ทองคำพุ่งรับจ้างงานสหรัฐฯ ทรุด น้ำมันผันผวนฮอร์มุซ ทองแดงนิวไฮ
| |

ทองคำพุ่งรับจ้างงานสหรัฐฯ ทรุด น้ำมันผันผวนฮอร์มุซ ทองแดงนิวไฮ

สัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2569 กลายเป็นช่วงเวลาชี้ชะตาของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกอีกครั้ง เมื่อรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ของสหรัฐฯ ที่ออกมาติดลบเหนือความคาดหมาย ได้จุดชนวนให้เกิดการปรับพอร์ตครั้งใหญ่ทั่วทั้งกระดานโลหะมีค่า พลังงาน และโลหะอุตสาหกรรม ราคาทองคำทะยานขึ้นแตะจุดสูงสุดในรอบเกือบสองเดือน โลหะเงินยืนเหนือระดับ 63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ทองแดงสร้างสถิติราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากภาวะอุปทานตึงตัวและดีมานด์จากปัญญาประดิษฐ์ ในทางกลับกัน ราคาน้ำมันดิบยังคงแกว่งตัวรุนแรงตามข่าวการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ บทความนี้ประมวลภาพรวมทั้งกระดานโภคภัณฑ์ พร้อมวิเคราะห์แรงขับเคลื่อนเบื้องหลังและผลกระทบที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

รายงานจ้างงานสหรัฐฯ พลิกเกม: ตัวเลขติดลบ 23,000 ตำแหน่ง สั่นคลอนโอกาสขึ้นดอกเบี้ย

หัวใจของความเคลื่อนไหวในตลาดโภคภัณฑ์รอบนี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และสร้างความประหลาดใจให้กับตลาดอย่างรุนแรง โดย CNBC รายงานว่า การจ้างงานนอกภาคเกษตรปรับตัว ‘ลดลง’ 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่นักเศรษฐศาสตร์ในโพลของ Dow Jones คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นราว 80,000–83,000 ตำแหน่ง นับเป็นช่องว่างระหว่างตัวเลขจริงกับความคาดหมายที่กว้างที่สุดครั้งหนึ่งในรอบปี

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือการปรับทบทวนตัวเลขย้อนหลัง ข้อมูลจาก BLS ระบุว่าตัวเลขการจ้างงานของเดือนพฤษภาคมถูกปรับลดลงจาก 129,000 ตำแหน่ง เหลือเพียง 63,000 ตำแหน่ง และเดือนมิถุนายนถูกปรับลดจาก 57,000 ตำแหน่ง เหลือ 20,000 ตำแหน่ง ส่งผลให้ยอดการจ้างงานรวมสองเดือนดังกล่าวหายไปถึง 103,000 ตำแหน่งเมื่อเทียบกับตัวเลขที่เคยรายงานไว้ก่อนหน้า ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ ชะลอตัวลงเร็วและลึกกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน

อัตราการว่างงานปรับลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.1% แต่เป็นการลดลงด้วยเหตุผลที่ไม่สู้ดีนัก เพราะมาจากการที่ผู้คนออกจากกำลังแรงงานมากขึ้น โดยอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ร่วงลงสู่ระดับ 61.4% ต่ำที่สุดในรอบกว่าห้าปี ด้านค่าจ้างรายชั่วโมงเฉลี่ยแทบไม่ขยับ โดยเพิ่มขึ้นเพียง 2–4 เซนต์ ทำให้อัตราการเติบโตเทียบรายปีชะลอลงเหลือ 3.2% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564 ตอกย้ำภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เดินด้วย ‘สองความเร็ว’ ระหว่างภาคที่ยังแข็งแรงกับภาคที่เริ่มอ่อนแรง

ผลกระทบต่อความคาดหวังนโยบายการเงินเกิดขึ้นทันที ก่อนหน้ารายงาน ตลาดสัญญาล่วงหน้าให้น้ำหนักโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนที่ราว 54.6% แต่หลังตัวเลขออกมา เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group แสดงให้เห็นว่าโอกาสดังกล่าวร่วงลงเหลือประมาณ 44% ส่วนโอกาสสำหรับการประชุมเดือนตุลาคมอยู่ที่ราว 58.3% การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญ เพราะทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ คือตัวแปรที่ทรงอิทธิพลที่สุดต่อราคาทองคำและโลหะมีค่าในปี 2569

อย่างไรก็ตาม บริบทของเฟดในเวลานี้มีความซับซ้อน ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ครั้งล่าสุด คณะกรรมการมีมติ 9 ต่อ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.75% ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกรรมการถึงสามรายที่สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนความเห็นที่แตกแยกภายในองค์กร นักลงทุนจึงเผชิญสถานการณ์ที่ตลาดแรงงานส่งสัญญาณให้ ‘ผ่อนคันเร่ง’ แต่แรงกดดันเงินเฟ้อยังบีบให้เฟดต้องระมัดระวัง ทำให้ข้อมูลเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ทั้งดัชนีราคา PCE ตัวเลขการจ้างงาน และราคาพลังงาน จะเป็นตัวตัดสินทิศทางที่แท้จริง

นักวิเคราะห์ในตลาดตีความรายงานฉบับนี้อย่างระมัดระวัง หลายฝ่ายชี้ว่าตัวเลขที่อ่อนแอสะท้อนเศรษฐกิจที่เดินด้วยสองความเร็ว โดยภาคบริการและการดูแลสุขภาพยังขยายตัว ขณะที่การจ้างงานในภาครัฐท้องถิ่นด้านการศึกษาลดลงราว 50,000 ตำแหน่ง และภาคค้าปลีกหดตัวราว 19,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของตลาดในครั้งนี้ นักลงทุนไม่ได้ ‘เฉลิมฉลอง’ เศรษฐกิจที่แข็งแรง แต่กลับต้อนรับตลาดแรงงานที่อ่อนแอพอที่จะทำให้เฟดต้องผ่อนคันเร่งลง สะท้อนตรรกะแบบ ‘ข่าวร้ายคือข่าวดี’ ที่มักเกิดขึ้นในช่วงปลายวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ย เมื่อสัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัวถูกมองว่าเป็นเหตุผลให้ธนาคารกลางต้องประคับประคองมากกว่าจะเข้มงวด

ทองคำทะยานสู่จุดสูงสุดรอบ 7 สัปดาห์ ปิดสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม

ทองคำคือผู้ได้ประโยชน์ชัดเจนที่สุดจากรายงานจ้างงานที่อ่อนแอ ราคาทองคำสปอต (XAU/USD) ขยับขึ้นแตะบริเวณ 4,254 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ และมีจังหวะทะลุเหนือระดับ 4,300 ดอลลาร์ระหว่างวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน โดยตลอดทั้งสัปดาห์ราคาทองคำปรับตัวขึ้นราว 5% นับเป็นการปิดสัปดาห์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดตั้งแต่เดือนมกราคม สาเหตุหลักมาจากการผสมโรงของสามปัจจัย ได้แก่ ตัวเลขการจ้างงานที่อ่อนแอ ค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลดลง

กลไกเบื้องหลังไม่ซับซ้อน เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือครองทองคำก็ลดตามไปด้วย เม็ดเงินจึงไหลกลับเข้าสู่ตลาดทองคำอย่างรวดเร็ว นาย Arslan Ali Butt นักวิเคราะห์จาก FX Leaders ระบุว่า ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในรอบนี้คือ ‘ราคาพลังงานที่ลดลง’ กลับกลายเป็นแรงหนุนทองคำ เพราะเมื่อราคาน้ำมันอ่อนตัว แรงกดดันเงินเฟ้อก็ผ่อนคลาย ลดความจำเป็นที่เฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทองคำมากที่สุดในปีนี้

จุดนี้สะท้อนความสัมพันธ์แบบ ‘ย้อนแย้ง’ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2569 กล่าวคือ ในช่วงต้นปีที่ความขัดแย้งสหรัฐฯ–อิหร่านปะทุรุนแรง ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกลับกดดันทองคำ เพราะเงินเฟ้อที่เร่งตัวทำให้ตลาดตัดโอกาสการลดดอกเบี้ยของเฟดออกไป และเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยแทน ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงและค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น กลายเป็นแรงกดดันสองเด้งต่อทองคำ ทองคำจึงเคยร่วงลงกว่า 10% ในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายเดือนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556 ก่อนจะมาฟื้นตัวในจังหวะที่ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลายเช่นในปัจจุบัน

หากมองภาพระยะยาว ทองคำเคยทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 5,595.92 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2569 ก่อนจะปรับฐานลงมาราว 25–26% โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในรอบ 52 สัปดาห์อยู่ระหว่าง 3,248 ถึง 5,595 ดอลลาร์ สะท้อนความผันผวนอันมหาศาลของตลาดในรอบปีที่ผ่านมา แม้ราคาปัจจุบันจะต่ำกว่าจุดสูงสุดมาก แต่ยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวกราว 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านมุมมองจากวาณิชธนกิจชั้นนำ เป้าหมายราคาทองคำสิ้นปี 2569 ยังกระจายตัวค่อนข้างกว้างตามสมมติฐานที่แตกต่างกัน JPMorgan ตั้งเป้าไว้ที่ราว 4,500 ดอลลาร์ ขณะที่ Goldman Sachs มองไปถึง 4,900 ดอลลาร์ ส่วน HSBC ปรับลดเป้าหมายจากเดิมราว 4,900 ดอลลาร์ ลงมาที่ 4,560 ดอลลาร์ ในทางกลับกัน StoneX มีมุมมองระมัดระวังกว่า โดยคาดว่าราคาอาจย่อลงมาที่ราว 4,000 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี นาย Matt Simpson นักวิเคราะห์อาวุโสของ StoneX อธิบายว่าแรงกดดันต่อทองคำในช่วงก่อนหน้าเป็นผลจากความแข็งแกร่งของค่าเงินดอลลาร์มากกว่าการเปลี่ยนแปลงมูลค่าพื้นฐานของทองคำในระยะยาว ซึ่งเป็นมุมมองที่ช่วยให้นักลงทุนแยกแยะระหว่างความอ่อนแอเชิงวัฏจักรกับความเสื่อมถอยเชิงโครงสร้างได้ชัดเจนขึ้น

โดยสรุป ทิศทางทองคำในระยะสั้นจะขึ้นอยู่กับสามตัวแปรหลัก คือ ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ตัวเลขการจ้างงานรอบถัดไป และความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมัน หากเงินเฟ้อชะลอตัวต่อเนื่อง ตลาดอาจลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนลงอีก ซึ่งจะกดดันดอลลาร์และหนุนให้ทองคำมีโอกาสท้าทายระดับ 4,300–4,500 ดอลลาร์อีกครั้ง แต่หากราคาพลังงานกลับมาพุ่งจากปัญหาฮอร์มุซ เงินเฟ้อที่เร่งตัวอาจพลิกให้ทองคำกลับมาอยู่ภายใต้แรงกดดันได้เช่นกัน

ถอดฉากทัศน์ราคาทองคำครึ่งปีหลัง: ระหว่างการปรับฐานสู่ 4,000 กับการฟื้นสู่ 4,900 ดอลลาร์

เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน การประเมินราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 สามารถแบ่งออกเป็นสามฉากทัศน์หลักตามน้ำหนักความน่าจะเป็น ฉากทัศน์กรณีฐาน (Base Case) ซึ่งมีความน่าจะเป็นราว 50% มองว่าราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ 4,000–4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในลักษณะการสะสมกำลังและฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเงินเฟ้อชะลอตัวลงตามราคาน้ำมันที่ทรงตัว เฟดคงอัตราดอกเบี้ย และทองคำค่อย ๆ ไต่กลับสู่ระดับ 4,500–4,900 ดอลลาร์ภายในสิ้นปี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ JPMorgan และ Goldman Sachs

ฉากทัศน์กรณีดีที่สุด (Bull Case) ซึ่งมีความน่าจะเป็นราว 25% ประเมินว่าราคาทองคำอาจพุ่งขึ้นสู่กรอบ 4,900–5,200 ดอลลาร์ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือการบรรลุข้อตกลงสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยั่งยืนซึ่งนำไปสู่การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยเดือนกันยายนหมดไป และกระแสเงินทุนไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำอีกครั้ง ในฉากทัศน์นี้ Morgan Stanley และ UBS มองเป้าหมายไว้ที่ 5,200 ดอลลาร์ ขณะที่ Wells Fargo เป็นรายที่มองบวกที่สุดโดยตั้งเป้าไว้สูงถึง 6,100–6,300 ดอลลาร์

ในทางกลับกัน ฉากทัศน์กรณีเลวร้าย (Bear Case) ซึ่งมีความน่าจะเป็นราว 25% เช่นกัน มองว่าราคาทองคำอาจย่อลงสู่กรอบ 3,800–4,200 ดอลลาร์ หากราคาพลังงานกลับมาพุ่งจนกระตุ้นเงินเฟ้อ ทำให้เฟดจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยจริง ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรแข็งค่าขึ้น กลายเป็นแรงกดดันสองเด้งต่อทองคำ การวางกลยุทธ์ที่ดีจึงไม่ใช่การเดิมพันกับฉากทัศน์ใดฉากทัศน์หนึ่ง แต่เป็นการเตรียมพอร์ตให้ยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับทุกความเป็นไปได้ พร้อมกำหนดสัดส่วนการถือครองทองคำในระดับที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน

สิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันคือ ฉันทามติสำหรับครึ่งปีหลังคือ ‘การฟื้นตัว’ ไม่ใช่การทำสถิติสูงสุดใหม่ กล่าวคือ ทองคำมีแนวโน้มไต่กลับขึ้นจากการปรับฐาน แต่ยากที่จะกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่ 5,595 ดอลลาร์ในระยะเวลาอันสั้น เว้นแต่จะมีเหตุการณ์ช็อกครั้งใหญ่ที่พลิกสมการภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการเงินไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

โลหะเงินยืนเหนือ 63 ดอลลาร์: เมื่อดีมานด์อุตสาหกรรมจับมือสถานะสินทรัพย์ปลอดภัย

โลหะเงินเป็นอีกหนึ่งดาวเด่นของกระดานโลหะมีค่า โดยราคาปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 63 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันศุกร์ แตะจุดสูงสุดในรอบหกสัปดาห์ ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่านักลงทุนเข้าซื้อเงินอย่างคึกคักเพื่อรอดูรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่จะเป็นเบาะแสสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงิน จุดที่น่าสนใจคือราคาเงินฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากระดับต่ำสุดในรอบเจ็ดเดือนที่ 55 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม สะท้อนการกลับตัวของโมเมนตัมที่รวดเร็ว

สิ่งที่ทำให้โลหะเงินมีเสน่ห์เป็นพิเศษในวัฏจักรนี้คือ ‘สองสถานะ’ ในตัวเดียว กล่าวคือ เงินเป็นทั้งสินทรัพย์ปลอดภัยที่เคลื่อนไหวตามทองคำ และเป็นโลหะอุตสาหกรรมที่มีความต้องการใช้จริงสูง โดยเฉพาะในภาคการผลิตแผงโซลาร์เซลล์และการขยายโครงข่ายไฟฟ้า ข้อมูลจาก Trading Economics ชี้ว่าดีมานด์อุตสาหกรรมยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญ สะท้อนจากการที่จีนนำเข้าแร่ที่มีเงินเป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้นถึง 62.5% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมิถุนายน คิดเป็นปริมาณ 219,000 ตัน ซึ่งสอดคล้องกับการขยายกำลังการผลิตแผงโซลาร์และโครงข่ายไฟฟ้าที่เติบโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี ราคาเงินยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านพลังงาน หากราคาน้ำมันกลับมาปะทุจากความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ เงินเฟ้อที่เร่งตัวอาจเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยและกดดันโลหะมีค่าโดยรวม นี่คือเหตุผลที่ราคาเงินในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมเคยร่วงลงใกล้ระดับต่ำสุดในรอบเจ็ดเดือน ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นเมื่อภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลายและตลาดแรงงานส่งสัญญาณอ่อนแรง ในเชิงเทคนิค นักวิเคราะห์จับตาระดับ 64 ดอลลาร์เป็นแนวต้านสำคัญ หากราคาสามารถปิดเหนือระดับนี้พร้อมสร้างจุดสูงสุดใหม่ จะเป็นการยืนยันเชิงโครงสร้างว่าแนวโน้มระยะกลางได้พลิกกลับเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน

สำหรับนักลงทุนที่มองหาการกระจายความเสี่ยงในกลุ่มโลหะมีค่า โลหะเงินจึงเป็นตัวเลือกที่ให้ทั้งการป้องกันความเสี่ยงเชิงมหภาคและการเกาะกระแสการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ต้องแลกมาด้วยความผันผวนที่สูงกว่าทองคำ เพราะราคาเงินอ่อนไหวต่อทั้งวัฏจักรเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและกระแสเงินทุนเก็งกำไรในเวลาเดียวกัน

น้ำมันดิบผันผวนหนักรอบช่องแคบฮอร์มุซ: ระหว่างความหวังดีลกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ตลาดน้ำมันเป็นสมรภูมิที่ผันผวนที่สุดในกลุ่มโภคภัณฑ์ช่วงนี้ โดยในวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น ท่ามกลางการประเมินสัญญาณที่ขัดแย้งกันระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ส่งมอบเดือนตุลาคมซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศ ขยับขึ้น 1.04% สู่ระดับ 84.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนกันยายนเพิ่มขึ้น 0.83% สู่ระดับ 78.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากราคาน้ำมันร่วงลงกว่า 7% ในสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนความอ่อนไหวสุดขั้วต่อทุกพาดหัวข่าวเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ

แก่นของปัญหาอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งยังคง ‘ปิดโดยพฤตินัย’ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน นาย Abbas Araghchi ระบุว่าเตหะรานยังไม่ได้อยู่ในการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ เพื่อยุติสงครามและเปิดช่องแคบ ขณะที่ฝ่ายวอชิงตันเคยยืนยันก่อนหน้านี้ว่าข้อตกลงใกล้จะบรรลุแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มีรายงานว่าอิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยเป็นเงื่อนไขในการเปิดเส้นทางเดินเรือสำคัญนี้ โดยนาย Mohammad Bagher Zolghadr หัวหน้าสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน ระบุว่าช่องแคบจะยังคงปิดจนกว่าสหรัฐฯ จะปฏิบัติตามเงื่อนไขหกข้อ รวมถึงการยุติสงครามและการรุกรานอิหร่านและพันธมิตร

ในทางตรงกันข้าม สหรัฐฯ ยืนกรานว่าการเปิดช่องแคบใด ๆ ต้องคงไว้ซึ่งเสรีภาพในการเดินเรืออย่างไม่มีข้อจำกัด ปราศจากการอนุมัติ การเก็บค่าผ่านทาง หรือการควบคุมโดยอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งกับเงื่อนไขที่มีรายงานว่าถูกจัดเตรียมไว้ ตามการวิเคราะห์ของ Citi นอกจากนี้ Citi ยังเตือนว่าความเสี่ยงยังคงอยู่ในระดับสูงแม้นอกพื้นที่ฮอร์มุซ โดยกลุ่มฮูตีในเยเมนยังเดินหน้าโจมตีและข่มขู่เรือขนส่งที่เชื่อมโยงกับซาอุดีอาระเบียในทะเลแดงและบริเวณช่องแคบบับเอลมันเดบ

ความรุนแรงล่าสุดตอกย้ำความเปราะบางของสถานการณ์ ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่ากลุ่มฮูตีที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่านอ้างว่าโจมตีโรงกลั่นจาซาน (Jazan) ของซาอุดีอาระเบีย ขณะที่เรือบรรทุกน้ำมันซึ่งดำเนินการโดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติอาบูดาบี (ADNOC) ถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซในช่วงสุดสัปดาห์ ทั้งนี้ อิหร่านระบุว่าการเจรจากับโอมานเพื่อจัดตั้งเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบใกล้บรรลุข้อตกลง แต่เตือนว่าข้อตกลงใด ๆ จะไม่นำไปสู่การเปิดฮอร์มุซในทันที

เพื่อให้เห็นภาพความผันผวน ย้อนกลับไปเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน CNBC รายงานว่าราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้น 3.8% ปิดที่ 82.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI เพิ่มขึ้นราว 2.8% ปิดที่ 77.29 ดอลลาร์ หลังสำนักข่าวของรัฐอิหร่านเผยแพร่ร่างแผนที่มีเงื่อนไขเข้มงวดสำหรับการจราจรทางเรือในช่องแคบ ก่อนหน้านั้นราคาเคยร่วงลงราว 8% ในสัปดาห์เดียวกัน หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ นาย Scott Bessent ให้สัมภาษณ์ CNBC ว่าข้อตกลงเปิดฮอร์มุซพร้อมเสรีภาพในการเดินเรืออาจเกิดขึ้นได้เร็ว ๆ นี้ แต่จนถึงขณะนี้ข้อตกลงดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการประกาศออกมา

ในแง่ของอุตสาหกรรม ผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ต่างสะท้อนมุมมองที่คล้ายกัน นาย Darren Woods ซีอีโอของ ExxonMobil ให้สัมภาษณ์รายการ Squawk Box ของ CNBC ว่าช่องแคบฮอร์มุซจำเป็นต้องเปิดในที่สุด เพราะโลกยังต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ถูกปิดกั้นจากสงคราม เขาเปรียบเทียบว่าฮอร์มุซคือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ ที่หล่อเลี้ยงการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งโลก คำถามจึงมีเพียงว่าจะใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะได้ข้อยุติ ขณะที่นาย Mike Wirth ซีอีโอของ Chevron เตือนว่าภัยคุกคามต่ออุปทานน้ำมันในภูมิภาคได้ขยายวงกว้างออกไปเกินกว่าช่องแคบฮอร์มุซแล้ว โดยผลประกอบการไตรมาสสองของทั้งสองบริษัทพุ่งขึ้นตามราคาน้ำมันที่สูง

ด้านมุมมองการวิเคราะห์ Goldman Sachs ประเมินว่าราคาน้ำมันเบรนท์ควรจะปรับตัวลงมาที่ราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในสิ้นปี ‘หากช่องแคบฮอร์มุซเปิดอย่างสมบูรณ์’ ในไตรมาสสุดท้าย อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการรบกวนในทะเลแดงและการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันของซาอุดีอาระเบียอาจเป็นแหล่งความเสี่ยงด้านสูงใหม่ต่อราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป กล่าวโดยสรุป ตลาดน้ำมันในเวลานี้ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘ค่าความเสี่ยงสงคราม’ (War Premium) ที่แปรผันตามพาดหัวข่าวรายวัน มากกว่าปัจจัยพื้นฐานด้านอุปสงค์–อุปทานตามปกติ

หากย้อนดูไทม์ไลน์ความผันผวนตลอดปี 2569 จะเข้าใจได้ว่าเหตุใดตลาดน้ำมันจึงอ่อนไหวถึงเพียงนี้ ในช่วงต้นปีเมื่อความขัดแย้งปะทุรุนแรง การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านทำให้อุปทานหยุดชะงัก ผลักให้ราคาเบรนท์พุ่งทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนมีนาคม และจุดชนวนความกังวลต่อวิกฤตพลังงานในวงกว้าง ก่อนที่ราคาจะดิ่งลงอย่างรุนแรงในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ราคาน้ำมันทรุดตัวลงหลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ พิจารณาปฏิบัติการทางทหารเพื่อเข้าควบคุมช่องแคบและฟื้นการเดินเรือ โดย WTI ร่วงลงราว 8.67% สู่ระดับ 86.55 ดอลลาร์ และเบรนท์ลดลง 9.26% สู่ 89.80 ดอลลาร์ในช่วงเวลาดังกล่าว

รูปแบบการเคลื่อนไหวเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกครั้งที่มีสัญญาณการยกระดับความขัดแย้ง ราคาจะพุ่งขึ้นจากค่าความเสี่ยงสงคราม และทุกครั้งที่มีสัญญาณการเจรจาหรือการคลี่คลาย ราคาก็จะร่วงลงเมื่อผู้ค้าคลายสถานะซื้อ (Long Position) เพื่อรับมือกับความเป็นไปได้ที่อุปทานจะไหลกลับเข้าสู่ตลาด สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันในปี 2569 เคลื่อนไหวในกรอบกว้างอย่างผิดปกติ และยากต่อการคาดเดาในระยะสั้น นักวิเคราะห์เตือนว่าความผันผวนจะยังคงอยู่ ตราบใดที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานอย่างการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และการชะลอตัวของอุปสงค์จากจีนคอยถ่วงดุลกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

ก๊าซธรรมชาติยุโรปกับวิกฤตสต็อกก่อนฤดูหนาว: จุดเปราะบางที่ถูกมองข้าม

ขณะที่สายตาส่วนใหญ่จับจ้องไปที่น้ำมันและทองคำ ตลาดก๊าซธรรมชาติยุโรปกลับซ่อนความเสี่ยงที่รุนแรงไม่แพ้กัน ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าสัญญาก๊าซธรรมชาติ Dutch TTF ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของยุโรป เคลื่อนไหวอยู่ที่ราว 55.55 ยูโรต่อเมกะวัตต์ชั่วโมงเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม โดยในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมาราคาปรับขึ้นราว 12.91% และพุ่งขึ้นถึง 71.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนภาวะตึงตัวที่รุนแรงในตลาดพลังงานยุโรป

รากเหง้าของปัญหามาจากการที่การขนส่งก๊าซผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก ทำให้การส่งมอบจากผู้ส่งออกรายใหญ่อย่างกาตาร์ล่าช้า สถานการณ์นี้ทำให้ความพยายามกักตุนก๊าซของยุโรปก่อนฤดูหนาวยากลำบากขึ้น ประจวบกับการแข่งขันอย่างดุเดือดจากผู้ซื้อในเอเชียที่ทำให้อุปทาน LNG ในตลาดตึงตัวยิ่งขึ้น ที่น่ากังวลคือ ระดับสต็อกก๊าซของยุโรปในขณะนี้เต็มเพียงราว 58% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดตามฤดูกาลในรอบเกือบสองทศวรรษสำหรับช่วงเวลานี้ของปี

สหภาพยุโรปกำหนดเป้าหมายให้สต็อกก๊าซต้องเติมเต็มในระดับที่เพียงพอก่อนเข้าสู่ฤดูหนาว โดยในปี 2569 เป้าหมายที่มีผลผูกพันถูกปรับลดลงจาก 90% เหลือ 80% ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน แต่ด้วยอัตราการเติมสต็อกที่ต่ำกว่าเส้นทางที่จำเป็น หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ACER จึงเรียกร้องให้เพิ่มการนำเข้า LNG หมายความว่ายุโรปต้องเข้าซื้อก๊าซปริมาณมหาศาลในตลาดที่ตึงตัวตลอดฤดูร้อน ซึ่งเป็นแรงหนุนต่อราคา TTF โดยตรง หากมีเหตุการณ์ใด ๆ ที่ทำให้การส่งมอบสะดุด เช่น การโจมตีเรือขนส่งเพิ่มเติมหรือคลื่นความร้อนในเอเชียที่ดึงเรือขนส่งไปมากขึ้น ตลาดอาจเริ่มตั้งราคาความขาดแคลนในฤดูหนาวล่วงหน้าทันที

ในฝั่งสหรัฐฯ ราคาก๊าซธรรมชาติ Nymex ยังอยู่ในระดับต่ำกว่ายุโรปมาก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ โดยสำนักงานสารสนเทศพลังงานสหรัฐฯ (EIA) ได้ปรับเพิ่มประมาณการการผลิตก๊าซธรรมชาติแบบแห้งของสหรัฐฯ ในปี 2569 ขึ้นเป็น 111.2 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากประมาณการเดิม 111.0 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน การผลิตที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นปัจจัยกดดันราคาในระยะสั้น แต่ในระยะกลาง ราคายังได้แรงหนุนจากแนวโน้มอุปทาน LNG โลกที่ตึงตัว และความเป็นไปได้ที่ลูกค้ายุโรปจะหันมาซื้อ LNG จากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยอุปทานจากตะวันออกกลางที่หายไป

ทองแดงทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์: DRC, Codelco และดีมานด์จากยุค AI

ทองแดงคือหนึ่งในดาวเด่นที่สุดของกระดานโลหะอุตสาหกรรม ข้อมูลจาก Trading Economics ระบุว่าสัญญาทองแดงล่วงหน้าพุ่งขึ้นเหนือระดับ 6.7 ดอลลาร์ต่อปอนด์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม แตะจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะย่อลง 1.74% มาปิดที่ 6.57 ดอลลาร์ต่อปอนด์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ในรอบหนึ่งเดือนราคาทองแดงปรับขึ้น 8.52% และพุ่งขึ้นถึง 47.22% เมื่อเทียบรายปี ขณะที่ในตลาดโลหะลอนดอน (LME) ราคาทองแดงเคยทะลุระดับ 14,000 ดอลลาร์ต่อตัน สะท้อนภาวะอุปทานตึงตัวที่รุนแรง

แรงขับเคลื่อนด้านอุปทานมาจากหลายปัจจัยพร้อมกัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ประกาศห้ามส่งออกแร่ทองแดงเข้มข้น (Copper Concentrate) โดยมีผลทันที ซึ่งสะท้อนแนวโน้มที่ประเทศร่ำรวยทรัพยากรพยายามเก็บมูลค่าเพิ่มไว้ในประเทศด้วยการขยายกำลังการกลั่นและแปรรูปภายใน ขณะเดียวกัน การดำเนินงานบางส่วนของเหมือง El Teniente ซึ่งเป็นเหมืองเรือธงของ Codelco รัฐวิสาหกิจเหมืองแร่ชิลี อาจต้องหยุดชะงักนานถึงสองปี ยิ่งเพิ่มความกังวลด้านอุปทานเข้าไปอีก

อีกปัจจัยที่ทรงพลังคือประเด็นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กำหนดโครงสร้างภาษีนำเข้าทองแดงกลั่นแบบเป็นขั้นบันได โดยเริ่มต้นที่อัตรา 15% ซึ่งมีกำหนดบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 การคาดการณ์ล่วงหน้าถึงภาษีดังกล่าวทำให้ผู้ค้าเร่งนำเข้าทองแดงเข้าสู่คลังสินค้าในสหรัฐฯ โดยข้อมูลระบุว่ามีทองแดงมากกว่า 200,000 ตันเดินทางมาถึงท่าเรือสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคม นับเป็นปริมาณการนำเข้ารายเดือนที่สูงที่สุด สถานการณ์นี้ทำให้ราคาทองแดงในสหรัฐฯ ยืนอยู่ในระดับพรีเมียมเหนือราคา LME และดึงอุปทานออกจากตลาดโลก

ในด้านอุปสงค์ ทองแดงได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าและการขยายศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างมหาศาล ตามกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงผลักดันการบริโภคต่อเนื่อง ทองแดงจึงกลายเป็นโลหะเชิงยุทธศาสตร์ในยุค AI อย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม มุมมองด้านอุปทานระยะยาวยังมีความเห็นต่าง โดย Macquarie ปรับเพิ่มประมาณการราคาทองแดงเฉลี่ยปี 2569 เป็น 13,165 ดอลลาร์ต่อตัน จากเดิม 12,310 ดอลลาร์ต่อตัน แต่ในเวลาเดียวกันธนาคารก็มองว่าตลาดไม่ได้ขาดแคลนทองแดง และคาดว่าจะมีภาวะอุปทานส่วนเกินราว 262,000 ตันในปี 2569 พร้อมส่วนเกินที่สูงกว่า 700,000 ตันต่อปีในปี 2570 และ 2571

ความขัดแย้งระหว่างราคาที่ทำสถิติสูงสุดกับการคาดการณ์อุปทานส่วนเกินนี้ ชี้ให้เห็นว่าการปรับขึ้นของราคาทองแดงส่วนหนึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยการเก็งกำไรเกี่ยวกับนโยบายการค้าและการไหลของสินค้าตามภาษี มากกว่าการตึงตัวของอุปทานทางกายภาพล้วน ๆ นักลงทุนจึงต้องระมัดระวังความเสี่ยงที่ราคาอาจปรับฐานแรงหากประเด็นภาษีมีความชัดเจนขึ้นหรือดีมานด์จากจีนชะลอตัว

ภาพใหญ่จากธนาคารโลกและค่าเงินดอลลาร์: กรอบมองปี 2569

เพื่อให้เห็นภาพเชิงมหภาค รายงาน Commodity Markets Outlook ล่าสุดของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่าราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งขึ้นราว 24% ในปีนี้ สู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 อันเป็นผลจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งแรงกระแทกรุนแรงต่อตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลก ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 16% ในปี 2569 โดยได้แรงหนุนจากราคาพลังงานและปุ๋ยที่พุ่งสูง รวมถึงราคาโลหะมีค่าที่ทำสถิติ

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลรายเดือนล่าสุดสะท้อนภาพที่ผ่อนคลายลงบ้าง ดัชนีราคาพลังงานของธนาคารโลกลดลง 1.1% ในเดือนกรกฎาคม ถ่วงน้ำหนักโดยราคาถ่านหินที่ลดลง 4.8% และน้ำมันดิบที่ลดลง 2.2% แต่ถูกชดเชยบางส่วนด้วยราคาก๊าซธรรมชาติยุโรปที่พุ่งขึ้น 19.1% ส่วนดัชนีที่ไม่ใช่พลังงานทรงตัว โดยราคาอาหารเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ปุ๋ยลดลง 4.3% เครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 17.4% ขณะที่โลหะลดลง 2.8% และโลหะมีค่าปรับตัวลง 5.2% ในเดือนดังกล่าว

ปัจจัยที่เชื่อมโยงทุกตลาดเข้าด้วยกันคือค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ข้อมูลจาก Barchart ระบุว่าดัชนีดอลลาร์ (DXY) ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเจ็ดสัปดาห์ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม โดยดอลลาร์อ่อนค่าลงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลาย ซึ่งช่วยหนุนตลาดหุ้นและลดความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย เมื่อดอลลาร์อ่อนค่า สินค้าโภคภัณฑ์ที่ซื้อขายในสกุลดอลลาร์ก็มีราคาถูกลงสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ส่งผลให้ดีมานด์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น นับเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนสำคัญต่อทั้งทองคำ เงิน และทองแดงในเวลานี้

บทสรุปและผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: กลยุทธ์ท่ามกลางความไม่แน่นอน

เมื่อประมวลภาพทั้งหมด จะเห็นว่าตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในเดือนสิงหาคม 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วยสองแกนหลักที่ทำงานสวนทางกัน แกนแรกคือความอ่อนแอของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ลดโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด กดดันดอลลาร์ และหนุนโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงิน แกนที่สองคือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์รอบช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงสร้างค่าความเสี่ยงสงครามให้กับราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ส่วนทองแดงมีเรื่องราวเฉพาะตัวจากอุปทานตึงตัวและดีมานด์ AI นักลงทุนไทยจึงต้องแยกแยะปัจจัยขับเคลื่อนของแต่ละสินทรัพย์ให้ชัดเจน แทนที่จะมองกลุ่มโภคภัณฑ์เป็นก้อนเดียวกัน

สำหรับตลาดหุ้นไทย (SET Index) ผลกระทบมาผ่านหลายช่องทาง ในด้านบวก การที่เฟดมีแนวโน้มชะลอการขึ้นดอกเบี้ยและดอลลาร์อ่อนค่า มักเป็นปัจจัยหนุนการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติสู่ตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทย และช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาท แต่ในด้านลบ ราคาน้ำมันที่ยังผันผวนสูงเป็นความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและต้นทุนของภาคธุรกิจไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ หากราคาน้ำมันกลับมาพุ่งจากปัญหาฮอร์มุซ ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย

ด้านค่าเงินบาทและนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทิศทางดอลลาร์ที่อ่อนค่าเปิดโอกาสให้บาทมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ ธปท. ยังต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการดูแลค่าเงินเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออก กับการควบคุมเงินเฟ้อที่อาจถูกกระตุ้นจากราคาพลังงานนำเข้า นักลงทุนที่มีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศจึงควรบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างรัดกุม โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดอ่อนไหวต่อทุกพาดหัวข่าวภูมิรัฐศาสตร์

ในส่วนของทองคำในประเทศ ราคาทองไทยเคลื่อนไหวตามราคาทองคำโลกในสกุลดอลลาร์และอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์เป็นหลัก เมื่อทองคำโลกปรับขึ้นพร้อมกับบาทที่แข็งค่า ผลลัพธ์สุทธิต่อราคาทองในประเทศอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน นักลงทุนที่สนใจทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจึงควรพิจารณาทั้งสองตัวแปรควบคู่กัน และไม่ควรไล่ราคาในจังหวะที่ตลาดผันผวนสูง ทั้งนี้ ทุนสำรองทองคำของไทยอยู่ที่ระดับราว 234.52 ตัน ซึ่งสะท้อนว่าทองคำยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของทุนสำรองระหว่างประเทศ

สำหรับผู้ที่สนใจธีมการลงทุนระยะยาว โลหะอุตสาหกรรมอย่างทองแดงและเงินเปิดโอกาสในการเกาะกระแสสองเมกะเทรนด์ ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ หุ้นกลุ่มเหมืองแร่ หรือ ETF ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ต้องตระหนักว่าราคาปัจจุบันของทองแดงอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางการคาดการณ์อุปทานส่วนเกิน ความเสี่ยงการปรับฐานจึงมีอยู่จริง การทยอยสะสมและการกำหนดจุดตัดขาดทุนที่ชัดเจนจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการลงทุนก้อนใหญ่ในคราวเดียว

ในเชิงการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) นักวางแผนการเงินหลายรายแนะนำให้พิจารณาทองคำในสัดส่วนราว 5–10% ของพอร์ตการลงทุนโดยรวม เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงในยามที่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรผันผวนพร้อมกัน สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการสะสมทองคำในระยะยาว การทยอยลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar-Cost Averaging) ผ่านกองทุนรวมทองคำหรือการออมทองรายเดือน เป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาดผิดพลาดในช่วงที่ราคาเหวี่ยงตัวรุนแรง และเหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา

ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคในตลาดหุ้นไทยก็เป็นอีกช่องทางที่ได้รับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบจากความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันโลก ผู้ประกอบการต้นน้ำอย่างกลุ่มสำรวจและผลิตอาจได้ประโยชน์เมื่อราคาน้ำมันสูง ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีต้องบริหารต้นทุนวัตถุดิบและส่วนต่างค่าการกลั่นอย่างใกล้ชิด นักลงทุนที่สนใจกลุ่มนี้จึงควรวิเคราะห์เป็นรายบริษัทมากกว่าจะเหมารวมทั้งกลุ่ม และให้ความสำคัญกับปัจจัยเฉพาะตัว เช่น โครงสร้างต้นทุน นโยบายเงินปันผล และความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภค

โดยสรุป ภาพตลาดโภคภัณฑ์ ณ ต้นเดือนสิงหาคม 2569 คือภาพของ ‘ความไม่แน่นอนที่มีโครงสร้าง’ ปัจจัยด้านนโยบายการเงินสหรัฐฯ และภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางจะยังคงเป็นตัวกำหนดทิศทางในระยะสั้น นักลงทุนไทยควรติดตามข้อมูลสำคัญที่จะทยอยประกาศ ทั้งดัชนีเงินเฟ้อ PCE รายงานการจ้างงานรอบถัดไป และพัฒนาการของการเจรจาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมทั้งรักษาวินัยการลงทุน กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และไม่ตอบสนองต่อความผันผวนรายวันมากเกินไป เพราะในตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพาดหัวข่าว ความอดทนและการมองภาพระยะยาวคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดของนักลงทุน

ทั้งนี้ ข้อมูลและมุมมองในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น มิใช่คำแนะนำในการลงทุน การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องมีความเสี่ยงสูงและราคาอาจผันผวนรุนแรง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง

Similar Posts

  • กลยุทธ์พอร์ตลงทุน 2026: บอนด์สูง ETF คริปโตร่วง ตลาดเกิดใหม่มาแรง

    ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม 2026 ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันที่ซับซ้อนและทรงพลังอย่างที่ไม่เคยเห็นมานานหลายปี บอนด์รัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งให้ผลตอบแทนสูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี ขณะที่เงินทุนไหลออกจาก Bitcoin ETF กว่า 1.47 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว สัญญาณเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความผันผวนชั่วคราว แต่กำลังบ่งบอกถึงการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอร์ตการลงทุนระดับสถาบันครั้งใหญ่ที่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย จำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงสงครามระหว่างสองขั้วของสินทรัพย์ลงทุน ฝั่งหนึ่งคือตราสารหนี้ดั้งเดิมที่กลับมามีความน่าดึงดูดใจอีกครั้ง และอีกฝั่งคือสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน ETF ที่เคยสร้างกระแสความนิยมสูงสุดในประวัติศาสตร์เมื่อปี 2025 ส่วนตลาดเกิดใหม่ทั่วเอเชีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา กลับกลายเป็น “ทางเลือกที่สาม” ที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นเรื่อยๆ บอนด์สหรัฐฯ กลายเป็น “ตัวร้าย” ที่ทำให้ ETF คริปโตเลือดไหล อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปีทะยานขึ้นแตะระดับ 5.198% ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ก่อนวิกฤตการเงินปี 2007-2008 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะ 4.687% ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายเดือน Crypto Briefing ผลกระทบต่อตลาดคริปโตนั้นรุนแรงและรวดเร็ว ผลิตภัณฑ์การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง ETF…

  • |

    เศรษฐกิจโลกครึ่งปีหลัง 2026: จ้างงานสหรัฐสะดุด เงินเฟ้อหนืด ธนาคารกลางแยกทาง

    ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2026 ด้วยภาพที่เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง ด้านหนึ่งตลาดหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ในบางดัชนี ทองคำดีดตัวกลับ และราคาน้ำมันดิ่งลงจนคลายแรงกดดันเงินเฟ้อ แต่อีกด้านหนึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดกลับส่งสัญญาณว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มสะดุด ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ท่ามกลางฉากหลังนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกกำลังเดินสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภายใต้ประธานคนใหม่ยืนดอกเบี้ยสูงและเปิดช่องขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นตัวแปรที่นักลงทุนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันหยุดชาติสหรัฐ (Independence Day) กลายเป็นช่วงเวลาที่อัดแน่นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) ประจำเดือนมิถุนายนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเฟดใหม่ทั้งหมด CNBC รายงานว่าตัวเลขจ้างงานที่อ่อนแอลงช่วยลดความกังวลว่าเฟดจะรีบขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาผ่อนคลายในช่วงท้ายสัปดาห์ บทความนี้จะพาผู้อ่านไล่เรียงภาพใหญ่ตั้งแต่ตลาดแรงงานสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟดและ ECB ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันและทองคำ ไปจนถึงคำถามเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี ก่อนจะประเมินว่าทั้งหมดนี้จะส่งผลต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างไร ตลาดแรงงานสหรัฐส่งสัญญาณอ่อนแรง จ้างงานมิถุนายนต่ำสุดในรอบ 4 เดือน หัวใจของสัปดาห์นี้อยู่ที่รายงานการจ้างงานเดือนมิถุนายน ซึ่งสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ (BLS) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจสหรัฐสร้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลของ Dow Jones คาดไว้ที่ราว 110,000–115,000 ตำแหน่งอย่างมาก และถือเป็นการเพิ่มขึ้นที่น้อยที่สุดในรอบ…

  • | |

    สงครามการค้าปะทุ! สหรัฐฯ เก็บภาษีแคนาดา 50% คว่ำบาตรอิหร่าน กระทบนักลงทุนไทย

    ภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 กำลังเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนหลายด้านพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อสหรัฐอเมริกาเดินหน้าใช้ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” เป็นอาวุธหลักในการกดดันทั้งพันธมิตรและปรปักษ์ในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งคือการปะทุรอบใหม่ของสงครามการค้ากับแคนาดา หลังการเจรจาล่มไม่เป็นท่าจนนำไปสู่การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงถึง 50% อีกด้านหนึ่งคือการยกระดับ “สงครามเศรษฐกิจ” กับอิหร่านที่ลากยาวมาเกือบหกเดือน โดยล่าสุดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ท่ามกลางวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ยังปิดตายและกดดันราคาพลังงานทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยและนักลงทุนทั่วเอเชีย ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะทุกความเคลื่อนไหวสะท้อนกลับมายังราคาน้ำมัน ค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ส่งผลโดยตรงต่อพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทีละประเด็นสำคัญ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์รับมือ โดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดจากสำนักข่าวและสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก 1. ศึกภาษีสหรัฐฯ–แคนาดาปะทุ เจรจาล่มนาทีสุดท้าย เปิดฉากตอบโต้ “ดอลลาร์ต่อดอลลาร์” จุดร้อนที่สุดของสัปดาห์นี้อยู่ที่พรมแดนอเมริกาเหนือ เมื่อการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับแคนาดาที่ยืดเยื้อมาเกือบสองสัปดาห์ต้องล้มครืนลงในคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ก่อนถึงเส้นตายเที่ยงคืนเพียงไม่กี่ชั่วโมง CNBC รายงานว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มบังคับใช้ภาษีนำเข้าอัตรา 50% กับสินค้าแคนาดามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ตั้งแต่เช้าวันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ไม้ฮอกกี้ วัสดุก่อสร้าง เครื่องเรือน พลาสติก ไม้อัด ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและเสื้อผ้าบางประเภท มาตรการภาษีชุดนี้ออกมาภายใต้มาตรา 338 ของกฎหมาย Tariff Act…

  • วิเคราะห์หุ้นสหรัฐฯ ดิ่งรับแรงเทขายบิ๊กเทค AI เงินทุนหมุนเข้ากลุ่ม Value หุ้นปันผลสูง

    สถานการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Wall Street) ล่าสุดประจำวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ปิดตลาดในแดนลบสลับผันผวนอย่างรุนแรง โดยดัชนีหลักทั้ง S&P 500 และ Nasdaq ถูกกดดันอย่างหนักจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่และกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเคยกุมบังเหียนตลาดขาขึ้นมาอย่างยาวนาน ทว่าการปรับตัวลดลงในครั้งนี้กลับสวนทางกับภาพรวมของตลาดที่หุ้นกว่า 3 ใน 5 ตัวในดัชนี S&P 500 ยังคงสามารถปิดในแดนบวกได้ เนื่องจากนักลงทุนขยับเม็ดเงินเข้าสู่กลุ่มหุ้นดั้งเดิม (Value Stocks) และหุ้นขนาดเล็ก (Small-cap) หลังจากมีการเปิดเผย ข้อมูลดัชนีภาคการผลิต (ISM Manufacturing) และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนมิถุนายนที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้มาก ส่งผลให้อัตราการว่างงานดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ปัจจัยเหล่านี้ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (10-year Treasury yield) ชะลอตัวลงจากระดับสูงสุดของวันที่ 4.50% มาอยู่ที่ 4.46%-4.47% เปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือลดความเข้มงวดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ลง ดัชนี…

  • |

    โลกยุคอาวุธเศรษฐกิจ: สงครามการค้า คว่ำบาตร วิกฤตพลังงาน สั่นคลอนตลาดปี 2026

    ครึ่งหลังของปี 2026 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” อย่างภาษีศุลกากร มาตรการคว่ำบาตร และการควบคุมเส้นทางพลังงาน ถูกยกระดับเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย กำแพงภาษี Section 122 ของสหรัฐฯ กำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ พร้อมกับเงาของมาตรการ Section 301 ที่รออยู่ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาตจากสงครามอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 21 ที่ลุกลามจากรัสเซียไปถึงจีน สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์ที่กลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายงานฉบับนี้ประมวลภาพความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่กำลังหล่อหลอมทิศทางตลาดโลก และวิเคราะห์นัยสำคัญต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกดูเหมือนจะแยกขาดจากความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลขและเหตุการณ์ต่าง ๆ กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ดัชนี Dow Jones ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900 จุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม แต่ในอีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่งเกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนภาพเศรษฐกิจสองด้านที่กำลังดำเนินไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความคึกคักของกระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI)…

  • |

    วอลล์สตรีทดีดกลับรับเงินเฟ้อชะลอ IBM ดิ่ง 25% แบงก์กำไรทำสถิติ

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาปิดในแดนบวกเมื่อวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม หลังตัวเลขเงินเฟ้อ CPI เดือนมิถุนายนออกมา “เย็น” กว่าที่นักลงทุนคาดการณ์ ช่วยลดแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟื้นตัวแรงและผลประกอบการไตรมาส 2 ของกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนยังถูกปกคลุมด้วยเงาสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว บทความนี้ประมวลภาพรวมความเคลื่อนไหวสำคัญของวอลล์สตรีท พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่ส่งตรงถึงตลาดหุ้นไทย ค่าเงินบาท และพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย วอลล์สตรีทดีดกลับ: สามดัชนีหลักปิดบวกหลังตัวเลขเงินเฟ้อคลายกังวล ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันอังคารด้วยภาพที่ต่างจากต้นสัปดาห์อย่างสิ้นเชิง โดย CNBC รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.38% ปิดที่ระดับ 7,543.59 จุด ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีทะยานขึ้น 0.9% ปิดที่ 26,107.01 จุด ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดบวกเพียงเล็กน้อยที่ 9.63 จุด…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *