สงครามเศรษฐกิจโลก: ทรัมป์ลั่น Economic D-Day น้ำมันพุ่ง ทองคำนิวไฮ นักลงทุนไทยต้องรู้
ตลาดการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ท่ามกลางความปั่นป่วนที่ถาโถมจากหลายแนวรบพร้อมกัน เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศเปิดฉาก “Economic D-Day” หรือปฏิบัติการสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อกดดันอิหร่าน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านย่างเข้าสู่เดือนที่หก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลกยังคงถูกปิดกั้นเกือบสนิท ผลลัพธ์คือราคาน้ำมันดิบเบรนต์ทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบเดือน ทองคำพุ่งทำจุดสูงสุดในรอบสามเดือน และตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนักที่สุดในรอบสามสัปดาห์
ในเวลาเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนก็ยังไม่มีทีท่าคลี่คลายอย่างแท้จริง แม้ทั้งสองฝ่ายจะยืดข้อตกลงพักรบทางภาษีออกไป แต่โครงสร้างกำแพงภาษีที่ซับซ้อนหลายชั้นยังคงกดดันห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และดันอัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) สำหรับประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักและมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับต้น สถานการณ์เหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท ต้นทุนพลังงาน และทิศทางของดัชนี SET รายงานฉบับนี้จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกทุกแนวรบ พร้อมประเมินผลกระทบและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย
1. “Economic D-Day”: ทรัมป์เปิดสงครามเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดกับอิหร่าน
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงค่ำวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2569 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ข้อความตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ประกาศคำว่า “ECONOMIC D-DAY” ต่ออิหร่าน โดยระบุว่านี่จะเป็น “ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยดำเนินการกับประเทศใด” สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ทรัมป์ยังขู่ว่าจะใช้บทลงโทษทางการเงินขั้นรุนแรงต่อประเทศใดก็ตามที่ช่วยเหลือเตหะรานหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
สาระสำคัญของคำประกาศคือการขยายวงล้อมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมไม่เฉพาะอิหร่านเท่านั้น แต่รวมถึง “ประเทศที่สาม” ทั้งหมดด้วย ทรัมป์ระบุชัดว่า ประเทศใดที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐของตนเป็น “เส้นเลือดหล่อเลี้ยง” ให้อิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลตามไปด้วย โดยกิจกรรมที่อยู่ในข่ายถูกจับตา ได้แก่ การลักลอบค้าน้ำมัน การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตรา การโอนเงินสด สำนักงานแลกเปลี่ยนเงิน การจดทะเบียนเรือ และบริษัทบังหน้า (front companies)
คำประกาศครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากปฏิบัติการที่ใช้ชื่อว่า “Operation Economic Fury” ซึ่งรัฐบาลทรัมป์เดินหน้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และขณะนี้กำลังย่างเข้าสู่เดือนที่หกโดยยังไม่มีทางออกทั้งทางการทูตและการทหารที่ชัดเจน สำนักข่าว Associated Press ตั้งข้อสังเกตว่า การหันมาเน้นสงครามเศรษฐกิจสะท้อนความเป็นจริงอันยากลำบากของทรัมป์ ที่ต้องรับมือกับสงครามที่ได้รับความนิยมลดลง คลังอาวุธสำคัญร่อยหรอ และการเลือกตั้งกลางเทอมที่ใกล้เข้ามาในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะชี้ชะตาว่าพรรครีพับลิกันจะรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้หรือไม่
รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า วอชิงตันจะใช้ “มาตรการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์” ต่ออิหร่าน พร้อมส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้ “มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิ” (secondary sanctions) กับประเทศและบริษัทที่ยังคงทำธุรกิจกับเตหะราน ที่น่าสนใจคือ เบสเซนต์ระบุว่าการเดินหน้ากดดันทางเศรษฐกิจหมายความว่าสหรัฐฯ มีแนวโน้มจะ “ไม่กลับไป” ทำสงครามขนาดใหญ่กับอิหร่านอีก โดยเลือกใช้อาวุธทางการเงินแทนกำลังทหาร
อย่างไรก็ตาม ท่าทีของอิหร่านยังคงแข็งกร้าว โดยรองรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตอบโต้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า เมื่อสงครามทางทหารไม่ได้ผล สหรัฐฯ จึงตั้งชื่อความล้มเหลวครั้งต่อไปว่า “สงครามเศรษฐกิจ” พร้อมปฏิเสธว่าเศรษฐกิจอิหร่านไม่ได้อยู่บนขอบเหวของการล่มสลาย ด้านประธานรัฐสภาอิหร่านออกมายื่นเงื่อนไขว่า สหรัฐฯ ต้องยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันและยุติการข่มขู่ทางทหารก่อน ช่องแคบฮอร์มุซจึงจะกลับมาเปิดได้ตามปกติ
2. ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดคอขวดที่กำหนดชะตาตลาดพลังงานโลก
หัวใจของวิกฤตพลังงานรอบนี้อยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เส้นทางเดินเรือแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งเป็นจุดขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวที่สำคัญที่สุดของโลก นับตั้งแต่สงครามปะทุในเดือนกุมภาพันธ์ ปริมาณเรือที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลเบื้องต้นจากผู้ให้บริการข้อมูลการเดินเรือระบุว่า ในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 16 สิงหาคม มีเรือผ่านช่องแคบเพียง 73 ลำ ลดลงจาก 91 ลำในสัปดาห์ก่อนหน้า สะท้อนว่ามีผู้ประกอบการเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่ยังกล้าเสี่ยงใช้เส้นทางนี้
ความตึงเครียดที่ยืดเยื้อได้ผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยหลังคำประกาศ Economic D-Day ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานโลกทะยานขึ้นเหนือระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปิดตลาดวันศุกร์ที่ 94.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดที่ 87.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตลอดทั้งสัปดาห์ ราคาเบรนต์ปรับขึ้นราว 6.4% และ WTI เพิ่มขึ้นราว 5.7% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม
จอห์น คิลดัฟฟ์ (John Kilduff) หุ้นส่วนของ Again Capital ให้ความเห็นกับสำนักข่าวรอยเตอร์สอย่างตรงไปตรงมาว่า การคว่ำบาตรคือเครื่องมือเดียวที่เคยกดดันอิหร่านให้ยอมอ่อนข้อได้ ขณะที่ฟิล ฟลินน์ (Phil Flynn) นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Price Futures Group มองต่างมุมว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะยังเป็นปัญหา แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันอีกต่อไป เพราะตลาดเริ่มหาทางออกด้วยการใช้ท่อส่งน้ำมัน น้ำมันจากชั้นหินดินดาน (shale) ของสหรัฐฯ การฟื้นตัวของเวเนซุเอลา และกำลังการผลิตของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ไม่ถูกจำกัด
“ฮอร์มุซยังเป็นปัญหา แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวอีกต่อไป” — ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์อาวุโส Price Futures Group (ผ่านรอยเตอร์ส)
แม้ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นแรง แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าจะเกิดวิกฤตอุปทานรุนแรงถึงขั้นเลวร้ายที่สุด ข้อสังเกตสำคัญคือ ราคาเบรนต์ที่ระดับ 92–94 ดอลลาร์ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดของปี 2569 ที่เคยพุ่งแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นปีอย่างมาก บ่งชี้ว่าตลาดตีความคำขู่ของทรัมป์ว่าเป็น “การยกระดับที่แท้จริง” แต่ยังไม่ถึงขั้น “หายนะด้านอุปทาน” นอกจากนี้ เบสเซนต์ยังออกมาระบุว่านักลงทุนบางส่วน “ตีความผิด” จนดันราคาน้ำมันขึ้นเกินจริง
3. ทองคำนิวไฮ หุ้นสหรัฐฯ ผันผวน: เมื่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์บวกวิกฤตหนี้
ผลกระทบจากความตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่แค่ตลาดน้ำมัน แต่ลามไปทั่วทุกสินทรัพย์ ในวันที่ทรัมป์เดินหน้าคำขู่ทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงเทขายหนักที่สุดในรอบสามสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 703.84 จุด หรือ 1.32% ปิดที่ 52,759.21 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.87% ปิดที่ 7,641.16 จุด อย่างไรก็ตาม ในวันศุกร์ตลาดเริ่มมีสัญญาณทรงตัวและฟื้นตัวได้บางส่วน หลังข้อมูลกิจกรรมทางธุรกิจของสหรัฐฯ ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด
สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ตลาดพันธบัตร ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันซ้อนทับกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับราว 5.3% ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเห็นมานานเกือบสองทศวรรษ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรของเยอรมนี ญี่ปุ่น อังกฤษ และอีกหลายประเทศต่างปรับขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบหลายปีเช่นกัน สะท้อนความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อและความยั่งยืนทางการคลัง ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังประกาศว่าหนี้สาธารณะทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในสัปดาห์เดียวกัน
ท่ามกลางความไม่แน่นอนเช่นนี้ ทองคำกลายเป็นดาวเด่นในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำล่วงหน้าเดือนธันวาคมพุ่งแตะ 4,569.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม โดยตลอดสัปดาห์ราคาทองคำปรับขึ้นเกือบ 5% และเป็นการเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ห้า ซึ่งเป็นสถิติการปรับขึ้นต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในปีเดียวกันทองคำเคยพุ่งทำสถิติสูงสุดใกล้ระดับ 5,600 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัวลงในไตรมาสสอง
ปัจจัยหนุนราคาทองคำมาจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวอย่างน้อยเท่าตัวเพื่อกดต้นทุนการกู้ยืม ซึ่งฉุดให้ผลตอบแทนพันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์อ่อนลงในระยะแรก รวมถึงแรงซื้อเชิงโครงสร้างจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน นักวิเคราะห์มองว่าปรากฏการณ์นี้คือการกลับมาของ “debasement trade” หรือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากการด้อยค่าของเงินกระดาษ
ในกลุ่มหุ้นพลังงาน ความตึงเครียดกลับสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น กองทุน Energy Select Sector SPDR (XLE) ให้ผลตอบแทนกว่า 44% นับจากต้นปี ExxonMobil เพิ่มขึ้นราว 39% และ Chevron ราว 36% ที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือกลุ่มผู้ประกอบการเรือบรรทุกน้ำมัน โดยหุ้น Frontline พุ่งขึ้นถึง 99% และ DHT Holdings เพิ่มขึ้น 60% จากการที่เรือต้องเปลี่ยนเส้นทางเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่ากำไรของกลุ่มพลังงานที่คาดว่าจะโต 57% ในปี 2569 มีแนวโน้มจะพลิกกลับในปี 2570 เมื่ออุปทานกลับสู่ภาวะปกติ ประกอบกับแรงกดดันทางการเมืองจากการเลือกตั้งกลางเทอมอาจผลักดันให้เกิดการลดความตึงเครียด ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นพลังงานปรับฐานอย่างรวดเร็ว
4. สงครามการค้าสหรัฐฯ–จีน: กำแพงภาษีที่ยังคุกรุ่นแม้จะมีข้อตกลงพักรบ
ควบคู่ไปกับวิกฤตอิหร่าน แนวรบสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนยังคงเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจโลกในระยะยาว แม้บรรยากาศจะดูผ่อนคลายลงกว่าช่วงต้นปีที่อัตราภาษีเคยพุ่งสูงถึงระดับสามหลัก แต่โครงสร้างกำแพงภาษีในปัจจุบันยังคงซับซ้อนและมีต้นทุนสูง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่ากฎหมาย IEEPA ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีนำเข้าตามที่ประกาศไว้ ส่งผลให้ต้องยกเลิกภาษีหลายรายการที่บังคับใช้ในปี 2568
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้อย่างรวดเร็วด้วยการหาฐานทางกฎหมายใหม่ ทั้งการเก็บภาษีทั่วกระดาน 10% (มีแผนขึ้นเป็น 15%) และการใช้มาตรา 301 (Section 301) รวมถึงมาตรา 232 ปัจจุบัน อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่แท้จริงของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับราว 18.6% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในทศวรรษ 1930 สำหรับสินค้าจากจีน อัตราภาษีที่แท้จริงเฉลี่ยยังคงอยู่ใกล้ระดับ 30% ซึ่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศใด ๆ
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ภายใต้การนำของเจมีสัน กรีเออร์ ได้ประกาศเก็บภาษีระลอกใหม่กับกว่า 60 ประเทศเศรษฐกิจ รวมถึงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และสหภาพยุโรป ในอัตรา 10–12.5% ภายใต้ข้ออ้างเรื่องการใช้แรงงานบังคับ (forced labor) โดยจีนถูกเก็บในอัตรา 12.5% สิ่งสำคัญที่ไทยต้องจับตาคือ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในรายชื่อการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ด้วยเช่นกัน
ข้อตกลงพักรบทางการค้าที่ทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันช่วยลดอัตราภาษีตอบโต้ (reciprocal) ลงเหลือ 10% โดยมีผลไปจนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเชิงโครงสร้างได้เกิดขึ้นแล้ว รายงานของ McKinsey Global Institute ระบุว่า สงครามภาษีได้ผลักดันมูลค่าการค้ากว่า 165,000 ล้านดอลลาร์ให้ไหลออกจากเส้นทางการค้าสหรัฐฯ–จีน โดยการค้าระหว่างสองประเทศลดลงราว 30% สหรัฐฯ หันไปนำเข้าจากแหล่งอื่นทดแทนได้ราวสองในสาม ขณะที่ผู้ส่งออกจีนต้องลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคลงเฉลี่ย 8% เพื่อหาตลาดใหม่
ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์การค้าครั้งนี้คือ กลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ซึ่งสามารถเพิ่มปริมาณการค้ากับทั้งสองมหาอำนาจได้ ในทางกลับกัน สหภาพยุโรปกลับเผชิญแรงกดดันสองด้าน ทั้งจากสินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาและภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น สำหรับผลกระทบต่อการคลังสหรัฐฯ นั้น Tax Foundation ประเมินว่ามาตรการภาษีจะสร้างรายได้ราว 110,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 และรวม 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในกรอบ 10 ปี แต่ผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจจะฉุดรายได้สุทธิลงอย่างมีนัยสำคัญ
5. มุมมองผู้เชี่ยวชาญ: สงครามเศรษฐกิจจะได้ผลจริงหรือไม่?
คำถามใหญ่ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกกำลังถกเถียงกันคือ มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจครั้งใหม่นี้จะสามารถบีบให้อิหร่านยอมจำนนได้จริงหรือไม่ เสียงส่วนใหญ่ยังคงเต็มไปด้วยความกังขา
วาลี นาสร์ (Vali Nasr) ศาสตราจารย์ด้านกิจการระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัย Johns Hopkins-SAIS และอดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า มาตรการล่าสุดไม่น่าจะบีบให้อิหร่านยอมทำตามข้อเรียกร้องของวอชิงตันได้ เนื่องจากอิหร่านผ่านการเผชิญมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตกมานานเกือบห้าทศวรรษจนพัฒนา “เศรษฐกิจแบบเอาตัวรอด” (survival economy) ที่สามารถทนรับความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจได้ยาวนานกว่าที่หลายฝ่ายคาด
ด้านเฮลิมา ครอฟต์ (Helima Croft) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกของ RBC Capital Markets ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ชี้ประเด็นสำคัญว่า อิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ถูกคว่ำบาตรมากที่สุดในโลกอยู่แล้ว คำถามที่แท้จริงคือ สหรัฐฯ จะกล้าดำเนินการกับจีนและรัสเซีย ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่านหรือไม่ ประเด็นนี้ถือเป็น “จุดตาย” ของยุทธศาสตร์ เพราะหากปักกิ่งยังคงนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านผ่านโรงกลั่นอิสระ อิหร่านก็ยังมีลูกค้ารายใหญ่ที่ค้ำจุนเศรษฐกิจไว้ได้
“การกดดันทางเศรษฐกิจจะไม่ช่วยแก้ปัญหา” — หลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน
ท่าทีของจีนสะท้อนชัดผ่านคำแถลงของหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ที่เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้มาตรการอย่างรับผิดชอบและแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการทูต ประเด็นนี้ตอกย้ำความเสี่ยงที่นักวิเคราะห์หลายรายกังวล นั่นคือ หากสหรัฐฯ เดินหน้าใช้มาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิกับโรงกลั่นจีนหรือธนาคารที่เกี่ยวข้องจริง ปัญหาอิหร่านอาจลุกลามกลายเป็น “ปัญหาสหรัฐฯ–จีน” เต็มรูปแบบ ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงระดับที่ใหญ่พอจะสั่นสะเทือนตลาดโลกทั้งระบบ
ในภาพใหญ่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกลง โดยในกรณีฐาน (สมมติว่าความขัดแย้งจบเร็วและราคาพลังงานเพิ่มขึ้นราว 19%) เศรษฐกิจโลกจะโตเพียง 3.1% ในปีนี้ และเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ 4.4% ซึ่งเบี่ยงเบนจากแนวโน้มการชะลอตัวของเงินเฟ้อในช่วงก่อนหน้าอย่างชัดเจน แต่หากเข้าสู่กรณีเลวร้าย (ราคาพลังงานพุ่งแรงและเงื่อนไขทางการเงินตึงตัว) การเติบโตอาจลดลงเหลือเพียง 2.5% และเงินเฟ้อพุ่งสู่ 5.4% ซึ่งจะเป็นภาวะที่ใกล้เคียงกับ “stagflation” หรือเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อสูง
ขณะที่ BlackRock Investment Institute ระบุในรายงานความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ประจำเดือนสิงหาคมว่า “การแตกกระจายทางภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical fragmentation) กำลังเร่งตัวขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และความตึงเครียดทางการค้า รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ จึงหันมาให้ความสำคัญกับความมั่นคง ความยืดหยุ่น และอธิปไตยทางเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งสร้างทั้งโอกาสใหม่และต้นทุนที่สูงขึ้นสำหรับนักลงทุน
6. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: ค่าเงินบาทอ่อน ต้นทุนพลังงานพุ่ง
สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็น ผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (net energy importer) สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นถือเป็นความเสี่ยงโดยตรงที่รุนแรง เนื่องจากกว่า 60% ของการผลิตไฟฟ้าในประเทศพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ เมื่อราคาพลังงานโลกพุ่ง ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าขนส่งจึงปรับตัวสูงตามไปด้วย บทวิเคราะห์ของสถาบันการเงินหลายแห่งชี้ว่า ทุก ๆ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะฉุดดุลการค้าของไทยลงราว 0.9% ของ GDP เพราะประเทศต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมากเพื่อชำระค่าพลังงานนำเข้า
แรงกดดันดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ในเดือนสิงหาคม 2569 เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบราว 33.64–34.20 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดของปี โดยอ่อนค่าลงแล้วเกือบ 8.8% นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ปัจจัยหลักมาจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่ระดับ 3.50–3.75% กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ระดับเพียง 1.00% ซึ่งเป็นช่องว่างถึง 250–275 จุดพื้นฐาน (bps) ทำให้เงินทุนไหลไปหาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
Bloomberg รายงานว่า การฟื้นตัวของเงินบาทในระยะสั้นอาจอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจาก ธปท. มีแนวโน้มคงจุดยืนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อประคองเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันสูง โดยนักวิเคราะห์จาก BNP Paribas คาดว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าไปแตะ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงปลายปี ขณะที่ MUFG Bank ประเมินว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงราว 4% สู่ระดับ 34.4 บาทต่อดอลลาร์ในไตรมาสสี่
ในด้านราคาพลังงานภายในประเทศ ข้อมูลจาก GlobalPetrolPrices ระบุว่า ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ราคาน้ำมันเบนซินในไทยอยู่ที่ 47.36 บาทต่อลิตร โดยตลอดปีที่ผ่านมาราคาเคยพุ่งแตะจุดสูงสุดถึง 54.76 บาทต่อลิตรในเดือนพฤษภาคม สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันต่อกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและงบประมาณอุดหนุนของภาครัฐอย่างหนัก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่อาจกระทบผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 9% ของ GDP ไทย และอาจดันราคาอาหารในประเทศให้ผันผวนรุนแรงขึ้น
ในแง่การค้า ไทยยังต้องเผชิญกับกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ในอัตรา 19% สำหรับสินค้าส่งออก (ลดลงเหลือ 17.3% ชั่วคราวหลังคำวินิจฉัยของศาลสูงสุด) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri Research) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1.8% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี จากผลกระทบเต็มรูปแบบของภาษีสหรัฐฯ ต่อสินค้าส่งออกหลัก ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า สอดคล้องกับธนาคารโลก (World Bank) ที่คาดการณ์การเติบโตไว้ที่เพียง 1.6%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง โดยประเทศมีทุนสำรองระหว่างประเทศราว 279,200 ล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 302,000 ล้านดอลลาร์เมื่อรวมฐานะซื้อขายล่วงหน้า) และมีน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการราว 110 วัน (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม) ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความผันผวน นักลงทุนควรจับตาการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 อย่างใกล้ชิด เพราะจะเป็นตัวชี้ทิศทางค่าเงินบาทและต้นทุนทางการเงินในช่วงที่เหลือของปี
สำหรับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ในช่วงต้นเดือนสิงหาคมเคลื่อนไหวในกรอบราว 1,612–1,624 จุด โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมองว่าดัชนีมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในลักษณะไซด์เวย์ (sideways) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโลกและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจคือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกลับเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงานของไทย เช่น PTT ซึ่งช่วยพยุงดัชนีไม่ให้ปรับลงแรง บทเรียนสำคัญคือช่วงที่สงครามอิหร่านทวีความรุนแรงในต้นปี ดัชนี SET 50 เคยดิ่งลงถึง 8% จนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (circuit breaker) สะท้อนความเปราะบางของตลาดไทยต่อความเสี่ยงด้านพลังงาน
7. บทสรุปและกลยุทธ์สำหรับนักลงทุนไทย
ภาพรวมของสถานการณ์ในปลายเดือนสิงหาคม 2569 คือโลกกำลังเผชิญกับ “ความเสี่ยงซ้อนความเสี่ยง” ทั้งสงครามเศรษฐกิจสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยังไร้ทางออก สงครามการค้าสหรัฐฯ–จีนที่คุกรุ่นใต้ผิวข้อตกลงพักรบ วิกฤตหนี้สาธารณะและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูง ตลอดจนความไม่แน่นอนของการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ที่จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางนโยบายในช่วงที่เหลือของปี สำหรับนักลงทุนไทย นี่คือช่วงเวลาที่ต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบมากกว่าการไล่ตามผลตอบแทน
ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนควรพิจารณา:
- ระวังหุ้นพลังงานที่ปรับขึ้นมามาก: แม้กลุ่มพลังงานและเรือบรรทุกน้ำมันจะให้ผลตอบแทนโดดเด่น แต่กำไรที่คาดว่าจะพลิกกลับในปี 2570 และแรงกดดันให้ลดความตึงเครียดก่อนการเลือกตั้ง อาจทำให้ราคาปรับฐานรวดเร็ว ควรพิจารณาทยอยขายทำกำไรบางส่วน
- ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าถือครอง: ท่ามกลางวิกฤตหนี้สหรัฐฯ ที่ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์และแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก การจัดสรรพอร์ตบางส่วนไว้ในทองคำช่วยกระจายความเสี่ยงได้ แต่ควรระวังความผันผวนหลังราคาทำนิวไฮต่อเนื่อง
- เตรียมรับมือค่าเงินบาทอ่อน: ผู้ที่มีภาระค่าใช้จ่ายสกุลดอลลาร์หรือนำเข้าสินค้าควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) ขณะที่ผู้ส่งออกและหุ้นกลุ่มส่งออกอาจได้อานิสงส์จากบาทอ่อน
- จับตาการประชุม ธปท. วันที่ 26 สิงหาคม: การตัดสินใจด้านดอกเบี้ยจะเป็นตัวกำหนดทิศทางค่าเงินบาทและกระแสเงินทุนต่างชาติในระยะถัดไป
- กระจายความเสี่ยงสู่หุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการปรับโครงสร้างการค้า: อาเซียนเป็นภูมิภาคที่ได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการค้าออกจากเส้นทางสหรัฐฯ–จีน หุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นอาจมีโอกาสเติบโต
ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญคือ นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับ “ผลกระทบเชิงโครงสร้างระยะยาว” มากกว่าการตื่นตระหนกไปกับพาดหัวข่าวรายวัน ตามที่ Terry Sandven หัวหน้านักกลยุทธ์หุ้นของ U.S. Bank ระบุว่า สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ทุกพาดหัวข่าว แต่คือคำถามว่าความขัดแย้งเหล่านี้จะก่อให้เกิดการสูญเสียอุปทานอย่างถาวรที่เปลี่ยนแปลงการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ หรือกำไรของบริษัทหรือไม่ ในสภาวะที่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวสารและอารมณ์เช่นนี้ วินัยการลงทุน การกระจายความเสี่ยง และการมองภาพระยะยาว จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับพอร์ตการลงทุนของคนไทย
