บิตคอยน์ทรุดแตะ 58,000 ดอลลาร์ จุดต่ำสุดรอบหลายปี หลังเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ ร้อนกว่าคาด
ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกเผชิญแรงเทขายรุนแรงอีกระลอกในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยบิตคอยน์ (Bitcoin) ร่วงทะลุระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ ลงไปแตะจุดต่ำสุดใหม่ในรอบหลายปีที่ระดับประมาณ 58,000 ดอลลาร์ ก่อนจะดีดตัวกลับมาบางส่วน ขณะที่อีเทอเรียม (Ethereum) ก็ทรุดตัวลงไม่ต่างกัน หลุดแนวรับสำคัญและซื้อขายอยู่ในกรอบราว 1,500-1,600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน สาเหตุหลักมาจากรายงานดัชนีราคาค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล หรือ PCE ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคมที่ประกาศออกมาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งพุ่งขึ้นแรงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ จนทำให้ตลาดเริ่มหวั่นเกรงว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ เควิน วอร์ช อาจจำเป็นต้องพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ แทนที่จะเป็นการลดดอกเบี้ยตามที่นักลงทุนหลายคนตั้งความหวังไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากปัจจัยเงินเฟ้อแล้ว กระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF บิตคอยน์และอีเทอเรียมในสหรัฐฯ ที่ต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ ความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัท Strategy ของไมเคิล เซย์เลอร์ และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ก็เป็นปัจจัยกดดันที่ผสมโรงเข้ามาทำให้ภาพรวมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในขณะนี้อยู่ในช่วงที่นักวิเคราะห์หลายคนเรียกว่า เป็นจังหวะทดสอบความอดทนของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันไปพร้อมกัน
1. บิตคอยน์ดิ่งแตะ 58,000 ดอลลาร์ ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2567
ข้อมูลจาก CoinDesk ระบุว่าในช่วงเปิดตลาดวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บิตคอยน์ปรับตัวลงอย่างรวดเร็วถึง 5% สู่ระดับ 58,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ปี 2567 ก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นมาที่ราว 59,400 ดอลลาร์ คิดเป็นการปรับตัวลง 2.5% ในรอบ 24 ชั่วโมง แรงเทขายดังกล่าวลุกลามไปทั่วตลาดคริปโทฯ โดยอีเทอเรียมร่วงลงไปแถวระดับ 1,550 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 5.5% ขณะที่โซลานา (Solana) และโดชคอยน์ (Dogecoin) ก็ปรับตัวลงในทิศทางเดียวกัน
ที่น่าสนใจคือ การร่วงลงของบิตคอยน์ในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน หุ้นไมครอน เทคโนโลยี (Micron Technology) พุ่งขึ้นแรงหลังประกาศผลประกอบการที่ดีเกินคาดเมื่อค่ำวันพุธ ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ตัวอื่นๆ ส่วนใหญ่กลับปรับตัวลง ฉุดให้ดัชนีแนสแด็กปิดลบราว 0.4% สะท้อนว่าตลาดกำลังพยายามประเมินผลกระทบทั้งจากการลงทุนมหาศาลในกระแส AI และความประหลาดใจจากตัวเลขเงินเฟ้อของเฟดไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก The Block ชี้ว่าก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน บิตคอยน์ก็เผชิญแรงกดดันมาอย่างต่อเนื่องแล้ว โดยร่วงหลุดระดับ 69,000 ดอลลาร์ในวันที่ 2 มิถุนายน ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดในรอบสองเดือนในขณะนั้น จากสตรีคการไหลออกของกองทุน ETF บิตคอยน์สปอตที่ต่อเนื่องถึง 11 วัน ประกอบกับยอดการบังคับปิดสถานะ (Liquidation) มูลค่ากว่า 742 ล้านดอลลาร์ในรอบ 24 ชั่วโมง ข้อมูลจาก Glassnode ยังระบุว่าเงินทุนใหม่ที่ไหลเข้าสู่บิตคอยน์ในขณะนั้นเกือบหยุดชะงัก โดยอัตราการเติบโตของ Realized Cap ทรุดตัวลงถึง 57% เข้าใกล้ระดับศูนย์ ขณะที่สัดส่วนเหรียญที่ยังอยู่ในสถานะกำไรลดลงเหลือ 59.8% จาก 61.5% ในสัปดาห์ก่อนหน้า
จากนั้นสถานการณ์ก็ไม่ดีขึ้นมากนัก เพราะในสัปดาห์ถัดมาบิตคอยน์ยังปรับตัวลงต่อเนื่องถึง 14% ภายในสัปดาห์เดียว จากปัจจัยลบที่ผสมกันทั้งการขายบิตคอยน์ครั้งแรกในรอบสี่ปีของบริษัท Strategy แรงเทขายในตลาดน้ำมัน และการไหลออกของ ETF ที่สะสมแล้วกว่า 4.21 พันล้านดอลลาร์ในรอบสามสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นสตรีคการลดสัดส่วนการลงทุนของสถาบันที่ยาวนานที่สุดของปีนี้
2. เงินเฟ้อ PCE ร้อนแรงเกินคาด ตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงพลิกกลับเป็นลบ
ปัจจัยที่ถือเป็นตัวจุดชนวนหลักของแรงเทขายรอบล่าสุดคือ รายงานดัชนี PCE ของสหรัฐฯ ที่สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ หรือ BEA เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา โดย CBS News รายงานว่าดัชนี PCE ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญมากที่สุด ปรับตัวขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในเดือนพฤษภาคม ตรงตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 4.1% จากข้อมูลของ FactSet แต่ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าเดือนเมษายนที่ขยายตัว 3.8% และถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 ส่วนดัชนี Core PCE ที่ตัดราคาอาหารและพลังงานที่ผันผวนออกไป ขยายตัว 3.4% สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้เล็กน้อยที่ 3.3%
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อพุ่งขึ้นมาจากสงครามในอิหร่านที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์ในสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงที่สุดในรอบสามปี
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าตัวเลขเดือนพฤษภาคมอาจเป็นจุดสูงสุดของรอบเงินเฟ้อครั้งนี้ เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในเดือนมิถุนายนเริ่มผ่อนคลายลงหลังมีความหวังว่าสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจะคลี่คลาย แต่ผลดังกล่าวยังไม่สะท้อนอยู่ในตัวเลข PCE ล่าสุด นอกจากปัจจัยพลังงานแล้ว ยังมีแรงกดดันจากต้นทุนชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ที่แพงขึ้นจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI และราคาสินค้าในกลุ่มบริการ เช่น อาหารในร้านอาหาร ค่าโรงแรม ค่าซ่อมรถ และค่าบริการทางการแพทย์ ที่ปรับตัวขึ้นแรงในเดือนที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน
ด้านท่าทีของเฟดนั้น ประธานเฟดคนปัจจุบัน เควิน วอร์ช ได้ประกาศในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน หรือ FOMC เมื่อวันที่ 16-17 มิถุนายนที่ผ่านมาว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สี่ แต่สิ่งที่ตลาดให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ ถ้อยแถลงของเฟดในรอบนี้ได้ตัดข้อความที่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินออกไปจนเหลือความยาวเพียง 130 คำ จากเดิม 341 คำ และที่สำคัญกว่านั้นคือ แผนภูมิคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยของกรรมการเฟด หรือ Dot Plot ได้พลิกจากที่เคยส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ ไปเป็นการบ่งชี้ว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยแทน ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอย่างมาก เพราะนักลงทุนหลายส่วนเคยมั่นใจว่าวัฏจักรการลดดอกเบี้ยจะดำเนินต่อไปตลอดปี 2569
สำหรับนักลงทุนในตลาดคริปโทฯ ความหมายของเรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา นั่นคือสินทรัพย์เสี่ยงที่ไม่มีกระแสเงินสดรองรับอย่างบิตคอยน์และอีเทอเรียมมักจะถูกกดดันเมื่อต้นทุนการกู้ยืมเงินไม่มีทีท่าว่าจะลดลง และยิ่งถูกกดดันมากขึ้นไปอีกเมื่อมีความเป็นไปได้ว่าอัตราดอกเบี้ยอาจปรับเพิ่มขึ้น เพราะจะทำให้นักลงทุนสถาบันมีแรงจูงใจน้อยลงในการแบกรับความเสี่ยงเพื่อหาผลตอบแทนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง
3. กองทุน ETF บิตคอยน์-อีเทอเรียมเผชิญแรงไหลออกต่อเนื่อง สัญญาณความเชื่อมั่นสถาบันที่อ่อนแรง
ข้อมูลจาก The Block ระบุว่า ในช่วง 30 วันที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 22 มิถุนายน กองทุน ETF คริปโทเคอร์เรนซีในสหรัฐฯ ทั้งระบบมียอดไหลออกสุทธิรวมกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นช่วงเวลาที่ยืดเยื้อที่สุดเท่าที่เคยมีมา และส่งผลกระทบต่อโครงสร้างความต้องการในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกองทุน ETF บิตคอยน์สปอตที่มียอดไหลออกสุทธิ 68.2 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 22 มิถุนายนเพียงวันเดียว ขณะที่กองทุนอีเทอเรียมสปอตก็มียอดไหลออก 66 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวกัน
ที่น่าสังเกตคือ แม้จะมีสตรีคการไหลออกที่ยาวนาน แต่ก็มีบางกองทุนที่ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุน เช่น กองทุน ARKB ของ Ark Invest และ 21Shares ที่มียอดไหลเข้าเดี่ยวสูงสุดถึง 64 ล้านดอลลาร์ในวันเดียวกันที่กองทุนส่วนใหญ่ไหลออก สะท้อนว่าความเชื่อมั่นในตลาดไม่ได้ถดถอยเท่ากันในทุกกลุ่มผู้จัดการกองทุน
เจมส์ บัตเตอร์ฟิลด์ (James Butterfill) หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ CoinShares ให้ความเห็นในรายงานที่ The Block อ้างถึงว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นแรงกระแทกจากความรู้สึกของตลาดมากกว่าจะเป็นการแตกหักในเชิงโครงสร้าง เนื่องจากสินทรัพย์ในกลุ่มนี้ยังคงเคลื่อนไหวใกล้เคียงระดับทรงตัวสำหรับทั้งปี ขณะที่ ไรอัน ไมเฮอร์ (Ryan Myher) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของบริษัท Genius ให้สัมภาษณ์กับ The Block ในประเด็นเดียวกันว่า กระแสเงินไหลออกจากกองทุน ETF ไม่ได้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของนักลงทุนสถาบันต่อบิตคอยน์อย่างกว้างขวางตามที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นเพียงการตอบสนองที่ล่าช้าต่อความเชื่อมั่นที่อ่อนแอลงในช่วงก่อนหน้านั้น
“กระแสเงินของกองทุน ETF มักจะตามหลังความรู้สึกของตลาด ไม่ใช่นำหน้า หลังจากช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคและความผันผวน การที่นักลงทุนลดสัดส่วนความเสี่ยงลงก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ตามธรรมชาติของตลาด” — ไรอัน ไมเฮอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและ COO บริษัท Genius (อ้างอิงจาก The Block)
ในส่วนของกองทุน ETF อีเทอเรียมนั้น สถานการณ์ดูจะหนักหน่วงไม่แพ้กัน โดยข้อมูลจาก Cointelegraph ระบุว่ากองทุนเหล่านี้เคยเผชิญสตรีคไหลออกต่อเนื่องถึง 16 วัน พร้อมกับยอดไหลออกจากผลิตภัณฑ์ลงทุนอีเทอเรียมทั่วโลกรวมกว่า 257.3 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นสัญญาณของการเทขายของนักลงทุนสถาบันที่จะยังคงสร้างแรงกดดันต่อราคาในระยะใกล้นี้ต่อไป
4. อีเทอเรียมเผชิญมรสุมรอบด้าน ทั้งราคาทรุดและการปรับโครงสร้างองค์กรของ Ethereum Foundation
นอกจากแรงกดดันด้านราคาแล้ว อีเทอเรียมยังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดย Cointelegraph รายงานว่า มูลนิธิอีเทอเรียม (Ethereum Foundation) ได้ประกาศปลดพนักงานออกราว 54 คน หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของพนักงานทั้งหมด พร้อมปรับโครงสร้างองค์กรใหม่เป็น 5 กลุ่มงานเฉพาะทาง ครอบคลุมด้านการพัฒนาโปรโตคอล การเข้าถึงของผู้ใช้งาน การมีส่วนร่วมของชุมชน การยอมรับในระดับสถาบัน และการดำเนินงานทั่วไป โดยให้ความสำคัญกับการขยายขนาดเครือข่าย ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และการต้านทานการเซ็นเซอร์เป็นหลัก
วิตาลิก บูเทอริน (Vitalik Buterin) ผู้ร่วมก่อตั้งอีเทอเรียม ระบุว่ามูลนิธิมีแผนจะลดงบประมาณลงประมาณ 40% เพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่รูปแบบการระดมทุนที่อิงกับเงินกองทุนสะสมในระยะยาวมากขึ้น โดยคาดว่าการใช้จ่ายรายปีจะลดลงจากประมาณ 15% ของเงินทุนคงเหลือของมูลนิธิ ไปสู่ระดับประมาณ 5% หลังปี 2573 ซึ่งจำเป็นต้องมีการตัดสินใจด้านบุคลากรที่ค่อนข้างยากลำบากตามมา การปรับโครงสร้างครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสการลาออกของผู้บริหารระดับสูงหลายคนในมูลนิธิ ซึ่งรายล่าสุดคือผู้อำนวยการร่วมฝ่ายบริหาร เซียวเหว่ย หวัง (Hsiao-Wei Wang) ที่ลาออกไปเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้
ในด้านราคา อีเทอเรียมเคยร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 13 เดือนที่ประมาณ 1,540 ดอลลาร์เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ตามรายงานของ Cointelegraph ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมๆ กับข่าวการพบช่องโหว่ในบล็อกเชน Zcash ที่สร้างความกังวลเรื่องผลกระทบลูกโซ่ต่อระบบนิเวศ DeFi ในวงกว้าง ส่งผลให้มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกล็อกไว้ในเครือข่ายอีเทอเรียม หรือ TVL หดตัวลงอย่างรุนแรง โดยโปรเจกต์ DeFi รายใหญ่หลายแห่งเผชิญการไหลออกของเงินทุนอย่างหนัก เช่น Spark ที่ TVL ลดลงถึง 50% และ Ether.fi ที่ลดลง 49%
นักวิเคราะห์จาก Cointelegraph ยังตั้งข้อสังเกตว่า สถานะของอีเทอเรียมในฐานะคริปโทเคอร์เรนซีอันดับสองของตลาดกำลังถูกท้าทายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากสเตเบิลคอยน์อย่าง Tether (USDT) เติบโตเร็วกว่ามาก ข้อมูลจากตลาดคาดการณ์ Polymarket ระบุว่าโอกาสที่ Tether จะแซงหน้าอีเทอเรียมในแง่มูลค่าตลาดภายในปีนี้พุ่งขึ้นจาก 17% เป็นมากกว่า 59% สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของตลาดต่อโมเดลธุรกิจของอีเทอเรียมในระยะสั้นยังคงเปราะบาง แม้พื้นฐานเชิงเทคนิคของเครือข่ายจะยังแข็งแกร่งอยู่ก็ตาม
5. Strategy ของไมเคิล เซย์เลอร์ กับคำถามเรื่องความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจถือบิตคอยน์
อีกหนึ่งประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจคือสถานะของบริษัท Strategy (เดิมชื่อ MicroStrategy) ของไมเคิล เซย์เลอร์ ซึ่งเป็นผู้ถือบิตคอยน์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลล่าสุดจาก The Block ระบุว่า ณ เดือนมิถุนายน 2569 บริษัทถือบิตคอยน์อยู่ราว 845,256 บิตคอยน์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 54,350 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าบิตคอยน์ที่บริษัทถือครองนั้นคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 225% ของมูลค่าตลาดของบริษัทเอง สะท้อนถึงระดับการพึ่งพาราคาบิตคอยน์ที่สูงมากในโครงสร้างงบดุลของบริษัท
เหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับตลาดคือ การที่ Strategy ประกาศขายบิตคอยน์ออกไปจำนวน 32 บิตคอยน์ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการขายครั้งแรกในรอบสี่ปี นับตั้งแต่บริษัทเริ่มสะสมบิตคอยน์มาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 แม้มูลค่าการขายดังกล่าวจะอยู่ที่เพียงประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.0038% ของบิตคอยน์ที่บริษัทถือครองทั้งหมด แต่ก็สร้างคำถามในวงกว้างว่า กลยุทธ์การถือบิตคอยน์แบบไม่ขายตลอดไปของไมเคิล เซย์เลอร์ อาจกำลังเปลี่ยนแปลงไป
ตามรายงานของ CoinDesk เซย์เลอร์ระบุว่าเงินที่ได้จากการขายครั้งนี้มีไว้เพื่อใช้จ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ STRC หรือที่รู้จักกันในชื่อ Stretch โดยให้ความเห็นว่า เป้าหมายของบริษัทคือทำให้ STRC เป็นตราสารหนี้ที่ดีที่สุดในโลก ขณะที่นักวิเคราะห์มีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความหมายของการขายครั้งนี้ บางส่วนมองว่าเป็นเรื่องทางเทคนิคที่ไม่มีนัยสำคัญ แต่อีกฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณว่า Strategy พร้อมที่จะให้ความสำคัญกับสุขภาพทางการเงินของโครงสร้างทุนมากกว่าการรักษาภาพลักษณ์ผู้ถือบิตคอยน์แบบไม่ขายเด็ดขาด
“การที่เซย์เลอร์ขายบิตคอยน์ครั้งนี้ สื่อถึงสองเรื่องสำคัญ หนึ่งคือบริษัทพร้อมสนับสนุนผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้ในทุกทางรวมถึงการขายบิตคอยน์ และสองคือ Strategy ได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพของโครงสร้างทุนของบริษัทมากกว่าการรักษาสถานะนักลงทุนที่ไม่ยอมขายบิตคอยน์เด็ดขาด” — มาร์ก คอนเนอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุน Risk Dimensions (อ้างอิงจาก CoinDesk)
ในรายงานของ CoinDesk เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนยังระบุเพิ่มเติมว่า อัตราส่วนมูลค่าตลาดต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ หรือ mNAV ของ Strategy ได้ปรับตัวลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 0.72 ซึ่งใกล้เคียงกับระดับที่เคยเป็นจุดเปลี่ยนของวัฏจักรตลาดในรอบก่อนหน้า นักขุดบิตคอยน์รุ่นแรกๆ บางรายถึงขั้นออกมาเตือนว่าบิตคอยน์อาจร่วงลงไปอีกถึง 30% สู่ระดับประมาณ 44,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปีนี้ โดยอ้างอิงจากรูปแบบที่บิตคอยน์มักจะแตะจุดต่ำสุดของวัฏจักรประมาณหกเดือนหลังจากสัญญาณ mNAV เช่นนี้เกิดขึ้น
6. มุมมองนักวิเคราะห์ แนวรับสำคัญ และความเป็นไปได้ของการดีดตัวกลับ (Short Squeeze)
แม้ภาพรวมตลาดในช่วงนี้จะดูหนักหน่วง แต่ CoinDesk รายงานว่า ข้อมูลจากตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าและสมุดคำสั่งซื้อขาย (Order Book) บ่งชี้ว่าสถานะการขายชอร์ตของนักลงทุนเริ่มมีความหนาแน่นสูงเกินไป ขณะที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากตั้งรออยู่ในระดับราคาที่ต่ำกว่าตลาดปัจจุบัน ซึ่งสร้างเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดปรากฏการณ์ Short Squeeze หรือการดีดตัวกลับอย่างรุนแรงเมื่อผู้ที่ขายชอร์ตถูกบังคับให้ซื้อคืนเพื่อปิดสถานะ แม้ว่าทิศทางหลักของตลาดในขณะนี้ยังเป็นแนวโน้มขาลงอยู่ก็ตาม
ในด้านเทคนิค Doctor Profit นักวิเคราะห์คริปโทฯ ที่ได้รับความสนใจจากการคาดการณ์จุดสูงสุดของบิตคอยน์ในรอบที่ผ่านมาได้อย่างแม่นยำ ระบุว่ารูปแบบกราฟของบิตคอยน์กำลังก่อตัวเป็น Bear Flag หรือรูปแบบที่บ่งชี้แนวโน้มขาลงต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดการทะลุแนวรับลงไปจริง อาจเห็นบิตคอยน์ร่วงลงไปในกรอบ 54,000-56,000 ดอลลาร์ และในกรณีเลวร้ายที่สุดอาจลงไปถึง 40,000-50,000 ดอลลาร์
ขณะเดียวกัน ข้อมูลเชิงสถิติออนเชนจาก CoinDesk ก็ชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจไม่น้อย โดยราคาเฉลี่ยต้นทุนการถือครองบิตคอยน์ของทุกกระเป๋าในระบบ หรือ Realized Price ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 53,457 ดอลลาร์ ซึ่งในอดีตระดับนี้มักจะถูกทะลุลงไปก่อนที่จะเกิดจุดต่ำสุดของตลาดหมีแต่ละรอบ นักลงทุนกลุ่ม Whale ที่ถือบิตคอยน์ระหว่าง 10,000-100,000 เหรียญมีต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 54,300 ดอลลาร์ ขณะที่กลุ่มผู้ถือรายใหญ่ที่สุดที่มีมากกว่า 100,000 เหรียญมีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่า 49,000 ดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าหากกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่เหล่านี้มีแรงจูงใจในการปกป้องต้นทุนของตนเอง จุดต่ำสุดของตลาดหมีรอบนี้อาจก่อตัวขึ้นในช่วงราคา 50,000-54,000 ดอลลาร์
ในทางตรงข้าม ข้อมูลยังชี้ว่านักลงทุนรายย่อยที่ถือบิตคอยน์น้อยกว่า 1 เหรียญ มีต้นทุนเฉลี่ยต่ำกว่า 48,000 ดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าแม้บิตคอยน์จะร่วงลงไปอีก กลุ่มผู้ถือรายย่อยส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในสถานะกำไรอย่างสบายๆ สะท้อนว่าความตื่นตระหนกในตลาดส่วนใหญ่ในขณะนี้น่าจะมาจากกลุ่มนักลงทุนที่เข้าซื้อในช่วงปลายของรอบขาขึ้นที่ผ่านมามากกว่า
มุมมองที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งมาจากนักลงทุนในวงการเทคโนโลยี ที่มองสถานการณ์นี้ผ่านมุมของวัฏจักรสี่ปีของบิตคอยน์ ซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ Halving หรือการลดอัตราการให้รางวัลบล็อกลงครึ่งหนึ่งทุกๆ สี่ปี โดยมีการตั้งข้อสังเกตว่าบิตคอยน์มักจะเกิดการปรับฐานรุนแรงในปีที่ลงท้ายด้วยเลข 4 หรือ 8 เช่นปี 2557, 2561, 2565 และปีนี้คือ 2569 ซึ่งบางส่วนมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัฏจักรตลาด และเชื่อว่ารอบขาขึ้นใหม่น่าจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2570 เป็นต้นไป
7. แรงกดดันด้านกฎระเบียบ: เส้นตาย MiCA ของยุโรปและความหวังต่อ CLARITY Act ในสหรัฐฯ
นอกเหนือจากปัจจัยด้านราคาและกระแสเงินทุนแล้ว ภาคอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกในขณะนี้ยังกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงเชิงกฎระเบียบครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพรวมของตลาดในระยะกลางถึงระยะยาว โดยประเด็นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้คือเส้นตายของกฎระเบียบ Markets in Crypto-Assets หรือ MiCA ของสหภาพยุโรป ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตามรายงานของ CryptoSlate ที่อ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดของยุโรป หรือ ESMA
ข้อมูลที่น่าตกใจคือ จากผู้ให้บริการคริปโทเคอร์เรนซีในยุโรปกว่า 3,000 แห่ง มีเพียง 194 แห่งเท่านั้นที่ได้รับใบอนุญาตตามกรอบ MiCA เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหมายความว่าหลังจากเส้นตายดังกล่าว ผู้ให้บริการที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตจะถือว่าละเมิดกฎหมายของสหภาพยุโรปหากยังให้บริการแก่ลูกค้าในกลุ่มประเทศสมาชิก สถานการณ์นี้สร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อผู้ให้บริการรายใหญ่ระดับโลกอย่าง Binance ซึ่ง CryptoSlate รายงานว่าได้ถอนใบสมัครขอใบอนุญาต MiCA ในกรีซ หลังเผชิญกับการคัดค้านจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศ และกำลังพยายามหาช่องทางผ่านการขอใบอนุญาตในฝรั่งเศสแทน ขณะที่สเตเบิลคอยน์ Tether (USDT) ก็ถูกถอดออกจากกระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาตในยุโรปไปแล้วบางส่วน เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านสำรองสินทรัพย์ของ MiCA ได้ครบถ้วน
ความสำคัญของ MiCA อยู่ที่การที่ใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศสมาชิกหนึ่งประเทศ จะสามารถใช้ได้ทั่วทั้ง 27 ประเทศในสหภาพยุโรปในลักษณะ Passporting ทำให้การตัดสินใจอนุมัติหรือไม่อนุมัติของหน่วยงานกำกับดูแลเพียงแห่งเดียวมีน้ำหนักในระดับภูมิภาคทั้งหมด สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ให้บริการคริปโทฯ รายเล็กจำนวนมากต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการขอใบอนุญาตด้วยตนเอง การยุติให้บริการ การโอนย้ายผู้ใช้งานไปยังผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตแล้ว หรือการถอนตัวออกจากตลาดยุโรปไปเลย
ในส่วนของสหรัฐฯ ความคืบหน้าด้านกฎหมายที่นักลงทุนทั่วโลกเฝ้าติดตามคือ CLARITY Act ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งกำหนดขอบเขตอำนาจการกำกับดูแลระหว่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) กับคณะกรรมการกำกับการซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ (CFTC) ให้ชัดเจนขึ้น CryptoSlate รายงานว่าคณะกรรมาธิการบริการการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้กำหนดวันรับฟังความเห็นในนครนิวยอร์กในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ เพื่อสานต่อการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ แต่ความท้าทายสำคัญคือ การผ่านร่างกฎหมายในวุฒิสภายังต้องอาศัยเสียงสนับสนุนจากสมาชิกพรรคเดโมแครตอย่างน้อย 7 เสียง ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับประเด็นเงื่อนไขด้านสเตเบิลคอยน์และจริยธรรมที่ยังตกลงกันไม่ได้
ผลกระทบของความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบเหล่านี้สะท้อนออกมาในพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันอย่างชัดเจน โดยข้อมูลจาก CryptoSlate ระบุว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนถอนเงินจากกองทุน ETF บิตคอยน์และอีเทอเรียมรวมกันกว่า 2,500 ล้านดอลลาร์ แต่ในทางตรงข้าม โทเคน Hyperliquid (HYPE) และ XRP กลับยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าเม็ดเงินบางส่วนกำลังหมุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความชัดเจนด้านกฎระเบียบมากกว่า หรือสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดมากกว่าจะเป็นการถือครองสินทรัพย์หลักเพียงอย่างเดียว
8. ความเคลื่อนไหวของอัลต์คอยน์และกระแสเงินทุนที่เปลี่ยนทิศทาง
ในขณะที่บิตคอยน์และอีเทอเรียมยังคงเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ตลาดอัลต์คอยน์ (Altcoin) กลับมีความเคลื่อนไหวที่หลากหลายมากขึ้น และเริ่มแสดงสัญญาณการแยกตัวออกจากทิศทางหลักของสองเหรียญใหญ่บางส่วน ข้อมูลจาก CryptoSlate รายงานว่า Morgan Stanley ได้ยื่นจดทะเบียนแก้ไขสำหรับกองทุน ETF อีเทอเรียมและโซลานาที่เสนอ โดยกำหนดค่าธรรมเนียมการบริหารกองทุนต่อปีไว้ที่เพียง 0.14% ซึ่งนักวิเคราะห์ ETF อาวุโสจาก Bloomberg ระบุว่าเป็นอัตราค่าธรรมเนียมที่ต่ำที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ ETH และ SOL ทั่วโลก สะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นระหว่างผู้จัดการกองทุนสถาบันรายใหญ่ในการแย่งส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโทฯ
ด้านโซลานา (Solana) ก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจ โดย CryptoSlate รายงานว่าปริมาณการซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคน (Tokenized Stock) บนเครือข่ายโซลานาทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ในรอบสัปดาห์ สะท้อนความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงหุ้นที่ปกติเข้าถึงได้ยากผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดในอุตสาหกรรมขณะนี้ ส่วน XRP ก็ยังคงรักษาความสนใจจากนักลงทุนได้ดีกว่าเหรียญใหญ่อื่นๆ ในช่วงที่ตลาดผันผวน โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากความคืบหน้าด้านการขยายธุรกิจของ Ripple ที่ลงทุนในบริษัท Flutterwave ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินในแอฟริกา มูลค่ากว่า 3,200 ล้านดอลลาร์ พร้อมแผนผนวกสเตเบิลคอยน์ RLUSD และเครือข่าย XRP Ledger เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินข้ามพรมแดนของบริษัท
ในภาพรวม ข้อมูลกระแสเงินทุนของกองทุน ETF ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนที่ผ่านมาแสดงให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือ บิตคอยน์เผชิญแรงไหลออกมากที่สุดในแง่มูลค่าสัมบูรณ์ อีเทอเรียมก็ยังคงไหลออกต่อเนื่องแม้จะเบาบางกว่าบิตคอยน์ ขณะที่โซลานาและโทเคนกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานตลาด เช่น Hyperliquid กลับยังพอมีแรงซื้อหนุนอยู่เป็นบางช่วง นักวิเคราะห์จาก The Block มองว่าปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันบางกลุ่มกำลังปรับมุมมองจากการถือครองสินทรัพย์หลักเพียงอย่างเดียว ไปสู่การลงทุนในโทเคนที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานตลาดคริปโทฯ ในวงกว้างมากขึ้น
9. ผลกระทบและสิ่งที่นักลงทุนไทยควรพิจารณา
สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามตลาดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ในรอบนี้สะท้อนให้เห็นความเชื่อมโยงที่แน่นแฟ้นมากขึ้นระหว่างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลกับปัจจัยมหภาคของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเงินเฟ้อ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด หรือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งหมายความว่านักลงทุนไทยที่ถือครองบิตคอยน์ อีเทอเรียม หรือคริปโทเคอร์เรนซีอื่นๆ ผ่านกระดานเทรดในประเทศ จำเป็นต้องติดตามปฏิทินเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของแต่ละเหรียญด้วย เนื่องจากความผันผวนของราคาในช่วงนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายในอุตสาหกรรมคริปโทฯ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลพวงจากการปรับมุมมองของตลาดต่อทิศทางนโยบายการเงินโลกในวงกว้าง
ประเด็นด้านกฎระเบียบระดับโลกอย่างเส้นตาย MiCA ของยุโรปและความคืบหน้าของ CLARITY Act ในสหรัฐฯ ก็เป็นสิ่งที่นักลงทุนไทยควรจับตาเช่นกัน แม้กฎหมายเหล่านี้จะไม่มีผลบังคับใช้โดยตรงกับผู้ลงทุนในประเทศไทย แต่ในฐานะที่ตลาดคริปโทฯ เป็นตลาดที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบในภูมิภาคใหญ่อย่างยุโรปหรือสหรัฐฯ มักจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความเชื่อมั่นของตลาดโดยรวม ซึ่งจะสะท้อนมาถึงราคาสินทรัพย์ที่นักลงทุนไทยถือครองอยู่ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม นอกจากนี้ ผู้ที่ลงทุนผ่านกระดานเทรดต่างประเทศหรือใช้บริการที่เชื่อมโยงกับผู้ให้บริการในยุโรป ควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้ให้บริการดังกล่าวให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการเข้าถึงบัญชีหรือสินทรัพย์ที่อาจเกิดขึ้นหากผู้ให้บริการไม่ผ่านเกณฑ์ MiCA ภายในกำหนด
ในมุมของการบริหารความเสี่ยง นักลงทุนไทยที่มีสัดส่วนการลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีค่อนข้างสูง อาจต้องพิจารณาทบทวนสัดส่วนการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอนสูงเช่นนี้ การติดตามแนวรับทางเทคนิคที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายเฝ้าจับตา เช่น ระดับ Realized Price ที่ราว 53,000-54,000 ดอลลาร์สำหรับบิตคอยน์ และระดับ 1,400-1,700 ดอลลาร์สำหรับอีเทอเรียม อาจช่วยให้นักลงทุนมีจุดอ้างอิงในการประเมินจังหวะเข้าซื้อหรือลดความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวของกองทุน ETF คริปโทฯ ในสหรัฐฯ ก็เป็นอีกหนึ่งดัชนีชี้นำที่นักลงทุนไทยควรติดตาม เนื่องจากกระแสเงินไหลเข้าออกของกองทุนเหล่านี้สะท้อนมุมมองของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ระดับโลก ซึ่งมักจะส่งผลต่อทิศทางราคาในตลาดคริปโทฯ ทั่วโลกรวมถึงตลาดในประเทศไทยด้วย หากสตรีคการไหลออกเริ่มกลับเป็นไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความเชื่อมั่นของสถาบันกำลังฟื้นตัว ซึ่งในทางกลับกัน หากยังมีการไหลออกต่อเนื่อง ก็อาจบ่งชี้ว่าตลาดยังต้องใช้เวลาในการหาจุดสมดุลใหม่อีกระยะหนึ่ง
สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่เชื่อในปัจจัยพื้นฐานของบิตคอยน์และอีเทอเรียม ช่วงเวลาที่ตลาดผันผวนเช่นนี้อาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมเหรียญในราคาที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิมอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็ควรตระหนักถึงความเสี่ยงที่ตลาดอาจยังปรับฐานต่อไปได้อีกตามที่นักวิเคราะห์บางส่วนเตือนไว้ การกระจายการลงทุนแบบเป็นขั้นบันได (Dollar-Cost Averaging) และการจำกัดสัดส่วนเงินลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงให้อยู่ในระดับที่รับความเสี่ยงได้ ยังคงเป็นแนวทางที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำสำหรับสภาวะตลาดเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ตลาดยังขาดความชัดเจนทั้งในมิติของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และมิติของกฎระเบียบระดับโลกไปพร้อมกัน
บทสรุป
ภาพรวมตลาดคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสินทรัพย์ดิจิทัลต่อปัจจัยมหภาคได้อย่างชัดเจน การที่บิตคอยน์ร่วงลงไปแตะระดับ 58,000 ดอลลาร์ และอีเทอเรียมทรุดตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน ไม่ได้เกิดจากปัจจัยเฉพาะตัวของอุตสาหกรรมคริปโทฯ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลสะท้อนจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ร้อนแรงกว่าคาด ท่าทีที่ระมัดระวังมากขึ้นของเฟดภายใต้ประธานคนใหม่ และกระแสการลดความเสี่ยงของนักลงทุนสถาบันที่ปรากฏให้เห็นผ่านการไหลออกของกองทุน ETF อย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ปัจจัยเฉพาะตัวอย่างคำถามต่อความยั่งยืนของกลยุทธ์ Strategy และการปรับโครงสร้างองค์กรของมูลนิธิอีเทอเรียม ก็เป็นแรงกดดันเพิ่มเติมที่ทำให้ความเชื่อมั่นในระยะสั้นยังคงอ่อนแอ
นอกจากนี้ ความเปลี่ยนแปลงเชิงกฎระเบียบในระดับโลก ทั้งเส้นตาย MiCA ของยุโรปที่กำลังบีบให้ผู้ให้บริการคริปโทฯ หลายพันแห่งต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน และความไม่แน่นอนของ CLARITY Act ในสหรัฐฯ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสถาบันยังคงระมัดระวังในการจัดสรรเงินทุนเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในช่วงนี้ แม้ภาพรวมระยะยาวของอุตสาหกรรมจะยังคงมีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ ETF ใหม่ๆ ความร่วมมือระหว่างบริษัทคริปโทฯ กับสถาบันการเงินรายใหญ่ระดับโลก หรือการเติบโตของเทคโนโลยี Tokenization ที่เชื่อมโยงสินทรัพย์ในโลกจริงเข้ากับบล็อกเชนมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงสถิติออนเชนและสัญญาณทางเทคนิคบางส่วนก็ชี้ให้เห็นว่าตลาดอาจกำลังเข้าใกล้จุดที่มีความเสี่ยงด้านลบจำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากต้นทุนถือครองเฉลี่ยของนักลงทุนกลุ่มต่างๆ และโครงสร้างของสถานะการซื้อขายล่วงหน้าที่เริ่มเอื้อต่อการดีดตัวกลับ สำหรับนักลงทุนไทย การติดตามทั้งปัจจัยมหภาคของสหรัฐฯ ข้อมูลเชิงลึกของตลาดคริปโทฯ และความเคลื่อนไหวด้านกฎระเบียบระดับโลกไปพร้อมกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจลงทุนอย่างมีข้อมูลรอบด้านในช่วงเวลาที่ตลาดยังเต็มไปด้วยความผันผวนเช่นนี้ ความอดทนและการบริหารความเสี่ยงอย่างมีระบบ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ว่าตลาดจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลงก็ตาม
