โลกสั่นคลอน: สงครามการค้า ภาษีใหม่ 60 ชาติ และวิกฤตพลังงานกระหน่ำเศรษฐกิจโลก 2569
ในช่วงกลางปี 2566 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าทั่วโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด มาตรการภาษีรอบใหม่ที่เล็งเป้า 60 ประเทศทั่วโลกในข้อหาใช้แรงงานบังคับ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่แม้จะได้รับการประคองด้วยการประชุมสุดยอดเดือนพฤษภาคม แต่ก็ยังห่างไกลจากการคลี่คลายอย่างแท้จริง
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอตัวเหลือเพียง 3.1% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ OECD ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 2.9% สำหรับปีนี้ โดยระบุว่าความผันผวนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด และหากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานยืดเยื้อเกินกลางปี 2569 จะกดดันแนวโน้มการเติบโตลงอีก
สำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการที่ค้าขายกับต่างประเทศ ความเข้าใจภาพรวมของแรงกดดันเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแต่ละปัจจัยล้วนส่งผลกระทบต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่
สงครามในตะวันออกกลาง: แผลร้าวของตลาดพลังงานโลก
ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่นำไปสู่ความขัดแย้งในอิหร่านตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าตลาดพลังงานโลกอย่างถาวร ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 1 ใน 5 ถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพหลังจากการโจมตีทางทหาร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้าไปสู่จุดสูงสุดที่เกือบ 120 ดอลลาร์
ธนาคารโลกรายงานว่าราคาพลังงานโลกคาดว่าจะพุ่งขึ้น 24% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 และส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมปรับตัวขึ้น 16% ด้วยแรงหนุนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงราคาโลหะสำคัญหลายชนิดที่ทำสถิติสูงสุด ในกรณีฐาน ธนาคารโลกประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจเฉลี่ยสูงถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากโรงงานผลิตพลังงานได้รับความเสียหายเพิ่มเติมและการส่งออกฟื้นตัวช้า ซึ่งจะกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาพุ่งขึ้นแตะ 5.8% ในปีนี้
ผลกระทบต่อภูมิภาคอ่าวอาหรับนั้นรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐในกลุ่ม GCC พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการนำเข้าอาหารมากกว่า 80% โดยกว่า 70% ของการนำเข้าอาหารในภูมิภาคได้รับผลกระทบ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานพุ่งขึ้น 40-120% นอกจากนี้ การโจมตีโรงงานกลั่นน้ำจืดยังก่อให้เกิดความกังวลด้านวิกฤตมนุษยธรรม เนื่องจากคูเวตและกาตาร์พึ่งพาแหล่งดังกล่าวสำหรับน้ำดื่มกว่า 99%
Pierre-Olivier Gourinchas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะเปราะบางอย่างเฉียบพลัน โดยเงินเฟ้อทั่วโลกคาดว่าจะขยับขึ้นสู่ระดับ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนอย่างมีนัยสำคัญจากแนวโน้มก่อนหน้า ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง Mohamed El-Erian เตือนถึงความเสี่ยงของ “สแตกเฟลชัน” หรือภาวะเงินเฟ้อพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัว หากสงครามยืดเยื้อออกไป
ศึกภาษีสหรัฐฯ: รอบใหม่ที่โหดกว่าเดิม
แม้ว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ จะได้ตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่ามาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง และเดินหน้าหาช่องทางทางกฎหมายใหม่อย่างต่อเนื่อง
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เสนอมาตรการภาษีเพิ่มเติมสูงถึง 12.5% ต่อการนำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยอ้างถึงความล้มเหลวในการห้ามสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งกระทบคู่ค้าสำคัญอย่างจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร อินเดีย และอีกกว่า 50 ประเทศ
การดำเนินการนี้ใช้กลไกมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 โดย USTR ระบุว่า 54 ประเทศในจำนวนดังกล่าวล้มเหลวในการบังคับใช้การห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งสร้าง “สนามแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” สำหรับแรงงานอเมริกัน โดยกำหนดอัตราภาษี 10% สำหรับประเทศที่มีกฎหมายห้ามแรงงานบังคับบางส่วน และ 12.5% สำหรับประเทศที่เหลือ
มาตรการนี้มาในช่วงที่ใกล้กำหนดหมดอายุของภาษีชั่วคราวภายใต้มาตรา 122 ในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งถูกนำมาใช้หลังจากศาลฎีกายกเลิกระบบภาษี IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้าง “กำแพงภาษี” รูปแบบใหม่โดยอาศัยช่องทางทางกฎหมายที่แตกต่างออกไป
Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ให้ความเห็นกับ CNBC ว่าความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าจะส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะภาคธุรกิจไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทำให้พวกเขาลงทุนน้อยลง จ้างงานน้อยลง และขยายธุรกิจน้อยลง ซึ่งล้วนจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในด้านผลกระทบต่อยุโรป การสำรวจของ BusinessEurope พบว่าภาคธุรกิจยุโรปคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รุนแรงกว่าในปี 2568 มาก โดยประเมินว่าแรงกดดันด้านการค้าจะฉุดอัตราการเติบโตของ GDP ยูโรโซนลง 0.5-0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2569 เมื่อเทียบกับผลกระทบที่น้อยกว่า 0.1 จุดในปีก่อน
การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี: ยุทธการแร่หายากและการสงบศึกที่ยังเปราะบาง
หนึ่งในเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกจับตามองมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 คือการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการประคองความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ของโลก
การประชุมดังกล่าวถือเป็น “การทดสอบสำคัญ” ของพลวัตอำนาจ G2 โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก และความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้มีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ประเด็นหลักที่หารือครอบคลุมทั้งการซื้อสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอเมริกัน มาตรการภาษี ไต้หวัน และแร่หายาก ท่ามกลางฉากหลังของสงครามในอิหร่าน
สาระสำคัญที่ได้จากการประชุม ได้แก่ จีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 17,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีถึงปี 2571 รวมถึงการซื้อเครื่องบิน Boeing อีก 200 ลำ ส่วนสหรัฐฯ แถลงว่าจีนจะแก้ปัญหาการขาดแคลนแร่หายากที่สำคัญ อาทิ ยิตเทรียม สแกนเดียม นีโอไดเมียม และอินเดียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสมาร์ทโฟน ยานยนต์ และอาวุธยุทโธปกรณ์
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวโดยสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกยังคงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โดยมาตรการภาษีสูง การจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญที่ต้องจับตาต่อไป
จุดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ก่อนการประชุม ศูนย์กลางของอำนาจต่อรองได้เปลี่ยนจากมาตรการภาษีซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นไม้ตายสำคัญ ไปสู่ประเด็นโครงสร้างอย่างการที่จีนควบคุมแร่หายากและห่วงโซ่อุปทานแม่เหล็กที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุตสาหกรรมกลาโหม เมื่อปีก่อน เมื่อสีจิ้นผิงขู่จะจำกัดการส่งออกแร่หายาก ทรัมป์ยอมถอยโดยไม่กล้าตอบโต้
ห่วงโซ่อุปทานโลก: การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ยังไม่สิ้นสุด
ผลพวงของสงครามการค้าที่ยาวนานกว่าทศวรรษ รวมกับแรงกดดันจากเหตุการณ์ใหม่ในปีนี้ กำลังบีบให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลชี้ว่าการเร่งนำเข้าล่วงหน้าที่เกิดขึ้นก่อนมีผลบังคับใช้ภาษีต่างๆ อาจทำให้ตัวเลข GDP ดูดีเกินความเป็นจริง เพราะแม้ภาคเทคโนโลยีจะแข็งแกร่ง แต่ปริมาณการขนส่งสินค้าจริงกลับอ่อนแอ และตลาดเดินเรือก็มีเรือล้นตลาด ซึ่งสะท้อนว่าอุปสงค์ผู้บริโภคที่แท้จริงกำลังอ่อนตัว
บริษัทอเมริกันจำนวนมากได้โยกย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอย่างเวียดนามและอินเดียแล้ว ในขณะที่จีนก็ตอบโต้โดยการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงและแร่หายากเป็นระยะๆ ทั้งหมดนี้สร้างต้นทุนและความไม่แน่นอนให้กับผู้ผลิตทั่วโลก
ในภาคยานยนต์ บริษัทอย่าง GM เปิดเผยว่ามาตรการภาษีส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น 3.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อลดผลกระทบ รวมถึงการย้ายและปรับแหล่งที่มาของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ Toyota Honda และ Nissan ต่างประกาศแผนเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ
ในระดับนโยบาย การที่รัฐบาลทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 10% จากประเทศในยุโรปหลายชาติ และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นั้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการภาษีถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างกว่าประเด็นการค้าล้วนๆ
เสียงเตือนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ
หน่วยงานเศรษฐกิจระดับโลกต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนเป็นระลอก
IMF ชี้ว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะผ่านพ้นอุปสรรคทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายในปีที่แล้วได้อย่างน่าประทับใจ โดยได้รับแรงหนุนจากภาษีที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลัง สภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการบูมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดแรงขับดันนั้น และการปิดช่องแคบฮอร์มุซรวมกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญได้ยกระดับความเสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก
OECD นำเสนอสองสถานการณ์สำหรับเศรษฐกิจโลก ในกรณีที่ภูมิภาคกอล์ฟฟื้นตัวการผลิตพลังงานได้ในไตรมาสสามของปีนี้ เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวปานกลางก่อนฟื้นตัวในปี 2570 แต่ในกรณีที่การหยุดชะงักยืดเยื้อถึงครึ่งหลังของปี 2570 ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญและอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
IMF ยังเน้นย้ำว่าความเสี่ยงขาลงนั้นครอบงำแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มระดับสงคราม การแตกแยกของเศรษฐกิจโลกเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความผิดหวังต่อผลผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือการก่อตัวของความตึงเครียดทางการค้าระลอกใหม่ ล้วนอาจกดดันการเติบโตและสั่นคลอนตลาดการเงิน
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและแนวทางรับมือ
ท่ามกลางวิกฤตหลายชั้นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าที่เคยในหลายมิติ
ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุน: ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ และการขนส่ง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากต้นปียังส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและทำให้ความสามารถในการซื้อของครัวเรือนลดลง ซึ่งอาจกดดันการบริโภคในประเทศที่เป็นหัวรถจักรหลักของเศรษฐกิจไทย
ความเสี่ยงด้านการส่งออก: ไทยอาจตกอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” ของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รอบใหม่ เนื่องจากการสืบสวนภายใต้มาตรา 301 ครอบคลุมประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศ ผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และสินค้าเกษตรแปรรูปควรติดตามพัฒนาการของกระบวนการสอบสวนและเตรียมพร้อมสำหรับอัตราภาษีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนการพิจารณาสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้
โอกาสจากการย้ายฐานการผลิต: ในภาวะที่จีนเผชิญกับมาตรการภาษีและการควบคุมเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ไทยยังคงมีโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการฐานการผลิตสำรองนอกจีน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และมาเลเซียก็แย่งชิงการลงทุนเดียวกันอยู่เช่นกัน
กลยุทธ์การลงทุน: ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง การกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลายยังคงเป็นหลักการพื้นฐาน พอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ REITs ที่เน้นสาธารณูปโภค หรือหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจช่วยบรรเทาความผันผวนได้ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นโลกควรติดตามความเสี่ยงต่อตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษในช่วงนี้
ค่าเงินบาทและตลาดพันธบัตร: สภาวะดังกล่าวอาจกดดันค่าเงินของประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ รวมถึงไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ผู้ที่มีสัญญาในสกุลเงินต่างประเทศควรพิจารณาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ
มองไปข้างหน้า: จุดสังเกตที่ต้องจับตา
สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 มีหลายประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ประการแรกคือพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการคืนสภาพการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่ง OECD ประมาณการว่าหากเกิดขึ้นได้ในไตรมาส 3 จะช่วยลดแรงกดดันราคาพลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สองคือผลลัพธ์ของการไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม เกี่ยวกับมาตรการภาษีแรงงานบังคับ ซึ่งจะกำหนดว่าประเทศใดบ้างที่จะได้รับการยกเว้นหรือเผชิญอัตราภาษีเต็ม ประการที่สามคือการประชุม Trump-Xi รอบสองที่กำหนดไว้ในเดือนกันยายนในสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ
Nick Marro นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit ประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าสืบสวนและประกาศมาตรการภาษีต่อเนื่อง เพื่อเตรียมการสำหรับรอบของการเจรจาการค้าครั้งต่อไป ซึ่งหมายความว่าความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าจะยังคงเป็นลักษณะถาวรของสภาพแวดล้อมธุรกิจโลก ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว
ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์กร่อนเลือนลงทุกวัน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานและกลยุทธ์การลงทุนจึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการรอดพ้นและเติบโตในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่ท้าทายที่สุดในรอบหลายทศวรรษนี้
