กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง
ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง
ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน
ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์
BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21%
เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย
BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง
เสียงจาก CEO: ความมั่นใจที่มาพร้อมความระมัดระวัง
Meg O’Neill ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BP ออกมาให้ความเห็นในแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแต่สุขุม
“โดยรวมแล้ว ธุรกิจของเรายังคงดำเนินไปได้อย่างดี นี่เป็นอีกไตรมาสหนึ่งของการส่งมอบผลงานด้านปฏิบัติการและการเงินที่แข็งแกร่ง และเราได้คืบหน้าเพิ่มเติมไปสู่เป้าหมายปี 2570” O’Neill กล่าว
ถ้อยคำ “ยังคงดำเนินไปได้อย่างดี” และ “คืบหน้าเพิ่มเติม” สะท้อนให้เห็นถึงการวางกรอบที่ระมัดระวัง เพราะ BP รู้ดีว่าในขณะที่ผลประกอบการแข็งแกร่งเป็นพิเศษ บริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความไม่แน่นอนของสงคราม หนี้สินที่ยังสูงอยู่ และแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ
บริบทของตลาดพลังงาน: สงครามในฐานะตัวเปลี่ยนเกม
เพื่อเข้าใจว่าทำไม BP ถึงทำกำไรได้ดีขนาดนี้ จำเป็นต้องมองภาพรวมของตลาดพลังงานในช่วงที่ผ่านมา
สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ส่งผลต่อการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20-21% ของการผลิตโลก การหยุดชะงักในช่องแคบนี้ถูกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) อธิบายว่าเป็น ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ในช่วงตลอดไตรมาสแรก ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นจากระดับประมาณ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ขึ้นไป และล่าสุดแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในระดับนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของบริษัทพลังงานทุกแห่งที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ เพราะต้นทุนการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของราคาขาย ทำให้มาร์จิ้นกำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
สำหรับ BP ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมัน ความผันผวนของราคาในระดับสูงกลับเป็นโอกาสทำกำไรมากกว่าเป็นความเสี่ยง เพราะแผนกการค้าพลังงาน (Energy Trading) ของบริษัทสามารถทำกำไรได้อย่างงดงามจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงนี้
ราคาหุ้นและตำแหน่งในตลาด: ดาวรุ่งในกลุ่มพลังงาน
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งสะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างชัดเจน หุ้น BP ปรับตัวขึ้น 3% ในการซื้อขายช่วงเช้าหลังประกาศผล และหากมองภาพรวมทั้งปี หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดลอนดอนแห่งนี้ได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 32% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ BP กลายเป็นบริษัทที่มีผลตอบแทนสูงเป็นอันดับสองในกลุ่ม 5 บริษัทพลังงานชั้นนำของโลก (Oil Supermajors) รองจาก TotalEnergies ของฝรั่งเศสเท่านั้น
การที่ BP สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ExxonMobil, Chevron และ Shell นั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสังเกต เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา BP ถูกมองว่าเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าคู่แข่งอเมริกัน และกำลังดิ้นรนกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาด บวกกับภาระหนี้สินที่หนักอยู่
ภาระหนี้สิน: จุดอ่อนที่ยังต้องแก้ไข
แม้ผลประกอบการจะน่าประทับใจ แต่ BP ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในด้านงบดุล หนี้สินสุทธิ (Net Debt) ของบริษัท ณ สิ้นไตรมาสแรก อยู่ที่ 25,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 22,180 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียงสามเดือน
บริษัทมีเป้าหมายที่จะลดหนี้สินสุทธิลงมาอยู่ระหว่าง 14,000 ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งหมายความว่า BP ต้องลดหนี้ลงอีกอย่างน้อย 7,000 ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาประมาณ 18 เดือน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว
แผนการที่บริษัทวางไว้เพื่อลดหนี้รวมถึงการขายสินทรัพย์และการดำเนินการอื่นๆ ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ระหว่าง 9,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ตลอดปีนี้ ควบคู่กับการรักษาการลงทุนด้านทุน (Capital Expenditure) ไว้ที่ระดับ 13,000 ถึง 13,500 ล้านดอลลาร์
มองไปข้างหน้า: ระวังความผันผวนในไตรมาสถัดไป
แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะโดดเด่น แต่ BP ก็ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับไตรมาสถัดไป โดยระบุว่าคาดว่าการผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำที่รายงานจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสามเดือนแรกของปี เนื่องจากการบำรุงรักษาตามฤดูกาลและการหยุดชะงักในตะวันออกกลาง
สัญญาณเตือนนี้บ่งชี้ว่า BP คาดว่าปัญหาจากสงครามในอิหร่านจะยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในพื้นที่ตะวันออกกลางในระยะต่อไป แม้ว่าในเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงจากสงครามก็ยังคงเป็นปัจจัยหนุนรายได้อยู่
การกบฏของผู้ถือหุ้น: วิกฤตธรรมาภิบาลที่ซ่อนอยู่
หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองและมักถูกมองข้ามในท่ามกลางข่าวผลประกอบการที่ดีคือสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) ของ BP เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น การกบฏของผู้ถือหุ้น (Shareholder Revolt) ที่น่าอึดอัดใจสำหรับคณะกรรมการบริษัท
คณะกรรมการบริษัทไม่สามารถได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในสองประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะผ่านง่าย ได้แก่ การอนุญาตให้จัดประชุม AGM แบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว และการยกเว้นข้อผูกพันสองข้อเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศที่เฉพาะเจาะจงกับบริษัท
ยิ่งไปกว่านั้น การประชุม AGM ยังเกิดการต่อต้านในวงกว้างมากขึ้น โดยผู้ถือหุ้นให้การสนับสนุน Albert Manifold ประธานคณะกรรมการ BP ในระดับที่อ่อนแอกว่าปกติ และในขณะเดียวกันกลับให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อมติที่เรียกร้องให้ BP อธิบายและพิสูจน์ความมีวินัยด้านทุนในการลงทุนน้ำมันและก๊าซของตน
การกบฏนี้สะท้อนความตึงเครียดที่ลึกกว่าระหว่างนักลงทุนสองกลุ่ม กลุ่มแรกต้องการให้ BPใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงในการลงทุนขุดเจาะเพิ่มเติมและเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ในขณะที่กลุ่มที่สองซึ่งเน้นด้านความยั่งยืนต้องการให้บริษัทยึดมั่นในพันธกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศ
วิเคราะห์เชิงลึก: ความขัดแย้งทางศีลธรรมของกำไรจากสงคราม
ผลประกอบการของ BP ในครั้งนี้หยิบยกคำถามสำคัญที่สังคมต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือเรื่องของ กำไรที่เกิดจากความทุกข์ยากของผู้อื่น
ในขณะที่สงครามในอิหร่านสร้างความทุกข์ยากให้กับผู้คนนับล้าน ทำลายห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนการดำรงชีพของผู้บริโภคทั่วโลก และสร้างวิกฤตด้านพลังงานที่ IEA ระบุว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ บริษัทน้ำมันอย่าง BP กลับรายงานกำไรที่พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าและราคาหุ้นที่ทะยานขึ้น 32% ในปีเดียวกัน
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะบริษัทน้ำมันมักทำกำไรได้สูงสุดในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤต แต่ในยุคที่ผู้ถือหุ้นสถาบันรายใหญ่และสาธารณชนให้ความสนใจกับประเด็น ESG มากขึ้นเรื่อยๆ การทำกำไรจากสงครามกำลังกลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองและสังคมมากขึ้น
บทสรุป: ไตรมาสทองของ BP ในโลกที่เจ็บปวด
ผลประกอบการไตรมาสแรกของ BP บอกเล่าเรื่องราวสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความสำเร็จทางธุรกิจที่น่าประทับใจของบริษัทพลังงานที่สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมตลาดที่เป็นใจ และอีกด้านคือภาพสะท้อนอันเจ็บปวดของโลกที่ความขัดแย้งทางทหารกำลังสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ที่ชัดเจน
สำหรับนักลงทุน BP ดูน่าสนใจมากในระยะสั้น ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงและสงครามยังไม่คลี่คลาย แต่ในระยะยาว บริษัทยังต้องแก้ปัญหาหนี้สินก้อนใหญ่ รับมือกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ และเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ราคาน้ำมันอาจกลับมาลดลงเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง และในวันนั้น ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของ BP จะถูกทดสอบอีกครั้งในสนามที่เป็นธรรมกว่านี้
