โลกสั่นคลอน: สงครามการค้า ภาษีใหม่ 60 ชาติ และวิกฤตพลังงานกระหน่ำเศรษฐกิจโลก 2569
|

โลกสั่นคลอน: สงครามการค้า ภาษีใหม่ 60 ชาติ และวิกฤตพลังงานกระหน่ำเศรษฐกิจโลก 2569

ในช่วงกลางปี 2566 เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกันในลักษณะที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ทั้งสงครามในตะวันออกกลางที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนตลาดพลังงานโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้าทั่วโลกที่ดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด มาตรการภาษีรอบใหม่ที่เล็งเป้า 60 ประเทศทั่วโลกในข้อหาใช้แรงงานบังคับ และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่แม้จะได้รับการประคองด้วยการประชุมสุดยอดเดือนพฤษภาคม แต่ก็ยังห่างไกลจากการคลี่คลายอย่างแท้จริง

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 จะชะลอตัวเหลือเพียง 3.1% ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางและอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ OECD ประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ 2.9% สำหรับปีนี้ โดยระบุว่าความผันผวนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สุด และหากการหยุดชะงักของอุปทานพลังงานยืดเยื้อเกินกลางปี 2569 จะกดดันแนวโน้มการเติบโตลงอีก

สำหรับนักลงทุนไทยและผู้ประกอบการที่ค้าขายกับต่างประเทศ ความเข้าใจภาพรวมของแรงกดดันเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะแต่ละปัจจัยล้วนส่งผลกระทบต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่

สงครามในตะวันออกกลาง: แผลร้าวของตลาดพลังงานโลก

ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่นำไปสู่ความขัดแย้งในอิหร่านตั้งแต่ช่วงต้นปี 2569 ได้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าตลาดพลังงานโลกอย่างถาวร ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 1 ใน 5 ถูกปิดกั้นอย่างมีประสิทธิภาพหลังจากการโจมตีทางทหาร ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากต่ำกว่า 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก่อนหน้าไปสู่จุดสูงสุดที่เกือบ 120 ดอลลาร์

ธนาคารโลกรายงานว่าราคาพลังงานโลกคาดว่าจะพุ่งขึ้น 24% ในปีนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 และส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมปรับตัวขึ้น 16% ด้วยแรงหนุนหลักจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงราคาโลหะสำคัญหลายชนิดที่ทำสถิติสูงสุด ในกรณีฐาน ธนาคารโลกประมาณการว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2569 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากเฉลี่ย 69 ดอลลาร์ในปี 2568

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจเฉลี่ยสูงถึง 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากโรงงานผลิตพลังงานได้รับความเสียหายเพิ่มเติมและการส่งออกฟื้นตัวช้า ซึ่งจะกระตุ้นให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศกำลังพัฒนาพุ่งขึ้นแตะ 5.8% ในปีนี้

ผลกระทบต่อภูมิภาคอ่าวอาหรับนั้นรุนแรงเป็นพิเศษ เนื่องจากรัฐในกลุ่ม GCC พึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซสำหรับการนำเข้าอาหารมากกว่า 80% โดยกว่า 70% ของการนำเข้าอาหารในภูมิภาคได้รับผลกระทบ ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานพุ่งขึ้น 40-120% นอกจากนี้ การโจมตีโรงงานกลั่นน้ำจืดยังก่อให้เกิดความกังวลด้านวิกฤตมนุษยธรรม เนื่องจากคูเวตและกาตาร์พึ่งพาแหล่งดังกล่าวสำหรับน้ำดื่มกว่า 99%

Pierre-Olivier Gourinchas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF ระบุว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะเปราะบางอย่างเฉียบพลัน โดยเงินเฟ้อทั่วโลกคาดว่าจะขยับขึ้นสู่ระดับ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนอย่างมีนัยสำคัญจากแนวโน้มก่อนหน้า ในขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกอย่าง Mohamed El-Erian เตือนถึงความเสี่ยงของ “สแตกเฟลชัน” หรือภาวะเงินเฟ้อพร้อมกับเศรษฐกิจชะลอตัว หากสงครามยืดเยื้อออกไป

ศึกภาษีสหรัฐฯ: รอบใหม่ที่โหดกว่าเดิม

แม้ว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ จะได้ตัดสินในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ว่ามาตรการภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลทรัมป์ก็ไม่ได้หยุดนิ่ง และเดินหน้าหาช่องทางทางกฎหมายใหม่อย่างต่อเนื่อง

สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เสนอมาตรการภาษีเพิ่มเติมสูงถึง 12.5% ต่อการนำเข้าจาก 60 ประเทศทั่วโลก โดยอ้างถึงความล้มเหลวในการห้ามสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับ ซึ่งกระทบคู่ค้าสำคัญอย่างจีน สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร อินเดีย และอีกกว่า 50 ประเทศ

การดำเนินการนี้ใช้กลไกมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 2517 โดย USTR ระบุว่า 54 ประเทศในจำนวนดังกล่าวล้มเหลวในการบังคับใช้การห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งสร้าง “สนามแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม” สำหรับแรงงานอเมริกัน โดยกำหนดอัตราภาษี 10% สำหรับประเทศที่มีกฎหมายห้ามแรงงานบังคับบางส่วน และ 12.5% สำหรับประเทศที่เหลือ

มาตรการนี้มาในช่วงที่ใกล้กำหนดหมดอายุของภาษีชั่วคราวภายใต้มาตรา 122 ในวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งถูกนำมาใช้หลังจากศาลฎีกายกเลิกระบบภาษี IEEPA ในเดือนกุมภาพันธ์ นักวิเคราะห์มองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังสร้าง “กำแพงภาษี” รูปแบบใหม่โดยอาศัยช่องทางทางกฎหมายที่แตกต่างออกไป

Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ให้ความเห็นกับ CNBC ว่าความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าจะส่งผลในทางลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะภาคธุรกิจไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ทำให้พวกเขาลงทุนน้อยลง จ้างงานน้อยลง และขยายธุรกิจน้อยลง ซึ่งล้วนจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในด้านผลกระทบต่อยุโรป การสำรวจของ BusinessEurope พบว่าภาคธุรกิจยุโรปคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รุนแรงกว่าในปี 2568 มาก โดยประเมินว่าแรงกดดันด้านการค้าจะฉุดอัตราการเติบโตของ GDP ยูโรโซนลง 0.5-0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ในปี 2569 เมื่อเทียบกับผลกระทบที่น้อยกว่า 0.1 จุดในปีก่อน

การประชุมสุดยอดทรัมป์-สี: ยุทธการแร่หายากและการสงบศึกที่ยังเปราะบาง

หนึ่งในเหตุการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่โลกจับตามองมากที่สุดในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 คือการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการประคองความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่ของโลก

การประชุมดังกล่าวถือเป็น “การทดสอบสำคัญ” ของพลวัตอำนาจ G2 โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่าสหรัฐฯ จีน และสหภาพยุโรปรวมกันคิดเป็น 60% ของ GDP โลก และความสัมพันธ์ระหว่างสองชาตินี้มีนัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก ประเด็นหลักที่หารือครอบคลุมทั้งการซื้อสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมอเมริกัน มาตรการภาษี ไต้หวัน และแร่หายาก ท่ามกลางฉากหลังของสงครามในอิหร่าน

สาระสำคัญที่ได้จากการประชุม ได้แก่ จีนตกลงซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ มูลค่าอย่างน้อย 17,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีถึงปี 2571 รวมถึงการซื้อเครื่องบิน Boeing อีก 200 ลำ ส่วนสหรัฐฯ แถลงว่าจีนจะแก้ปัญหาการขาดแคลนแร่หายากที่สำคัญ อาทิ ยิตเทรียม สแกนเดียม นีโอไดเมียม และอินเดียม ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสมาร์ทโฟน ยานยนต์ และอาวุธยุทโธปกรณ์

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการแยกตัวโดยสมบูรณ์ระหว่างสองเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลกยังคงเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ โดยมาตรการภาษีสูง การจำกัดการส่งออกแร่หายาก และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี ยังคงเป็นจุดขัดแย้งสำคัญที่ต้องจับตาต่อไป

จุดที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ก่อนการประชุม ศูนย์กลางของอำนาจต่อรองได้เปลี่ยนจากมาตรการภาษีซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นไม้ตายสำคัญ ไปสู่ประเด็นโครงสร้างอย่างการที่จีนควบคุมแร่หายากและห่วงโซ่อุปทานแม่เหล็กที่เป็นรากฐานของเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุตสาหกรรมกลาโหม เมื่อปีก่อน เมื่อสีจิ้นผิงขู่จะจำกัดการส่งออกแร่หายาก ทรัมป์ยอมถอยโดยไม่กล้าตอบโต้

ห่วงโซ่อุปทานโลก: การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่ยังไม่สิ้นสุด

ผลพวงของสงครามการค้าที่ยาวนานกว่าทศวรรษ รวมกับแรงกดดันจากเหตุการณ์ใหม่ในปีนี้ กำลังบีบให้ห่วงโซ่อุปทานโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งทางทะเลชี้ว่าการเร่งนำเข้าล่วงหน้าที่เกิดขึ้นก่อนมีผลบังคับใช้ภาษีต่างๆ อาจทำให้ตัวเลข GDP ดูดีเกินความเป็นจริง เพราะแม้ภาคเทคโนโลยีจะแข็งแกร่ง แต่ปริมาณการขนส่งสินค้าจริงกลับอ่อนแอ และตลาดเดินเรือก็มีเรือล้นตลาด ซึ่งสะท้อนว่าอุปสงค์ผู้บริโภคที่แท้จริงกำลังอ่อนตัว

บริษัทอเมริกันจำนวนมากได้โยกย้ายฐานการผลิตออกจากจีนไปยังประเทศอย่างเวียดนามและอินเดียแล้ว ในขณะที่จีนก็ตอบโต้โดยการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงและแร่หายากเป็นระยะๆ ทั้งหมดนี้สร้างต้นทุนและความไม่แน่นอนให้กับผู้ผลิตทั่วโลก

ในภาคยานยนต์ บริษัทอย่าง GM เปิดเผยว่ามาตรการภาษีส่งผลให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้น 3.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อลดผลกระทบ รวมถึงการย้ายและปรับแหล่งที่มาของห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ Toyota Honda และ Nissan ต่างประกาศแผนเพิ่มการผลิตในสหรัฐฯ

ในระดับนโยบาย การที่รัฐบาลทรัมป์ขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษี 10% จากประเทศในยุโรปหลายชาติ และจะเพิ่มเป็น 25% ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569 นั้น แสดงให้เห็นว่ามาตรการภาษีถูกใช้เป็นเครื่องมือในการบรรลุวัตถุประสงค์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กว้างกว่าประเด็นการค้าล้วนๆ

เสียงเตือนจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศ

หน่วยงานเศรษฐกิจระดับโลกต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนเป็นระลอก

IMF ชี้ว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะผ่านพ้นอุปสรรคทางการค้าและความไม่แน่นอนด้านนโยบายในปีที่แล้วได้อย่างน่าประทับใจ โดยได้รับแรงหนุนจากภาษีที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ การสนับสนุนทางการคลัง สภาวะทางการเงินที่เอื้ออำนวย และการบูมของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ แต่สงครามในตะวันออกกลางได้หยุดแรงขับดันนั้น และการปิดช่องแคบฮอร์มุซรวมกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญได้ยกระดับความเสี่ยงวิกฤตพลังงานโลก

OECD นำเสนอสองสถานการณ์สำหรับเศรษฐกิจโลก ในกรณีที่ภูมิภาคกอล์ฟฟื้นตัวการผลิตพลังงานได้ในไตรมาสสามของปีนี้ เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวปานกลางก่อนฟื้นตัวในปี 2570 แต่ในกรณีที่การหยุดชะงักยืดเยื้อถึงครึ่งหลังของปี 2570 ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจะอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญและอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

IMF ยังเน้นย้ำว่าความเสี่ยงขาลงนั้นครอบงำแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มระดับสงคราม การแตกแยกของเศรษฐกิจโลกเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความผิดหวังต่อผลผลิตที่ขับเคลื่อนด้วย AI หรือการก่อตัวของความตึงเครียดทางการค้าระลอกใหม่ ล้วนอาจกดดันการเติบโตและสั่นคลอนตลาดการเงิน

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและแนวทางรับมือ

ท่ามกลางวิกฤตหลายชั้นที่เกิดขึ้นพร้อมกัน นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าที่เคยในหลายมิติ

ผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุน: ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการไทยทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น ปิโตรเคมี ปูนซีเมนต์ และการขนส่ง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% จากต้นปียังส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคและทำให้ความสามารถในการซื้อของครัวเรือนลดลง ซึ่งอาจกดดันการบริโภคในประเทศที่เป็นหัวรถจักรหลักของเศรษฐกิจไทย

ความเสี่ยงด้านการส่งออก: ไทยอาจตกอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” ของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รอบใหม่ เนื่องจากการสืบสวนภายใต้มาตรา 301 ครอบคลุมประเทศต่างๆ มากกว่า 60 ประเทศ ผู้ส่งออกไทยโดยเฉพาะในภาคอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอ และสินค้าเกษตรแปรรูปควรติดตามพัฒนาการของกระบวนการสอบสวนและเตรียมพร้อมสำหรับอัตราภาษีที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ก่อนการพิจารณาสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้

โอกาสจากการย้ายฐานการผลิต: ในภาวะที่จีนเผชิญกับมาตรการภาษีและการควบคุมเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ไทยยังคงมีโอกาสในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า และการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องการฐานการผลิตสำรองนอกจีน อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม อินเดีย และมาเลเซียก็แย่งชิงการลงทุนเดียวกันอยู่เช่นกัน

กลยุทธ์การลงทุน: ในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง การกระจายความเสี่ยงผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลายยังคงเป็นหลักการพื้นฐาน พอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์ป้องกันเงินเฟ้อ เช่น ทองคำ REITs ที่เน้นสาธารณูปโภค หรือหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อาจช่วยบรรเทาความผันผวนได้ ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นโลกควรติดตามความเสี่ยงต่อตลาดเกิดใหม่ที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษในช่วงนี้

ค่าเงินบาทและตลาดพันธบัตร: สภาวะดังกล่าวอาจกดดันค่าเงินของประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิ รวมถึงไทย ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการนำเข้าและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ผู้ที่มีสัญญาในสกุลเงินต่างประเทศควรพิจารณาเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรอบคอบ

มองไปข้างหน้า: จุดสังเกตที่ต้องจับตา

สำหรับครึ่งหลังของปี 2569 มีหลายประเด็นสำคัญที่นักลงทุนและผู้ประกอบการไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด

ประการแรกคือพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ในการคืนสภาพการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่ง OECD ประมาณการว่าหากเกิดขึ้นได้ในไตรมาส 3 จะช่วยลดแรงกดดันราคาพลังงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สองคือผลลัพธ์ของการไต่สวนสาธารณะในวันที่ 7 กรกฎาคม เกี่ยวกับมาตรการภาษีแรงงานบังคับ ซึ่งจะกำหนดว่าประเทศใดบ้างที่จะได้รับการยกเว้นหรือเผชิญอัตราภาษีเต็ม ประการที่สามคือการประชุม Trump-Xi รอบสองที่กำหนดไว้ในเดือนกันยายนในสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งสัญญาณสำคัญต่อทิศทางความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองมหาอำนาจ

Nick Marro นักวิเคราะห์จาก Economist Intelligence Unit ประเมินว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าสืบสวนและประกาศมาตรการภาษีต่อเนื่อง เพื่อเตรียมการสำหรับรอบของการเจรจาการค้าครั้งต่อไป ซึ่งหมายความว่าความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าจะยังคงเป็นลักษณะถาวรของสภาพแวดล้อมธุรกิจโลก ไม่ใช่ปัญหาชั่วคราว

ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์กร่อนเลือนลงทุกวัน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและสร้างความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานและกลยุทธ์การลงทุนจึงไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นความจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการรอดพ้นและเติบโตในสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจโลกที่ท้าทายที่สุดในรอบหลายทศวรรษนี้

Similar Posts

  • |

    “ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง

    สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ…

  • | |

    ทองคำพักฐาน $4,400 น้ำมันพุ่งจากวิกฤตฮอร์มุซ เงินผันผวน: ถอดรหัสตลาดโภคภัณฑ์โลก

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกในช่วงกลางเดือนสิงหาคม 2569 กำลังเคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านที่ยังไม่มีทางออก การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซที่ฉุดอุปทานน้ำมันโลก และธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ที่ส่งสัญญาณ “ขึ้น” ดอกเบี้ยแทนที่จะลด ปัจจัยเหล่านี้กำลังสร้างภาพตลาดที่ผิดปกติอย่างยิ่ง ทองคำยืนเหนือ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังเคยแตะสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อต้นปี น้ำมันดิบเบรนต์กลับมาใกล้ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่โลหะเงินเผชิญความผันผวนรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี บทความนี้ประมวลภาพรวมตลาดโภคภัณฑ์และพลังงานล่าสุด พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยอย่างรอบด้าน หากจะสรุปบรรยากาศตลาดการเงินโลกในสัปดาห์นี้ด้วยคำเดียว คำนั้นคงเป็น “ความย้อนแย้ง” เพราะในขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายรายการยังทรงตัวในระดับสูง นักลงทุนกลับต้องรับมือกับสภาพแวดล้อมที่ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นกำลังถกเถียงกันว่าเฟดจะ “ขึ้น” ดอกเบี้ยเมื่อใด ไม่ใช่ “ลด” ดอกเบี้ยเหมือนที่ตลาดคุ้นเคยมาตลอดหลายปี ต้นตอของความผิดปกตินี้มาจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงหลังสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้จุดชนวนแรงกดดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ให้กลับมาอีกครั้ง สภาพแวดล้อมเช่นนี้สร้างความท้าทายอย่างมากต่อนักลงทุนทั่วโลก เพราะกลยุทธ์การลงทุนที่เคยได้ผลในยุคดอกเบี้ยขาลงอาจไม่เหมาะสมอีกต่อไป เมื่อทิศทางดอกเบี้ยกลับด้าน สินทรัพย์แต่ละประเภทก็ตอบสนองแตกต่างกันออกไป ทองคำที่มักถูกมองว่าอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยที่สูงขึ้น กลับได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยและแรงซื้อของธนาคารกลาง ขณะที่โลหะเงินซึ่งมีบทบาทกึ่งอุตสาหกรรมต้องเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากต้นทุนค่าเสียโอกาสและความต้องการภาคการผลิต ส่วนน้ำมันและก๊าซกลายเป็นตัวแปรที่กำหนดทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายการเงินไปในตัว สำนักข่าว CNBC และ Reuters รายงานตรงกันว่า ตลาดกำลังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจแต่ละชุดอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ เพราะการตัดสินใจของเฟดในการประชุมเดือนกันยายนที่จะถึงนี้แทบจะขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อและสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซล้วนๆ ความไม่แน่นอนระดับนี้ทำให้สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำและเงินได้รับความสนใจ ควบคู่ไปกับความกังวลว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะลากยาวไปถึงไหน มาเริ่มต้นด้วยพระเอกของตลาดโภคภัณฑ์ปีนี้ นั่นคือทองคำ ทองคำ: พักฐานเหนือ…

  • เฟด-ECB เดินเกมสวนทาง! เศรษฐกิจโลกเสี่ยงโตช้าสุดนับแต่โควิด

    เมื่อธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกเริ่มเดินเกมสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งสหรัฐฯ ธนาคารกลาง (เฟด) ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช ตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แต่กลับส่งสัญญาณเปิดทางให้ “ขึ้นดอกเบี้ย” ได้ในช่วงที่เหลือของปี สวนทางกับความคาดหวังเดิมที่ตลาดมองว่าเฟดกำลังจะเข้าสู่วงจรผ่อนคลายนโยบายการเงิน ขณะที่ฝั่งยุโรป ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ต้นตอของความปั่นป่วนทั้งหมดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ซึ่งแม้จะมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งไปแล้ว แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังคงลากยาว ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ก่อนจะร่วงกลับลงมาใกล้ระดับก่อนสงครามที่ราว 72-73 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือน สะท้อนความผันผวนที่ยังไม่จบสิ้นของตลาดพลังงานโลก ธนาคารโลก (World Bank) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงเหลือ 2.5% จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% เมื่อเดือนมกราคม ซึ่งหากเป็นจริงจะถือเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุคโควิด-19 เป็นต้นมา สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทองคำ และสินค้าโภคภัณฑ์ สถานการณ์ในช่วงนี้ถือว่าต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะทิศทางดอกเบี้ยที่ไม่ชัดเจนของเฟด ประกอบกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่หายไปสนิท กำลังสร้างความผันผวนให้กับสินทรัพย์เกือบทุกประเภท…

  • | |

    GraniteShares เลื่อนเปิดตัว ETF XRP แบบ 3 เท่าครั้งที่ 5 ดันวันเปิดตัวไปถึง 7 พฤษภาคม

    ในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ มักต้องผ่านกำแพงกำกับดูแลที่ซับซ้อนและไม่แน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ GraniteShares กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ บริษัทจัดการกองทุนรายนี้ได้เลื่อนการเปิดตัว ETF XRP แบบ Long 3 เท่า และ Short 3 เท่า รายวัน ออกไปจากวันที่ 23 เมษายน เป็น 7 พฤษภาคม นับเป็นการเลื่อนครั้งที่ห้าในช่วงเวลาเพียงสามสัปดาห์ และยิ่งตอกย้ำคำถามที่คาใจนักลงทุนและวงการคริปโตว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ หรือ SEC จะอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตแบบ Leverage 3 เท่าหรือไม่ ภายใต้กรอบกฎหมายเดิมที่เคยใช้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันของ ProShares ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ประวัติการเลื่อน: ห้าครั้งในสามสัปดาห์ การเลื่อนครั้งล่าสุดนี้ดำเนินการผ่านการยื่นเอกสาร Rule 485 ภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ปี 2476 ซึ่งเป็นช่องทางที่อนุญาตให้ผู้ออกกองทุนสามารถเปลี่ยนวันเปิดตัวได้โดยไม่ต้องเริ่มกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานกำกับดูแลใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น เส้นทางการเลื่อนมีดังนี้ เริ่มต้นจากวันที่ 2 เมษายน เลื่อนไปเป็น 9 เมษายน จากนั้นเป็น 16 เมษายน…

  • |

    Lululemon แต่งตั้งอดีตผู้บริหาร Nike “Heidi O’Neill” นั่งเก้าอี้ CEO คนใหม่

    ท่ามกลางกระแสความปั่นป่วนที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ในองค์กร Lululemon บริษัทเครื่องแต่งกายกีฬาและไลฟ์สไตล์ชื่อดังระดับโลกได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวันพุธที่ผ่านมา ด้วยการแต่งตั้ง Heidi O’Neill อดีตผู้บริหารระดับสูงจาก Nike ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ โดยมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 8 กันยายนเป็นต้นไป การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ละเอียดอ่อนและเต็มไปด้วยแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังมาตลอดกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา การแข่งขันในตลาดที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมถึงศึกภายในองค์กรที่กำลังร้อนระอุจาก Chip Wilson ผู้ก่อตั้งบริษัทซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานอย่างต่อเนื่องและเปิดฉากการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในที่ประชุมผู้ถือหุ้นอย่างเปิดเผย ตลาดตอบรับด้วยความกังวล แม้การแต่งตั้ง CEO คนใหม่มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกของการเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูองค์กร แต่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้นกลับไม่เป็นไปในทิศทางนั้น หลังจากมีการประกาศข่าว ราคาหุ้นของ Lululemon ดิ่งลงมากกว่า 5% ในการซื้อขายช่วง Extended Trading หรือนอกเวลาทำการปกติ สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนบางส่วนยังคงมีความกังวลและข้อสงสัยเกี่ยวกับทิศทางของบริษัทในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความสามารถของผู้นำคนใหม่ในการพลิกฟื้นธุรกิจ หรือประวัติการทำงานบางส่วนของ O’Neill ที่อาจเป็นจุดด้อยในสายตาของนักวิเคราะห์และนักลงทุน ใคร คือ Heidi O’Neill? Heidi O’Neill ไม่ใช่หน้าใหม่ในวงการเครื่องแต่งกายกีฬาและแฟชั่นแต่อย่างใด เธอมีประสบการณ์การทำงานในระดับผู้บริหารมาอย่างยาวนานและหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่งใน Nike บริษัทเครื่องแต่งกายกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเธอมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของแบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งนี้ นอกจาก Nike แล้ว…

  • |

    วอลล์สตรีทครึ่งปีแรกแกร่งสุดรอบ 6 ปี ดาวโจนส์นิวไฮ จับตากำไร AI ไตรมาส 2

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เปิดฉากครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยบรรยากาศที่ยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น หลังจากผ่านครึ่งปีแรกที่ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี ดัชนีดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ทำสถิติปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900.07 จุด ก่อนตลาดจะปิดทำการในวันหยุดวันชาติสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนี S&P 500 ยืนเหนือ 7,480 จุด และดัชนีแนสแด็ก (Nasdaq Composite) แม้จะเผชิญแรงขายทำกำไรในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ แต่ก็ยังรักษาผลตอบแทนรายไตรมาสที่โดดเด่นไว้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังตัวเลขดัชนีที่สวยงามนั้นซ่อนโครงสร้างตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ กระแสเงินทุนกำลังไหลจาก “ผู้ใช้” เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างกลุ่มบิ๊กเทค ไปสู่ “ผู้จัดหา” โครงสร้างพื้นฐานอย่างผู้ผลิตชิปและฮาร์ดแวร์ ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองที่กำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นบททดสอบสำคัญว่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาลใน AI จะแปรเปลี่ยนเป็นกำไรที่จับต้องได้จริงหรือไม่ ในเวลาเดียวกัน สมรภูมิค่าเงินก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน เมื่อเงินเยนดิ่งลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 40 ปี ดอลลาร์อ่อนค่าลงจากตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ และเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ถ่างกว้าง รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติของความเคลื่อนไหวเหล่านี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อนักลงทุนไทย ดาวโจนส์ทุบสถิติ ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นชิป: ภาพรวมตลาดล่าสุด ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 สะท้อนภาวะ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *