ตลาดหุ้นโลกสัปดาห์นี้: AI ขับเคลื่อนตลาด, ดาว-โจนส์ทำ All-Time High, ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกโฉมแผนที่การลงทุนโลก
ตลาดหุ้นโลกปิดสัปดาห์ด้วยบรรยากาศที่มีชีวิตชีวา ขณะที่ดัชนีดาว-โจนส์ทำลายสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล และดัชนี S&P 500 บันทึกสัปดาห์ที่ดีติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 8 ซึ่งนับเป็นช่วงขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 กลไกสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการฟื้นตัวครั้งนี้ ได้แก่ ผลประกอบการแข็งแกร่งของ NVIDIA ยักษ์ใหญ่ชิป AI ความหวังสันติภาพตะวันออกกลางที่กลับมาอีกครั้ง และการปรับโครงสร้างอำนาจตลาดหุ้นโลกที่น่าตื่นตาตื่นใจ เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้แซงหน้าชาติตะวันตกขึ้นมาอยู่ในแถวหน้าด้านมูลค่าตลาดทุนโลกด้วยพลังของกระแส AI
สถานการณ์โดยรวมสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างแรงขับเคลื่อนเชิงบวกจากโลกเทคโนโลยี กับความไม่แน่นอนเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงกดดันตลาดพลังงานและพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง
ดาว-โจนส์แตะ All-Time High, S&P 500 ชนะ 8 สัปดาห์ติด
ดัชนีดาว-โจนส์ อินดัสเทรียล เอเวอเรจบวกขึ้น 294.04 จุด หรือ 0.58% ปิดที่ 50,579.70 จุด โดยดัชนีทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทั้งในระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด ส่วน Nasdaq Composite ปรับขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด
ในภาพรวมทั้งสัปดาห์ ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับขึ้นพร้อมกัน โดย S&P 500 บันทึกสัปดาห์กำไรติดต่อกันเป็นครั้งที่ 8 นับเป็นสถิติช่วงขาขึ้นต่อเนื่องที่ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 หุ้นกลุ่ม Small-cap และ Value ให้ผลตอบแทนสูงกว่า Large-cap และ Growth ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ S&P 500 เวอร์ชัน Equal-Weighted ทำผลงานได้เหนือกว่าดัชนีมาตรฐานที่ถ่วงน้ำหนักด้วย Market Cap
Steve Sosnick หัวหน้านักยุทธศาสตร์แห่ง Interactive Brokers วิเคราะห์บรรยากาศตลาดในสัปดาห์นี้กับ CNBC ว่า “นี่คือตลาดที่ทุกอย่างวิ่งพร้อมกัน ตลาดบอกเราในวันนี้ว่านักลงทุนกังวลมากกว่าว่าตัวเองจะพลาดโอกาสสันติภาพในตะวันออกกลาง มากกว่าความเสี่ยงจากการถือหุ้นข้ามวันหยุดสุดสัปดาห์”
ปัจจัยบวกสำคัญที่ผลักดันตลาดได้แก่ ผลประกอบการของ NVIDIA ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าที่คาด ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ซึ่งนักลงทุนมองว่าอาจเปิดทางให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ความผันผวนในช่วงต้นสัปดาห์ถูกขับเคลื่อนด้วยความตื่นเต้นรอบหุ้น AI ซึ่งได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ NVIDIA ช่วยชดเชยความไม่แน่นอนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
NVIDIA รายงานผลดีเกินคาด กระแส AI ยังสมบูรณ์แข็งแรง
หัวข้อร้อนที่สุดของสัปดาห์คือผลประกอบการของ NVIDIA บริษัทชิปที่กลายเป็นศูนย์กลางของจักรวาลการลงทุน AI ระดับโลก สำหรับช่วงส่วนใหญ่ของปีนี้ หุ้นกลุ่มชิปเป็นแรงหนุนหลักที่ผลักดันตลาดขึ้นมา และผลประกอบการของ NVIDIA มีโอกาสยืนยันว่าการฟื้นตัวนี้ยังมีพื้นที่เติบโตต่อไปได้อีก
ผลลัพธ์ที่ออกมาแข็งแกร่งมาก โดยเฉพาะคาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ที่บริษัทให้แนวโน้มไว้สูงกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แม้ว่านักลงทุนจะวางตำแหน่งรับรู้ข่าวดีล่วงหน้าแล้ว แต่นัยยะในเชิงห่วงโซ่อุปทานกลับเป็นบวกอย่างชัดเจน
ตัวเลขที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิดคือประมาณการรายได้ไตรมาส 2 และอัตรากำไรขั้นต้น ท่ามกลางแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้น คาดการณ์รายได้ที่แข็งแกร่งจะช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่ากระแส AI ยังดำเนินต่อไปได้ ท่ามกลางเสียงพูดถึงฟองสบู่ที่เริ่มดังมากขึ้น น้ำเสียงของ Jensen Huang ซีอีโอบนสายประชุมนักวิเคราะห์ยังเป็นสิ่งที่ตลาดติดตามอย่างเข้มข้น
การคาดการณ์ผลกำไรของ NVIDIA ในปีปฏิทิน 2569 เติบโตได้มากกว่า 20% ซึ่งสะท้อนว่า Wall Street ยังคาดการณ์ว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI จะดำเนินต่อไปในอัตราที่แข็งแกร่ง
อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดจีน นักวิเคราะห์มองว่าโอกาสที่ NVIDIA จะขายชิปให้จีนได้มากนั้นผ่านพ้นไปแล้ว บริษัทจีนกำลังพัฒนาโซลูชันของตัวเองขึ้นมาทดแทน แม้จะยังห่างชั้นอยู่ แต่พวกเขาชดเชยด้วยความสามารถทางซอฟต์แวร์
ไต้หวัน-เกาหลีใต้พลิกแผนที่ตลาดหุ้นโลก: ฐานันดรใหม่แห่งทุน AI
การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษกำลังเกิดขึ้นในแผนที่ตลาดหุ้นโลก เมื่อไต้หวันและเกาหลีใต้กำลังก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของเวทีการลงทุนระดับนานาชาติ ด้วยพลังของกระแส AI ที่ดันให้มูลค่าตลาดของสองประเทศพุ่งทะยานจนแซงหน้าชาติตะวันตกที่เคยนั่งหัวโต๊ะมาหลายทศวรรษ
ไต้หวันก้าวขึ้นมาเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลก แซงหน้าแคนาดา ขณะที่เกาหลีใต้แซงหน้าสหราชอาณาจักรขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 8 ตามข้อมูลของ HSBC ที่ติดตามอันดับมูลค่าตลาดหุ้นโลก นับเป็นตัวชี้วัดล่าสุดของการที่กระแส AI กำลังกระจุกตัวอำนาจตลาดไว้ในเศรษฐกิจที่อยู่ในศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 80% ในปีนี้ เป็นอัตราที่ไม่มีตลาดอื่นทำได้ ขณะที่ไต้หวันขึ้นราว 40% โดยฟอร์จูนของทั้งสองประเทศพลิกโฉมด้วยกระแส AI และความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่พุ่งสูงลิ่ว แม้จะมีความผันผวนตลอดเส้นทาง เนื่องจากความกังวลด้านเงินเฟ้อที่ยังคงลอยตัวอยู่
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่มาจากผลตอบแทนมหาศาลของหุ้น 3 บริษัทที่ให้ฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับ AI ได้แก่ TSMC โรงหล่อชิปรายใหญ่สุดของโลก และผู้นำตลาดชิปหน่วยความจำของเกาหลีใต้อย่าง Samsung Electronics และ SK Hynix ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงมีน้ำหนักเอียงไปยังธุรกิจการเงินและอุตสาหกรรมที่โตเต็มที่แล้ว
Ian Samson ผู้จัดการกองทุนจาก Fidelity International กล่าวถึงปรากฏการณ์นี้ว่า “การขึ้นมาอย่างรวดเร็วของเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นผลจากเมกาเทรนด์ระยะยาวของเซมิคอนดักเตอร์ในฐานะ ‘น้ำมันใหม่’ ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้าหลักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผนวกกับกระแส AI ที่บูมระเบิดอยู่ตอนนี้โดยไม่มีใครสนใจเรื่องราคาสินค้า” พร้อมระบุว่านี่แสดงให้เห็น “ลักษณะกึ่งผูกขาดของการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง”
อย่างไรก็ตาม Herald van der Linde หัวหน้านักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกของ HSBC เตือนว่า “เรากำลังเข้าสู่ระดับที่พอร์ตโฟลิโอเอเชียจำนวนมากเริ่มเผชิญความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว หมายความว่ามีสัดส่วนสูงเกินไปในหุ้นจำนวนน้อย ซึ่งอาจจำกัด Upside ที่เหลืออยู่”
ตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่กุมชะตาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย
ท่ามกลางกระแส AI ที่พัดแรง ตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สำคัญต่อตลาดการเงินโลก โดยเฉพาะผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่เปรียบเสมือนก๊อกน้ำมันของโลก
ราคาน้ำมันดิบสหรัฐฯ ทรงตัวอยู่แถว 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังการจราจรในช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก ทำให้ความกังวลเรื่องการหยุดชะงักด้านพลังงานกลับมาลุกโชนอีกครั้ง ตลาดพันธบัตรก็รับผลกระทบ โดยสะท้อนว่านักลงทุนได้ตัดแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ออกไปแล้วจากการประเมินความเสี่ยง
ความเชื่อมั่นของตลาดได้รับการพยุงจากความหวังที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน โดยมีรายงานว่าคืบหน้าบ้างแม้ยังมีปัญหาที่คาค้างในเรื่องการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ
ธนาคารแห่งอเมริกา Private Bank มองว่าด้วยตลาดแรงงานที่ซบเซาลงและการขยายตัวของค่าจ้างที่ชะลอตัว ยังมีพื้นที่เพียงพอสำหรับการลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงหลังของปีนี้ โดยเฉพาะหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
นักวิเคราะห์ชี้ว่าสิ่งที่ตลาดจับตาในช่วงต่อไปคือท่าทีของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ที่เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Jerome Powell ซึ่งพ้นวาระในเดือนพฤษภาคมนี้ นักลงทุนต่างติดตามอย่างใกล้ชิดว่า 7 คำที่ Warsh พูดจะส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของธนาคารกลางอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
ยุโรปดิ้นรน: อีซีบีรับมือระหว่างพลังงานและเงินเฟ้อ
ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ และเอเชียพุ่งสูง ยุโรปกลับต้องต่อสู้กับกระแสลมหัวที่แรงกว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของยูโรโซน โดยอ้างถึง “แรงกระแทกด้านพลังงานครั้งใหญ่” และ “สภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้าที่ผันผวนอยู่แล้ว” โดยขณะนี้คาดว่า GDP จะขยายตัว 0.9% ในปี 2569 ลดลงจากการเติบโต 1.4% ในปี 2568 และต่ำกว่าประมาณการก่อนหน้าที่ 1.2% ทางคณะกรรมาธิการยังปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 เป็น 3% สูงขึ้นจาก 1.9% ที่เคยคาดไว้
ตลาดตราสารหนี้สะท้อนภาวะที่ยากลำบากนี้ชัดเจน โดยนักลงทุนเริ่มตั้งราคากันว่า ECB อาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 40 เบสิสพอยต์ภายในสิ้นปี 2569 ความผันผวนในการคาดการณ์นโยบายการเงินของ ECB เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี
สถานการณ์ยุโรปเปิดเผยให้เห็นความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ในขณะที่เอเชียกำลังขี่คลื่น AI ยุโรปซึ่งมีน้ำหนักพอร์ตหุ้นเอียงไปยังธุรกิจธนาคาร อุตสาหกรรม และพลังงาน กลับเป็นฝ่ายได้รับแรงกระแทกโดยตรงจากราคาน้ำมันและพลังงานที่พุ่งสูง
นัยสำคัญต่อนักลงทุนไทยและตลาดเอเชีย
สำหรับนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาดโลกในสัปดาห์นี้ส่งสัญญาณทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ด้านหุ้น AI และเซมิคอนดักเตอร์: การที่ไต้หวันและเกาหลีใต้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจตลาดทุนโลก สะท้อนว่าเม็ดเงินลงทุนสถาบันระดับโลกกำลังไหลเข้าเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ หัวใจของกระแสนี้คือ TSMC, Samsung และ SK Hynix ซึ่งมูลค่าตลาดรวมของสามบริษัทพุ่งขึ้นสู่ราว 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ ในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนพื้นฐานของ AI
ไทยในฐานะประเทศที่มีส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อมจากเมกาเทรนด์นี้ทั้งในแง่การส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และบรรยากาศการลงทุนโดยรวม
ด้านราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงาน: ราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวสูงในระดับ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นข่าวร้ายโดยตรงต่อต้นทุนของภาคธุรกิจในไทย ทั้งการขนส่ง การผลิต และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บวกกับผลต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศที่อาจชะลอการลดดอกเบี้ยของ กนง.
ด้านค่าเงินและการไหลของเงินทุน: การที่ตลาดเอเชียได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุนสถาบันโลก อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในภูมิภาค โดยเฉพาะเงินเยน วอน และดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งอาจทำให้ค่าเงินบาทเผชิญความผันผวนจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกภูมิภาค
ด้านนโยบายอัตราดอกเบี้ยโลก: หากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านสำเร็จและราคาน้ำมันปรับลง Fed จะมีพื้นที่มากขึ้นในการลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะเป็นบวกต่อตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย แต่หากสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง แรงกดดันเงินเฟ้อจะยืดเวลาดอกเบี้ยสูงออกไปอีก
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย: นักวิเคราะห์แนะนำให้นักลงทุนพิจารณากระจายพอร์ตในกองทุน ETF เชื่อมโยงกับหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เอเชีย เนื่องจากเมกาเทรนด์ AI ยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกันควรระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเดียว และคงสัดส่วนสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เช่น หุ้นพลังงานและทองคำ ไว้ในพอร์ตด้วย
บทสรุป: โมเมนตัมแข็ง แต่ต้องระวังจุดเปลี่ยน
สัปดาห์นี้ยืนยันให้เห็นว่าตลาดหุ้นโลกยังอยู่ในโมเมนตัมขาขึ้น โดยมี AI และกระแสเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวหอก ดาว-โจนส์ที่ทำสถิติใหม่และ S&P 500 ที่ชนะ 8 สัปดาห์ติดต่อกัน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่แข็งแกร่ง
แต่สามตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางในช่วงต่อไป ได้แก่ หนึ่ง ผลการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านและผลต่อราคาน้ำมัน สอง ท่าทีของ Fed ภายใต้ประธานคนใหม่ Kevin Warsh ว่าจะผ่อนหรือตึงนโยบายการเงิน และสาม ความยั่งยืนของการเติบโตของ NVIDIA และกลุ่มชิป AI ว่าจะเป็น “ยืนพื้น” หรือ “ฟองสบู่”
สำหรับนักลงทุนไทย ช่วงนี้เป็นเวลาที่ต้องติดตามตลาดใกล้ชิด กระจายความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และไม่ประมาทกับสัญญาณเตือนที่แทรกอยู่ในภาพที่ดูสดใสนี้
