สงครามตะวันออกกลางดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ทองคำ-เงินผันผวนก่อนประชุมเฟด
|

สงครามตะวันออกกลางดันน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ ทองคำ-เงินผันผวนก่อนประชุมเฟด

ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกเผชิญความปั่นป่วนครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน เมื่อการยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลางรอบใหม่ผลักดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุแนว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนอ้างว่าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียในทะเลแดง เปิดแนวรบใหม่ที่ซ้ำเติมความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงคุกรุ่น ขณะที่ทองคำยืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย และโลหะเงินกลับผันผวนหนักหลังผ่านช่วงพุ่งทะยานและร่วงลงอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปี ท่ามกลางสายตานักลงทุนที่จับจ้องการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดทิศทางดอกเบลลี้ยและค่าเงินดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังของปี

ภาพรวมของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงการปะทะกันระหว่างสองแรงขับเคลื่อนหลัก นั่นคือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาพลังงานและโลหะมีค่าให้พุ่งขึ้น กับความกังวลเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและทิศทางนโยบายการเงินที่กดดันในทิศทางตรงกันข้าม นักวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่า ความไม่แน่นอนในระดับนี้ทำให้นักลงทุนสถาบันจำนวนมากเลือกที่จะถือเงินสดและสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น พร้อมกับลดสถานะการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยง บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจสถานการณ์ของแต่ละตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่างละเอียด ตั้งแต่น้ำมันดิบ ทองคำ โลหะเงิน ไปจนถึงก๊าซธรรมชาติ พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัจจัยมหภาคที่เกี่ยวข้องและผลกระทบที่นักลงทุนไทยควรจับตามอง

น้ำมันดิบทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ ก่อนย่อตัวจากแรงขายทำกำไร

ราคาน้ำมันดิบกลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อีกครั้ง เมื่อสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงระหว่างประเทศพุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม โดยข้อมูลจาก CNBC ระบุว่า ราคาปิดอยู่ที่ 100.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นราว 7 เปอร์เซ็นต์ในวันเดียว ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐปรับขึ้นราว 6 เปอร์เซ็นต์ ปิดที่ 92.19 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การพุ่งขึ้นดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 30-40 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคม สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ที่ทวีความตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ชนวนเหตุสำคัญที่จุดชนวนการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในรอบนี้มาจากการที่กลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ประกาศว่าได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียสองลำในทะเลแดง หลังจากที่ก่อนหน้านี้กลุ่มฮูตีได้ประกาศปิดล้อมทางทะเลต่อเรือของซาอุดีอาระเบีย รายงานจาก The Washington Post ระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นที่การโจมตีเรือได้ขยายวงออกไปนอกบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดแนวรบใหม่ในความขัดแย้งที่มีความผันผวนสูงอยู่แล้ว

สิ่งที่ทำให้ภัยคุกคามจากกลุ่มฮูตีสร้างความกังวลอย่างมากต่อตลาดน้ำมันก็คือ การที่น้ำมันหลายล้านบาร์เรลต่อวันต้องผ่านช่องแคบบับ เอล-มันเดบ (Bab el-Mandeb) ซึ่งเป็นประตูสู่ทะเลแดง เพื่อเดินทางไปยังตลาดโลก ช่องแคบแห่งนี้รองรับปริมาณการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 12 เปอร์เซ็นต์ของโลก และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ เส้นทางทะเลแดงเคยเป็นเส้นทางเลี่ยงสำคัญที่ซาอุดีอาระเบียใช้ในการลำเลียงน้ำมันออกสู่ตลาดในช่วงที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักเกือบสิ้นเชิง การที่ทั้งสองเส้นทางหลักถูกคุกคามพร้อมกันจึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ช่องแคบฮอร์มุซเองยังคงเป็นจุดวิกฤตที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากปกติแล้วช่องแคบแห่งนี้รองรับปริมาณการขนส่งน้ำมันราว 20 เปอร์เซ็นต์ของโลก การที่การเดินเรือในบริเวณดังกล่าวเกือบหยุดชะงักลง ประกอบกับการที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ยังคงดำเนินการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในบริเวณดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบราว 15 ล้านบาร์เรลและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นอีกราว 5 ล้านบาร์เรลต่อวันถูกตัดขาดจากตลาดโลก สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ค้าน้ำมันต่างประเมินความเสี่ยงว่าความขัดแย้งอาจยืดเยื้อและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

ปัจจัยด้านการเมืองระหว่างประเทศยิ่งเพิ่มความร้อนแรงให้กับสถานการณ์ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ออกมาขู่ว่าจะดำเนินการตอบโต้อิหร่านอย่างรุนแรง โดยระบุว่าสหรัฐจะถือว่าอิหร่านต้องรับผิดชอบต่อการโจมตีเรือในทะเลแดงของกลุ่มฮูตีในอนาคต และขู่ว่าจะลงโทษทางทหารอย่างหนักต่อทั้งอิหร่านและกลุ่มติดอาวุธในเยเมน ทรัมป์ยังให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Axios ว่ากำลังพิจารณา ‘การโจมตีครั้งใหญ่’ ต่ออิหร่าน พร้อมกล่าวว่า ‘ใหญ่กว่าที่เคยมีมา ผมใกล้จะตัดสินใจแล้ว เราพร้อมสำหรับมัน’ ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการเตือนว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและสินทรัพย์ด้านพลังงานที่เชื่อมโยงกับสหรัฐทั่วทั้งภูมิภาคหากวอชิงตันดำเนินการโจมตีตามที่ขู่ไว้

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงในช่วงปลายสัปดาห์จากแรงขายทำกำไร โดยข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงลงเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์มาอยู่ที่ประมาณ 96.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันศุกร์ หลังมีรายงานว่าปากีสถานซึ่งได้รับการสนับสนุนจากจีน กำลังพยายามฟื้นการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งจุดประกายความหวังว่าอาจมีทางออกทางการทูตเพื่อคลี่คลายความตึงเครียด รายงานยังระบุว่า เจ้าหน้าที่จีนมีความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการโจมตีรัฐอ่าวและการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซกำลังส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีน แม้ราคาจะย่อตัวลง แต่น้ำมันดิบยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบตลอดทั้งสัปดาห์ สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านอุปทานยังคงอยู่ในระดับสูง

หากย้อนดูลำดับเหตุการณ์ตลอดปี 2026 จะพบว่าวิกฤตน้ำมันในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและพลิกผันหลายครั้ง ความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีเมื่อสหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง โดยในช่วงที่ตึงเครียดที่สุด ราคาน้ำมันเบรนท์เคยพุ่งขึ้นทะลุ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ต่อมาในวันที่ 18 มิถุนายน สหรัฐและอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง แต่ข้อตกลงดังกล่าวกลับเปราะบางและไม่ยั่งยืน

จุดพลิกผันสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 7 กรกฎาคม เมื่ออิหร่านโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลวของกาตาร์ชื่อ อัล-เรกายัต ขณะแล่นผ่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ตามการเปิดเผยของโฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ CNBC รายงานว่า สหรัฐได้เพิกถอนใบอนุญาตขายน้ำมันของอิหร่านหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐยืนยันว่าบันทึกความเข้าใจกับอิหร่านนั้น ‘อิงตามผลการปฏิบัติทั้งหมด’ ซึ่งหมายความว่าหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ข้อตกลงก็อาจถูกยกเลิกได้ทุกเมื่อ เหตุการณ์เหล่านี้นำไปสู่การยกระดับความรุนแรงรอบใหม่ที่เราเห็นในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

นักวิเคราะห์ด้านสินค้าโภคภัณฑ์เตือนว่า ในกรณีเลวร้ายที่สุดที่ความขัดแย้งลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบในภูมิภาค ราคาน้ำมันเบรนท์อาจพุ่งขึ้นแซงระดับสูงสุดของปี 2008 ที่ 146 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ นอกจากนี้ สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงดำเนินอยู่ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาดน้ำมันโลก โดยมีรายงานว่ายูเครนได้โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันมากกว่า 150 ลำในทะเลดำและทะเลอาซอฟในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านอุปทานให้กับตลาดพลังงานโลกที่ตึงตัวอยู่แล้ว

อีกปัจจัยที่ตลาดน้ำมันจับตามองคือบทบาทของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) ในการบริหารจัดการอุปทานท่ามกลางวิกฤต ที่ผ่านมากลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ได้ทยอยเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปจากความขัดแย้ง แต่ปริมาณกำลังการผลิตสำรองที่มีอยู่อย่างจำกัดทำให้ตลาดยังคงตึงตัว นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่โครงสร้างพื้นฐานการผลิตน้ำมันในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากการโจมตี ทำให้ความสามารถของโอเปกพลัสในการรักษาเสถียรภาพของราคาถูกจำกัดลง หากสถานการณ์ยกระดับไปสู่การโจมตีโรงกลั่นหรือแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญโดยตรง ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอีกอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ตลาดพยายามประเมินความน่าจะเป็นอยู่ในขณะนี้

ในระยะที่ผ่านมา ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีความอ่อนไหวต่อทุกพาดหัวข่าวอย่างมาก โดยเคลื่อนไหวขึ้นลงตามข้อเสนอเรื่องการเจรจาหยุดยิงและการโจมตีรอบใหม่สลับกันไป สะท้อนว่าตลาดยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนของความขัดแย้ง สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้ค้าน้ำมันจำนวนมากลังเลที่จะเปิดสถานะการเก็งกำไรในทิศทางใดทิศทางหนึ่งอย่างชัดเจน และเลือกที่จะรอดูสัญญาณจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภคและท่าทีของเฟด ก่อนที่จะตัดสินใจวางเดิมพันครั้งใหญ่ ความไม่แน่นอนนี้เองที่เป็นตัวขยายความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้น

ทองคำยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ สินทรัพย์ปลอดภัยยังเป็นที่ต้องการ

ในภาวะที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง ทองคำยังคงทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนแห่เข้าซื้อ โดยราคาทองคำในตลาดโลกเคลื่อนไหวอยู่เหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่า ราคาทองคำทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ หลังจากที่ปรับตัวลดลงเกือบ 2 เปอร์เซ็นต์ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนติดตามพัฒนาการในตะวันออกกลางเพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน ราคาทองคำเคยเปิดตลาดเหนือระดับ 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์เป็นครั้งแรกของสัปดาห์ และพุ่งขึ้นทะลุ 4,100 ดอลลาร์ในช่วงการซื้อขายช่วงต้น โดยแรงหนุนหลักมาจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากการยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การเคลื่อนไหวของราคาทองคำสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสองด้านของโลหะมีค่าชนิดนี้ ทั้งในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในยามที่ตลาดผันผวน และในฐานะสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

ปัจจัยที่ผลักดันราคาทองคำในปีนี้มีความหลากหลายและซับซ้อน นักวิเคราะห์ชี้ว่า การพุ่งขึ้นของราคาทองคำเกิดจากการผสมผสานของหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น ความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย และการเพิ่มการซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกท่ามกลางกระแสการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarization) ที่กำลังก่อตัวขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นแรงหนุนเชิงโครงสร้างที่ทำให้ทองคำยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นเรื่องความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐก็เป็นอีกปัจจัยที่ตลาดจับตามองอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับแรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อเฟด ซึ่งเป็นประเด็นที่มักหนุนราคาทองคำ เนื่องจากนักลงทุนมองว่าทองคำเป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินและค่าเงิน ในอดีตที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตหรือเหตุการณ์ที่สร้างความไม่มั่นคง มักจะกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ ซึ่งนำไปสู่การปรับตัวขึ้นของราคา

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรตระหนักว่าราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์นั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงของการปรับฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อดัชนีความแข็งแกร่งสัมพัทธ์ (RSI) เข้าสู่เขตซื้อมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงการพักตัวของราคาในระยะสั้น นอกจากนี้ การแข็งค่าของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรก็เป็นปัจจัยที่อาจกดดันราคาทองคำได้ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองเพิ่มขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น

โลหะเงินผันผวนสุดขั้ว จากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์สู่การร่วงลงกว่าครึ่ง

หากมีสินค้าโภคภัณฑ์ใดที่สะท้อนความผันผวนของตลาดในปี 2026 ได้ชัดเจนที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นโลหะเงิน ซึ่งผ่านช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความหวือหวาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ข้อมูลจาก Yahoo Finance ระบุว่า ราคาโลหะเงินในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 59-60 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยสัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนกันยายนเคยเปิดตลาดที่ 59.09 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และปรับตัวขึ้นแตะ 59.62 ดอลลาร์ในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนการฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในช่วงก่อนหน้า

แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ระดับราคาปัจจุบันนั้นต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่โลหะเงินเคยทำไว้อย่างมาก โดยในช่วงเดือนมกราคม 2026 ราคาโลหะเงินเคยพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 121.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะเผชิญกับการร่วงลงอย่างรุนแรง ทำให้ราคาปัจจุบันปรับตัวลดลงถึงราว 52 เปอร์เซ็นต์จากจุดสูงสุด การร่วงลงครั้งนี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับขึ้นเงินประกันการซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์รายใหญ่ และภาวะสภาพคล่องที่หดหายชั่วคราวในช่วงเทศกาลตรุษจีน

โลหะเงินมีความแตกต่างจากทองคำตรงที่ราคาถูกขับเคลื่อนด้วยสองแรงหลัก คือความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและความต้องการจากนักลงทุน ซึ่งในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทั้งสองปัจจัยต่างอ่อนแรงลง ราคาโลหะเงินที่อยู่ในระดับสูงในช่วงต้นปี 2026 ส่งผลให้ความต้องการจากภาคการผลิตในบางกลุ่มลดลงเป็นตัวเลขสองหลัก ขณะที่นักลงทุนจำนวนมากก็หันเหออกจากโลหะเงินท่ามกลางความคาดหวังว่าเงินเฟ้ออาจทำให้อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนโลหะเงินในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง โดยปี 2026 ถือเป็นปีที่หกติดต่อกันที่การทำเหมืองโลหะเงินไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ทำให้เกิดภาวะขาดดุลอุปทานสะสม โดยมีตัวเลขการขาดดุลอยู่ที่ราว 46.3 ล้านออนซ์ ขณะที่ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนถึง 58 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการทั้งหมด ความต้องการโลหะเงินได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมที่เติบโตสูงหลายกลุ่ม ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานหมุนเวียน ยานยนต์ไฟฟ้า และการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการด้าน AI ที่พุ่งสูง

ที่น่าสนใจคือ อัตราส่วนราคาทองคำต่อโลหะเงิน (gold-silver ratio) ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 69 ต่อ 1 ซึ่งอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในกรอบประวัติศาสตร์ 50 ปี โดยทั่วไปแล้ว อัตราส่วนที่สูงเช่นนี้มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าโลหะเงินมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเมื่อเทียบกับทองคำ นักวิเคราะห์หลายสำนักจึงมองว่าโลหะเงินยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก โดยฉันทามติของนักวิเคราะห์จาก LBMA ประจำปี 2026 คาดการณ์ราคาโลหะเงินไว้ที่ 79.57 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ JPMorgan ประเมินกรณีฐานไว้ที่ 81 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทั้งสองระดับยังคงสูงกว่าราคาปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับมุมมองที่มองบวกมากขึ้น Bank of America ระบุว่าปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและกระแสเงินไหลเข้ากองทุน ETF อาจสนับสนุนให้ราคาโลหะเงินไปถึงเป้าหมายที่ 170 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แม้จะเตือนว่าจะมีความผันผวนสูงและความเสี่ยงของการปรับฐานอย่างรุนแรงในระหว่างทาง ขณะที่ Citi ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาโลหะเงินในระยะสั้นขึ้นเป็น 150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากเดิมที่ 100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักวิเคราะห์ที่มีต่อศักยภาพขาขึ้นของโลหะเงินในระยะข้างหน้า

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ว่า ในภาวะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคุกรุ่น นักลงทุนมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานภาคการผลิต ซึ่งในอดีตมักส่งผลให้นักลงทุนหันมาซื้อโลหะมีค่าอย่างทองคำและโลหะเงินมากขึ้น และเนื่องจากราคาทองคำต่อออนซ์ที่สูงมากทำให้นักลงทุนหน้าใหม่เข้าถึงได้ยาก เหรียญหรือแท่งโลหะเงินจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่า ซึ่งอาจทำให้ความต้องการโลหะเงินเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต

ก๊าซธรรมชาติสวนทางน้ำมัน ราคาอ่อนตัวจากผลผลิตล้นตลาด

ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะยานจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดก๊าซธรรมชาติกลับเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม โดยราคาก๊าซธรรมชาติที่ Henry Hub ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงของสหรัฐได้ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 3 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู (MMBtu) ข้อมูลจาก American Gas Association ระบุว่า ราคาก๊าซธรรมชาติสัญญาส่งมอบเดือนหน้าปิดที่ 2.94 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูในวันที่ 10 กรกฎาคม หลังจากที่ยืนเหนือระดับ 3 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูติดต่อกันถึง 30 วันทำการ ท่ามกลางการผลิตที่แข็งแกร่งและปริมาณสำรองในคลังที่มีอยู่อย่างเพียงพอ

เมื่อพิจารณาผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี ราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลงถึงราว 28.75 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสวนทางกับการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดิบอย่างชัดเจน ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานแต่ละประเภทมีปัจจัยขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน ในกรณีของก๊าซธรรมชาติ ปัจจัยด้านอุปทานภายในประเทศสหรัฐที่แข็งแกร่งมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยการผลิตก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งช่วยตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นและสร้างแรงกดดันในทิศทางขาลงต่อราคา

สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) คาดการณ์ในรายงาน Short-Term Energy Outlook ว่า ราคาก๊าซธรรมชาติที่ Henry Hub จะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3.70 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูในปี 2026 ก่อนที่จะลดลงต่ำกว่า 3.50 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียูในปีถัดไป โดยการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งนำโดยการเติบโตในแหล่ง Permian ช่วยตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นและจำกัดแรงกดดันในทิศทางขาขึ้นของราคา ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของสหรัฐอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีถึง 6 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ความต้องการก๊าซธรรมชาติยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และการบริโภคในภาคการผลิตไฟฟ้า EIA คาดการณ์ว่าการบริโภคก๊าซธรรมชาติในภาคการผลิตไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 และ 4 เปอร์เซ็นต์ในปี 2027 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 38.1 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียว ความต้องการก๊าซธรรมชาติในภาคการผลิตไฟฟ้าพุ่งขึ้นแตะ 43 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับเดือนนี้

ปัจจัยด้านสภาพอากาศก็เป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาก๊าซธรรมชาติในช่วงฤดูหนาวที่จะมาถึง โดยสำนักงานบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ยืนยันว่าปรากฏการณ์เอลนีโญได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และคาดว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมประเมินว่ามีโอกาสถึง 97 เปอร์เซ็นต์ที่เอลนีโญจะดำเนินต่อไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปี 2027 หากรูปแบบสภาพอากาศนี้ทำให้เกิดสภาวะที่อบอุ่นขึ้นในภูมิภาคที่มีความต้องการใช้พลังงานเพื่อทำความร้อนสูง ก็อาจช่วยลดการบริโภคก๊าซธรรมชาติและสร้างแรงกดดันในทิศทางขาลงต่อราคาได้

ปัจจัยมหภาค: เฟด เงินเฟ้อ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูง

เบื้องหลังความเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ปัจจัยด้านนโยบายการเงินของสหรัฐยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของสินทรัพย์ต่างๆ โดยตลาดกำลังจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลโดยตรงต่อค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และในที่สุดก็ส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหมด นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากเฟดตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย ก็จะช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ซึ่งเป็นผลบวกต่อโลหะมีค่าอย่างทองคำและโลหะเงิน

ด้านข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุด รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนมิถุนายนซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ โดยดัชนี CPI ทั่วไปลดลง 0.4 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการลดลงรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2020 และชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 3.5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบรายปี จากเดิมที่ 4.2 เปอร์เซ็นต์ในเดือนพฤษภาคม ขณะที่ดัชนี CPI พื้นฐานชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.6 เปอร์เซ็นต์ จากเดิมที่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ ข้อมูลเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงนี้ถือเป็นปัจจัยบวกต่อโลหะมีค่า เนื่องจากช่วยลดความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมของเฟด

อย่างไรก็ตาม การยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันได้จุดชนวนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อขึ้นมาอีกครั้ง Jim Reid หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกของ Deutsche Bank ระบุว่า ประเด็นเงินเฟ้อยังคงเป็นวาระสำคัญที่สุดสำหรับตลาด โดยอ้างถึงการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเบรนท์ พร้อมชี้ว่า การปะทะกันระหว่างสหรัฐและอิหร่านยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย และการที่กลุ่มฮูตีโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดงยิ่งเพิ่มความกังวลว่าความขัดแย้งกำลังขยายวงกว้างขึ้น

ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้นได้ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้นตลอดสัปดาห์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีขึ้นไปแตะระดับ 4.7 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านระยะ 30 ปีเฉลี่ยของสหรัฐปรับขึ้นแตะ 6.85 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนและราคาน้ำมันที่สูงยังส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นด้วยเช่นกัน

ผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยังลามไปถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐ โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยทั่วประเทศปรับขึ้นแตะ 4.09 ดอลลาร์ต่อแกลลอน จากเดิมที่ 4.06 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ตามข้อมูลของ AAA ที่ติดตามโดย NBC News การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิงส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชน และเป็นปัจจัยที่อาจกดดันการบริโภคในภาพรวม ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารกลางต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการประคับประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในภาพรวม ตลาดแรงงานสหรัฐก็ส่งสัญญาณอ่อนแอลง โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (nonfarm payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างมาก พร้อมกับการปรับลดตัวเลขในเดือนก่อนหน้า ข้อมูลตลาดแรงงานที่อ่อนแอนี้เปิดโอกาสให้เฟดมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำและโลหะอุตสาหกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนความเสี่ยงต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่นักลงทุนต้องระมัดระวัง

มุมมองผู้เชี่ยวชาญและแนวโน้มในระยะข้างหน้า

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กำลังอยู่ในภาวะที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก โดยราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะยังคงผันผวนสูงตราบใดที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดน้ำมันชี้ว่า จากมุมมองของตลาด ปัญหาสำคัญคือนักลงทุนกำลังประเมินความเสี่ยงมากขึ้นว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อและสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะทรงตัวในระดับสูงต่อไป แม้จะมีการย่อตัวลงเป็นระยะจากแรงขายทำกำไรก็ตาม

สำหรับตลาดโลหะมีค่า นักวิเคราะห์มองว่าทั้งทองคำและโลหะเงินยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนในระยะยาว โดยเฉพาะทองคำที่ได้แรงหนุนจากการซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกและกระแสการลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ ขณะที่โลหะเงินมีปัจจัยด้านความต้องการภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการเติบโตของเทคโนโลยี AI อย่างไรก็ตาม ความผันผวนในระยะสั้นยังคงเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องเผชิญ โดยเฉพาะเมื่อราคาอยู่ในระดับสูงและมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการเงิน

ประเด็นสำคัญที่นักวิเคราะห์เน้นย้ำคือ กลไกความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงกับราคาโลหะมีค่า โดยเมื่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริงลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองโลหะมีค่าที่ไม่ให้ผลตอบแทนก็จะลดลงตามไปด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคา ในทางกลับกัน หากเฟดตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่อาจกลับมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ก็จะสร้างแรงกดดันต่อโลหะมีค่าได้ ดังนั้นการตัดสินใจของ FOMC ในสัปดาห์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของตลาด

นักวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างตลาดพลังงานและตลาดพันธบัตร โดยการที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นได้ผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นตามความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งในทางกลับกันก็ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มโลหะมีค่าในระยะสั้น ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนนี้ทำให้การคาดการณ์ทิศทางของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องอาศัยการติดตามพัฒนาการของหลายปัจจัยพร้อมกันอย่างใกล้ชิด

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนไทย ความเคลื่อนไหวของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกมีผลกระทบโดยตรงหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ การที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทะยานขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลย่อมส่งผลให้ต้นทุนการนำเข้าพลังงานของไทยเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันดุลการค้าและอาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในประเทศ นำไปสู่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเฝ้าระวัง

ในมิติของค่าเงิน การแข็งค่าของเงินดอลลาร์จากการปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง ซึ่งเป็นดาบสองคม ในด้านหนึ่งอาจเป็นผลดีต่อภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านหนึ่งก็จะยิ่งเพิ่มต้นทุนการนำเข้าน้ำมันและสินค้าที่ต้องชำระด้วยเงินดอลลาร์ ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อรุนแรงขึ้น นักลงทุนจึงควรติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทและนโยบายของ ธปท. อย่างใกล้ชิด รวมถึงเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

ในตลาดหุ้นไทย กลุ่มพลังงานถือเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลก โดยหุ้นในกลุ่มต้นน้ำที่มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมอาจได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีอาจได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบขึ้นอยู่กับส่วนต่างค่าการกลั่นและต้นทุนวัตถุดิบ นักลงทุนที่สนใจกลุ่มพลังงานจึงควรพิจารณาปัจจัยเฉพาะของแต่ละบริษัทอย่างรอบคอบ มากกว่าที่จะมองเพียงทิศทางราคาน้ำมันในภาพรวม

ในทางกลับกัน กลุ่มธุรกิจที่มีต้นทุนพลังงานสูง เช่น สายการบิน การขนส่ง และการผลิต อาจเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูง ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไร นักลงทุนควรระมัดระวังในการลงทุนในกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูงและผันผวน พร้อมทั้งติดตามความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคของแต่ละบริษัท

สำหรับการลงทุนในทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมการออมและการลงทุนของคนไทย ราคาทองคำที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์อาจเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง นักลงทุนที่ถือทองคำอยู่แล้วอาจได้รับประโยชน์จากราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่ผู้ที่กำลังพิจารณาเข้าซื้อในช่วงนี้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงของการปรับฐาน โดยเฉพาะเมื่อราคาอยู่ในเขตซื้อมากเกินไป การทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging) อาจเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาได้

ในบริบทของตลาดทองคำไทยโดยเฉพาะ ราคาทองคำในประเทศจะเคลื่อนไหวตามราคาทองคำในตลาดโลกและอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์เป็นสำคัญ ดังนั้นแม้ราคาทองคำในตลาดโลกจะทรงตัว แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองคำในประเทศก็อาจปรับตัวสูงขึ้นได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนและผู้ที่ซื้อทองคำเพื่อการออมควรทำความเข้าใจ นอกจากนี้ ในช่วงที่ราคาทองคำผันผวนสูง ส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อและราคาขายของร้านทองอาจกว้างขึ้น ทำให้ต้นทุนในการซื้อขายเพิ่มขึ้น ผู้ที่ต้องการลงทุนจึงควรเปรียบเทียบราคาและพิจารณาช่องทางการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ กองทุนทองคำ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาทองคำ

ส่วนโลหะเงินซึ่งมีความผันผวนสูงกว่าทองคำนั้น เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและเข้าใจกลไกของตลาดเป็นอย่างดี แม้นักวิเคราะห์หลายสำนักจะมองว่าโลหะเงินยังมีศักยภาพขาขึ้นจากปัจจัยด้านความต้องการภาคอุตสาหกรรมและภาวะขาดดุลอุปทาน แต่ประวัติการเคลื่อนไหวของราคาในปีนี้ที่พุ่งขึ้นแตะ 121 ดอลลาร์แล้วร่วงลงกว่าครึ่งก็เป็นบทเรียนที่ชัดเจนว่า การลงทุนในโลหะเงินต้องอาศัยความระมัดระวังและการบริหารความเสี่ยงที่ดี นักลงทุนไม่ควรทุ่มเงินลงทุนในสัดส่วนที่มากเกินไป และควรกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม

โดยสรุป ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงนี้กำลังอยู่ในภาวะที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความผันผวน โดยมีปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ควบคู่ไปกับการจับตานโยบายการเงินของเฟดในสัปดาห์นี้ นักลงทุนไทยควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด บริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ และหลีกเลี่ยงการตัดสินใจลงทุนโดยอาศัยอารมณ์ในช่วงที่ตลาดผันผวนสูง การกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายประเภท พร้อมกับการรักษาสภาพคล่องให้เพียงพอ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ได้อย่างมั่นคง

ทั้งนี้ ข้อมูลและบทวิเคราะห์ในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจลงทุน เนื่องจากการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์มีความเสี่ยงสูงและราคาอาจผันผวนอย่างรุนแรงตามปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้หลายประการ โดยเฉพาะในภาวะที่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงเช่นในปัจจุบัน

Similar Posts

  • | |

    ทองคำพุ่งแตะ $4,490 ดอลลาร์ร่วงรอบ 3 เดือน หลังคลังสหรัฐกดบอนด์ยีลด์

    ตลาดการเงินโลกกลับมาคึกคักอีกครั้งในการซื้อขายวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกโรงด้วยมาตรการที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “ผิดปกติวิสัย” เพื่อสกัดวิกฤตในตลาดพันธบัตร ด้วยการประกาศเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว (buyback) อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว จุดชนวนให้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ทรุดตัวลง ดอลลาร์อ่อนค่าแตะจุดต่ำสุดในรอบ 3 เดือน และราคาทองคำพุ่งทะยานทำจุดสูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน ราคาทองคำตลาดจร (spot) ปิดตลาดที่ราว 4,487 ดอลลาร์ต่อออนซ์ บวกขึ้นราว 154 ดอลลาร์ หรือ 3.55% ในวันเดียว ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าไต่ขึ้นแตะระดับ 4,551 ดอลลาร์ ถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน สวนทางกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนแรงลงทั่วกระดาน โดยดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงไปแตะ 98.77 จุดในบางช่วง ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน ส่วนคู่เงิน USD/JPY ดิ่งลงแตะ 158.05 เยน และ EUR/USD พุ่งขึ้นทดสอบ 1.1677 ดอลลาร์ สูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม ภาพรวมของสัปดาห์นี้จึงเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่…

  • เงินทุนโลกพลิกขั้ว! ETF บอนด์ตลาดเกิดใหม่ผลตอบแทนพุ่ง รับยุคดอลลาร์อ่อนปี 2026

    ตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ หลังจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกเริ่มทยอยปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนครั้งใหญ่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026 โดยกระแสเงินทุนที่เคยกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กำลังไหลออกไปสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทั้งในรูปแบบหุ้นและตราสารหนี้ ปรากฏการณ์นี้ถูกขนานนามในวงการว่า “Sell America” trade ซึ่งสะท้อนความกังวลเรื่องระดับการกระจุกตัวของพอร์ตลงทุนที่สูงเกินไปในสินทรัพย์อเมริกัน ประกอบกับเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าต่อเนื่อง และผลตอบแทนที่โดดเด่นของตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ทั้งในปี 2025 ที่ผ่านมาและต่อเนื่องมาถึงปีนี้ จากการรวบรวมข้อมูลของสำนักข่าวและบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำระดับโลก พบว่าตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets Bonds) เป็นกลุ่มสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในกลุ่มตราสารหนี้ทั้งปี 2025 ที่ผ่านมา และยังคงรักษาโมเมนตัมเชิงบวกต่อเนื่องมาในปี 2026 ขณะเดียวกัน หุ้นต่างประเทศนอกสหรัฐฯ ก็กลับมาเป็นที่สนใจของนักลงทุนอีกครั้ง หลังจากตกอยู่ในเงาของตลาดสหรัฐฯ มานานนับทศวรรษ บทความนี้จะพาไปสำรวจภาพรวมของกระแสการลงทุนที่กำลังเปลี่ยนแปลง พร้อมเจาะลึกมุมมองผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันการเงินชั้นนำ และวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายความเสี่ยงไปยังต่างประเทศ กระแส “Sell America” และจุดเปลี่ยนของพอร์ตลงทุนทั่วโลก ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดการเงินโลกขณะนี้ไม่ใช่การที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ ออกไปทั้งหมด แต่เป็นการกระจายความเสี่ยงให้กว้างขึ้น ทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน ETF ที่ปรากฏตัวในรายการ “ETF Edge” ของ CNBC ระบุว่า เงินทุนจำนวนมากกำลังไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่เพียงแค่ในส่วนของหุ้น แต่ยังรวมถึงตราสารหนี้เครดิตของตลาดเกิดใหม่และกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้รูปแบบอื่นๆ ด้วย โดยปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งหลัง 2569 เงินเฟ้อสหรัฐฯ ชะลอ แต่ฮอร์มุซป่วน

    เศรษฐกิจโลกเดินเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2569 ด้วยภาพที่ขัดแย้งกันเองมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ ด้านหนึ่ง ตัวเลขเงินเฟ้อผู้บริโภคของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายนที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา ปรับตัวลดลงแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563 สร้างความหวังให้ตลาดว่าคลื่นเงินเฟ้อรอบใหม่ที่ถูกจุดชนวนโดยสงครามในตะวันออกกลางอาจกำลังผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว แต่อีกด้านหนึ่ง เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น การปะทะรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซก็ผลักราคาน้ำมันดิบกลับขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดในรอบหนึ่งเดือน พร้อมกับลากดัชนีหุ้นทั่วโลกให้ปิดสัปดาห์ในแดนลบ โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เข้าสู่ภาวะตลาดหมีอย่างเป็นทางการ สำหรับนักลงทุนไทย สัปดาห์ที่ผ่านมาจึงเป็นสัปดาห์ที่ต้องอ่านสัญญาณสองชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือวัฏจักรนโยบายการเงินโลกที่กำลังแยกทางกันอย่างชัดเจนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ธนาคารกลางยุโรปเพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสามปี ธนาคารกลางญี่ปุ่นดันดอกเบี้ยนโยบายแตะระดับ 1% สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2538 ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ผู้ว่าการคนใหม่ เควิน วอร์ช เลือกที่จะตรึงดอกเบี้ยไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ตลอดทั้งปีโดยไม่ยอมส่งสัญญาณล่วงหน้าใด ๆ ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงยืนดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2565 ชั้นที่สองคือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย และเป็นตัวแปรที่ทำให้แบบจำลองเศรษฐกิจทุกสำนักต้องเขียนฉากทัศน์สำรองเอาไว้เสมอ รายงานฉบับนี้ประมวลข้อมูลจากสำนักข่าวและแหล่งข้อมูลต่างประเทศชั้นนำ ทั้ง CNBC, Al Jazeera, Bloomberg, Reuters, South China Morning Post, ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ…

  • เศรษฐกิจโลกสั่นคลอน: สงครามตะวันออกกลาง เงินเฟ้อพุ่ง และยุคใหม่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในรอบหลายปี เมื่อสงครามในตะวันออกกลางปะทุขึ้นต้นปี 2569 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระตุ้นให้เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง ขณะที่ธนาคารกลางสำคัญต่าง ๆ ยังคงต้องเดินหน้าต่อสู้กับแรงกดดันด้านราคา ท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งประวัติศาสตร์ วิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลาง: ตัวแปรที่พลิกทุกสมการ จุดเริ่มต้นของความปั่นป่วนในปีนี้มาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกพลังงานโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบ Hormuz ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบทางทะเลราว 35% ของโลก ธนาคารโลกระบุในรายงาน Commodity Markets Outlook ประจำเดือนเมษายนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบ Hormuz ก่อให้เกิดการลดลงของอุปทานน้ำมันโลกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยอุปทานลดลงในช่วงแรกประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นกว่า 50% เมื่อเทียบกับต้นปี Indermit Gill หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ความเห็นไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า “สงครามกำลังกระทบเศรษฐกิจโลกเป็นระลอก ๆ ต่อเนื่องกัน ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ราคาอาหารที่ตามมา และสุดท้ายเงินเฟ้อที่จะดันดอกเบี้ยขึ้นและทำให้หนี้แพงขึ้นอีก คนจนที่สุดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับอาหารและพลังงาน” กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกในรายงาน World Economic Outlook เดือนเมษายน โดยในกรณีฐาน…

  • แนสแด็กดิ่ง 4% วิกฤตหุ้นชิป-ดอกเบี้ยสูง เขย่าวอลล์สตรีท มิ.ย. 69

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน 2569 ด้วยภาพที่สะพรึงกลัวนักลงทุนทั่วโลก เมื่อดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต ดิ่งลงกว่า 4.18% ในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน นับเป็นการร่วงหนักที่สุดในรอบกว่า 14 เดือน นับตั้งแต่ช่วงวิกฤตสงครามการค้าช่วงต้นปี 2568 พร้อมกันนั้น ดัชนี S&P 500 ร่วงลง 2.64% และดาวโจนส์ปิดลบ 695.15 จุด หรือ 1.35% ส่งสัญญาณว่าตลาดกระทิงที่วิ่งต่อเนื่องมา 10 สัปดาห์กำลังหยุดพักและอาจพลิกทิศในระยะสั้น ปัจจัยลบกระหน่ำพร้อมกันหลายด้าน ทั้งผลประกอบการ Broadcom ที่ผิดหวัง ตัวเลขตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเกินคาด จนหวั่นเฟดขึ้นดอกเบี้ย และการเตรียมตัวเข้าซื้อ IPO SpaceX ที่กำลังจะเกิดขึ้น เซมิคอนดักเตอร์พังทลาย: Broadcom จุดชนวนวิกฤตหุ้นชิป จุดเริ่มต้นของความโกลาหลครั้งนี้มาจากผลประกอบการของ Broadcom ที่ประกาศออกมาหลังตลาดปิดในวันพุธที่ 3 มิถุนายน แม้ Broadcom จะรายงานรายได้ไตรมาส 2 ปี 2569 ที่…

  • |

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนหนัก! น้ำมันพุ่งแตะ 111 ดอลลาร์ ทองคำทรงตัวใกล้ 4,500 ดอลลาร์ ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่คลี่คลาย

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกยังคงถูกแรงกดดันจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์อย่างหนักในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะระดับ 110-112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ทองคำสปอตปรับตัวลงมาซื้อขายที่แถว 4,468-4,542 ดอลลาร์ต่อออนซ์หลังพุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 สถานการณ์ที่กดดันตลาดมากที่สุดในขณะนี้คือการยังคงปิดตัวอยู่ของช่องแคบฮอร์มุซ หนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทยที่ต้องเผชิญกับทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและค่าเงินบาทที่ผันผวน วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: บ่อเกิดแห่งความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำแคบที่คั่นระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลอาหรับ ซึ่งเดิมมีน้ำมันดิบไหลผ่านมากถึงเกือบ 20% ของปริมาณน้ำมันที่ซื้อขายทั่วโลก ถูกปิดโดยพฤตินัยมาตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ภายหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน และยังคงเป็นชนวนความตึงเครียดที่กดดันตลาดพลังงานโลกมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน สู่ระดับ 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ สูญเสียกำลังผลิตรวมไปแล้วกว่า 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบมีกำลังผลิตต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้านสำนักงานสารสนเทศพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ประเมินในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า ราคาน้ำมันเบรนท์เฉลี่ยในเดือนเมษายนแตะระดับ 117 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 ที่รัสเซียบุกยูเครน โดย EIA ระบุว่า ช่วงราคาสูงสุดในเดือนเมษายนแตะที่…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *