วอลล์สตรีทร่วง! เงินเฟ้อ 4.2% ชนวนอิหร่าน นาสแดคดิ่งหนัก กดดันนักลงทุนไทย
| |

วอลล์สตรีทร่วง! เงินเฟ้อ 4.2% ชนวนอิหร่าน นาสแดคดิ่งหนัก กดดันนักลงทุนไทย

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทเผชิญแรงกดดันรุนแรงในช่วงสัปดาห์นี้ ท่ามกลางพายุสามลูกที่ซัดพร้อมกัน ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมที่พุ่งสูงสุดในรอบสามปีที่ระดับ 4.2% ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น รวมถึงแรงเทขายครั้งใหญ่ในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ลบมูลค่าตลาดไปกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เพียงไม่กี่วัน ความผันผวนในระดับนี้ส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกต้องทบทวนกลยุทธ์อย่างเร่งด่วน

เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.) ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 953.33 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 49,918.78 จุด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ดัชนีร่วงทะลุแนว 50,000 จุดลงมาอย่างมีนัยสำคัญ ส่วน S&P 500 ปิดลบ 1.62% ที่ 7,266.99 จุด ขณะที่นาสแดคดิ่งลง 1.98% แตะระดับ 25,169.50 จุด ทั้งนี้แรงกดดันมาจากสองทิศทางพร้อมกัน ทั้งตัวเลขเงินเฟ้อที่น่าตกใจ และคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ที่ประกาศจะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม

เงินเฟ้อพฤษภาคม 4.2% สูงสุดในรอบ 3 ปี พลังงานคือตัวการหลัก

ตัวเลขเงินเฟ้อจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนพฤษภาคม 2026 ที่ประกาศออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4% เป็นครั้งแรกในรอบสามปี โดยอยู่ที่ 4.2% ซึ่งสูงกว่าตัวเลข 3.8% ในเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อพื้นฐาน (core CPI) ที่ตัดรายการอาหารและพลังงานออก ปรับขึ้นเพียง 0.2% ต่อเดือน และ 2.9% ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้

ปัจจัยหลักที่ฉุดตัวเลขเงินเฟ้อขึ้นมาคือราคาพลังงาน โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่าหมวดพลังงานคิดเป็นกว่า 60% ของการเพิ่มขึ้นของ CPI ทั้งหมดในเดือนพฤษภาคม โดยราคาน้ำมันเบนซินพุ่งขึ้น 7% เทียบกับเดือนก่อน และสูงกว่าปีที่แล้วถึง 40.5%

Heather Long หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Navy Federal Credit Union กล่าวว่า “ชาวอเมริกันกำลังถูกบีบคั้นทางการเงินจากเงินเฟ้อที่กลับมาสูงสุดในรอบ 3 ปี” ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของประชาชนที่ต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่พุ่งสูง

ตลาดพันธบัตรก็ส่งสัญญาณเตือนเช่นกัน โดยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีพุ่งสูงเกิน 4.5% ขณะที่พันธบัตร 30 ปีทะลุระดับ 5% ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

ตลาดฟิวเจอร์สส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนนี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดีในระยะสั้น ขณะที่ประธาน Fed คนใหม่ Kevin Warsh เคยแสดงทัศนะว่าดอกเบี้ยสามารถลดได้หากผลผลิตจาก AI ช่วยกดเงินเฟ้อในระยะยาว

สงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ส่งราคาน้ำมันพุ่ง กดดันตลาดต่อเนื่อง

ปัจจัยที่สร้างความปั่นป่วนให้ตลาดมากที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้คือการทวีความรุนแรงของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน การปะทุของสงครามอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้ทำให้การส่งออกน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในภูมิภาคตะวันออกกลางหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและราคาน้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะสิ้นสุดลงเร็วๆ นี้

ทรัมป์ประกาศในเช้าวันพุธว่าอิหร่าน “ใช้เวลานานเกินไปในการเจรจาข้อตกลงที่จะเป็นประโยชน์แก่พวกเขา และตอนนี้พวกเขาต้องจ่ายราคา” พร้อมระบุว่าสหรัฐฯ จะ “โจมตีอย่างหนัก” ถ้อยคำดังกล่าวสร้างแรงกระเพื่อมในตลาดทันที โดยราคาน้ำมันพุ่งขึ้น และดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ในวันพุธที่ 3 มิถุนายน ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมัน WTI ที่ปรับขึ้น 2.41% แตะระดับ 96.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมัน Brent ขึ้น 1.89% ที่ระดับ 97.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

นักเศรษฐศาสตร์ของ Goldman Sachs ได้คาดการณ์ว่าราคาน้ำมัน Brent จะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยที่ราว 105 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม และ 115 ดอลลาร์ในเดือนเมษายน ก่อนจะลดลงมาที่ประมาณ 80 ดอลลาร์ในไตรมาสที่สี่ของปี 2026 ในกรณีฐาน และหากการหยุดชะงักของกระแสน้ำมันยืดเยื้อถึง 10 สัปดาห์ ราคาอาจพุ่งสูงสุดถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

Goldman Sachs ยังระบุกฎเกณฑ์ง่ายๆ ว่า หากน้ำมันขึ้น 10% จะทำให้เงินเฟ้อ PCE หลัก (headline PCE) ปรับเพิ่มขึ้น 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ และเงินเฟ้อพื้นฐานขึ้นอีก 0.04 จุดเปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่มาจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี มีสัญญาณบวกเล็กน้อยจากตัวเลข CPI ล่าสุด ที่แสดงให้เห็นว่าผลของพลังงานยังไม่ได้ลามเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าเป็นสัญญาณที่พอจะหายใจหายคอได้บ้าง

วิกฤตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ลบมูลค่าตลาดกว่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

ปัจจัยที่สองที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วอลล์สตรีทในช่วงนี้คือการพังทลายของราคาหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธีมการลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขับเคลื่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ มาตลอดช่วงที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของวิกฤตครั้งนี้คือรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ปีงบประมาณ 2026 ของ Broadcom ซึ่งเผยแพร่หลังตลาดปิดในวันที่ 3 มิถุนายน แม้รายได้รวมที่ 22.19 พันล้านดอลลาร์และกำไรต่อหุ้นจะสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่การที่บริษัทไม่ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายชิป AI สำหรับปี 2027 ซึ่งยังคงตัวเลขเดิมที่ 100 พันล้านดอลลาร์ รวมถึงแนวโน้มยอดขายไตรมาส 3 ที่ประมาณ 16 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 17.2 พันล้านดอลลาร์ สร้างความผิดหวังอย่างหนักให้กับตลาด

มูลค่าตลาดที่ถูกลบออกไปจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงการขายทิ้งครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดย Nvidia เพียงบริษัทเดียวสูญเสียมูลค่าตลาดไปถึง 2.79 แสนล้านดอลลาร์ ขณะที่ดัชนี Philadelphia Semiconductor Index (SOXX) ดิ่งลง 10% ในวันเดียว พร้อมกับ Broadcom ที่ร่วงลง 12.6% และ Marvell ที่ลดลงในระดับใกล้เคียงกัน

ดัชนีนาสแดคร่วงลง 4.18% และปิดที่ 25,709.43 จุดในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน นับเป็นการร่วงรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 โดย S&P 500 ดิ่งลง 2.64% ปิดที่ 7,383.74 จุด ขณะที่ดาวโจนส์สูญเสีย 695.15 จุด หรือ 1.35% ปิดที่ 50,866.78 จุด

หนึ่งในปัจจัยที่นักเศรษฐศาสตร์จาก Bank of America ชี้ให้เห็นคือ ตัวเลขการจ้างงานเดือนพฤษภาคมที่แข็งแกร่งกว่าคาดมาก โดยมีการสร้างงานนอกภาคเกษตร 172,000 ตำแหน่ง เทียบกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เพียง 80,000 ตำแหน่ง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการเตรียมการสำหรับ FIFA World Cup ที่สหรัฐฯ เป็นเจ้าภาพ เนื่องจากหมวดการท่องเที่ยวและบริการยามว่างเพิ่มขึ้นถึง 70,000 ตำแหน่ง

แม้ Broadcom จะรายงานรายได้รวมสูงถึง 22.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อน และรายได้จากชิป AI พุ่งขึ้น 143% สู่ระดับ 10.8 พันล้านดอลลาร์ แต่สิ่งที่ตลาดต้องการคือสัญญาณการเติบโตต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดีในปัจจุบัน

ตลาดพยายามฟื้น แต่แรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคุกคาม

หลังจากการร่วงแรงในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดพยายามปรับตัวขึ้น ในวันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน S&P 500 ปรับขึ้น 0.30% ปิดที่ 7,405.73 จุด ส่วนนาสแดคฟื้นตัว 0.86% ที่ 25,929.66 จุด โดยหุ้น Micron Technology ร่วงมาจากวิกฤตชิป พุ่งขึ้นเกือบ 10% หลังจากที่ร่วงลง 13% ในวันศุกร์ก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม โมเมนตัมการฟื้นตัวไม่ยั่งยืน โดยในวันอังคารที่ 9 มิถุนายน S&P 500 ปรับลง 0.26% ปิดที่ 7,386.65 จุด และนาสแดคลดลง 0.97% ที่ 25,678.82 จุด ขณะที่ดาวโจนส์เป็นดัชนีเดียวที่ขึ้นได้เล็กน้อย 86.10 จุดหรือ 0.17% ปิดที่ 50,872.11 จุด เนื่องจากแรงซื้อในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เริ่มหมดแรง

ดัชนี iShares Semiconductor ETF (SMH) ลดลง 1% หลังจากที่ฟื้นตัว 6% ในวันก่อนหน้า โดย ETF ดังกล่าวเคยร่วงลงถึง 10% ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน ซึ่งนับเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 6 ปี และ Micron Technology ก็ดิ่งลงเกือบ 20% ใน 2 วัน รวมถึงร่วง 13% ในวันศุกร์เดียว

นักลงทุนยังจับตาการประกาศข้อมูลเงินเฟ้อสำคัญสองชุดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ CPI เดือนพฤษภาคมในวันพุธ และ PPI ในวันพฤหัส ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยชี้ขาดก่อนการประชุม Fed ในสัปดาห์ถัดไป

นักวิเคราะห์เผย AI ยังหนุนตลาด แต่กระจุกตัวในหุ้นไม่กี่ตัว

ท่ามกลางความโกลาหล นักวิเคราะห์ชั้นนำจาก Wall Street ยังคงเน้นย้ำถึงพลังขับเคลื่อนระยะยาวของ AI ที่ยังคงสมบูรณ์ แม้ตลาดจะผันผวนสูง

Julian Emanuel ผู้อำนวยการอาวุโสจาก Evercore ISI วิเคราะห์ว่า “การกระจุกตัวในหุ้น AI เพียงไม่กี่บริษัทกำลังผลักดันความแข็งแกร่งของดัชนี และลดทอนผลกระทบจากบริบทภูมิรัฐศาสตร์และผู้บริโภคที่ท้าทาย” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงเดินหน้าได้ แต่บนฐานที่แคบลงอย่างน่ากังวล

ข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนคือ แม้ Nvidia จะผ่านความผันผวนอย่างหนัก แต่บริษัทยังคงมี forward P/E ที่ 25.4 เท่า ซึ่งถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับการเติบโตของรายได้ที่ 65% ต่อปี ขณะที่ AMD ซึ่งปรับขึ้นมาแล้ว 130% ในปีนี้ เทรดอยู่ที่ 84.4 เท่าของกำไรล่วงหน้า ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าสูงกว่าความเสี่ยงที่ยอมรับได้

บริษัทวิจัย Wall Street ยังคงมุมมองเชิงบวกในระยะยาว โดยยังคงคำแนะนำ “Strong Buy” สำหรับ Nvidia พร้อมราคาเป้าหมายเฉลี่ยที่บ่งชี้ว่ามีโอกาสปรับขึ้นประมาณ 40% จากระดับราคาปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการลดลงที่ผ่านมานั้นมาจากหลายปัจจัยรวมกัน ทั้งคำแนะนำที่ระมัดระวังของ Broadcom ภาวะอุปทานส่วนเกินของชิปหน่วยความจำ ความอ่อนแอของอุปสงค์สมาร์ทโฟน และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

ในต้นสัปดาห์นั้น Alphabet ก็สร้างแรงกระเพื่อมให้ตลาดด้วยการประกาศระดมทุน 8 หมื่นล้านดอลลาร์ผ่านการขายหุ้น เพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยรวมถึงการลงทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์จาก Berkshire Hathaway ซึ่งทำให้หุ้น Alphabet ร่วงเกือบ 4% แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Big Tech ในการลงทุน AI ระยะยาว

การหมุนเวียนเงินทุนสู่หุ้นเชิงรับ สัญญาณที่นักลงทุนไทยต้องจับตา

ความผันผวนครั้งนี้ได้เผยให้เห็นการหมุนเวียนเงินทุน (sector rotation) ที่ชัดเจน โดยนักลงทุนขนเงินออกจากหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ แล้วโยกเข้าหุ้นเชิงรับ

ในวันที่ตลาดร่วงหนักที่สุดคือ 6 มิถุนายน นักลงทุนเทเงินเข้าหุ้น Healthcare และ Consumer Staples โดย Colgate-Palmolive พุ่งขึ้น 4%, Coca-Cola บวก 3% และ Johnson & Johnson ขึ้น 2% ซึ่งตรงข้ามกับหุ้นเทคโนโลยีที่ถูกเทขายอย่างหนัก

ในวันพุธที่ผ่านมา หมวดอุตสาหกรรม (Industrials) ร่วงหนักกว่า 3% ขณะที่ Technology และ Materials ลดลงกว่า 2% ในขณะที่หุ้นพลังงานยังทรงตัวได้ดีกว่า เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นประโยชน์ต่อบริษัทในกลุ่มนี้

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการอ่านสัญญาณ การหมุนเวียนเงินทุนในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนสถาบันมองว่าความเสี่ยงระยะสั้นสูงเกินไป และต้องการถือหุ้นที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอและมีความผันผวนต่ำ รอจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

บทสรุป: ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย และกลยุทธ์รับมือ

สถานการณ์ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงนี้มีนัยสำคัญต่อนักลงทุนไทยในหลายมิติ

ผลกระทบต่อกองทุน FIF และ ETF ที่ลงทุนในสหรัฐฯ: กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ที่เน้นหุ้นสหรัฐฯ หรือหุ้นเทคโนโลยีโลก จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนนี้ โดยเฉพาะกองทุนที่มีสัดส่วนใน Nvidia, AMD, Micron หรือ Broadcom สูง นักลงทุนควรตรวจสอบ NAV และ TER ของกองทุนที่ถืออยู่

ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจไทย: ราคาน้ำมันโลกที่สูงขึ้นต่อเนื่องจากสงครามอิหร่านส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานในประเทศไทย ทั้งราคาน้ำมันที่ปั๊ม ค่าไฟฟ้า และต้นทุนโลจิสติกส์ของภาคธุรกิจ ซึ่งอาจกดดันอัตราเงินเฟ้อของไทยในระยะต่อไป

กลยุทธ์สำหรับนักลงทุน: ในสภาวะเช่นนี้ นักวิเคราะห์แนะนำให้พิจารณาสี่แนวทาง ได้แก่ หนึ่ง กระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มเดียว สอง พิจารณาหุ้นในกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูง สาม รอดูผลการประชุม Fed วันที่ 17 มิถุนายนก่อนตัดสินใจลงทุนขนาดใหญ่ และสี่ สำหรับผู้ที่มีมุมมองระยะยาว การร่วงของราคาหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในช่วงนี้อาจเป็น “จุดเข้าที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาวในธีม AI ที่ยังเป็นเทรนด์เติบโตระยะยาว” ตามที่บริษัทวิจัยหลายแห่งชี้ไว้

Morgan Stanley แนะนำว่าในปี 2026 นักลงทุนควรพิจารณาเพิ่มน้ำหนักในธีมกลาโหม ความมั่นคง อวกาศ และความยืดหยุ่นทางอุตสาหกรรม ซึ่งการใช้จ่ายของรัฐบาลสามารถขับเคลื่อนอุปสงค์ได้หลายปี

ในระยะสั้น ตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้าคือผลการประชุม Fed ในวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งนักลงทุนจะจับตาคำแถลงของประธาน Kevin Warsh อย่างใกล้ชิด ว่าธนาคารกลางจะมีท่าทีอย่างไรต่อเงินเฟ้อที่พุ่งสูงและการชะลอตัวของเศรษฐกิจพร้อมกัน รวมถึงสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับแนวทางดอกเบี้ยในช่วงปลายปี สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางก็ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่อาจมองข้ามได้ และนักลงทุนที่มีวินัยคือผู้ที่จะผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้อย่างมั่นคง

Similar Posts

  • |

    “ไพ่ใบใหม่ในสนามรบ”: สหรัฐฯ–อิหร่านยกระดับสงครามคำพูด ท่ามกลางการเจรจาสันติภาพที่ยังไร้ทิศทาง

    สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ยกระดับ “สงครามคำพูด” ระหว่างกันอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางสถานการณ์หยุดยิงชั่วคราวที่ยังเปราะบางและกำลังจะหมดอายุลงในไม่ช้า โดยทั้งสองฝ่ายต่างพยายามเพิ่มแรงกดดันและเดิมพันทางการเมืองก่อนที่จะมีความพยายามครั้งที่สองในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และความไม่ไว้วางใจที่ยังฝังลึกระหว่างทั้งสองประเทศ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาของอิหร่าน ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันอังคาร โดยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่ากำลัง “ปิดล้อมและละเมิดข้อตกลงหยุดยิง” พร้อมทั้งกล่าวหาว่าสหรัฐฯ พยายามเปลี่ยนโต๊ะเจรจาให้กลายเป็น “โต๊ะยอมจำนน” หรือใช้เป็นข้ออ้างในการกลับไปสู่การทำสงครามอีกครั้ง คำกล่าวนี้ไม่เพียงเป็นการตอบโต้เชิงการเมือง แต่ยังสะท้อนมุมมองของอิหร่านที่มองว่าสหรัฐฯ ใช้การเจรจาเป็นเครื่องมือกดดันมากกว่าการหาทางออกอย่างแท้จริง กาลิบาฟยังส่งสัญญาณว่าอิหร่านมี “อำนาจต่อรองใหม่” ในสถานการณ์เผชิญหน้าครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เตรียมเปิดเผยไพ่ใบใหม่ในสนามรบ” แม้จะไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม แต่คำพูดดังกล่าวสามารถตีความได้ว่าอิหร่านอาจมีมาตรการทางทหาร เทคโนโลยี หรือยุทธศาสตร์ใหม่ที่พร้อมจะนำมาใช้ ซึ่งอาจเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับสถานการณ์มากขึ้น พร้อมย้ำจุดยืนว่า “เราไม่ยอมรับการเจรจาภายใต้เงาของการคุกคาม” ซึ่งสะท้อนถึงการปฏิเสธแรงกดดันจากภายนอกอย่างชัดเจน ถ้อยแถลงที่รุนแรงขึ้นนี้เกิดขึ้นหลังจากทรัมป์ได้ออกมาขู่ซ้ำว่าจะใช้กำลังทหารอย่างหนักหน่วงโจมตีอิหร่าน หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยถึงขั้นกล่าวว่า “ระเบิดจำนวนมากจะเริ่มถูกทิ้ง” คำขู่เช่นนี้ยิ่งทำให้บรรยากาศการเจรจาตึงเครียด และเพิ่มความเสี่ยงที่สถานการณ์จะลุกลามไปสู่ความขัดแย้งทางทหารเต็มรูปแบบ ในขณะเดียวกัน สถานะของการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงรายละเอียดสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ กลับยิ่งคลุมเครือมากขึ้น โดยทรัมป์เองมีท่าทีที่เปลี่ยนไปมา ระหว่างการใช้วาทะเชิงข่มขู่กับการแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง สะท้อนถึงความไม่แน่นอนในนโยบายของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งพันธมิตรและฝ่ายตรงข้าม มาร์ค ซีเวอร์ส อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ…

  • กลยุทธ์พอร์ตการลงทุน 2026: ETF พันธบัตร และตลาดเกิดใหม่ส่องทาง เมื่อโลกเลิกพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 นักลงทุนทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในโครงสร้างตลาดการเงินโลก เงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และกระแส “Sell America” ที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ได้เป็นแรงผลักดันให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยต่างหันมาทบทวนกลยุทธ์พอร์ตโฟลิโอกันใหม่อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักใน ETF ตลาดเกิดใหม่ การมองพันธบัตรในมุมใหม่ที่ไม่ใช่แค่ “ที่หลบภัย” และการกระจายความเสี่ยงสู่ภูมิภาคที่เคยถูกมองข้ามมาเป็นเวลานานกว่าทศวรรษ ตลาดเกิดใหม่: จากม้ามืดสู่ดาวรุ่งของทศวรรษ ดัชนี MSCI Emerging Markets ซึ่งประกอบด้วยหุ้น Large Cap และ Mid Cap จากประเทศตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก พุ่งขึ้นกว่า 30% นับตั้งแต่ต้นปี 2025 แซงหน้าดัชนีหลักของวอลล์สตรีททั้งสาม ขณะที่ดัชนี MSCI World ซึ่งครอบคลุมตลาดพัฒนาแล้วรวมถึงสหรัฐฯ ขึ้นมาเพียง 20% ที่น่าสนใจคือ การที่ตลาดเกิดใหม่ขึ้นแรงครั้งนี้ไม่ได้มาจากประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ ดัชนีหุ้นของชิลีและสาธารณรัฐเช็กต่างก็ทำผลตอบแทนได้ราว 50.8% นับจากต้นปี ขณะที่โรมาเนียเองก็มีผลตอบแทนสูงกว่า 42% สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวในครั้งนี้มีลักษณะกว้างขวางและครอบคลุมหลายภูมิภาค ไม่ใช่เพียงกระแสชั่วคราว Varun Laijawalla ผู้จัดการกองทุนตลาดเกิดใหม่จากบริษัท Ninety One ซึ่งบริหารสินทรัพย์กว่า…

  • พื้นฐานตลาดหุ้นแบบเข้าใจง่าย: หุ้นคืออะไร ตลาดหุ้นทำงานอย่างไร และราคาหุ้นถูกกำหนดได้อย่างไร

    เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการลงทุนในหุ้นสามารถเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น เงินฝาก พันธบัตร หรืออสังหาริมทรัพย์ หุ้นมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว แม้ว่าจะมาพร้อมกับความผันผวนที่มากกว่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้หลายคนจะรู้ว่าหุ้น “น่าลงทุน” แต่ยังมีคำถามพื้นฐานจำนวนมาก เช่น ความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะเป็นรากฐานของการตัดสินใจลงทุนที่มีเหตุผล ไม่ใช่การคาดเดาหรือทำตามกระแส ตลาดหุ้นคืออะไร และทำหน้าที่อะไรในระบบเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นคือระบบที่ทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลาง” ให้ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถมาพบกันเพื่อแลกเปลี่ยนหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ในระบบนี้จะมีผู้เล่นหลักอยู่ 3 กลุ่มคือ: สิ่งสำคัญคือ ในตลาดหุ้นส่วนใหญ่ “การซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับบริษัทโดยตรง” แต่เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับนักลงทุนด้วยกันเอง ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการซื้อหุ้นของ Microsoft คุณไม่ได้ซื้อหุ้นจาก Microsoft โดยตรง แต่คุณกำลังซื้อหุ้นจากนักลงทุนรายอื่นที่ต้องการขายหุ้นนั้น หุ้นคืออะไรในเชิงความหมายที่แท้จริง หุ้น (Stock หรือ Equity) คือ “หลักฐานการเป็นเจ้าของบางส่วนของบริษัท” เมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัท เช่น Apple คุณจะกลายเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของบริษัทนั้น แม้จะเป็นสัดส่วนเล็กมากก็ตาม ความเป็นเจ้าของนี้ทำให้ผู้ถือหุ้นมีสิทธิ์: บริษัทที่เปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เรียกว่า “บริษัทจดทะเบียน” หรือ public company ซึ่งผ่านกระบวนการ…

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • |

    ธุรกิจวิสกี้: นักลงทุนฝากความหวังไว้กับการยกเลิกภาษีนำเข้า Scotch ของ ทรัมป์ หลังจากสามปีที่เลวร้าย

    การตัดสินใจของประธานาธิบดี Donald Trump ที่จะยกเลิกภาษีนำเข้า 10% สำหรับการส่งออก Scotch Whisky ไปยังสหรัฐฯ ได้นำมาซึ่งความโล่งอกให้กับภาคอุตสาหกรรมที่กำลังตกอยู่ในภาวะยากลำบาก และอาจเป็นแรงกระตุ้นที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับมุมเล็กๆ ที่เฉพาะทางของอุตสาหกรรมนี้ นั่นคือ การลงทุนในถังบ่มวิสกี้ ที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทางเลือกทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ การลงทุนในถังบ่มวิสกี้คืออะไร? ก่อนที่จะเข้าใจผลกระทบของการยกเลิกภาษีต่อตลาดนี้ จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า การลงทุนในถังบ่มวิสกี้ (Cask Investing) คืออะไรและทำงานอย่างไร โดยพื้นฐานแล้ว การลงทุนประเภทนี้คือการซื้อ ถังโอ๊คที่บรรจุ Scotch Whisky ไม่ว่าจะเป็นตอนที่เพิ่งกลั่นออกมาใหม่หรือหลังจากที่ผ่านการบ่มไปแล้วระยะหนึ่ง แล้วปล่อยให้เนื้อสุราในถังสุกเต็มที่ในช่วงเวลา 10 ถึง 20 ปี ก่อนที่จะขายต่อในตลาดรอง ในอุตสาหกรรมปกติ ถังวิสกี้มักถูกซื้อขายระหว่างผู้ผสมวิสกี้และโรงกลั่น ผ่านสัญญาระหว่างกันที่มักเป็นการแลกเปลี่ยนถังแทนเงินสด หรือผ่านนายหน้าเฉพาะทาง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายบุคคลก็สามารถซื้อถังวิสกี้ที่เพิ่งกลั่นหรืออยู่ระหว่างการบ่มได้ ทั้งเพื่อความสุขส่วนตัวหรือเพื่อเก็งกำไรในตลาดรอง เช่นเดียวกับสินทรัพย์สะสมทางเลือกอื่นๆ เช่น ศิลปะชั้นเลิศ นาฬิกาหายาก หรือรถยนต์คลาสสิก การลงทุนในถังวิสกี้เป็น การเดิมพันระยะยาวที่มีความเสี่ยงสูง เก็งกำไรสูง และอยู่ในตลาดที่ขาดสภาพคล่องและมีการกำกับดูแลน้อย แม้ว่ามักถูกมองว่าเป็นเครื่องป้องกันเงินเฟ้อได้ดี แต่มูลค่าของสินทรัพย์ประเภทนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาดรองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งสามารถผันผวนได้อย่างรุนแรงตามปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก…

  • |

    โลกในเงาสงคราม: เมื่อภูมิรัฐศาสตร์ฉีกแผนที่การค้าโลกใหม่อีกครั้ง

    ณ ขณะที่ประธานาธิบดี Donald Trump และประธานาธิบดี Xi Jinping กำลังนั่งคุยกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โลกภายนอกกำลังจับตามองด้วยความกังวลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ การประชุมสุดยอดสองวันครอบคลุมประเด็นการค้า ภาษีนำเข้า ไต้หวัน อิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ แต่พื้นหลังของการเจรจาครั้งนี้คือภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกฉีกทิ้งและเขียนใหม่โดยพลังของสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยนขั้วอำนาจที่ดำเนินมาต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับการทดสอบครั้งสำคัญจากการปะทุของสงครามในตะวันออกกลาง โดยสมมติฐานที่ว่าความขัดแย้งจะสั้นและจำกัด ทำให้การเติบโตของโลกถูกคาดการณ์ว่าจะชะลอตัวเหลือ 3.1% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 พร้อมกับเงินเฟ้อโลกที่คาดว่าจะพุ่งขึ้นเล็กน้อยในปี 2569 ก่อนที่จะลดลงอีกครั้งในปี 2570 แต่ในสถานการณ์เลวร้าย ตัวเลขเหล่านั้นอาจยิ่งแย่กว่านั้นมาก ช่องแคบฮอร์มุซ: คอขวดพลังงานที่เขย่าโลก การปิดช่องแคบฮอร์มุซและความเสียหายต่อสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญในภูมิภาคที่เป็นศูนย์กลางการจัดหาไฮโดรคาร์บอนของโลกทำให้เกิดความเป็นไปได้ของวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่หากการสู้รบยังคงดำเนินต่อไป ในสถานการณ์อ้างอิงที่สมมติว่าความขัดแย้งสั้นและราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 19% การเติบโตของโลกยังคงอยู่ที่เพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4.4% ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนอย่างมากจากแนวโน้มการลดเงินเฟ้อของโลกในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์เลวร้ายที่การปิดกั้นยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นมาก การเติบโตของโลกจะลดลงเหลือ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *