Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก
|

Bitwise ชี้ Bitcoin มีโอกาสแซงมูลค่า “ทองคำ”: การเปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์เก็งกำไรสู่โครงสร้างการเงินโลก

แนวคิดที่ว่า Bitcoin อาจกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่าทองคำ กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลังจาก Matt Hougan ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Bitwise Asset Management ออกมาแสดงมุมมองว่า Bitcoin อาจไม่ได้เป็นเพียง “ทองคำดิจิทัล” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ “เครื่องมือทางการเงินระดับโลก”

Hougan ระบุว่า หาก Bitcoin สามารถทำหน้าที่ได้ทั้ง:

  • เป็นแหล่งเก็บมูลค่า (Store of Value)
  • และเป็นสกุลเงินสำหรับการใช้งานจริง (Medium of Exchange)

มูลค่าตลาดของมันอาจ “แซงหน้าทองคำ” ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 33–34 ล้านล้านดอลลาร์ได้ในอนาคต

แนวคิดหลัก: Bitcoin ไม่ได้แข่งกับทองคำเพียงอย่างเดียว

หนึ่งในข้อสรุปสำคัญจาก Hougan คือ นักลงทุนจำนวนมาก “ประเมิน Bitcoin ต่ำเกินไป” เพราะมองว่า Bitcoin ต้องแทนที่ทองคำทั้งหมดจึงจะเติบโตได้

วิเคราะห์เชิงลึก:

  • ในความเป็นจริง Bitcoin ไม่จำเป็นต้อง “ชนะ” ทองคำ
  • แต่เพียงแค่ “แบ่งส่วนตลาด” ของสินทรัพย์เก็บมูลค่า (Store-of-value market) ก็เพียงพอ

Hougan เคยประเมินว่า:

  • หาก Bitcoin ครองเพียง 17% ของตลาดนี้
  • ราคาอาจแตะระดับ 1 ล้านดอลลาร์ต่อเหรียญในระยะยาว

ขยายความ:

  • ตลาด Store of Value ไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ “ขยายตัวตลอดเวลา”
  • ทองคำเองเติบโตจาก ~2.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2004 → มากกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน

ดังนั้น:

  • Bitcoin ไม่ได้แย่งเค้กก้อนเดิม
  • แต่กำลังเข้าไปอยู่ใน “เค้กที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ”

จุดเปลี่ยนสำคัญ: Bitcoin จากสินทรัพย์เก็งกำไร → เครื่องมือการเงินจริง

แนวคิดนี้เริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น หลังมีรายงานว่าอิหร่านพิจารณาใช้ Bitcoin ในการชำระค่าผ่านทางในช่องแคบ Hormuz

วิเคราะห์เชิงลึก:

เหตุการณ์นี้สะท้อน 3 ประเด็นสำคัญ:

1. Bitcoin เริ่มถูกใช้ในระดับ “รัฐต่อรัฐ”

  • ไม่ใช่แค่การลงทุนรายบุคคล
  • แต่เป็นเครื่องมือในระบบเศรษฐกิจจริง

2. ลดการพึ่งพาระบบการเงินแบบดั้งเดิม

  • ระบบ SWIFT หรือธนาคารกลางอาจถูก bypass
  • Bitcoin กลายเป็น “ทางเลือกที่ไม่ขึ้นกับการเมือง”

3. การเงินโลกกำลังถูก “weaponized”

Hougan ระบุว่า:

  • ประเทศต่าง ๆ ใช้ระบบการเงินเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์
  • Bitcoin จึงกลายเป็นทางเลือกที่ “เป็นกลาง”

บทบาทคู่ (Dual Role): Store of Value + Currency

หนึ่งในแนวคิดที่สำคัญที่สุดคือ Bitcoin อาจมี “บทบาทคู่”

1. เป็น Store of Value (เหมือนทองคำ)

คุณสมบัติ:

  • จำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ)
  • ไม่ขึ้นกับรัฐบาล
  • ป้องกันเงินเฟ้อ

2. เป็น Currency (เหมือนดอลลาร์)

คุณสมบัติ:

  • โอนข้ามประเทศได้ทันที
  • ใช้ในธุรกรรมจริง
  • ไม่ต้องผ่านตัวกลาง

วิเคราะห์เชิงลึก: ทำไม “Dual Role” ถึงสำคัญมาก

หาก Bitcoin เป็นแค่ Store of Value:

  • มูลค่าจะถูกจำกัดโดยตลาดทองคำ

แต่ถ้าเป็นทั้ง 2 อย่าง:

  • จะเข้าไปอยู่ในตลาดที่ใหญ่กว่ามาก เช่น:
    • ระบบการชำระเงินโลก
    • Forex
    • Cross-border trade

ซึ่งมีมูลค่าหลายร้อยล้านล้านดอลลาร์

การใช้งานจริงกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก

แม้ Bitcoin ยังมีมูลค่าตลาดประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ แต่การใช้งานจริงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างประเทศที่ adoption สูง:

  • อาร์เจนตินา
  • ตุรกี
  • เวเนซุเอลา

วิเคราะห์เชิงลึก:

ประเทศเหล่านี้มีลักษณะร่วมกัน:

  • เงินเฟ้อสูง
  • ค่าเงินอ่อนค่า
  • ระบบการเงินไม่เสถียร

ผลลัพธ์:

  • ประชาชนใช้ Bitcoin เพื่อ “รักษามูลค่าเงิน”

Data สนับสนุน: การยอมรับในระดับประชาชน

ผลสำรวจจาก Coinbase พบว่า:

  • 87% ของชาวอาร์เจนตินาเชื่อว่า Blockchain คือทางสู่ “อิสรภาพทางการเงิน”

วิเคราะห์เพิ่มเติม:

นี่คือ “Bottom-up adoption”

  • ไม่ได้มาจากรัฐบาล
  • แต่มาจากประชาชน

ซึ่งมักมีความยั่งยืนมากกว่า

การยอมรับในระดับสถาบัน (Institutional Adoption)

นอกจากประชาชนแล้ว บริษัทและองค์กรต่าง ๆ ก็เริ่มถือ Bitcoin มากขึ้น

  • มากกว่า 1.5 ล้าน BTC อยู่ในงบดุลบริษัท
  • มูลค่าประมาณ 116 พันล้านดอลลาร์

วิเคราะห์เชิงลึก:

Institutional adoption มีผลสำคัญ:

1. เพิ่มความน่าเชื่อถือ

  • จากสินทรัพย์ speculative → กลายเป็น asset class

2. ลด volatility ในระยะยาว

  • นักลงทุนระยะยาวเข้ามาแทน speculative trader

3. สร้าง demand ต่อเนื่อง

  • เช่น ETF, hedge funds, family offices

การใช้งานเชิงพาณิชย์ (Merchant Adoption)

ข้อมูลจาก BTC Map ระบุว่า:

  • มีร้านค้าประมาณ 11,000 แห่งทั่วโลกที่รับ Bitcoin

วิเคราะห์:

แม้ตัวเลขยังไม่สูงมาก แต่มีความสำคัญในเชิง “โครงสร้าง”

  • Bitcoin กำลังเปลี่ยนจาก asset → payment network
  • การใช้งานจริง = foundation ของมูลค่า

วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ: Bitcoin vs ทองคำ

จุดแข็งของทองคำ:

  • มีประวัติยาวนาน
  • เป็นที่ยอมรับทั่วโลก
  • มีการถือครองโดยธนาคารกลาง

จุดแข็งของ Bitcoin:

  • โอนง่ายกว่า
  • ไม่ต้องเก็บรักษาทางกายภาพ
  • ตรวจสอบได้ (transparent blockchain)

Hougan ชี้ว่า:

  • ทองคำมีข้อจำกัดด้าน logistics
  • ขณะที่ Bitcoin สามารถโอนข้ามโลกได้ทันที

วิเคราะห์เชิงมหภาค (Macro View)

1. ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

  • สงคราม
  • การคว่ำบาตร
  • ความตึงเครียดระหว่างประเทศ

→ เพิ่มความต้องการ “สินทรัพย์ที่เป็นกลาง”

2. หนี้สาธารณะทั่วโลก

  • เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • ทำให้ความเชื่อมั่นใน fiat currency ลดลง

3. ระบบการเงินกำลังเปลี่ยนผ่าน

จาก:

  • ธนาคาร → Blockchain
  • Fiat → Digital assets

ความท้าทายที่ยังต้องจับตา

แม้ภาพระยะยาวจะดูแข็งแกร่ง แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญ:

1. Regulation

  • รัฐบาลอาจควบคุมเข้มขึ้น

2. ความผันผวน

  • Bitcoin ยังมี volatility สูง

3. การยอมรับจากธนาคารกลาง

  • ปัจจุบันยังไม่ถือ BTC เป็น reserve

บทวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน

มุมมองระยะยาว:

  • Bitcoin = Digital Gold + Payment Layer

มุมมองระยะกลาง:

  • ขึ้นอยู่กับ adoption rate

มุมมองระยะสั้น:

  • ยังมีความผันผวนสูง

บทสรุปเชิงลึก

แนวคิดของ Bitwise ไม่ได้บอกว่า Bitcoin จะ “แทนที่ทองคำ” ทันที

แต่ชี้ว่า:

  • โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่สินทรัพย์ดิจิทัลมีบทบาทมากขึ้น
  • และ Bitcoin อาจกลายเป็น “แกนกลาง” ของระบบนั้น

หาก Bitcoin สามารถ:

  • เป็นทั้ง Store of Value
  • และเป็น Currency

มูลค่าของมันจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ตลาดทองคำ
แต่จะขยายไปสู่ระบบการเงินระดับโลก

ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญบางคนเริ่มมองว่า
Bitcoin อาจไม่ได้แค่ “ไล่ตามทองคำ”
แต่มีโอกาส “แซง” ในระยะยาว

Similar Posts

  • | |

    วอลล์สตรีทร่วงหนัก ดาวโจนส์ดิ่ง 700 จุด ศึกเบสเซนต์-เฟดสะเทือนตลาดพันธบัตร

    ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปิดตลาดวันพฤหัสบดี (20 ส.ค.) ด้วยแรงเทขายกระจายทั่วกระดาน หลังความพยายาม “ดับไฟ” ในตลาดพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐไม่สามารถสร้างความมั่นใจได้ยาวนาน ประกอบกับผลประกอบการของวอลมาร์ท (Walmart) ที่สะท้อนภาพผู้บริโภคอเมริกันเริ่มรัดเข็มขัด ยิ่งซ้ำเติมบรรยากาศการลงทุนที่เปราะบางอยู่แล้วจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นตามความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่ยืนในระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ดิ่งลงราว 1.3% หรือเกือบ 700 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.8% และดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีลดลงราว 1% ลบล้างการฟื้นตัวของวันก่อนหน้าจนหมดสิ้น ตามรายงานของ Yahoo Finance และ CNBC ทั้งสามดัชนีหลักกำลังมุ่งหน้าปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดย S&P 500 ร่วงราว 1.9% ในสัปดาห์นี้ Nasdaq ลดลงราว 2.5% และดาวโจนส์ลบไปแล้วราว 1.8% ซึ่งจะเป็นการยุติสถิติบวกติดต่อกันสามสัปดาห์ของ S&P 500 และเป็นสัปดาห์ที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม เบื้องหลังภาพความผันผวนครั้งนี้คือการปะทะกันเชิงนโยบายที่หาได้ยากยิ่งระหว่างสองสถาบันการเงินที่ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐ…

  • | |

    บิตคอยน์ทะลุ 77,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมพุ่ง 30% ETF ทุบสถิติ ทรัมป์ดัน CLARITY Act

    ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกระเบิดขาขึ้นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าสองปี เมื่อบิตคอยน์ (Bitcoin) ทะยานหลุดกรอบการซื้อขายแคบ ๆ ที่กดราคาไว้ใต้ระดับ 64,000 ดอลลาร์มานานเกือบทั้งฤดูร้อน แล้วพุ่งขึ้นแตะเหนือ 77,000 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยราคาบิตคอยน์บวกขึ้นราว 22% ในรอบห้าวันทำการ ถือเป็นผลงานห้าวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ขณะที่อีเธอเรียม (Ethereum) กลายเป็นดาวเด่นของสัปดาห์ด้วยการพุ่งขึ้นเกือบ 30% ทะยานจากช่วง 1,900 ดอลลาร์ไปแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ราว 2,546 ดอลลาร์บนกระดานไบแนนซ์ แรงส่งของการปรับตัวขึ้นรอบนี้มาจากปัจจัยสามด้านที่ประจวบเหมาะกันพอดี ได้แก่ ท่าทีสนับสนุนคริปโทอย่างเปิดเผยจากทำเนียบขาวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐสภาเร่งผ่านร่างกฎหมายจัดระเบียบตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือ “CLARITY Act” การประกาศเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบและกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้ต่ำลง และกระแสเงินทุนสถาบันที่หลั่งไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF บิตคอยน์และอีเธอเรียมในสหรัฐฯ อย่างมหาศาลจนทำสถิติสูงสุดของปี รายงานนี้จะพาผู้อ่านสำรวจภาพรวมของการเคลื่อนไหวครั้งประวัติศาสตร์ ตั้งแต่รายละเอียดของราคาและปริมาณเงินที่ไหลเข้ากองทุน ETF ไปจนถึงกลไกเชิงนโยบายการเงินการคลังที่จุดชนวนแรงซื้อ สถานการณ์ล่าสุดของกฎหมาย CLARITY Act ในวุฒิสภาสหรัฐฯ มุมมองจากนักวิเคราะห์ทั้งฝ่ายกระทิงและฝ่ายที่ยังระมัดระวัง ตลอดจนประเด็นสำคัญที่นักลงทุนไทยควรจับตาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพอร์ตการลงทุน ตลาดคริปโทระเบิดขาขึ้น บิตคอยน์ท้าทาย 80,000 ดอลลาร์ อีเธอเรียมนำขบวน ภาพความเคลื่อนไหวของราคาในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนการเปลี่ยนอารมณ์ตลาดแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ก่อนหน้านี้บิตคอยน์ถูกจองจำอยู่ในกรอบราคาแคบบริเวณ…

  • |

    อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังเรือพาณิชย์ถูกยิง ขณะที่ทรัมป์เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องต่อรอง

    สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” อีกครั้งในวันเสาร์ เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากเพิ่งเปิดให้เรือพาณิชย์ผ่านได้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานและการขนส่งทั่วโลกกลับเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอน ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐ Donald Trump ออกมาเตือนว่า อิหร่านไม่สามารถใช้การปิดช่องแคบเพื่อ “แบล็กเมล” สหรัฐได้ อิหร่านสั่งปิดช่องแคบ พร้อมคำเตือนรุนแรงต่อเรือทุกลำ กองทัพเรือของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐจะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล พร้อมออกคำเตือนอย่างชัดเจนว่า: วิเคราะห์เชิงลึก คำเตือนนี้ถือเป็นการ “ยกระดับความตึงเครียด” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะ: ในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือการใช้ “chokepoint” ที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นเครื่องมือกดดัน เกิดเหตุยิงเรือจริงในพื้นที่ ศูนย์ United Kingdom Maritime Trade Operations ของกองทัพอังกฤษรายงานว่า: นอกจากนี้: วิเคราะห์เชิงลึก เหตุการณ์นี้สำคัญมาก เพราะ: ความย้อนแย้ง: เพิ่งเปิด แต่กลับปิดทันที ก่อนหน้านี้เพียง 1 วัน อิหร่านเพิ่งประกาศเปิดช่องแคบภายใต้เงื่อนไขช่วงหยุดยิง แต่ล่าสุดกลับระบุว่า: สื่อ IRIB ของรัฐอิหร่านระบุว่า:…

  • วอลล์สตรีทปิดลบ หุ้นชิปฉุดตลาด TSMC กำไรทุบสถิติ Netflix ดิ่ง 8%

    หลังแรงเทขายหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับมากดดันตลาดอีกครั้ง แม้บริษัทผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่อย่าง TSMC จะรายงานกำไรทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก็ตาม ขณะเดียวกัน Netflix ก็สร้างความผิดหวังด้วยรายได้ที่พลาดเป้าและแนวโน้มไตรมาสหน้าที่อ่อนแอ ส่งผลให้ราคาหุ้นดิ่งลงกว่า 8% ในการซื้อขายนอกเวลาทำการ ท่ามกลางแรงกดดันจากนโยบายการเงินที่ยังคงเข้มงวดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคุกรุ่น ภาพรวมการซื้อขายในวันพฤหัสบดีสะท้อนภาวะ “ความคาดหวังสูงเกินไป” ที่ครอบงำตลาดหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นักลงทุนเผชิญกับความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ ผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งออกมาแข็งแกร่งเกินคาด แต่ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลง ปรากฏการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าตลาดได้ซึมซับข่าวดีเข้าไปในราคาไปมากแล้ว (priced in) และกำลังมองหาปัจจัยกระตุ้นใหม่ที่จะผลักดันดัชนีให้ทำจุดสูงสุดใหม่ต่อไป ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ระดับ 52,552.97 จุด ลดลง 105.67 จุด หรือราว 0.20% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง 0.51% และดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยี ร่วงลงหนักที่สุดถึง 1.47% ด้านดัชนี Russell 2000…

  • บิตคอยน์ทะลุ $73,000 หลังสหรัฐโจมตีอิหร่าน-Jefferies ชี้คริปโต IPO สร้างตลาด $1 ล้านล้าน

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกเผชิญกับแรงขายหนักอีกครั้งในช่วงเช้าของวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 หลังสหรัฐอเมริกาดำเนินการโจมตีทางอากาศครั้งใหม่ต่ออิหร่าน ส่งผลให้บิตคอยน์ (BTC) หล่นทะลุแนวรับสำคัญที่ $73,000 เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน พร้อมกับเกิดการล้างพอร์ตเลเวอเรจมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง ทว่าในขณะเดียวกัน Wall Street ยักษ์ใหญ่อย่าง Jefferies กลับออกรายงานมองโลกในแง่ดี ชี้ว่าคลื่นลูกใหม่ของ IPO คริปโตกำลังก่อตัว และอาจสร้างตลาดสาธารณะมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 5 ปี สถานการณ์ขัดแย้งระหว่างแรงกดดันระยะสั้นกับโอกาสเชิงโครงสร้างระยะยาวนี้ คือหัวใจของตลาดคริปโตในเดือนพฤษภาคม 2026 บิตคอยน์ร่วงหนักใต้ $73,000: แรงระเบิดจากสมรภูมิอิหร่าน บิตคอยน์ดิ่งทะลุระดับ $73,000 หลังสหรัฐอเมริกาเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน ส่งผลให้เกิดการขายแบบ Panic Sell ในสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง และมีการล้างสถานะเลเวอเรจในตลาดคริปโตรวมเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง โดยกว่า 93% ของสถานะที่ถูกบังคับปิดเป็นสถานะ Long ที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่เกิดซ้ำมาตลอดต้นปี 2026 นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์…

  • นักเทรดบน Kalshi คาด WTI จะพุ่งทะลุ 125 ดอลลาร์ เกินสถิติสูงสุดในช่วงสงครามอิหร่าน

    ในขณะที่ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง นักเทรดบนแพลตฟอร์ม Kalshi ซึ่งเป็นตลาดทำนายเหตุการณ์ (Prediction Markets) ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ยังไม่ถึงจุดสูงสุดของปีนี้ และยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นไปสูงกว่าระดับสูงสุดในช่วงสงครามอีกมาก ตัวเลขที่ตลาดทำนายบอก: มากกว่าครึ่งหนึ่งเชื่อว่าจะแตะ 127 ดอลลาร์ ข้อมูลจาก Kalshi ระบุว่ามีโอกาส มากกว่า 50% ที่ราคา WTI จะแตะระดับ 127 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในปีนี้ ซึ่งสูงกว่าระดับปิดสูงสุดในปัจจุบันที่ประมาณ 113 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 7 เมษายนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเทรดยังประเมินโอกาส 63% ที่ราคาจะข้ามระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคา WTI ยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดก่อนที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศหยุดยิง แต่ก็ยังสูงกว่าระดับต่ำสุดที่ 82.59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 17 เมษายนอย่างมาก ราคาปัจจุบันกลับมาอยู่เหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกครั้ง…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *