HYPE ปรับตัวขึ้น 7% ภายใน 24 ชั่วโมง หลังจาก Trade.xyz เปิดตัว Pre-IPO Perpetual Market แรกบนแพลตฟอร์ม โดยให้ Synthetic Exposure ต่อ SpaceX ที่มูลค่าอ้างอิง 1.78 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของ DeFi ที่กำลังเชื่อมโยงตลาดสาธารณะกับตลาดเอกชนก่อนการ IPO

Solana ยังคงได้รับกระแสตอบรับดีจากสถาบัน แม้ Goldman Sachs จะขาย SOL ETF ออก แต่ยอดเงินไหลเข้า Solana ETP ทั่วโลกยังคงเป็นบวกที่ 55.1 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียวกัน สะท้อนว่าระบบนิเวศของ Solana ยังคงดึงดูดนักลงทุนสถาบันที่หลากหลาย

ในด้านกฎหมาย CLARITY Act ของสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าต่อ โดยนักวิเคราะห์จาก CoinMarketCap ชี้ว่าบทที่ 105 และ 110 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ XRP โดยอาจช่วยให้ XRP ได้รับการยืนยันสถานะเป็น “Digital Commodity” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นตัวเร่งสำคัญที่นักลงทุนต่างจับตา

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดคริปโต ภาพที่เห็นในสัปดาห์นี้มีทั้งความเสี่ยงและโอกาสซ่อนอยู่พร้อมกัน

ความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง:

ประการแรก แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย สงครามในตะวันออกกลางและความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ตลาดผันผวนอย่างรวดเร็ว หากมีข่าวเชิงลบเพิ่มเติม Bitcoin อาจทดสอบโซน $70,000 ซึ่งเป็นระดับที่นักวิเคราะห์จาก CryptoSlate มองว่าเป็นแนวรับถัดไป

ประการที่สอง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของ DeFi ยังสูงมาก การที่มีการแฮก DeFi Protocol ถึง 14 ครั้งในเดือนพฤษภาคมเพียงเดือนเดียว เป็นสัญญาณเตือนสำหรับผู้ที่ฝาก Liquidity หรือ Stake สินทรัพย์ในโปรโตคอลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างรัดกุม โดยเฉพาะโปรโตคอลที่ยังพึ่งพา Single Admin Key

ประการที่สาม ความไม่แน่นอนของ Ethereum ในระยะสั้น ทั้งการลาออกของผู้นำ การขาย ETH ของ Ethereum Foundation และ ETF ที่ไหลออกต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันราคา ETH ให้อยู่ใต้แรงขาย

โอกาสที่นักลงทุนควรพิจารณา:

ข้อแรก แนวรับที่ชัดเจนของ Bitcoin รอบ $76,000 อาจเป็นโซนที่น่าสนใจสำหรับการซื้อสะสมในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่มี Time Horizon ยาว เนื่องจากข้อมูล On-Chain จาก CoinDesk ชี้ว่า Realized Cap, RHODL Readings ที่สูงเป็นประวัติการณ์ และ Negative Funding Rates ในเดือนกุมภาพันธ์ล้วนชี้ว่าจุดต่ำสุดของ Cycle อาจผ่านไปแล้ว

ข้อสอง Altcoins ที่มี Narrative เป็นของตัวเองอย่าง XRP และ Solana ดูเหมือนจะมีกระแสเงินทุนที่เป็นอิสระจาก Bitcoin มากขึ้น โดยได้รับเงินไหลเข้าต่อเนื่องแม้ในช่วงที่ตลาดโดยรวมอ่อนแอ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างของตลาดคริปโตกำลังเปลี่ยนแปลงไป

ข้อสาม ความคืบหน้าของกฎหมาย CLARITY Act ในสหรัฐฯ อาจเป็น Catalyst สำคัญที่จะสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ซึ่งโดยปกติจะส่งผลบวกต่อราคาสินทรัพย์ที่ได้รับการยืนยันสถานะทางกฎหมาย

สำหรับนักลงทุนในไทยที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Bitkub, Zipmex หรือ Binance ช่วงนี้ควรพิจารณาลดสัดส่วนการถือ Altcoin ที่มีความเสี่ยงสูงและยังไม่มี Narrative ที่ชัดเจน และควรกระจายความเสี่ยงโดยไม่วางทุกอย่างไว้ในสินทรัพย์เดียว อีกทั้งหากมีการ Stake หรือฝาก Liquidity ใน DeFi Protocol ควรตรวจสอบสอบถามด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะการจัดการ Admin Key และประวัติการตรวจสอบ (Audit) ของโปรโตคอลนั้นๆ อย่างเคร่งครัด

ภาพรวมในระยะสั้นยังคงเป็น “Wait and See” โดยปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้า ได้แก่ ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง การประชุม Fed ครั้งถัดไป และข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะออกมา ซึ่งทั้งหมดล้วนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนทิศทางตลาดได้ในชั่วข้ามคืน

Similar Posts

  • | |

    เกาหลีใต้ทดลองใช้ “เงินฝากโทเคน” สำหรับงบประมาณภาครัฐ: วิเคราะห์เชิงลึกถึงอนาคตของระบบการคลังดิจิทัล

    เกาหลีใต้กำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของระบบการเงินภาครัฐ ด้วยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้ผ่าน “เงินฝากในรูปแบบโทเคน” (Tokenized Bank Deposits) เพื่อใช้ในค่าใช้จ่ายด้านปฏิบัติการของรัฐบาล โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการทดลองเทคโนโลยีใหม่ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนโครงสร้างของ “วิธีที่รัฐใช้เงิน” อย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมโครงการ: จากระบบบัตร → สู่ระบบเงินดิจิทัลที่ตั้งเงื่อนไขได้ ตามข้อมูลจาก Ministry of Economy and Finance South Korea (MOEF) ระบุว่า: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ระบบเดิม: ระบบใหม่: วิเคราะห์เชิงลึก นี่คือการเปลี่ยนจาก “ระบบตรวจสอบ” → “ระบบควบคุม” ผลกระทบเชิงโครงสร้าง: Tokenized Deposits คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ ลักษณะของเงินฝากโทเคน ธนาคารที่เข้าร่วม รวมทั้งหมด 9 ธนาคารหลักของประเทศ วิเคราะห์: Tokenized Deposit vs Stablecoin vs CBDC 1. เทียบกับ Stablecoin ประเด็น Tokenized…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • เจาะลึกราคาทองคำมหาโหด: วิเคราะห์จุดสูงสุดประวัติศาสตร์และแนวโน้ม “สงกรานต์เลือดหรือลาภ” ปี 2569

    ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ตลาดทองคำโลกและตลาดทองคำไทยได้จารึกสถิติใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวและน่าตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน เมื่อราคาทองคำพุ่งทะยานราวกับจรวดก่อนจะเกิดการปรับฐานอย่างรุนแรงในรอบ 24 ชั่วโมงล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยกำลังเตรียมตัวเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ บทความนี้จะวิเคราะห์ภาพรวมสถานการณ์ราคาทองคำทั้งในตลาดโลก (Gold Spot) และราคาทองคำแท่งของไทยอย่างเจาะลึก พร้อมบทวิเคราะห์แนวโน้มที่นักลงทุนต้องรู้ 1. อัปเดตราคาทองคำวันนี้ (9 เมษายน 2569) สถานการณ์ราคาทองคำในเช้าวันนี้เปิดตลาดมาด้วยการปรับตัวลงแรง หลังจากที่เมื่อวานนี้ (8 เมษายน) ตลาดเกิดความผันผวนอย่างหนักจนมีการประกาศราคาสลับไปมามากกว่า 50 ครั้ง ตารางราคาทองคำไทย (ประกาศครั้งที่ 1) ประเภททองคำ ราคารับซื้อ (บาท) ราคาขายออก (บาท) เปลี่ยนแปลง ทองคำแท่ง 96.5% 71,700 71,900 ↓ 600 ทองรูปพรรณ 96.5% 70,266 72,700 ↓ 600 วิเคราะห์ภาพรวม: แม้ราคาจะปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดของเมื่อวานที่เคยแตะระดับ 73,900 บาท (ทองรูปพรรณ) แต่ระดับราคาในปัจจุบันที่ 71,000 ปลายๆ ยังถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา 2….

  • | |

    หุ้น SoftBank พุ่ง 16% ขณะตลาดหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวแรงหลังหยุดยาว Nikkei 225 ทำสถิติสูงสุดใหม่

    ในวันพฤหัสบดีที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากปิดทำการช่วงวันหยุดยาว Golden Week บรรยากาศการซื้อขายกลายเป็นพายุของความกระตือรือร้นที่นักลงทุนแทบไม่ได้คาดไว้ เมื่อ SoftBank Group บริษัทลงทุนด้านเทคโนโลยียักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น พุ่งขึ้นถึง 16.5% ในการซื้อขายวันเดียว ทำสถิติการเพิ่มขึ้นที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2563 และขณะเดียวกัน ดัชนี Nikkei 225 ก็ทะยานขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สะท้อนให้เห็นถึงกำลังของกระแส AI ที่กำลังโหมกระพือทั่วโลกและญี่ปุ่นกำลังจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด “สามวันในวันเดียว”: เมื่อตลาดที่ปิดทำการนานเกินไปต้องไล่ตามโลก เพื่อเข้าใจว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จึงรุนแรงขนาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงหยุดยาว Golden Week ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดประจำชาติที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่น ในขณะที่ตลาดหุ้นปิดอยู่นั้น โลกกำลังเกิดเหตุการณ์สำคัญหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าที่คาด กระแส AI ที่ยิ่งแรงขึ้น และสัญญาณบวกจากกระบวนการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน Billy Leung นักยุทธศาสตร์การลงทุนของ Global X ETFs อธิบายสถานการณ์นี้ได้อย่างกระชับและตรงประเด็นว่า “ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของ Golden Week ขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกกำลังพุ่งขึ้น ดังนั้นการเคลื่อนไหววันนี้คือ Nikkei กำลังตีราคาสามเซสชันในวันเดียว” ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Catch-Up Rally”…

  • |

    ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโต Joe McCann ถูกสอบสวน หลังคู่หมั้นเสียชีวิตในโรงแรมที่ Zanzibar

    เจาะลึกเหตุการณ์ ความคลุมเครือของคดี และผลกระทบต่อวงการคริปโต เหตุการณ์สะเทือนขวัญในแวดวงคริปโตเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อ Joe McCann ผู้ก่อตั้งกองทุนคริปโตชื่อดัง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใน Zanzibar ควบคุมตัวเพื่อสอบสวน หลังจาก Ashly Robinson คู่หมั้นของเขาเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำระหว่างการท่องเที่ยว คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจในระดับสากล ทั้งในแง่ของความไม่ชัดเจนของสาเหตุการเสียชีวิต ความขัดแย้งของข้อมูล และผลกระทบต่อชื่อเสียงในโลกการเงินดิจิทัล ลำดับเหตุการณ์: จากวันพักผ่อนสู่คดีปริศนา ตามรายงานจาก NBC News ระบุว่า Ashly Robinson วัย 31 ปี เสียชีวิตในโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 9 เมษายน หลังจากถูกพบหมดสติในห้องพักโรงแรมหนึ่งวันก่อนหน้า รายละเอียดเหตุการณ์ที่ถูกเปิดเผย เจ้าหน้าที่ตำรวจใน Tanzania ระบุเบื้องต้นว่าเป็น “การเสียชีวิตที่อาจเข้าข่ายการฆ่าตัวตาย” แต่ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน วิเคราะห์เชิงเหตุการณ์ แม้ข้อมูลเบื้องต้นจะชี้ไปในทิศทางของการฆ่าตัวตาย แต่มีหลายจุดที่ยังไม่ชัดเจน: สิ่งนี้ทำให้คดีเข้าสู่โซน “gray area” ซึ่งต้องพึ่งพาหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม การควบคุมตัวและสถานะของ Joe McCann รายงานจาก CBS News ระบุว่า:…

  • | |

    หุ้นที่เคลื่อนไหวรุนแรงที่สุดในช่วงก่อนตลาดเปิด: Seagate, Robinhood, Humana, Generac และอื่นๆ

    ช่วงก่อนตลาดเปิดทำการในวันพุธ มีหุ้นหลายตัวที่เคลื่อนไหวรุนแรงอย่างผิดปกติ หลังจากบริษัทต่างๆ ทยอยรายงานผลประกอบการประจำไตรมาส ทั้งที่ออกมาดีเกินคาดและน่าผิดหวังกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ภาพรวมของฤดูกาลประกาศผลครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างบริษัทที่สามารถปรับตัวและสร้างการเติบโตได้ท่ามกลางสภาวะที่ท้าทาย กับบริษัทที่ยังคงดิ้นรนกับแรงกดดันที่มาจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ชนะแห่งวัน: หุ้นที่พุ่งขึ้นแรง Seagate Technology คือดาวเด่นที่สุดของวัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นเกือบ 18% หลังจากบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรายนี้ประกาศแนวโน้มที่แข็งแกร่งอย่างมากสำหรับไตรมาสสี่ของปีงบประมาณ โดยคาดว่าจะมีรายได้ 3,450 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 100 ล้านดอลลาร์ และกำไรต่อหุ้นปรับปรุง 5 ดอลลาร์ บวกลบ 20 เซนต์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดการณ์ไว้ที่กำไร 3.97 ดอลลาร์ต่อหุ้นและรายได้ 3,160 ล้านดอลลาร์ ทำให้นักลงทุนแห่ซื้อหุ้นอย่างกระตือรือร้น ผลของ Seagate ยังส่งแรงกระเพื่อมไปยังกลุ่มหุ้นหน่วยความจำทั้งหมด โดย Western Digital พุ่งขึ้นมากกว่า 10%, Sandisk ขยับขึ้น 7.5% และ Micron เพิ่มขึ้นกว่า 4% NXP Semiconductors ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดเช่นกัน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นมากกว่า 18.5%…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *