เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

เปลี่ยนมุมมองต่อหุ้น Palantir: จากหุ้นแพงสู่โอกาสเติบโตระยะยาวในยุค AI

นักลงทุนจำนวนมาก—including ผู้เขียนต้นฉบับ—เคยมีมุมมองเชิงลบต่อ Palantir Technologies มาโดยตลอด สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เป็นเพราะ “ราคา” ที่ดูเหมือนจะสะท้อนอนาคตไปหมดแล้ว

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Palantir ถูกซื้อขายที่ระดับ valuation สูงมาก เช่น 40 เท่า 60 เท่า หรือแม้แต่ 80 เท่าของรายได้ (revenue multiple) ซึ่งในมุมของนักลงทุนสายพื้นฐานแบบดั้งเดิม ถือว่า “เกินเหตุผล” และมีความเสี่ยงสูง เพราะต้องอาศัยการเติบโตระดับสุดขั้วเพื่อรองรับราคา

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผู้เขียนเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากการโฟกัสที่ “ตัวเลข valuation” ไปสู่การวิเคราะห์ “พฤติกรรมของลูกค้า” และ “การใช้งานจริงของเทคโนโลยี”

สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามใหม่:

“ถ้าบริษัทสามารถสร้าง value จริงในระดับที่เปลี่ยนวิธีการทำงานขององค์กรได้”
“valuation ที่ดูแพง อาจไม่แพงก็ได้”

โมเดล AIP Boot Camp: เปลี่ยนวิธีขายซอฟต์แวร์องค์กร

หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญที่สุดของ Palantir คือวิธีการนำเสนอและขายผลิตภัณฑ์ AI Platform (AIP) ซึ่งแตกต่างจากบริษัทซอฟต์แวร์องค์กรแบบดั้งเดิมอย่างชัดเจน

แนวทางเดิมของ SaaS

โดยทั่วไป บริษัทซอฟต์แวร์จะ:

  • ส่งทีมขาย (sales) เข้าไปพรีเซนต์
  • ใช้ slide deck อธิบายฟีเจอร์
  • เสนอ demo ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

ข้อเสียคือ:

  • ลูกค้าไม่เห็น “ของจริง”
  • ต้องใช้เวลานานในการ evaluate
  • มีความเสี่ยงในการตัดสินใจผิด

โมเดล Boot Camp ของ Palantir

Palantir เปลี่ยนเกมด้วยการใช้ “Boot Camp” ซึ่งเป็น workshop แบบเข้มข้น:

  • ให้ทีมของลูกค้าเข้ามาทำงานร่วมกับ Palantir
  • ใช้ข้อมูลจริงขององค์กร
  • สร้าง AI workflow ที่ใช้งานได้จริง

วิเคราะห์เชิงลึกแต่ละจุดเด่น

  • ลด Sales Cycle อย่างมหาศาล:
    จากเดิมที่องค์กรอาจใช้เวลา 3–6 เดือนในการทดลองและประเมินระบบ
    Boot Camp สามารถย่นระยะเวลาเหลือเพียงไม่กี่วัน เพราะลูกค้า “เห็นผลลัพธ์จริงทันที”
  • ลดความเสี่ยงของลูกค้า:
    แทนที่จะต้องเชื่อคำพูดของเซลส์ ลูกค้าสามารถทดลองใช้งานกับ data จริงของตัวเอง ทำให้มั่นใจมากขึ้นก่อนเซ็นสัญญา
  • สร้าง Engagement สูง:
    ลูกค้ามีส่วนร่วมในการสร้าง solution เอง ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ (ownership) และเพิ่มโอกาสในการใช้งานต่อ
  • โมเดล Land and Expand:
    เริ่มจากดีลเล็ก เช่น license จำนวนจำกัด → เมื่อเห็นผลลัพธ์ → ขยายการใช้งานทั่วองค์กร

Insight เชิงกลยุทธ์

นี่คือการเปลี่ยน paradigm จาก: “ขายซอฟต์แวร์” → “ขายผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Business Outcome)” ซึ่งเป็นแนวโน้มสำคัญของ enterprise AI ในอนาคต

Use Case จริง: AI ออกจาก Lab สู่โลกธุรกิจจริง

ในงาน AIPCon 9 ปี 2026 Palantir แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยีอีกต่อไป

ตัวอย่างพร้อมวิเคราะห์

  • กองทัพเรือสหรัฐ:
    ใช้ AI เพื่อเพิ่ม visibility ในโครงการต่อเรือ
    → ลดความเสี่ยงด้านงบประมาณและ timeline
    → ปรับปรุงการตัดสินใจในโครงการขนาดใหญ่
  • Tampa General Hospital:
    ใช้ AI บริหาร flow ของผู้ป่วยแบบ real-time
    → ลด bottleneck
    → เพิ่มคุณภาพการรักษา
  • Freedom Mortgage:
    ใช้ AI streamline loan process
    → ลดเวลาการอนุมัติ
    → เพิ่ม efficiency และลดต้นทุน
  • Centrus Energy:
    ใช้ AI ในการขยายกำลังผลิต uranium
    → optimize project execution
    → ลดความเสี่ยงของ delay

Insight สำคัญ

องค์กรเหล่านี้:

  • ไม่ใช่ tech company
  • ไม่เคยใช้ AI มาก่อนในระดับลึก

นี่แสดงว่า:AI กำลังเปลี่ยน “อุตสาหกรรมดั้งเดิม” ไม่ใช่แค่ tech sector

การเติบโตของธุรกิจ: ไม่ใช่แค่ดี แต่ “ผิดปกติ”

ตัวเลขของ Palantir:

  • U.S. Commercial Revenue โต 109% ในปี 2025
  • Q4 โต 137%
  • คาดปี 2026 โต >115%

วิเคราะห์เชิงลึก

  • การเติบโตระดับนี้ “หาได้ยากมาก” ในบริษัทที่มีขนาดใหญ่แล้ว
  • แสดงว่า demand สำหรับ AI enterprise solution กำลัง “ระเบิด”
  • Palantir อยู่ในตำแหน่งที่ได้ประโยชน์โดยตรง

เทคโนโลยี AI Engineer: Game Changer ตัวจริง

หนึ่งใน innovation สำคัญคือ AI agent ที่สามารถ:

  • ทำ migration ระบบ SAP
  • จาก ECC → S/4HANA
  • ภายใน 2 สัปดาห์

เปรียบเทียบแบบละเอียด

วิธีเดิมPalantir AI
ใช้เวลา 1–3 ปีใช้เวลา ~2 สัปดาห์
ใช้ทีมขนาดใหญ่ใช้ AI automation
ต้นทุนหลายสิบล้านต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก

วิเคราะห์

นี่คือ:

  • ไม่ใช่ incremental improvement
  • แต่เป็น “order of magnitude change”

หรือเรียกง่าย ๆ ว่า: เปลี่ยนเกมทั้งอุตสาหกรรม

Data Control: Moat ที่แท้จริง

สิ่งที่หลายคนมองข้ามคือ:
Palantir ไม่ได้แข่งแค่เรื่อง AI capability

แต่แข่งที่: “ใครควบคุม data ได้ดีกว่า”

จุดเด่น

  • รองรับ private cloud
  • รองรับ on-premise
  • ไม่บังคับใช้ shared infrastructure

ทำไมสำคัญ?

ในโลกที่:

  • กฎหมาย data privacy เข้มขึ้น
  • defense sector ต้องการความปลอดภัยสูง

ความสามารถนี้กลายเป็น:

  • “ข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง”
  • และเป็น moat ที่ยากจะลอกเลียน

Valuation: ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

Palantir:

  • ~45x forward sales
  • ~73x trailing sales

วิเคราะห์เชิงนักลงทุน

  • สำหรับสาย value → แพงมาก
  • สำหรับสาย growth → อาจสมเหตุสมผล

แนวคิด “Great Repricing”

ผู้เขียนเสนอว่า: Repricing ไม่ได้หมายถึงราคาลด
แต่หมายถึง “ธุรกิจโตทันราคา”

ตัวเลขสนับสนุน

  • Revenue 2026: ~$7.1–7.2B
  • Growth ~61%
  • Rule of 40 >118%

วิเคราะห์

Rule of 40 >100%:

  • ถือว่า “exceptional”
  • แสดง balance ระหว่าง growth และ profitability

มุมมองนักลงทุน: ควรซื้อหรือไม่?

จุดแข็ง (Expanded)

  • Growth สูงมาก:
    รองรับ valuation ได้
  • Use case จริง:
    ไม่ใช่แค่ hype
  • Moat ชัด:
    โดยเฉพาะ data control

ความเสี่ยง (Expanded)

  • Valuation sensitivity:
    หาก growth ชะลอ ราคาอาจปรับแรง
  • Competition:
    จาก big tech เช่น AI platform อื่น
  • Macro risk:
    หากเศรษฐกิจชะลอ budget IT อาจลด

บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุน

  • อย่าดูแค่ PE หรือ revenue multiple
  • ต้องเข้าใจ business model
  • ต้องดู adoption จริง
  • ต้องประเมิน moat

บทสรุป

Palantir ไม่ใช่หุ้นราคาถูก
แต่เป็นหุ้นที่ “กำลัง redefine ตัวเอง”

จาก:

  • บริษัท data analytics
    → แพลตฟอร์ม AI สำหรับองค์กร

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่:
“มันแพงไหม?”

แต่คือ:
“มันกำลังสร้างตลาดใหม่ได้ใหญ่แค่ไหน?”

มุมมองสุดท้าย

แม้ The Motley Fool จะไม่ได้เลือก Palantir ใน Top 10

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า:

  • มันไม่ใช่โอกาส
  • เพียงแค่ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดในมุมมองนั้น

สรุปสุดท้าย

ในยุค AI
ผู้ชนะไม่ใช่บริษัทที่มี model ดีที่สุด

แต่คือบริษัทที่:

  • เปลี่ยน AI → การใช้งานจริง
  • เปลี่ยนเทคโนโลยี → ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

และ Palantir กำลังพิสูจน์ว่า
มันอาจเป็นหนึ่งในบริษัทนั้น

Similar Posts

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

  • |

    Alphabet ร่วงหนัก 7% สูญมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์ หลังนักวิจัย AI ระดับท็อปย้ายซบ OpenAI-Anthropic

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือ Alphabet บริษัทแม่ของ Google ที่หุ้นทรุดตัวลงราว 6-7% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในรอบปีของบริษัท สาเหตุมาจากการลาออกของนักวิจัย AI ระดับโลกสองคนรวดในสัปดาห์เดียวกัน ไปอยู่กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Anthropic ส่งผลให้มูลค่าตลาดของ Alphabet หายไปประมาณ 250,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 กลับทำสถิติประวัติศาสตร์ ทะลุระดับ 3,000 จุดเป็นครั้งแรก สะท้อนว่าเงินทุนกำลังหมุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไปสู่สินทรัพย์อื่นที่มีความเสี่ยงกระจุกตัวน้อยกว่า ภาพรวมตลาดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังเต็มไปด้วยปัจจัยซับซ้อนหลายชั้น ตั้งแต่ผลกระทบที่ยังหลงเหลือจากการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณ “hawkish” เกินคาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ไปจนถึงความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านที่ช่วยฉุดราคาน้ำมันลง และการเทขายทำกำไรในหุ้น SpaceX ที่ร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 หลังจากพุ่งทำสถิติในการเข้าตลาดครั้งแรกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน นักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดโลกควรทำความเข้าใจภาพรวมเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะมีนัยสำคัญต่อทั้งกองทุนต่างประเทศและทิศทางการลงทุนในสินทรัพย์เทคโนโลยีทั่วโลก Alphabet ร่วงหนักสุดในรอบปี หลังเสีย “สมองกล” ระดับโลกให้คู่แข่ง เหตุการณ์ที่สร้างแรงสะเทือนมากที่สุดในตลาดสัปดาห์นี้คือการที่หุ้น Alphabet ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง โดย Reuters…

  • | |

    Nvidia ทุบสถิติ $96,200 ล้าน จุดชนวนซูเปอร์วีคหุ้นเทคฯ AI

    ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ช่วงเวลาชี้ชะตาอีกครั้ง เมื่อ Nvidia (NVDA) บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกและถือเป็น “มาตรวัด” ของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งอุตสาหกรรม เปิดเผยผลประกอบการไตรมาสสองของปีงบประมาณ 2570 (สิ้นสุด 26 กรกฎาคม 2569) หลังตลาดปิดทำการในวันพุธที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขรายได้ที่ทุบสถิติสูงถึง 96,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 106% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่ไหลเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงร้อนแรงและไม่มีทีท่าจะชะลอตัวลงอย่างที่นักลงทุนบางส่วนกังวล ผลประกอบการของ Nvidia ครั้งนี้ถือเป็นบทปิดท้ายของ “ฤดูกาลรายงานผลประกอบการ” กลุ่มเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ ที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทั้ง Apple และ Microsoft ต่างเปิดตัวเลขออกมาแข็งแกร่งเกินคาด สะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงกระแสความคาดหวังอีกต่อไป แต่กำลังแปรเปลี่ยนเป็นรายได้และกำไรที่จับต้องได้จริง อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขที่สวยงามเหล่านี้ กลับมีเงาทอดยาวที่เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำ (Memory) ที่กำลังกดดันอัตรากำไรและดันต้นทุนของทั้งอุตสาหกรรมให้พุ่งสูงขึ้น รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของเหตุการณ์สำคัญนี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่จะสะเทือนถึงพอร์ตการลงทุนของคนไทย Nvidia ทุบทุกสถิติ: เมื่อ “การประมวลผลกลายเป็นรายได้” หัวใจสำคัญของรายงานผลประกอบการ…

  • | |

    วิเคราะห์ตลาดคริปโตวันนี้: บิตคอยน์ใต้ $63,000 TradFi กลืนตลาด CLARITY สะดุด

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2026 ด้วยภาวะที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเรียกว่า “เงียบแต่ตึง” — ราคาบิตคอยน์ (BTC) เคลื่อนไหวแคบใต้ระดับ $63,000 ความผันผวนถูกบีบให้อยู่ในกรอบต่ำที่สุดในรอบหลายเดือน ขณะที่แรงซื้อขายจากนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุน ETF พลิกกลับไปมาระหว่างวันจนหาทิศทางที่ชัดเจนไม่ได้ ภายใต้ผิวน้ำที่ดูสงบนิ่งกลับซ่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่เอาไว้ ทั้งการที่สถาบันการเงินดั้งเดิม (TradFi) ระดับโลกเดินหน้ากลืนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ระบบของตัวเอง ความล่าช้าของกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในสหรัฐฯ และการไหลของทุนสถาบันที่ยังคงเดินหน้าต่อแม้ราคาจะซบเซา ณ วันที่ 16 สิงหาคม 2026 CoinDesk รายงานราคาบิตคอยน์ที่ราว $63,336 ต่อเหรียญ โดยมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 1.33 ล้านล้านดอลลาร์ ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลถึงราว 48% ด้าน Ethereum (ETH) ซื้อขายอยู่ในกรอบ $1,880–$1,912 ห่างไกลจากจุดสูงในปี 2025 ที่เคยแตะใกล้ $5,000 ขณะที่มูลค่าตลาดคริปโตทั้งระบบอยู่ที่ราว 2.17 ล้านล้านดอลลาร์ บทวิเคราะห์ฉบับนี้จะพาผู้ลงทุนไทยไล่เรียงภาพตลาดล่าสุด กระแสเงิน ETF ทิศทางกฎระเบียบ พัฒนาการด้าน Tokenization และปัจจัยมหภาคที่กำหนดชะตาของสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมสรุปสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตา 1. ภาพรวมตลาด:…

  • พอร์ตลงทุน 2026: ETF พันธบัตรและตลาดเกิดใหม่ โอกาสทองนักลงทุนไทย

    ในช่วงกลางปี 2026 ภูมิทัศน์การลงทุนทั่วโลกกำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบหลายปี ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญกับความเสี่ยงจากมูลค่าหุ้นที่แพงเกินจริงและความกระจุกตัวสูงในหุ้นเทคโนโลยีกลุ่ม AI กองทุน ETF พันธบัตร และตลาดตราสารหนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่กลับได้รับความสนใจจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกในฐานะ “ที่หลบภัยที่ให้ผลตอบแทน” นักยุทธศาสตร์การลงทุนจาก J.P. Morgan, BlackRock, VanEck, และ Morningstar ต่างออกมาชี้ตรงกันว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนสำหรับการจัดสรรสินทรัพย์ที่ผู้ลงทุนจำเป็นต้องทบทวนพอร์ตตัวเองอย่างเร่งด่วน สำหรับนักลงทุนไทยที่คุ้นชินกับการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ หรือกองทุนรวมในประเทศ บทความนี้จะพาไปสำรวจกลยุทธ์การจัดพอร์ตที่ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกแนะนำ พร้อมวิเคราะห์ว่าตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย รวมถึงไทย อยู่ตรงไหนในสมการนี้ ทำไมพันธบัตรจึงกลับมาเป็นดาวเด่นของพอร์ต? ข้อมูลจาก Morningstar เผยว่าในช่วงสองเดือนแรกของปี 2026 พันธบัตรคุณภาพสูงของสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนแซงหน้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้จริง และการกระจายการลงทุนที่ดีกลายเป็นกลยุทธ์ที่ “ชนะ” ในปีนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ BlackRock ซึ่งบริหาร iShares ระบุในรายงาน 2026 Investment Directions ว่า พันธบัตรได้กลับมาทำหน้าที่ “ตัวถ่วงดุล” ในพอร์ต (ballast) ตามแบบที่นักลงทุนคุ้นเคย แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรจะยังไม่มั่นคงเท่าในทศวรรษก่อนก็ตาม…

  • Nvidia ทำลายสถิติโลก รายได้ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์! พร้อมลุ้น Big Tech ทุ่มงบ AI ทะลุ 7 แสนล้านในปี 2026

    คืนวันพุธที่ผ่านมา (20 พฤษภาคม 2566) ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต้องหยุดหายใจรอผลประกอบการของบริษัทที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามองมากที่สุดในรอบหลายปี เมื่อ Nvidia เจ้าพ่อชิป AI รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 2027 (FY27 Q1) พร้อมตัวเลขที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับ Wall Street อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รายได้ทะลุ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 85% จากปีก่อน พร้อมประกาศคาดการณ์ไตรมาส 2 ที่ 9.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้มาก ขณะเดียวกัน บรรดายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Microsoft, Apple, Alphabet, Meta และ Amazon ต่างรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดพร้อมเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่มีมูลค่ารวมกันเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ทุบสถิติโลก” ทุกปีที่ผ่านมา และยังมีข่าวใหญ่จากดีล Apple-Intel ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อเมริกัน บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยต้องรู้ในสัปดาห์นี้ Nvidia: “Demand Has Gone…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *