วอลล์สตรีทปิดลบ หุ้นชิปฉุดตลาด TSMC กำไรทุบสถิติ Netflix ดิ่ง 8%

วอลล์สตรีทปิดลบ หุ้นชิปฉุดตลาด TSMC กำไรทุบสถิติ Netflix ดิ่ง 8%

หลังแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง แม้บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC จะรายงานกำไรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ขณะเดียวกัน Netflix ก็สร้างความผิดหวังด้วยรายได้ที่พลาดเป้าและแนวโน้มไตรมาสหน้าที่อ่อนแอ ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงกว่า 8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ยังคงเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น

ภาพรวมการซื้อขายในวันพฤหัสบดีสะท้อนภาวะ “ความคาดหวังสูงเกินไป” ที่ครอบงำตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นักลงทุนเผชิญกับความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ ผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดได้ซึมซับข่าวดีเข้าไปในราคาไปมากแล้ว (priced in) และกำลังมองหาปัจจัยกระตุ้นใหม่ที่จะผลักดันดัชนีให้ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ระดับ 52,552.97 จุด ลดลง 105.67 จุด หรือราว 0.20% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.51% และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี ร่วงลงหนักที่สุดถึง 1.47% ด้านดัชนี Russell 2000 ที่สะท้อนหุ้นขนาดเล็ก ทรงตัวโดยลดลงเพียงเล็กน้อย 0.06% มาอยู่ที่ 2,974.57 จุด สะท้อนว่าแรงขายกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีและชิปเป็นหลัก ไม่ได้ลุกลามเป็นวงกว้างทั่วทั้งตลาด

รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านเจาะลึกปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในแต่ละมิติ ตั้งแต่ปรากฏการณ์เทขายหุ้นชิปที่กลบข่าวกำไรของ TSMC ผลประกอบการที่น่าผิดหวังของ Netflix ท่าทีของเฟดภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ไปจนถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันและความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบที่มีต่อค่าเงินบาทและนักลงทุนไทยในช่วงเวลาที่ผันผวนนี้

วอลล์สตรีทปิดลบ แรงเทขายหุ้นชิปครอบงำตลาด

บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเมื่อวันพฤหัสบดีเต็มไปด้วยความระมัดระวัง โดยแรงกดดันหลักมาจากการเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นแม้ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะยังคงแข็งแกร่ง และการเปิดฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสสองจะออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์โดยรวม แต่ความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้น (valuation) ที่พุ่งสูงในกลุ่ม AI ก็ยังคงเป็นตัวถ่วงสำคัญ

จากการวิเคราะห์รายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าดัชนี S&P 500 มีเพียงสองกลุ่มเท่านั้นที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยีที่ร่วงลงหนักถึง 2.28% และกลุ่มสื่อสารที่ลดลง 0.63% ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่น ๆ ยังคงยืนอยู่ในแดนบวกได้อย่างมั่นคง สะท้อนภาพการหมุนเวียนเงินลงทุน (sector rotation) ที่นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักในหุ้นเทคโนโลยีที่ราคาแพง และย้ายเข้าสู่กลุ่มที่มีมูลค่าเหมาะสมกว่า

สำหรับดัชนีดาวโจนส์ แม้จะปิดในแดนลบ แต่การปรับตัวลงส่วนใหญ่มาจากหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่มีน้ำหนักมากในดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคา (price-weighted) โดยเฉพาะหุ้น Goldman Sachs ที่ร่วงลง 3.76% และ Caterpillar ที่ลดลง 2.78% ทั้งที่หุ้นสมาชิกในดัชนีถึง 23 ตัวจากทั้งหมด 30 ตัวปรับตัวขึ้นในวันนั้น ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของการวัดทิศทางตลาดจากดัชนีดาวโจนส์เพียงอย่างเดียว

ดัชนีความผันผวน CBOE (VIX) ซึ่งมักถูกเรียกว่า “มาตรวัดความกลัว” ของตลาด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6% มาอยู่ที่ระดับ 16.73 จุด เข้าใกล้ระดับ 17 อีกครั้ง สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากทั้งความอ่อนแอของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และความขัดแย้งกับอิหร่านที่ยังดำเนินอยู่ ด้านตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ขยับขึ้น 1.2 จุดเบสิส มาอยู่ที่ 4.557% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 20 ปี และ 30 ปี ปรับขึ้นมาอยู่ที่ 5.085% และ 5.086% ตามลำดับ

อีกหนึ่งสัญญาณที่นักลงทุนจับตาคืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน โดยข้อมูลจาก Freddie Mac เปิดเผยว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านแบบคงที่ 30 ปี แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบหนึ่งปีในสัปดาห์นี้ที่ 6.55% ขณะที่แบบ 15 ปีอยู่ที่ 5.93% การปรับตัวขึ้นดังกล่าวสะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของเฟด ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่แม้จะชะลอตัวลงแต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะกลับมาเร่งตัว

TSMC กำไรทุบสถิติ แต่หุ้นกลับร่วง สะท้อนความคาดหวังที่สูงลิ่ว

ไฮไลต์สำคัญของฤดูกาลรายงานผลประกอบการรอบนี้คือ บริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลกและซัพพลายเออร์หลักให้กับ Nvidia, Apple และ AMD ซึ่งรายงานผลประกอบการไตรมาสสองปี 2569 ออกมา แข็งแกร่งอย่างไม่มีข้อกังขา โดยมีรายได้อยู่ที่ 40,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และอยู่ที่ระดับสูงสุดของกรอบประมาณการ

Benzinga รายงานว่า กำไรสุทธิของ TSMC พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ห้าติดต่อกัน โดยเพิ่มขึ้น 23.4% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้ในรูปสกุลเงินไต้หวันอยู่ที่ 1.27 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน อัตรากำไรขั้นต้น (gross margin) อยู่ที่ 67.7% สูงกว่ากรอบที่บริษัทเคยให้ไว้ที่ 65.5–67.5% ส่วนอัตรากำไรสุทธิไต่ขึ้นไปแตะ 55.6% ตัวเลขเหล่านี้ตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมชิปที่แทบไม่มีคู่แข่งเทียบชั้นได้

Wendell Huang รองประธานอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ TSMC กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสสองได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่แข็งแกร่งในเทคโนโลยีการผลิตชั้นนำของบริษัท โดยเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงระดับ 7 นาโนเมตรและต่ำกว่า คิดเป็นสัดส่วนถึง 77% ของรายได้จากการผลิตเวเฟอร์ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงสำหรับงาน AI ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยชิป AI คิดเป็นสัดส่วนราว 61% ของยอดขาย

ที่สำคัญ TSMC ยังได้ ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของรายได้ทั้งปี 2569 ขึ้นเป็นมากกว่า 40% เล็กน้อยในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่มากกว่า 30% พร้อมทั้งเพิ่มงบลงทุน (capital expenditure) ประจำปี 2569 ขึ้นเป็น 60,000–64,000 ล้านดอลลาร์ จากกรอบเดิมที่ 52,000–56,000 ล้านดอลลาร์ และให้แนวโน้มรายได้ไตรมาสสามที่ 44,600–45,800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่อความต้องการชิปที่ขับเคลื่อนด้วย AI

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ตลาดตอบสนองกลับสวนทางกับผลประกอบการอย่างสิ้นเชิง หุ้น TSMC ที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ ร่วงลงราว 5% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด (pre-market) นักวิเคราะห์มองว่าการเทขายครั้งนี้สะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนที่สูงเกินจริง มากกว่าจะเป็นเพราะผลประกอบการที่น่าผิดหวัง ประเด็นที่สร้างความกังวลคือการที่งบลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจกดดันอัตรากำไรในระยะยาว นอกจากนี้ TSMC ยังระบุว่าโรงงานแห่งใหม่ในต่างประเทศอาจส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงชั่วคราวในช่วงที่กำลังเร่งเพิ่มกำลังการผลิต

เทรดเดอร์หุ้นของ JPMorgan รายหนึ่งให้ความเห็นว่า เขาเห็น “แรงเทขายอย่างรุนแรงในกลุ่มหน่วยความจำและฮาร์ดแวร์” พร้อมเสริมว่าไม่มี “หลักฐานชี้ชัด” (smoking gun) หรือข่าวร้ายที่ชัดเจนใดที่เป็นตัวจุดชนวนการเทขายหุ้นชิปครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “ผมคิดว่ามันแค่สะท้อนว่ามาตรฐานความคาดหวังต่อผลประกอบการของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์นั้นสูงเพียงใด” ความเห็นดังกล่าวสรุปภาพรวมของตลาดได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พื้นฐานของบริษัท แต่อยู่ที่ราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นมามากจนสะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปเกือบหมดแล้ว

ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม กลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เผชิญการเทขายครั้งใหญ่ที่ทำให้มูลค่าตลาดหายไปประมาณ 1.3–1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในเวลาเพียงไม่กี่วันทำการ ยิ่งไปกว่านั้น ผลประกอบการของ ASML ผู้ผลิตเครื่องจักรผลิตชิปสัญชาติเนเธอร์แลนด์ที่รายงานออกมาก่อนหน้าหนึ่งวัน แม้จะปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายปี 2569 ขึ้นเป็น 36,000–40,000 ล้านยูโร แต่ราคาหุ้นก็ยังปิดในแดนลบ ยิ่งตอกย้ำความกังวลว่านักลงทุนได้ซึมซับแนวโน้มการเติบโตอันแข็งแกร่งของกลุ่มชิปเข้าไปในราคาไปมากแล้ว

Netflix พลาดเป้ารายได้ หุ้นดิ่ง 8% แตะจุดต่ำสุดรอบ 52 สัปดาห์

อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญหลังตลาดปิดคือการรายงานผลประกอบการของ Netflix ยักษ์ใหญ่แห่งวงการสตรีมมิง ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน โดยราคาหุ้น ร่วงลงกว่า 8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ CNBC รายงานว่า Netflix มีรายได้ในไตรมาสสองอยู่ที่ 12,560 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 12,580–12,590 ล้านดอลลาร์เล็กน้อย

ในด้านกำไร บริษัททำกำไรต่อหุ้น (EPS) ได้ที่ 80 เซนต์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 79 เซนต์เพียงเล็กน้อย โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,400 ล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขกำไรจะเอาชนะประมาณการได้ แต่การพลาดเป้ารายได้ประกอบกับแนวโน้มไตรมาสสามที่อ่อนแอกว่าคาด กลับเป็นปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างหนัก ราคาหุ้นร่วงลงจากระดับปิดตลาดที่ 74.35 ดอลลาร์ ไปแตะระดับต่ำสุดที่ 67.97 ดอลลาร์ ซึ่งหลุดกรอบการเคลื่อนไหวในรอบ 52 สัปดาห์

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือแนวโน้มการเติบโตที่ชะลอตัว โดย Netflix คาดการณ์รายได้ไตรมาสสามที่จะเติบโตราว 12% หรือประมาณ 12,860 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราที่ช้าลงกว่าไตรมาสก่อน ๆ พร้อมกันนี้บริษัทได้ ปรับกรอบคาดการณ์รายได้ทั้งปี 2569 ให้แคบลงเป็น 51,000–51,400 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ 50,700–51,700 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ยังลดลงถึง 33% เหลือ 1,530 ล้านดอลลาร์ ซึ่ง Netflix ระบุว่าเป็นผลจากภาระภาษีที่สูงขึ้น

แม้ภาพรวมจะดูอึมครึม แต่ Netflix ก็พยายามชี้ให้เห็นถึงโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยระบุว่าบริษัทยังเข้าถึงครัวเรือนเป้าหมายได้ไม่ถึง 45% และครองส่วนแบ่งได้เพียง 7% ของโอกาสสร้างรายได้ในตลาดและหมวดหมู่ที่บริษัทดำเนินธุรกิจอยู่ ในไตรมาสนี้บริษัทยังได้ซื้อหุ้นคืน (share buyback) เป็นมูลค่า 4,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นคืนรายไตรมาสที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท และยังเหลือวงเงินอนุมัติซื้อหุ้นคืนอีกราว 27,000 ล้านดอลลาร์

ประเด็นที่นักวิเคราะห์ให้ความสนใจมากที่สุดในการประชุมนักลงทุนคือตัวเลขการมีส่วนร่วมของผู้ชม (engagement) เนื่องจาก Netflix เลิกรายงานจำนวนสมาชิกรายไตรมาสไปแล้ว บริษัทระบุว่าการมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ยังคง “แข็งแรง” โดยกิจกรรมถ่ายทอดสด (live events) เป็นตัวดึงดูดสำคัญ ผู้ชมรับชมคอนเทนต์รวมกันมากกว่า 97,000 ล้านชั่วโมงในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น Netflix ได้ปรับตัวลดลงมาแล้วเกือบ 45% ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในธุรกิจสตรีมมิงและความกังวลต่อความยั่งยืนของการเติบโต

แรงสั่นสะเทือนถึงเอเชีย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้-ญี่ปุ่นดิ่งหนัก

แรงเทขายในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วภูมิภาคเอเชียที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานชิปอย่างแนบแน่น ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวลดลงในวันพฤหัสบดี เนื่องจากการเทขายหุ้นชิปเป็นวงกว้างได้กลบข่าวผลประกอบการทำสถิติของ TSMC ไปจนหมดสิ้น

ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย ร่วงลงถึง 6.2% จากแรงกดดันของหุ้น Samsung และ SK Hynix สองผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ ขณะที่ดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นก็ปรับตัวลง 3% สะท้อนการเปิดรับความเสี่ยง (exposure) ที่สูงของภูมิภาคต่อบริษัทเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ด้านดัชนี MSCI ที่ครอบคลุมหุ้นเอเชีย-แปซิฟิกนอกญี่ปุ่นลดลง 1% มีเพียงดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงที่เป็นข้อยกเว้น โดยปรับตัวขึ้นสวนทาง 1.8%

หุ้นกลุ่มหน่วยความจำ (memory chips) เผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยหุ้น SK Hynix และ SanDisk ต่างร่วงลงกว่า 7% ขณะที่หุ้น Micron หลุดระดับแนวรับสำคัญลงมาต่ำกว่า 910 ดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลว่าวัฏจักรขาขึ้นของตลาด DRAM อาจกำลังเริ่มสั่นคลอน ปัจจัยเพิ่มเติมที่กดดันกลุ่มหน่วยความจำคือรายงานที่ว่า CXMT ผู้ผลิตชิปจากจีน กำลังวางแผนระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 8,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจเพิ่มการแข่งขันด้านกำลังการผลิตในอนาคต

ในอีกด้านหนึ่ง Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้เดินทางเยือนกรุงโตเกียวในสัปดาห์นี้เพื่อขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาหุ่นยนต์กับบริษัทระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นสี่แห่ง ได้แก่ Fanuc, Fujitsu, Kawasaki Heavy Industries และ Yaskawa Electric ซึ่งจะเข้าร่วมพันธมิตร Cosmos ที่นำโดย Nvidia นอกจากนี้ Nvidia ยังประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Noetra Corp เพื่อสร้างโรงงาน AI ระดับชาติขนาด 140 เมกะวัตต์ในญี่ปุ่น สะท้อนว่ากลยุทธ์ Physical AI ของ Nvidia กำลังเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบ แม้ราคาหุ้นในกลุ่มจะผันผวนก็ตาม

เฟดภายใต้ Warsh: เงินเฟ้อชะลอตัว แต่ยังไม่ถึงเวลาผ่อนคลาย

ปัจจัยด้านนโยบายการเงินยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาด โดยเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายน ซึ่งออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ CNN รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อรายปีลดลงมาอยู่ที่ 3.5% จาก 4.2% ในเดือนพฤษภาคม ส่วนในเชิงรายเดือน ราคาผู้บริโภคปรับตัวลดลง 0.4% ซึ่งถือเป็นการลดลงรายเดือนครั้งแรกในรอบหกปี ขณะที่ดัชนีราคาพื้นฐาน (core CPI) ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มขึ้น 0%

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวคือดัชนีราคาพลังงานที่ร่วงลง 5.7% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 แม้ในเชิงรายปีราคาพลังงานจะยังคงพุ่งสูงถึง 15.7% โดยราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นถึง 26.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน ตัวเลขเงินเฟ้อที่ชะลอตัวนี้ช่วยคลายความวิตกกังวลที่เคยผลักดันให้เจ้าหน้าที่เฟดบางรายเสนอให้พิจารณาการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมที่จะถึง

สัญญาณเชิงบวกด้านเงินเฟ้อยังได้รับการตอกย้ำจากดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนมิถุนายน ที่รายงานออกมาในวันถัดมาและ ปรับตัวลดลง 0.3% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ตัวเลข CPI และ PPI ที่อ่อนตัวติดต่อกันสองรายการนี้ ส่งผลให้ตลาดแทบจะตัดความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมออกไป โดยเครื่องมือ FedWatch สะท้อนความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ยเหลือเพียงราว 10% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว เช่น พันธบัตรอายุ 30 ปี ที่เคยยืนเหนือ 5% ปรับตัวลดลงเข้าใกล้ระดับ 5% ซึ่งเป็นพัฒนาการที่นักลงทุนตอบรับในเชิงบวก

อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ยังคงส่งสัญญาณที่แข็งกร้าว (hawkish) ในการแถลงต่อคณะกรรมาธิการบริการทางการเงินของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม โดยกล่าวว่า “อาจมีบางคนที่มองข้อมูลเช้านี้แล้วพูดว่า โอ้ ภารกิจสำเร็จแล้ว ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่นั่นไม่ใช่มุมมองของผม” Warsh ย้ำว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) มี “ความอดทนเป็นศูนย์ต่อภาวะเงินเฟ้อที่สูงเรื้อรัง” และมี “ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านราคา”

ในการประชุม FOMC เดือนมิถุนายน คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ โดยกรรมการ 9 คนจากทั้งหมด 18 คนยังคงมองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี ภายหลังการรายงานตัวเลข CPI เครื่องมือ FedWatch ของ CME แสดงความน่าจะเป็นถึง 86% ที่เฟดจะคงดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปวันที่ 28–29 กรกฎาคม

Warsh ยังปฏิเสธที่จะส่งประมาณการอัตราดอกเบี้ยส่วนตัว ซึ่งสอดคล้องกับจุดยืนที่เขาไม่เชื่อในการให้สัญญาณล่วงหน้า (forward guidance) โดยเห็นว่าเฟดไม่ควรบอกใบ้ถึงการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป เมื่อถูกถามว่าเขาทำงานให้ประธานาธิบดี Trump หรือไม่ Warsh ตอบว่า “เราเป็นธนาคารกลางที่เป็นอิสระ… เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นอิสระ” และปฏิเสธว่าไม่ได้ให้คำมั่นใด ๆ กับประธานาธิบดีเรื่องการลดดอกเบี้ย ซึ่งเป็นการยืนยันความเป็นอิสระของเฟดท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง

ที่น่าสนใจคือ Warsh ให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าปัจจัยอื่นใดในระบบเศรษฐกิจ โดยระบุว่าการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการใช้จ่ายด้านศูนย์ข้อมูล (data center capex) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็น “คุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุด” ของเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยการใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มขึ้นราว 25% บนฐานสี่ไตรมาส เขาชี้ว่าการเติบโตของผลิตภาพแรงงานที่แข็งแกร่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เร็วขึ้นโดยไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ

น้ำมัน-อิหร่าน: ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังกดดันตลาด

ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นตัวแปรที่สร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดพลังงานและตลาดหุ้นทั่วโลก โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ดำเนินการโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ห้าติดต่อกัน พร้อมทั้ง กลับมาปิดล้อมทางทะเล (naval blockade) บริเวณท่าเรืออิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ อีกครั้ง ปฏิบัติการดังกล่าวมุ่งเป้าไปที่การบั่นทอนขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านในการโจมตีเรือเดินสมุทรที่ผ่านช่องแคบยุทธศาสตร์แห่งนี้

ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยปกติจะรองรับปริมาณการขนส่งน้ำมันราว 20% ของทั้งโลก การที่สถานการณ์ในช่องแคบนี้ยังคงตึงเครียดจึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านอุปทานน้ำมันโดยตรง สำหรับราคาน้ำมันในการซื้อขายล่าสุด สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนสิงหาคมปิดที่ 79.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 26 เซนต์ ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบ Brent ส่งมอบเดือนกันยายนปิดที่ 84.95 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22 เซนต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน

รายงานข่าวยังระบุว่าประธานาธิบดี Trump กำลังพิจารณาขยายปฏิบัติการทางทหาร และมีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการเข้ายึดเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นท่าเรือส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ผลักดันราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน และฟื้นความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานในตะวันออกกลาง โดยราคา Brent ในปัจจุบันสูงกว่าระดับก่อนสงครามประมาณ 19%

อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบางประการที่ช่วยจำกัดการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน โดยประธานาธิบดี Trump ได้ล้มเลิกแผนการเรียกเก็บค่าผ่านทาง 20% สำหรับเรือที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยให้เหตุผลว่ารายได้ที่เสียไปจะได้รับการชดเชยด้วยการลงทุนในอนาคตจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย นอกจากนี้ ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐฯ (EIA) แสดงให้เห็นว่าสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ลดลง 1.7 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์มองว่าความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันคือตัวแปรสำคัญที่อาจกำหนดชะตากรรมของนโยบายดอกเบี้ยเฟด Ryan Weldon ผู้อำนวยการด้านการลงทุนจาก IFM Investors ให้ความเห็นว่า “ยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อนานเท่าใด ความน่าจะเป็นที่เฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ยและทำตามคำมั่นของ Warsh ที่จะส่งมอบเสถียรภาพด้านราคาก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น” สะท้อนความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงิน

ทองคำ บิตคอยน์ และพันธบัตร: ภาพสินทรัพย์ปลอดภัยที่เปลี่ยนไป

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ พฤติกรรมของสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven assets) ในปี 2569 กลับมีความน่าสนใจและแตกต่างจากที่หลายคนคาดการณ์ไว้ ราคาทองคำในตลาดโลก (spot gold) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 4,030–4,040 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งแม้จะยังสูงกว่าช่วงต้นปี 2568 อยู่กว่า 25% แต่ก็ปรับตัวลดลงราว 26% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5,598 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม

Fortune รายงานว่าทองคำยังคงเป็นทางเลือกที่มีเสถียรภาพท่ามกลางความปั่นป่วนของตลาด โดยผู้เชี่ยวชาญหลายรายมองว่าช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่ดีในการเพิ่มทองคำเข้าพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ที่มักเคลื่อนไหวสวนทางกับทองคำ ความคืบหน้าของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ลดทอนพรีเมียมด้านความปลอดภัย และการไหลออกของเงินทุนจากกองทุน ETF ทองคำที่ต่อเนื่อง รวมถึงการที่นักลงทุนหมุนเวียนเงินกลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยี ดึงเงินทุนออกจากสินทรัพย์เชิงรับ

ในด้านสินทรัพย์ดิจิทัล บิตคอยน์ (Bitcoin) เคลื่อนไหวทรงตัวใกล้ระดับ 64,160 ดอลลาร์ หลังจากแตะระดับสูงสุดในรอบเดือนที่ 65,500 ดอลลาร์ในวันพุธ โดยปรับตัวขึ้นราว 1.6% ในรอบสัปดาห์ นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงความขัดแย้งกับอิหร่านที่ผ่านมา บิตคอยน์ เคลื่อนไหวสอดคล้องกับดัชนี Nasdaq และ S&P 500 มากกว่าที่จะทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งแตกต่างจากทองคำที่ยังคงบทบาทดั้งเดิมในฐานะแหล่งเก็บมูลค่าที่ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเข้าซื้อสะสมอย่างต่อเนื่อง ปรากฏการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนที่มองว่าคริปโทเคอร์เรนซีเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในยามวิกฤต

สำหรับตลาดพันธบัตร การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับตัวลดลงหลังตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนตัว สะท้อนความคาดหวังของตลาดที่ว่าเฟดอาจไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในระยะอันใกล้ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องจับตาแนวทางการบริหารงบดุล (balance sheet) ของเฟดภายใต้ Warsh อย่างใกล้ชิด เนื่องจากประธานเฟดคนใหม่มีจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อการลดขนาดงบดุลมูลค่า 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ โดย Warsh ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต่องบดุลจะถูก “นำเสนอ อธิบาย และถกเถียง” ก่อนดำเนินการ ซึ่งการดูดสภาพคล่องออกจากระบบอาจสร้างแรงกดดันต่อตลาดการเงินที่มีการใช้เลเวอเรจสูงได้

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและภาพรวมกลยุทธ์การลงทุน

ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นเทคโนโลยี นักกลยุทธ์การลงทุนหลายรายเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น Michael Hartnett นักกลยุทธ์จาก Bank of America ระบุในบันทึกถึงลูกค้าว่า พอร์ตการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงที่เรียกว่า “25/25/25/25” ซึ่งประกอบด้วยหุ้นสหรัฐฯ พันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ และเงินสดในสัดส่วนเท่า ๆ กัน ให้ผลตอบแทนต่อปีที่ 16% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2564

Hartnett ให้ความเห็นว่า “การกระจายการจัดสรรสินทรัพย์กำลังชนะ แม้จะมีการกระจุกตัวในหุ้น” โดยเขาแนะนำให้ลงทุนผ่านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างระยะยาวในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดเกิดใหม่ หุ้นขนาดเล็ก และหุ้นกลุ่มผู้บริโภคที่กำลังจะมาถึง มุมมองนี้สอดคล้องกับภาพการหมุนเวียนเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีที่ราคาแพงในช่วงที่ผ่านมา

ในส่วนของการหมุนเวียนภายในกลุ่มเทคโนโลยีเอง ก่อนหน้าการเทขายหุ้นชิป นักลงทุนได้เริ่มลดการถือครองหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และย้ายเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) บางตัว โดยในการซื้อขายวันพุธที่ 15 กรกฎาคม หุ้น Amazon และ Alphabet ปรับตัวขึ้นราว 3% ขณะที่ Microsoft เพิ่มขึ้นเกือบ 3% และ Apple พุ่งขึ้น 4% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ สะท้อนว่านักลงทุนยังคงมีความเชื่อมั่นในหุ้นเทคโนโลยีที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานที่ต่ำกว่า

Mike Bailey ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยจาก FBB Capital Partners เคยให้ความเห็นในช่วงการเทขายหุ้นชิปครั้งก่อนว่า “ความคาดหวังพุ่งสูงขึ้น และปัจจัยพื้นฐานกำลังดิ้นรนที่จะตอบสนองความต้องการที่สูงลิ่วเหล่านี้ และนั่นคือสิ่งที่กำลังจุดชนวนการปรับตัวลงในวันนี้” คำกล่าวนี้ยังคงสะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาดหุ้นเทคโนโลยีในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ซึ่งราคาหุ้นเคลื่อนไหวตามความคาดหวังในอนาคตมากกว่าผลประกอบการในปัจจุบัน

สำหรับฤดูกาลรายงานผลประกอบการที่กำลังดำเนินอยู่ นักลงทุนยังจับตาบริษัทสำคัญอื่น ๆ ที่จะทยอยรายงานในสัปดาห์ถัดไป โดยเฉพาะ Intel ที่จะรายงานผลประกอบการไตรมาสสองในวันที่ 23 กรกฎาคม หลังจากให้แนวโน้มรายได้สูงสุดที่ 14,800 ล้านดอลลาร์ ขณะที่หุ้น INTC กำลังทดสอบแนวรับแบบ double-bottom ใกล้ระดับ 94 ดอลลาร์ หลังการเทขายหุ้นชิปอย่างรุนแรง ผลประกอบการของบริษัทเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าแนวโน้มความต้องการ AI จะยังคงแข็งแกร่งต่อไปหรือไม่

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: เงินบาทอ่อนค่า SET ยังมีลุ้น

สำหรับนักลงทุนไทย ปัจจัยที่ต้องจับตามากที่สุดคือทิศทางค่าเงินบาท ซึ่งได้รับแรงกดดันโดยตรงจากนโยบายดอกเบี้ยของเฟดและความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาท อ่อนค่าทะลุระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์ ตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 โดยนับตั้งแต่ต้นปี 2569 เงินบาทอ่อนค่าลงแล้วราว 4.9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ

Kanjana Chockpisansin หัวหน้าฝ่ายวิจัยภาคธนาคารและการเงินจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย (K-Research) ให้ความเห็นว่า เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องในระยะสั้น โดยอาจอ่อนค่าไปแตะระดับ 33.30 หรือ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ จนกว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยลดความแข็งแกร่งของดอลลาร์และทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ แรงกดดันหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับไทยที่กว้างขึ้น เนื่องจากตลาดคาดว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายในเดือนตุลาคม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1%

การอ่อนค่าของเงินบาทมีทั้งด้านบวกและด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย ในด้านบวก เงินบาทที่อ่อนค่าช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีผลงานโดดเด่นและน่าจะช่วยขับเคลื่อนการส่งออกของประเทศตลอดช่วงที่เหลือของปี รวมถึงเป็นผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว แต่ในด้านลบ เงินบาทที่อ่อนค่าจะทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันและสินค้าทุนสูงขึ้น ซึ่งอาจกดดันเงินเฟ้อในประเทศ และเพิ่มภาระต้นทุนการกู้ยืมสำหรับภาคธุรกิจที่มีหนี้สินในสกุลเงินต่างประเทศ

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย ภาพรวมยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยดัชนี SET ได้ทะลุระดับ 1,600 จุดในช่วงต้นเดือนมิถุนายน จากรายงานของ Bangkok Post นักวิเคราะห์จาก Asia Plus Securities ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยราว 27,000 ล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปี สร้างผลตอบแทนถึง 26.3% ซึ่งสวนทางกับตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่น ๆ ที่นักลงทุนต่างชาติเป็นฝ่ายขายสุทธิ ทั้งเกาหลีใต้ อินเดีย ไต้หวัน อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

Gun Hathaisattha หัวหน้าฝ่ายวิจัยรายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ประจำประเทศไทยจาก CGS International มองว่า ดัชนี SET มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 1,620–1,650 จุดในเดือนนี้ โดยได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เขาคาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาสสองอันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยกลุ่มธนาคารคาดว่าจะมีผลงานที่ดีในไตรมาสสองจากการเติบโตของสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของดัชนีต่อจากนี้จำเป็นต้องอาศัยการรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทยเป็นสำคัญ

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงเวลาที่ผันผวนนี้ นักลงทุนไทยที่ลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (FIF) หรือ DR ควรพิจารณาความเสี่ยงสองชั้น ทั้งความเสี่ยงจากราคาหุ้นและความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากเงินบาทที่อ่อนค่าอาจช่วยเพิ่มผลตอบแทนเมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท แต่ก็เพิ่มความผันผวนให้กับพอร์ตด้วยเช่นกัน การกระจายการลงทุนไปในหลายสินทรัพย์ตามแนวทางของ Hartnett อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดในปัจจุบัน

บทสรุป: ตลาดในภาวะ “ความคาดหวังสูง” ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

โดยสรุป การซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม สะท้อนภาวะตลาดที่อยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ TSMC และการเอาชนะประมาณการกำไรของ Netflix ไม่เพียงพอที่จะพยุงราคาหุ้นได้ เนื่องจากตลาดได้ตั้งความคาดหวังไว้สูงลิ่ว ปรากฏการณ์ “ข่าวดีแต่หุ้นลง” นี้เป็นสัญญาณเตือนว่านักลงทุนควรระมัดระวังมากขึ้นในการประเมินมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ราคาได้วิ่งขึ้นมาสะท้อนอนาคตไปมากแล้ว

ปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไปมีสามประการหลัก ประการแรกคือการประชุม FOMC วันที่ 28–29 กรกฎาคม ซึ่งตลาดคาดว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยด้วยความน่าจะเป็นถึง 86% แต่ถ้อยแถลงของ Warsh จะเป็นตัวชี้วัดทิศทางนโยบายในช่วงที่เหลือของปี ประการที่สองคือสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ และประการที่สามคือผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่จะทยอยรายงานออกมา ซึ่งจะเป็นบททดสอบว่ากระแส AI จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนตลาดต่อไปได้หรือไม่

สำหรับนักลงทุนไทย การบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนควบคู่ไปกับการเลือกลงทุนในสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง จะเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับความผันผวนของตลาดโลก แม้ดัชนี SET จะมีแนวโน้มเชิงบวกจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ แต่การติดตามพัฒนาการของเศรษฐกิจโลก นโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลัก และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบในช่วงครึ่งหลังของปี 2569

Similar Posts

  • | |

    S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่เปิดศักราชเดือนพฤษภาคม ขณะราคาน้ำมันร่วงและ Apple พุ่ง

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มต้นเดือนพฤษภาคมด้วยบรรยากาศที่สดใส เมื่อ S&P 500 พุ่งทำสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ทั้งในแง่ระดับราคาระหว่างเซสชันและราคาปิด ได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Apple และสัญญาณที่ดีขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้ว่าความหวังด้านสันติภาพจะยังคงเปราะบางและห่างไกลจากความแน่นอนก็ตาม ตัวเลขตลาด: สถิติที่บันทึกประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.29% ปิดที่ 7,230.12 จุด ทะลุระดับ 7,200 จุด เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ Nasdaq Composite พุ่งขึ้น 0.89% ปิดที่ 25,114.44 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ทั้งสองดัชนีบันทึกสถิติปิดสูงสุดในวันเดียวกัน สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กว้างขวางของตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี ในทางตรงกันข้าม Dow Jones Industrial Average ปรับตัวลดลง 152.87 จุด หรือ 0.31% ปิดที่ 49,499.27 จุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในองค์ประกอบของดัชนี เนื่องจาก Dow มีสัดส่วนของหุ้นอุตสาหกรรมและพลังงานสูงกว่า ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในวันนี้ เดือนเมษายนที่ยิ่งใหญ่:…

  • Nvidia $81.6 พันล้าน Microsoft AI $37 พันล้าน และ Apple ทุบสถิติ: Big Tech เขย่าโลก

    คลื่นกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสแรกของปี 2569 ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงไปทั่วโลกการเงิน ขณะที่ตัวเลขรายได้ทะลุเพดานที่นักวิเคราะห์คาดการณ์แทบทุกแนวรบ ในห้วงเวลาเพียง 30 วัน เราได้เห็น Nvidia Corporation บันทึกรายได้ไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 8.16 หมื่นล้านดอลลาร์ Microsoft ประกาศแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ามหึมา 1.9 แสนล้านดอลลาร์ตลอดปีนี้ และ Apple พิชิตยอดขายไตรมาส March ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ 111.2 พันล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลด้านภาษีนำเข้าและปัญหาการขาดแคลนชิปหน่วยความจำที่รุมเร้าห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น กระแสการมาถึงของ “Agentic AI” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถดำเนินงานได้เองโดยอัตโนมัติ กำลังกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางธุรกิจครั้งใหม่ที่ผลักดันความต้องการชิปประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐาน Data Center ไปสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับนักลงทุนไทยที่ถือหน่วยลงทุนกองทุน SSF/LTF ประเภท Global Technology หรือลงทุนโดยตรงในตลาด Nasdaq ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ช่วงเวลานี้ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด Nvidia: “โรงงาน AI” ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 Nvidia Corporation…

  • | |

    GameStop หุ้นมีมยื่นข้อเสนอซื้อ eBay มูลค่า 56,000 ล้านดอลลาร์ หวังท้าชน Amazon

    ในหนึ่งในดีลที่กล้าหาญและเหนือความคาดหมายที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนสมัยใหม่ GameStop ผู้ค้าปลีกวิดีโอเกมสัญชาติอเมริกันที่เคยโด่งดังในฐานะ “หุ้นมีม” ได้ประกาศในวันอาทิตย์ว่าได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการ eBay แบบไม่ผูกมัดและไม่ได้รับการร้องขอ ในราคา 125 ดอลลาร์ต่อหุ้น ผ่านดีลที่ชำระครึ่งหนึ่งด้วยเงินสดและอีกครึ่งหนึ่งด้วยหุ้นสามัญของ GameStop ซึ่งประเมินมูลค่ารวมของแพลตฟอร์ม e-commerce ไว้ที่ประมาณ 55,500 ล้านดอลลาร์ ข้อเสนอนี้แสดงถึงเบี้ยบวม 20% จากราคาปิดของ eBay เมื่อวันศุกร์ที่ 104.07 ดอลลาร์ และเบี้ยบวมสูงถึง 46% จากราคาปิดเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันที่ GameStop เริ่มสร้างสถานะการถือครองหุ้นใน eBay การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการธุรกิจ แต่ยังตั้งคำถามสำคัญหลายประการเกี่ยวกับอนาคตของการค้าออนไลน์ในสหรัฐฯ และโลก ปฏิกิริยาของตลาด: ยินดีแต่ยังไม่เชื่อมั่นเต็มร้อย หลังจากข่าวแตกออกมาในช่วงนอกเวลาทำการ ตลาดตอบสนองอย่างรวดเร็วแต่ยังระมัดระวัง หุ้น eBay พุ่งขึ้นมากถึง 13.4% ในการซื้อขายหลังเวลาทำการ ไปแตะระดับประมาณ 118 ดอลลาร์ แต่ยังคงต่ำกว่าราคาที่ GameStop เสนอซื้อที่ 125 ดอลลาร์อย่างมีนัยสำคัญ ช่องว่างระหว่างราคาเสนอซื้อที่ 125…

  • | |

    Deloitte มอบใบรับรองความปลอดภัยสูงสุดให้ Chainlink กลายเป็นแพลตฟอร์ม Oracle คริปโตเดียวที่มีสถานะ SOC 2 Type 2

    ในโลกของการเงินสถาบันที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือและการปฏิบัติตามกฎระเบียบเหนือสิ่งอื่นใด การได้รับใบรับรองจากบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำระดับโลกถือเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Chainlink เมื่อ Deloitte and Touche LLP ประกาศเสร็จสิ้นการตรวจสอบ SOC 2 Type 2 สำหรับ Chainlink CCIP และ Data Feeds รวมถึง Price Feeds และ SmartData Feeds อย่าง Proof of Reserve และ Net Asset Value การตรวจสอบนี้ดำเนินการตามมาตรฐานการรับรองที่กำหนดโดย American Institute of Certified Public Accountants (AICPA) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ทั่วทั้งอุตสาหกรรมบริการทางการเงินแบบดั้งเดิม ผลลัพธ์ที่ได้คือ Chainlink กลายเป็น แพลตฟอร์ม Oracle ด้านข้อมูลและการทำงานร่วมกันเพียงรายเดียวในอุตสาหกรรม Blockchain ที่ถือใบรับรอง SOC 2 Type 2,…

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ 77,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมพุ่ง 30% ETF ทุบสถิติ ทรัมป์ดัน CLARITY Act

    ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกระเบิดขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสองปี เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานหลุดกรอบการซื้อขายแคบ ๆ ที่กดราคาไว้ใต้ระดับ 64,000 ดอลลาร์มานานเกือบทั้งฤดูร้อน แล้วพุ่งขึ้นแตะเหนือ 77,000 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยราคาบิตคอยน์บวกขึ้นราว 22% ในรอบห้าวันทำการ ถือเป็นผลงานห้าวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) กลายเป็นดาวเด่นของสัปดาห์ด้วยการพุ่งขึ้นเกือบ 30% ทะยานจากช่วง 1,900 ดอลลาร์ไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ราว 2,546 ดอลลาร์บนกระดานไบแนนซ์ แรงส่งของการปรับตัวขึ้นรอบนี้มาจากปัจจัยสามด้านที่ประจวบเหมาะกันพอดี ได้แก่ ท่าทีสนับสนุนคริปโทอย่างเปิดเผยจากทำเนียบขาวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผ่านร่างกฎหมายจัดระเบียบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ “CLARITY Act” การประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบและกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ต่ำลง และกระแสเงินทุนสถาบันที่หลั่งไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐฯ อย่างมหาศาลจนทำสถิติสูงสุดของปี รายงานนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่รายละเอียดของราคาและปริมาณเงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF ไปจนถึงกลไกเชิงนโยบายการเงินการคลังที่จุดชนวนแรงซื้อ สถานการณ์ล่าสุดของกฎหมาย CLARITY Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ มุมมองจากนักวิเคราะห์ทั้งฝ่ายกระทิงและฝ่ายที่ยังระมัดระวัง ตลอดจนประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยควรจับตาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพอร์ตการลงทุน ตลาดคริปโทระเบิดขาขึ้น บิตคอยน์ท้าทาย 80,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมนำขบวน ภาพความเคลื่อนไหวของราคาในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนการเปลี่ยนอารมณ์ตลาดแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนหน้านี้บิตคอยน์ถูกจองจำอยู่ในกรอบราคาแคบบริเวณ…

  • ตลาดคริปโตเดือดร้อน: Bitcoin สะดุดที่ $77,000 ขณะ ETF ไหลออก $1 พันล้าน DeFi โดนแฮก และ Trump Media ถอนแผน ETF

    วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญกับพายุหลายลูกพร้อมกัน ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนสถาบันที่ไหลออกจาก Bitcoin ETF เป็นครั้งแรกในรอบ 7 สัปดาห์ รวมถึงมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว การที่ Trump Media ถอนแผนเปิดตัว ETF คริปโต ไปจนถึงเหตุการณ์ช็อควงการ DeFi เมื่อโปรโตคอล Echo ถูกแฮกผ่านการปลอมแปลง eBTC มูลค่ากว่า 76.7 ล้านดอลลาร์บน Blockchain Monad สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ตึงเครียดที่สุดของตลาดในปี 2569 นี้ ราคา Bitcoin ยังคงเคว้งอยู่ในกรอบแคบๆ รอบ $76,000–$77,000 ขณะที่ Ethereum ดิ่งลงแตะ $2,100 ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และแรงกดดันจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงขึ้น บทความนี้จะพาท่านวิเคราะห์ทุกประเด็นที่กำลังส่งสัญญาณกำหนดทิศทางของตลาดในช่วงสัปดาห์นี้ Bitcoin ติดหล่ม $77,000: ตลาดรอสัญญาณจากสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ย ภาพรวมราคาของ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *