ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก
|

ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก

ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI

สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง

ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด

ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด

ในภาพรวมทั้งสัปดาห์ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นพร้อมกัน โดย S&P 500 บันทึกสัปดาห์กำไรติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 นับเป็นสถิติช่วงขาขึ้นต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 หุ้นกลุ่ม Small-cap และ Value ให้ผลตอบแทนสูงกว่า Large-cap และ Growth ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ S&P 500 เวอร์ชัน Equal-Weighted ทำผลงานได้เหนือกว่าดัชนีมาตรฐานที่ถ่วงน้ำหนักด้วย Market Cap

Steve Sosnick หัวหน้านักยุทธศาสตร์แห่ง Interactive Brokers วิเคราะห์บรรยากาศตลาดในสัปดาห์นี้กับ CNBC ว่า “นี่คือตลาดที่ทุกอย่างวิ่งพร้อมกัน ตลาดบอกเราในวันนี้ว่านักลงทุนกังวลมากกว่าว่าตัวเองจะพลาดโอกาสสันติภาพในตะวันออกกลาง มากกว่าความเสี่ยงจากการถือหุ้นข้ามวันหยุดสุดสัปดาห์”

ปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันตลาดได้แก่ ผลประกอบการของ NVIDIA ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาด ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจเปิดทางให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ความผันผวนในช่วงต้นสัปดาห์ถูกขับเคลื่อนด้วยความตื่นเต้นรอบหุ้น AI ซึ่งได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ NVIDIA ช่วยชดเชยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

NVIDIA รายงานผลดีเกินคาด กระแส AI ยังสมบูรณ์แข็งแรง

หัวข้อร้อนที่สุดของสัปดาห์คือผลประกอบการของ NVIDIA บริษัทชิปที่กลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาลการลงทุน AI ระดับโลก สำหรับช่วงส่วนใหญ่ของปีนี้ หุ้นกลุ่มชิปเป็นแรงหนุนหลักที่ผลักดันตลาดขึ้นมา และผลประกอบการของ NVIDIA มีโอกาสยืนยันว่าการฟื้นตัวนี้ยังมีพื้นที่เติบโตต่อไปได้อีก

ผลลัพธ์ที่ออกมาแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะคาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ที่บริษัทให้แนวโน้มไว้สูงกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่านักลงทุนจะวางตำแหน่งรับรู้ข่าวดีล่วงหน้าแล้ว แต่นัยยะในเชิงห่วงโซ่อุปทานกลับเป็นบวกอย่างชัดเจน

ตัวเลขที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิดคือประมาณการรายได้ไตรมาส 2 และอัตรากำไรขั้นต้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น คาดการณ์รายได้ที่แข็งแกร่งจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่ากระแส AI ยังดำเนินต่อไปได้ ท่ามกลางเสียงพูดถึงฟองสบู่ที่เริ่มดังมากขึ้น น้ำเสียงของ Jensen Huang ซีอีโอบนสายประชุมนักวิเคราะห์ยังเป็นสิ่งที่ตลาดติดตามอย่างเข้มข้น

การคาดการณ์ผลกำไรของ NVIDIA ในปีปฏิทิน 2569 เติบโตได้มากกว่า 20% ซึ่งสะท้อนว่า Wall Street ยังคาดการณ์ว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI จะดำเนินต่อไปในอัตราที่แข็งแกร่ง

อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดจีน นักวิเคราะห์มองว่าโอกาสที่ NVIDIA จะขายชิปให้จีนได้มากนั้นผ่านพ้นไปแล้ว บริษัทจีนกำลังพัฒนาโซลูชันของตัวเองขึ้นมาทดแทน แม้จะยังห่างชั้นอยู่ แต่พวกเขาชดเชยด้วยความสามารถทางซอฟต์แวร์

ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกแผนที่ตลาดหุ้นโลก: ฐานันดรใหม่แห่งทุน AI

การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษกำลังเกิดขึ้นในแผนที่ตลาดหุ้นโลก เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้กำลังก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของเวทีการลงทุนระดับนานาชาติ ด้วยพลังของกระแส AI ที่ดันให้มูลค่าตลาดของสองประเทศพุ่งทะยานจนแซงหน้าชาติตะวันตกที่เคยนั่งหัวโต๊ะมาหลายทศวรรษ

ไต้หวันก้าวขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก แซงหน้าแคนาดา ขณะที่เกาหลีใต้แซงหน้าสหราชอาณาจักรขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 8 ตามข้อมูลของ HSBC ที่ติดตามอันดับมูลค่าตลาดหุ้นโลก นับเป็นตัวชี้วัดล่าสุดของการที่กระแส AI กำลังกระจุกตัวอำนาจตลาดไว้ในเศรษฐกิจที่อยู่ในศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์

ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 80% ในปีนี้ เป็นอัตราที่ไม่มีตลาดอื่นทำได้ ขณะที่ไต้หวันขึ้นราว 40% โดยฟอร์จูนของทั้งสองประเทศพลิกโฉมด้วยกระแส AI และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูงลิ่ว แม้จะมีความผันผวนตลอดเส้นทาง เนื่องจากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังคงลอยตัวอยู่

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่มาจากผลตอบแทนมหาศาลของหุ้น 3 บริษัทที่ให้ฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับ AI ได้แก่ TSMC โรงหล่อชิปรายใหญ่สุดของโลก และผู้นำตลาดชิปหน่วยความจำของเกาหลีใต้อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงมีน้ำหนักเอียงไปยังธุรกิจการเงินและอุตสาหกรรมที่โตเต็มที่แล้ว

Ian Samson ผู้จัดการกองทุนจาก Fidelity International กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “การขึ้นมาอย่างรวดเร็วของเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นผลจากเมกาเทรนด์ระยะยาวของเซมิคอนดักเตอร์ในฐานะ ‘น้ำมันใหม่’ ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้าหลักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผนวกกับกระแส AI ที่บูมระเบิดอยู่ตอนนี้โดยไม่มีใครสนใจเรื่องราคาสินค้า” พร้อมระบุว่านี่แสดงให้เห็น “ลักษณะกึ่งผูกขาดของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง”

อย่างไรก็ตาม Herald van der Linde หัวหน้านักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกของ HSBC เตือนว่า “เรากำลังเข้าสู่ระดับที่พอร์ตโฟลิโอเอเชียจำนวนมากเริ่มเผชิญความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว หมายความว่ามีสัดส่วนสูงเกินไปในหุ้นจำนวนน้อย ซึ่งอาจจำกัด Upside ที่เหลืออยู่”

ตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่กุมชะตาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย

ท่ามกลางกระแส AI ที่พัดแรง ตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญต่อตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เปรียบเสมือนก๊อกน้ำมันของโลก

ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่แถว 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ทำให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักด้านพลังงานกลับมาลุกโชนอีกครั้ง ตลาดพันธบัตรก็รับผลกระทบ โดยสะท้อนว่านักลงทุนได้ตัดแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ออกไปแล้วจากการประเมินความเสี่ยง

ความเชื่อมั่นของตลาดได้รับการพยุงจากความหวังที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีรายงานว่าคืบหน้าบ้างแม้ยังมีปัญหาที่คาค้างในเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

ธนาคารแห่งอเมริกา Private Bank มองว่าด้วยตลาดแรงงานที่ซบเซาลงและการขยายตัวของค่าจ้างที่ชะลอตัว ยังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงหลังของปีนี้ โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้

นักวิเคราะห์ชี้ว่าสิ่งที่ตลาดจับตาในช่วงต่อไปคือท่าทีของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ที่เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ซึ่งพ้นวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ นักลงทุนต่างติดตามอย่างใกล้ชิดว่า 7 คำที่ Warsh พูดจะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของธนาคารกลางอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

ยุโรปดิ้นรน: อีซีบีรับมือระหว่างพลังงานและเงินเฟ้อ

ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ และเอเชียพุ่งสูง ยุโรปกลับต้องต่อสู้กับกระแสลมหัวที่แรงกว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซน โดยอ้างถึง “แรงกระแทกด้านพลังงานครั้งใหญ่” และ “สภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่ผันผวนอยู่แล้ว” โดยขณะนี้คาดว่า GDP จะขยายตัว 0.9% ในปี 2569 ลดลงจากการเติบโต 1.4% ในปี 2568 และต่ำกว่าประมาณการก่อนหน้าที่ 1.2% ทางคณะกรรมาธิการยังปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 เป็น 3% สูงขึ้นจาก 1.9% ที่เคยคาดไว้

ตลาดตราสารหนี้สะท้อนภาวะที่ยากลำบากนี้ชัดเจน โดยนักลงทุนเริ่มตั้งราคากันว่า ECB อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 40 เบสิสพอยต์ภายในสิ้นปี 2569 ความผันผวนในการคาดการณ์นโยบายการเงินของ ECB เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี

สถานการณ์ยุโรปเปิดเผยให้เห็นความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ในขณะที่เอเชียกำลังขี่คลื่น AI ยุโรปซึ่งมีน้ำหนักพอร์ตหุ้นเอียงไปยังธุรกิจธนาคาร อุตสาหกรรม และพลังงาน กลับเป็นฝ่ายได้รับแรงกระแทกโดยตรงจากราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูง

นัยสำคัญต่อนักลงทุนไทยและตลาดเอเชีย

สำหรับนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาดโลกในสัปดาห์นี้ส่งสัญญาณทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ด้านหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์: การที่ไต้หวันและเกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจตลาดทุนโลก สะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนสถาบันระดับโลกกำลังไหลเข้าเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ หัวใจของกระแสนี้คือ TSMC, Samsung และ SK Hynix ซึ่งมูลค่าตลาดรวมของสามบริษัทพุ่งขึ้นสู่ราว 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนพื้นฐานของ AI

ไทยในฐานะประเทศที่มีส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเมกาเทรนด์นี้ทั้งในแง่การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และบรรยากาศการลงทุนโดยรวม

ด้านราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงในระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นข่าวร้ายโดยตรงต่อต้นทุนของภาคธุรกิจในไทย ทั้งการขนส่ง การผลิต และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บวกกับผลต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศที่อาจชะลอการลดดอกเบี้ยของ กนง.

ด้านค่าเงินและการไหลของเงินทุน: การที่ตลาดเอเชียได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุนสถาบันโลก อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินเยน วอน และดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกภูมิภาค

ด้านนโยบายอัตราดอกเบี้ยโลก: หากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านสำเร็จและราคาน้ำมันปรับลง Fed จะมีพื้นที่มากขึ้นในการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะเป็นบวกต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย แต่หากสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง แรงกดดันเงินเฟ้อจะยืดเวลาดอกเบี้ยสูงออกไปอีก

กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย: นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนพิจารณากระจายพอร์ตในกองทุน ETF เชื่อมโยงกับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย เนื่องจากเมกาเทรนด์ AI ยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกันควรระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเดียว และคงสัดส่วนสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เช่น หุ้นพลังงานและทองคำ ไว้ในพอร์ตด้วย

บทสรุป: โมเมนตัมแข็ง แต่ต้องระวังจุดเปลี่ยน

สัปดาห์นี้ยืนยันให้เห็นว่าตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในโมเมนตัมขาขึ้น โดยมี AI และกระแสเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวหอก ดาว-โจนส์ที่ทำสถิติใหม่และ S&P 500 ที่ชนะ 8 สัปดาห์ติดต่อกัน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่ง

แต่สามตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางในช่วงต่อไป ได้แก่ หนึ่ง ผลการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านและผลต่อราคาน้ำมัน สอง ท่าทีของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ว่าจะผ่อนหรือตึงนโยบายการเงิน และสาม ความยั่งยืนของการเติบโตของ NVIDIA และกลุ่มชิป AI ว่าจะเป็น “ยืนพื้น” หรือ “ฟองสบู่”

สำหรับนักลงทุนไทย ช่วงนี้เป็นเวลาที่ต้องติดตามตลาดใกล้ชิด กระจายความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และไม่ประมาทกับสัญญาณเตือนที่แทรกอยู่ในภาพที่ดูสดใสนี้

Similar Posts

  • | |

    ศึกดอกเบี้ยโลก: Fed ตรึง 3.75% รอ Jackson Hole ขณะ ECB ขึ้นดอกเบี้ยสวนทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดช่วงหนึ่งของปี 2569 เมื่อธนาคารกลางขนาดใหญ่ที่สุดของโลกสองแห่งเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed) เลือกตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50–3.75% ต่อเนื่องเป็นการประชุมครั้งที่ห้าติดต่อกัน ท่ามกลางเสียงแตกภายในคณะกรรมการที่รุนแรงที่สุดในรอบเกือบทศวรรษ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank หรือ ECB) กลายเป็นธนาคารกลางหลักเพียงแห่งเดียวของโลกตะวันตกที่ยัง ‘ขึ้น’ ดอกเบี้ยในวัฏจักรนี้ หลังปรับขึ้นครั้งแรกในรอบเกือบสามปีเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อสกัดแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นตามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จุดโฟกัสของสัปดาห์นี้อยู่ที่การประชุมสัมมนาเศรษฐกิจประจำปีที่เมืองแจ็กสัน โฮล (Jackson Hole) รัฐไวโอมิง ระหว่างวันที่ 27–29 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นเวทีที่ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed คนใหม่ ขึ้นกล่าวปาฐกถาสำคัญเป็นครั้งแรกในฐานะประธาน ในเช้าวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาว่าถ้อยแถลงของเขาจะส่งสัญญาณอย่างไรต่อการตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 กันยายนที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางภาวะที่โอกาสระหว่าง ‘ขึ้น’ กับ ‘คง’ ดอกเบี้ยเกือบสูสีกัน สำหรับนักลงทุนไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐกับไทยที่กว้างถึงราว 250–275…

  • |

    หุ้นชิปถล่มทั่วโลก! Samsung กำไรทุบสถิติแต่ตลาดผิดหวัง DeepSeek ซุ่มทำชิป AI ฉุด Nasdaq

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับสู่ภาวะตึงเครียดอีกครั้งในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคม 2569 หลังเผชิญคลื่นการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่รุนแรง โดยมีชนวนเหตุสองประการที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ประการแรกคือ ผลประกอบการไตรมาสสองของ Samsung Electronics ที่แม้จะทำกำไรทุบสถิติเพิ่มขึ้นถึง 19 เท่า แต่กลับไม่สามารถสร้างความพอใจให้นักลงทุนที่ตั้งความหวังไว้สูงลิ่ว และประการที่สองคือ รายงานของ Reuters ที่ระบุว่า DeepSeek สตาร์ตอัพ AI สัญชาติจีน กำลังซุ่มพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ของตนเอง ซึ่งอาจลดการพึ่งพาชิปจาก Nvidia และ Huawei ทั้งสองปัจจัยจุดชนวนความกังวลเรื่องความยั่งยืนของกระแสบูม AI ที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาดกระทิงตลอดปีนี้ ผลจากแรงเทขายดังกล่าว ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต (Nasdaq Composite) ปรับตัวลง 1.16% ปิดที่ 25,939.77 จุด ดัชนี S&P 500 ลดลงราว 0.5% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปรับตัวลงเพียงเล็กน้อย 130.76 จุด หรือ…

  • |

    วอลล์สตรีทครึ่งปีแรกแกร่งสุดรอบ 6 ปี ดาวโจนส์นิวไฮ จับตากำไร AI ไตรมาส 2

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลังจากผ่านครึ่งปีแรกที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900.07 จุด ก่อนตลาดจะปิดทำการในวันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ยืนเหนือ 7,480 จุด และดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq Composite) แม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ยังรักษาผลตอบแทนรายไตรมาสที่โดดเด่นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขดัชนีที่สวยงามนั้นซ่อนโครงสร้างตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระแสเงินทุนกำลังไหลจาก “ผู้ใช้” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกลุ่มบิ๊กเทค ไปสู่ “ผู้จัดหา” โครงสร้างพื้นฐานอย่างผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน สมรภูมิค่าเงินก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน เมื่อเงินเยนดิ่งลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ และเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้าง รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อนักลงทุนไทย ดาวโจนส์ทุบสถิติ ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นชิป: ภาพรวมตลาดล่าสุด ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนภาวะ…

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดระส่ำ อิหร่านอ้างปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง 4% SET ยืนเหนือ 1,600 จุด

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศตึงเครียด เมื่อสถานการณ์สู้รบในอ่าวเปอร์เซียปะทุขึ้นอีกครั้ง และอิหร่านออกมาอ้างว่าได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นแรงในการซื้อขายช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569 และจุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อรอบใหม่ให้กลับมาปกคลุมตลาดการเงินทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากที่นักลงทุนเพิ่งจะเริ่มผ่อนคลายกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้ไม่นาน สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับขึ้น 3.3% ในการซื้อขายช่วงต้นตลาดเอเชีย แตะระดับ 78.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นตัวขึ้นจากจุดต่ำสุดล่าสุดที่ 70.14 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ (WTI) เพิ่มขึ้น 3.4% สู่ระดับ 73.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในช่วงสายของวัน สำนักข่าว AP รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์ขยับขึ้นต่อเนื่องเป็น 3.9% ที่ระดับ 78.96 ดอลลาร์ ส่วน WTI บวกราว 4% ที่ 74.26 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นการลบล้างแรงผ่อนคลายที่ตลาดได้รับจากข่าวการเจรจาก่อนหน้านี้แทบทั้งหมด แรงกดดันจากราคาพลังงานสะท้อนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที ดัชนีนิกเกอิของญี่ปุ่นปรับตัวลง 1.0% ต่อเนื่องจากสัปดาห์ก่อนที่ร่วงไปแล้ว 1.7% ขณะที่ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น)…

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

  • |

    วอลล์สตรีทปิดลบ! S&P 500 ร่วง น้ำมันพุ่ง CapEx บิ๊กเทคเขย่าตลาด

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 ในแดนลบเป็นครั้งที่สี่ในรอบห้าวันทำการ ท่ามกลางแรงกดดันสองด้านที่บีบตลาดพร้อมกัน คือราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นกว่า 3% แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าหนึ่งเดือนจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่คืนที่ 11 และความกังวลของนักลงทุนต่อรายงานผลประกอบการไตรมาสสองของสองยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Alphabet และ Tesla ที่ทยอยประกาศหลังตลาดปิด ซึ่งกลายเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดของ ‘AI trade’ นับตั้งแต่ต้นปี ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,498.96 จุด ลดลง 0.14% ดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 25,690.90 จุด ลดลง 0.57% ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average แทบไม่เปลี่ยนแปลง ปิดที่ 52,218.58 จุด ลดลงเพียง 6.06 จุด หรือ 0.01% บทความนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกทุกมิติของเซสชันการซื้อขายที่ตึงเครียดที่สุดเซสชันหนึ่งของฤดูกาลรายงานผลประกอบการรอบนี้ พร้อมประเมินผลกระทบที่นักลงทุนไทยต้องเตรียมรับมือ ภาพรวมตลาด: เมื่อพลังงานกับเทคโนโลยีเดินสวนทางกัน เซสชันการซื้อขายวันพุธที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *