Micron พลิกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพุ่งรับกําไรทะลุคาด
| |

Micron พลิกตลาดหุ้นสหรัฐฯ ฟิวเจอร์สพุ่งรับกําไรทะลุคาด

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ที่ผันผวนอย่างหนักด้วยภาพที่พลิกผันชัดเจน หลัง Micron Technology บริษัทผู้ผลิตชิปความจําชั้นนําของโลก รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2026 ที่ทะลุความคาดหมายของนักวิเคราะห์อย่างมาก พร้อมประมาณการรายได้ไตรมาสหน้าที่สูงเกินคาดถึงราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ฟิวเจอร์สดัชนีหลักของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นทันทีในการซื้อขายนอกเวลา เพียงหนึ่งวันก่อนหน้านั้น ตลาดยังเผชิญแรงกดดันจากความกังวลเรื่องวงจรการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่อาจสร้างผลตอบแทนไม่คุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ทําให้ดัชนี Nasdaq และ S&P 500 ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน ก่อนที่ตัวเลขของ Micron จะกลายเป็นแรงหนุนสําคัญที่ช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง บทความนี้จะพาไปสํารวจรายละเอียดความเคลื่อนไหวของตลาดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจัยขับเคลื่อนสําคัญ และสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาต่อจากนี้

ภาพรวมตลาด: จากแรงเทขายหุ้นชิปสู่การฟื้นตัวแบบสายฟ้าแลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2026 เคลื่อนไหวในกรอบที่ผันผวนมากเป็นพิเศษ โดยดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดตลาดวันพุธที่ 24 มิถุนายน เพิ่มขึ้น 182.06 จุด หรือ 0.35% มาอยู่ที่ระดับ 51,848.90 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 0.10% ปิดที่ 7,358.22 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีร่วงลง 0.43% ปิดที่ 25,476.64 จุด ความแตกต่างของทิศทางดัชนีในวันนั้นสะท้อนแรงกดดันที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงาน การแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคยังพอประคองตัวได้

สาเหตุของแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยีย้อนกลับไปต้นสัปดาห์ เมื่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้ทรุดตัวลงอย่างหนักถึง 10% จนต้องระงับการซื้อขายชั่วคราวเป็นเวลา 20 นาที ซึ่งเป็นผลพวงจากการเทขายทํากําไรของนักลงทุนต่างชาติ หลังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เกาหลีใต้ปรับขึ้นมาอย่างร้อนแรงในปีนี้ รวมถึงความกังวลด้านกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกองทุน ETF แบบเลเวอเรจที่ผูกกับผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของประเทศ แรงสั่นสะเทือนดังกล่าวลามเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ทันที ทําให้หุ้น Micron ร่วงลงกว่า 12% ในวันอังคารที่ 23 มิถุนายน ทั้งที่ไม่มีปัจจัยลบใดๆ เกิดขึ้นกับตัวบริษัทเอง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในคืนวันพุธ เมื่อ Micron เปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิด โดยทํากําไรต่อหุ้นแบบปรับปรุงแล้วที่ 25.11 ดอลลาร์ จากรายได้รวม 41,460 ล้านดอลลาร์ เทียบกับที่นักวิเคราะห์ที่สํารวจโดย LSEG คาดการณ์ไว้เพียง 20.78 ดอลลาร์ต่อหุ้น และรายได้ 35,840 ล้านดอลลาร์ นับเป็นการเติบโตของรายได้แบบปีต่อปีสูงถึง 346% ที่สําคัญกว่านั้นคือบริษัทยังให้แนวทางคาดการณ์รายได้ไตรมาสถัดไปที่ระดับ 50,000 ล้านดอลลาร์ บวกลบ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 43,580 ล้านดอลลาร์อย่างมีนัยสําคัญ ผลจากตัวเลขดังกล่าวทําให้หุ้น Micron พุ่งขึ้นเกือบ 15% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด แตะระดับราว 1,199.52 ดอลลาร์ต่อหุ้น

แรงบวกจาก Micron ไม่ได้จํากัดอยู่แค่ตัวบริษัทเท่านั้น แต่ยังลามไปยังหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั้งกระดาน โดยหุ้น Qualcomm พุ่งขึ้นราว 14% หลังประกาศปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ในกลุ่มที่ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือสําหรับปีงบการเงิน 2029 ขึ้นไปแตะระดับ 40,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมประกาศขยายความร่วมมือกับ Meta Platforms ส่วนหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มหน่วยความจําและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ อย่าง SanDisk, Western Digital, Lam Research, KLA และ Applied Materials ต่างปรับตัวขึ้นตามแรงส่งดังกล่าว ภาพรวมนี้ทําให้ฟิวเจอร์สดัชนี S&P 500 และ Nasdaq 100 ปรับตัวขึ้นทันทีในการซื้อขายคืนวันพุธ โดย Nasdaq 100 ฟิวเจอร์สพุ่งขึ้นเกือบ 2% ขณะที่ S&P 500 ฟิวเจอร์สเพิ่มขึ้นกว่า 0.5%

ปัจจัยกดดันก่อนหน้า: ความกังวลเรื่อง AI Bubble และผลตอบแทนการลงทุนที่ไม่แน่นอน

ก่อนที่ Micron จะพลิกบรรยากาศตลาด นักลงทุนเผชิญกับความกังวลสะสมเกี่ยวกับวงจรการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยมีความกังวลเพิ่มขึ้นว่าการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า Hyperscaler อาจไม่สร้างผลตอบแทนคุ้มค่าตามที่คาดการณ์ไว้ ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ในช่วงต้นสัปดาห์ โดยหุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นช่วงตกต่ำยาวนานที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่บริษัทกําลังเดินหน้าระดมทุนเพิ่มอีกราว 85,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐาน AI

ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอีกประการคือ ดัชนี S&P Global ประกาศว่า Alphabet จะเข้ามาแทนที่ Verizon Communications ในดัชนี Dow Jones Industrial Average มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายนเป็นต้นไป ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในดัชนีอุตสาหกรรมที่มีมาอย่างยาวนานนี้

ด้านราคาพลังงานในสัปดาห์นี้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสําคัญ โดยน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลง 4.33% ปิดที่ 73.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันพุธ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่ก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ลดลง 3.92% ปิดที่ 70.34 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจัยหนุนสําคัญมาจากความคลี่คลายของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ หลังมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันกว่า 20 ลําที่บรรทุกน้ำมันรวมราว 35 ล้านบาร์เรลสามารถเดินทางออกจากพื้นที่ได้แล้ว ตามข้อมูลของ Kpler โดยรัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯ ยืนยันว่าอิหร่านจะไม่มีความสามารถในการปิดช่องแคบดังกล่าวได้อีกต่อไป การลดลงของราคาพลังงานส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4.5% เช่นกัน ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องต้นทุนทางการเงินได้บางส่วน

ตัวเลขเศรษฐกิจสําคัญที่ตลาดรอจับตา: PCE, GDP และผลทดสอบความเข้มแข็งของธนาคาร

นอกเหนือจากปัจจัยเรื่องผลประกอบการบริษัทแล้ว นักลงทุนยังให้ความสนใจกับชุดข้อมูลเศรษฐกิจสําคัญที่จะเปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์ โดยเฉพาะดัชนีราคารายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE Price Index ประจําเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ความสําคัญเป็นพิเศษ รวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกฉบับสมบูรณ์ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนพฤษภาคม และจํานวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกประจําสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 20 มิถุนายน ซึ่งทั้งหมดนี้จะถูกเปิดเผยในวันพฤหัสบดี

ความสําคัญของตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ในรอบนี้สูงเป็นพิเศษ เนื่องจากที่ประชุมคณะกรรมการกําหนดนโยบายการเงิน (FOMC) เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อ PCE สําหรับสิ้นปี 2026 ขึ้นถึง 0.9 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับ 3.6% ขณะเดียวกันก็ปรับลดประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2026 ลง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ 2.2% สะท้อนความกังวลของธนาคารกลางต่อภาวะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวขึ้น ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายต่อการดําเนินนโยบายการเงินของนายเควิน วอร์ช ประธาน Fed คนใหม่ ที่เพิ่งแถลงผลการประชุมและประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา

“โดนัลด์ ทรัมป์ได้ผลักให้เควิน วอร์ชและธนาคารกลางสหรัฐฯ ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางเลือกที่ดี” — สมาชิกวุฒิสภา เอลิซาเบธ วอร์เรน (D-MA) ให้สัมภาษณ์กับสํานักข่าว CNBC เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน

ความเห็นของวุฒิสมาชิกวอร์เรนสะท้อนแรงกดดันทางการเมืองที่ Fed เผชิญอยู่ในขณะนี้ ขณะที่บางสํานักวิเคราะห์ เช่น Bank of America Global Research และ Deutsche Bank ได้ปรับเปลี่ยนมุมมองจากเดิมที่คาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิม มาเป็นการคาดการณ์ว่า Fed อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 3 ครั้งในปี 2026 ครั้งละ 0.25% ในเดือนกันยายน ตุลาคม และธันวาคม ภายใต้แนวทางที่เข้มงวดขึ้นของประธาน Fed คนใหม่ ซึ่งหากเป็นไปตามคาดการณ์นี้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินที่ค่อนข้างพลิกผันจากที่ตลาดเคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า Fed มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่า

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่ตลาดจับตาคือ ผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ประจําปี หรือ Fed Stress Test ซึ่งธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกําหนดเปิดเผยผลในช่วงเย็นวันพุธหลังตลาดปิด ทั้งนี้ Fed ได้ระบุไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ว่าจะไม่นําผลการทดสอบรอบนี้มาใช้กําหนดระดับเงินทุนสํารองของธนาคาร แต่จะกลับมาใช้มาตรการดังกล่าวอีกครั้งในปี 2027 ซึ่งโดยปกติแล้ว ธนาคารที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบมักจะประกาศเพิ่มเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นตามมา นักลงทุนกลุ่มหุ้นธนาคารจึงรอดูผลดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อทิศทางการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืนของธนาคารรายใหญ่ในช่วงครึ่งหลังของปี

ตลาดเอเชียและยุโรปตอบสนองอย่างไร: แรงบวกจากชิปลามทั่วโลก

ผลพวงจากความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ส่งผ่านไปยังตลาดเอเชียและยุโรปอย่างชัดเจน โดยก่อนหน้าที่ Micron จะประกาศผลประกอบการ ตลาดหุ้นเอเชียเผชิญแรงเทขายตามแรงกดดันจากตลาดเทคโนโลยีสหรัฐฯ และความปั่นป่วนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ลุกลามไปทั่วภูมิภาค อย่างไรก็ตาม หลัง Micron เปิดเผยตัวเลขที่เหนือความคาดหมาย ตลาดหุ้นเอเชียกลับฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในเช้าวันพฤหัสบดี โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้พุ่งขึ้นราว 4.45% ขณะที่ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นใกล้เคียง 3% สะท้อนความเชื่อมั่นที่กลับคืนมาในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาค

ด้านตลาดยุโรปก็ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของหุ้นชิปสหรัฐฯ เช่นกัน โดยดัชนี Stoxx 600 ของยุโรปปรับตัวลดลงในช่วงที่มีแรงเทขายหุ้นเทคโนโลยี ขณะที่หุ้น ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ และ Infineon Technology ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของเยอรมนี ต่างปรับตัวลดลงตามแรงกดดันจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกในช่วงก่อนหน้านี้ แต่คาดว่าจะมีแรงบวกตอบรับตามตลาดเอเชียและสหรัฐฯ เมื่อตลาดเปิดทําการในวันพฤหัสบดี

นักวิเคราะห์มองว่าความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหุ้นทั่วโลกในประเด็นการลงทุน AI และเซมิคอนดักเตอร์มีความเข้มข้นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทําให้ความเคลื่อนไหวของหุ้นรายใหญ่เพียงไม่กี่ตัว เช่น Micron, Nvidia หรือ Qualcomm สามารถส่งผลกระเพื่อมไปยังตลาดหุ้นในหลายภูมิภาคพร้อมกันได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงด้านความเข้มข้นของพอร์ตการลงทุนที่นักลงทุนทั่วโลกควรพิจารณาควบคู่ไปกับโอกาสเติบโตในธีม AI

มุมมองนักวิเคราะห์: ยังเชื่อมั่นวงจร AI แต่เตือนความผันผวนระยะสั้น

ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้น นักวิเคราะห์หลายรายยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อวงจรการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว แม้จะยอมรับว่าตลาดอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้นจากการปรับฐานของหุ้นที่ราคาขึ้นมาร้อนแรงเกินไป Jay Woods หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Freedom Capital Markets ระบุก่อนหน้าการประกาศผลประกอบการของ Micron ว่าหุ้นดังกล่าวอาจปรับฐานลงมาที่ระดับ 1,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 20 วัน แต่ผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากทําให้หุ้นพุ่งขึ้นสวนทางกับที่หลายคนคาดการณ์ไว้

“ตลาดตกอยู่ในภาวะการปรับฐานที่เป็นปกติของหุ้นเทคโนโลยีที่ขึ้นมาร้อนแรงเกินไป การปรับฐานครั้งนี้สะท้อนว่านักลงทุนเริ่มตระหนักว่าการคาดการณ์กําไรของหุ้นเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง ทําให้เกณฑ์ที่ต้องผ่านในฤดูประกาศผลประกอบการรอบหน้ายากขึ้น” — Rick Gardner ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการลงทุนของ RGA Investments

ในส่วนของ Micron เอง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแสดงความมั่นใจอย่างชัดเจนเกี่ยวกับแนวโน้มอุปสงค์ในระยะยาว โดยนายซานเจย์ เมห์โรทรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวในการแถลงผลประกอบการว่าความตึงตัวของตลาดชิปความจําจะยังคงอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงหลังปี 2027 ท่ามกลางการขยายตัวของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI การลดลงของช่องว่างทางเทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมไปสู่หน่วยความจําแบบ High Bandwidth Memory หรือ HBM ที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตชิป DRAM แบบทั่วไปที่มีอยู่ในตลาด

บริษัทยังประกาศแผนเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สําหรับปีงบการเงิน 2026 ขึ้นเป็นประมาณ 27,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปสู่ระดับสูงกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์กลางๆ ในปีงบการเงิน 2027 โดยงบลงทุนส่วนใหญ่ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างโรงงานใหม่ในรัฐไอดาโฮ นิวยอร์ก และเวอร์จิเนีย รวมถึงการขยายฐานการผลิตในต่างประเทศที่ไต้หวัน สิงคโปร์ และญี่ปุ่น พร้อมระบุว่ากระแสเงินสดอิสระมีแนวโน้มทําสถิติสูงสุดใหม่ และจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 โดยบริษัทให้ความสําคัญกับการซื้อหุ้นคืนเป็นรูปแบบหลักของการคืนเงินทุนให้ผู้ถือหุ้น ควบคู่กับการปรับเพิ่มเงินปันผลราว 30% ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้

ด้านนักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินรายใหญ่หลายแห่งยังคงเดินหน้าปรับเพิ่มเป้าราคาหุ้น Micron อย่างต่อเนื่อง โดย RBC Capital ปรับเป้าราคาขึ้นจาก 525 ดอลลาร์เป็น 1,200 ดอลลาร์ ขณะที่ C.J. Muse นักวิเคราะห์จาก Cantor Fitzgerald ตั้งเป้าราคาสูงถึง 1,500 ดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นเป้าราคาที่สูงที่สุดในกลุ่มนักวิเคราะห์ที่ติดตามหุ้นดังกล่าว สะท้อนความเชื่อมั่นอย่างมากต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจหน่วยความจําในยุค AI

หุ้นเด่นอื่นที่น่าจับตา: SpaceX, Alphabet และกลุ่มธนาคาร

นอกจากกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์แล้ว หุ้นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสัปดาห์นี้คือ SpaceX ซึ่งเพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อไม่นานมานี้ และประกาศออกพันธบัตรเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท ท่ามกลางความผันผวนของราคาหุ้นที่ร่วงลงติดต่อกันหลายวัน หุ้น SpaceX ร่วงลงถึง 16% ในวันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นได้บางส่วนในวันถัดมา การที่บริษัทต้องระดมทุนผ่านการออกพันธบัตรเพียงสัปดาห์เดียวหลังการเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ทําให้นักลงทุนบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับขนาดของงบลงทุนที่บริษัทต้องใช้ในการขยายธุรกิจด้านอวกาศและดาวเทียม

ในกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ Alphabet ยังคงเป็นหนึ่งในหุ้นที่ถูกจับตามากที่สุด หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงตกต่ำยาวนานที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี ขณะที่บริษัทกําลังเดินหน้าระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้าน AI แม้ว่า Alphabet จะเป็นหนึ่งในหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ที่ตลาดให้ความนิยมมากที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดได้สร้างความกังวลในหมู่นักลงทุนบางส่วนต่อความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Anthropic และ OpenAI

“ผมไม่เคยคิดว่า Google จะต้องระดมทุนผ่านตลาดทุนสาธารณะเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายของบริษัท” — Dan Niles ผู้ก่อตั้ง Niles Investment Management ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการระดมทุนของ Alphabet

ในส่วนของกลุ่มธนาคาร นักลงทุนรอผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารประจําปีของ Fed ที่จะเปิดเผยภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งโดยปกติแล้วธนาคารที่ผ่านเกณฑ์มักจะตามมาด้วยการประกาศปรับเพิ่มเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แม้ในรอบนี้ Fed จะยังไม่นําผลการทดสอบไปใช้กําหนดเงินทุนสํารองตามเกณฑ์ปกติ แต่ผลการทดสอบยังคงเป็นข้อมูลสําคัญที่สะท้อนความสามารถของธนาคารรายใหญ่ในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน

ทองคำ น้ำมัน และสินทรัพย์ดิจิทัล: แรงกดดันจากดอลลาร์แข็งและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร

ราคาทองคําในตลาดล่วงหน้าปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน โดยล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 3,987.3 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับฐานที่ลึกที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 ที่ทองคําปิดต่ำกว่าระดับ 3,991 ดอลลาร์เป็นครั้งล่าสุด แรงกดดันต่อราคาทองคํามาจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่แรงเทขายทํากําไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในช่วงต้นสัปดาห์ก็มีส่วนกดดันสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคําเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนต้องเทขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงเพื่อชดเชยการขาดทุนในพอร์ตหุ้น

ด้านตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเผชิญความผันผวนสอดคล้องกับตลาดหุ้นเช่นกัน โดยราคา Bitcoin ปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 80,000 ดอลลาร์ในบางช่วงของสัปดาห์ ก่อนจะหาแรงซื้อกลับเข้ามาช่วยพยุงราคา ขณะที่ Ethereum ก็ปรับตัวลงไปต่ำกว่าระดับ 2,000 ดอลลาร์ในบางจังหวะก่อนฟื้นตัวกลับมาได้บางส่วน ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเสี่ยงของตลาดหุ้นเทคโนโลยีโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนปรับลดสัดส่วนความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

ในส่วนของตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบยังคงอยู่ในทิศทางลดลงต่อเนื่อง โดยได้รับอิทธิพลจากความคลี่คลายของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลัก องค์การการเดินเรือระหว่างประเทศ (IMO) รายงานว่าลูกเรือกว่า 11,000 คนที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซียจะเริ่มเดินทางออกจากพื้นที่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อเสถียรภาพของการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง อันเป็นปัจจัยที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันตลาดพลังงานมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

ภาพรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้สะท้อนความผันผวนสูงที่เกิดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักสูงในดัชนีหลักทั้ง Nasdaq และ S&P 500 แม้ผลประกอบการของ Micron ที่ออกมาดีกว่าคาดอย่างมากจะช่วยพลิกบรรยากาศการลงทุนให้กลับมาเป็นบวกได้ในระยะสั้น แต่นักลงทุนยังจําเป็นต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากความผันผวนของวงจรการลงทุน AI ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะคําถามเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนมหาศาลของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์มีความเห็นแตกต่างกันอยู่

สําหรับนักลงทุนไทยที่ลงทุนในกองทุนรวมหรือ ETF ที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสหรัฐฯ หรือลงทุนในหุ้นรายตัวกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ความผันผวนรอบนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความเสี่ยงด้านความเข้มข้นของพอร์ตการลงทุน เนื่องจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัวในกลุ่ม AI และชิปมีอิทธิพลสูงต่อทิศทางของทั้งดัชนี การกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์และภาคธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้นจึงยังเป็นหลักการพื้นฐานที่สําคัญ นอกจากนี้ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed ที่อาจพลิกกลับมาเป็นการปรับขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ตามมุมมองของบางสถาบันการเงิน ก็เป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อค่าเงินบาทและทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนไทยที่มีสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ที่จะเปิดเผยในวันพฤหัสบดี รวมถึงผลการทดสอบความเข้มแข็งของธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสําคัญที่กําหนดทิศทางตลาดในช่วงสั้นถัดจากนี้ หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาสูงกว่าคาด อาจเพิ่มแรงกดดันให้ Fed ต้องพิจารณาแนวทางนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทย ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงสัญญาณแข็งแกร่งควบคู่กับเงินเฟ้อที่ควบคุมได้ ก็อาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกในระยะต่อไป นักลงทุนไทยจึงควรติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการพิจารณาสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ตนเองรับได้

Similar Posts

  • Apple แต่งตั้งซีอีโอคนใหม่: John Ternus รับไม้ต่อจาก Tim Cook

    บริษัท Apple ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่า John Ternus จะขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของบริษัท โดยจะเข้ารับตำแหน่งแทน Tim Cook ซึ่งจะเปลี่ยนบทบาทไปเป็นประธานกรรมการบริหาร (Executive Chairman) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน เป็นต้นไป นับเป็นการเปลี่ยนผู้นำระดับสูงครั้งสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และอาจเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ในทศวรรษถัดไปของบริษัท Ternus ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริษัททันทีที่ขึ้นเป็น CEO ขณะเดียวกัน Arthur Levinson ประธานกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร (nonexecutive chairman) จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้อำนวยการอิสระหลัก (lead independent director) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญในการกำกับดูแลความโปร่งใสและความสมดุลของอำนาจภายในบอร์ด Apple ระบุในแถลงการณ์ว่า Cook จะยังคงทำหน้าที่ CEO ไปจนถึงช่วงฤดูร้อน เพื่อทำงานร่วมกับ Ternus อย่างใกล้ชิดในการส่งมอบงานและถ่ายทอดประสบการณ์ให้ราบรื่นที่สุด ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนสืบทอดตำแหน่งอย่างเป็นระบบ และลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผู้นำอย่างกะทันหัน นี่ถือเป็นการเปลี่ยน CEO ครั้งแรกของ Apple นับตั้งแต่ Cook เข้ารับตำแหน่งต่อจาก Steve Jobs…

  • | |

    XRPL เร่งยกระดับความปลอดภัย: วิเคราะห์ Audit $550,000 และผลกระทบต่ออนาคตของ XRP

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากการเป็นเพียงระบบโอนเงินแบบกระจายศูนย์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ซับซ้อน ซึ่งรองรับทั้ง DeFi, NFT, และแอปพลิเคชัน Web3 ระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในด้าน “ความปลอดภัย” ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินความสำเร็จของโปรเจกต์บล็อกเชน ล่าสุด XRP Ledger (XRPL) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการสนับสนุนการแข่งขันตรวจสอบความปลอดภัย (Audit Contest) มูลค่า 550,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความจริงจังในการพัฒนาเครือข่าย แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของ XRP และระบบนิเวศทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจข่าวดังกล่าว พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกถึงผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และการลงทุน สรุปข่าว: XRPL เปิดเกมตรวจสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่ Vet ซึ่งเป็น validator ของ XRP Ledger ได้เปิดเผยว่า ระบบนิเวศ XRPL กำลังเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยอ้างอิงถึงการประกาศของ SHERLOCK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการตรวจสอบ smart contract โครงการนี้เป็นการแข่งขัน audit…

  • วิกฤตศรัทธาข้ามมหาสมุทร: เมื่อ “ทรัมป์” ขู่แยกทาง NATO เซ่นปมสงครามอิหร่านและดีลกรีนแลนด์

    วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และองค์การนาโต้ (NATO) พร้อมบทแปลสรุปจากเหตุการณ์ล่าสุด เพื่อให้เห็นภาพรวมของรอยร้าวทางการเมืองระดับโลกที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพความมั่นคงในปัจจุบัน การพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโต้ ณ ทำเนียบขาวเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการหารือตามวาระปกติ แต่ได้กลายเป็นสมรภูมิทางคำพูดที่สะท้อนถึงวิกฤตการณ์ที่ลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของพันธมิตรทางการทหารที่มีมายาวนานกว่า 7 ทศวรรษ 1. สรุปสถานการณ์: คำขาดจากทำเนียบขาว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดฉากโจมตีนาโต้อย่างดุเดือดผ่านโซเชียลมีเดีย Truth Social หลังจากเสร็จสิ้นการหารือลับนานกว่า 2 ชั่วโมงกับมาร์ค รุตเตอ โดยทรัมป์ระบุว่า “NATO ไม่เคยอยู่ตรงนั้นยามที่เราต้องการพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่มาช่วยเราหากเราต้องการพวกเขาอีกครั้ง” ชนวนเหตุสำคัญมาจากความไม่พอใจที่สมาชิกนาโต้ส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอลในปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ทรัมป์ถึงขั้นประกาศว่าการถอนตัวของอเมริกาออกจากนาโต้นั้น “เป็นมากกว่าแค่การพิจารณาใหม่” (Beyond reconsideration) ซึ่งหมายความว่าเขามีแผนการที่ชัดเจนและพร้อมจะดำเนินการทันทีหากความต้องการของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความเกรี้ยวกราดย้อนไปถึงประเด็นที่เดนมาร์กปฏิเสธข้อเสนอขอซื้อเกาะกรีนแลนด์ของเขา โดยระบุว่า “จำกรีนแลนด์ได้ไหม ไอ้น้ำแข็งก้อนใหญ่ที่บริหารจัดการห่วยแตกนั่นน่ะ!!!” ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขามองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผ่านมุมมองของธุรกิจและผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าหลักการพันธมิตรแบบดั้งเดิม 2. เจาะลึกรายละเอียดเพิ่มเติม: บริบทโลกปี 2026 และรอยร้าวที่ยากจะประสาน เพื่อให้ได้บทความที่ครอบคลุมทุกมิติของวิกฤตการณ์นี้ เราต้องพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้สถานการณ์ในปี 2026 ทวีความรุนแรงกว่าช่วงวาระแรกของทรัมป์:…

  • |

    เฟดเปลี่ยนยุค! “เควิน วอร์ช” รับตำแหน่งประธานเฟดคนใหม่ ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่ง-ECB คุมเชิง

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่งผ่านการเปลี่ยนผู้นำครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ กลับมาพุ่งสูงเกิน 3.8% ต่อปี และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็เลือกยืนดอกเบี้ยท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงไทย ที่ต้องเฝ้าติดตามทิศทางนโยบายการเงินโลกอย่างใกล้ชิด เฟดเปลี่ยนยุค: “เควิน วอร์ช” ขึ้นแท่นประธานคนที่ 17 วุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 54 ต่อ 45 เสียง รับรองนายเควิน วอร์ช อายุ 56 ปี ให้ดำรงตำแหน่งประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนที่ 17 สืบต่อจากเจอโรม พาวเวลล์ ซึ่งครบวาระในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 การโหวตครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมติที่มีความขัดแย้งสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การแต่งตั้งประธานเฟด สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างเต็มตัว วอร์ชได้รับการยืนยันจากวุฒิสภาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 และจะเข้ารับตำแหน่งต่อจากพาวเวลล์ที่หมดวาระประธาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พาวเวลล์จะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในคณะกรรมการ Fed ต่อไป หลังการสืบสวนทางอาญาของกระทรวงยุติธรรมที่เกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารสำนักงาน Fed ทำให้เขาตัดสินใจอยู่ต่อ โดยเขาย้ำว่าการโจมตีสถาบันเฟดคุกคามความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงินโดยปราศจากปัจจัยทางการเมือง…

  • |

    สงครามอิหร่านกระทบห่วงโซ่อุปทานแผงวงจร ดันต้นทุนบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูง

    ในโลกที่เศรษฐกิจดิจิทัลเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับห่วงโซ่อุปทานทางกายภาพ ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ต่อราคาน้ำมันหรือตลาดการเงินอีกต่อไป แต่กำลังเจาะลึกเข้าไปถึงหัวใจของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลก เมื่อแหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมและผู้บริหารระดับสูงหลายรายเปิดเผยกับ Reuters ว่าสงครามในอิหร่านกำลังก่อให้เกิดการหยุดชะงักครั้งสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของ แผงวงจรพิมพ์ (Printed Circuit Board หรือ PCB) ซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิดในโลก ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ AI ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ การหยุดชะงักครั้งนี้ถือเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เพราะผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับต้นทุนชิปหน่วยความจำที่พุ่งสูงอยู่แล้ว และขณะนี้ยังต้องรับมือกับแรงกระแทกใหม่จากราคา PCB ที่กำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่แผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งของสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งได้สร้างความปั่นป่วนให้กับห่วงโซ่อุปทาน พลาสติก และน้ำมันไปพร้อมกัน จุดเริ่มต้น: การโจมตีนิคมปิโตรเคมีในซาอุดีอาระเบีย รากเหง้าของวิกฤตครั้งนี้สามารถย้อนกลับไปได้ถึงเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่ออิหร่านโจมตี นิคมปิโตรเคมี Jubail ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งตั้งอยู่ริมชายฝั่งอ่าวอาหรับ การโจมตีครั้งนั้นบังคับให้ต้องหยุดการผลิต โพลีฟีนิลีนอีเธอร์ (Polyphenylene Ether หรือ PPE) บริสุทธิ์สูง ซึ่งเป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตแผ่นลามิเนตสำหรับ PCB สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้มีความสำคัญระดับโลกมากกว่าที่ดูเผินๆ คือบทบาทของ SABIC (Saudi Basic Industries Corporation) ในห่วงโซ่อุปทานนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านปิโตรเคมีของซาอุดีอาระเบียแห่งนี้ดำเนินงานอยู่ในนิคม Jubail และมีสัดส่วนการผลิต…

  • |

    สหรัฐฯ เปิดเผยโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันชักธงอิหร่านสองลำที่พยายามฝ่าการปิดล้อม

    ในวันศุกร์ที่โลกกำลังรอคำตอบจากเตหะรานเกี่ยวกับข้อเสนอสันติภาพ กองทัพสหรัฐฯ ออกมาเปิดเผยว่าได้โจมตี เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านสองลำ ในอ่าวโอมาน โดยป้องกันไม่ให้เรือเหล่านั้นเข้าสู่ท่าเรือของอิหร่านในลักษณะที่ละเมิดการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์พร้อมวิดีโอที่ไม่ได้จัดชั้นความลับของการโจมตีทั้งสองครั้ง ระบุว่าเครื่องบินรบของสหรัฐฯ “ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันทั้งสองลำใช้งานไม่ได้หลังจากยิงอาวุธนำวิถีที่แม่นยำเข้าไปที่ปล่องควันของพวกมัน” การโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นโดดๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางทหารหลายชุดในสัปดาห์เดียวกันที่กำลังบ่อนทำลายการหยุดยิงที่เปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แม้ว่าประธานาธิบดี Donald Trump จะยืนกรานว่าการหยุดยิงชั่วคราวยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ สัปดาห์แห่งการปะทะ: เส้นเวลาของเหตุการณ์ เพื่อเข้าใจบริบทของการโจมตีครั้งนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องย้อนดูสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่วงจร “หยุด-เริ่ม” ของสงครามนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุด ในต้นสัปดาห์ มีสัญญาณบวกจากการที่ Axios รายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจ 14 ประเด็นที่จะยุติสงคราม Trump ระงับ “Project Freedom” โดยอ้างความคืบหน้าในการเจรจา และตลาดหุ้นพุ่งขึ้นขณะที่ราคาน้ำมันดิ่งลง แต่จากนั้นในวันพฤหัสบดี กองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่าน เปิดฉากยิงใส่กันในช่องแคบฮอร์มุซ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าเริ่มก่อน Trump เรียกการปะทะนั้นว่า “การตบแก้มเบาๆ” แต่ยังคงขู่โจมตีเพิ่มเติมหากอิหร่านไม่ยอมรับข้อตกลงนิวเคลียร์ และในวันศุกร์ สหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านสองลำในอ่าวโอมาน ขณะที่ Rubio กำลังบอกสื่อในกรุงโรมว่าคาดหวังการตอบสนองจากอิหร่านเรื่องข้อเสนอสันติภาพ “ภายในวันนี้” ความย้อนแย้งของภาพนี้…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *