กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง
| |

กำไร BP พุ่งเกินเท่าตัว เหนือคาดการณ์ หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งสูง

ในสัปดาห์ที่ตลาดพลังงานโลกยังคงร้อนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง BP บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 ที่สร้างความประหลาดใจให้กับวงการในเชิงบวกอย่างมาก เมื่อกำไรสุทธิพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ผลักดันโดยราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปะทุขึ้นอย่างรุนแรง

ผลลัพธ์นี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจพลังงานในยามที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านอุปทาน แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งอันน่าขันของโลกสมัยใหม่ที่ความทุกข์ยากจากสงครามกลับกลายเป็นกำไรงามสำหรับอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน

ตัวเลขที่พูดแทนตัวเอง: กำไรที่ทิ้งห่างการคาดการณ์

BP รายงาน กำไรต้นทุนทดแทนพื้นฐาน (Underlying Replacement Cost Profit) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บริษัทใช้แทนกำไรสุทธิ อยู่ที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ สำหรับสามเดือนแรกของปี 2569 ตัวเลขนี้เหนือกว่าการคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่รวบรวมโดย LSEG ซึ่งอยู่ที่ 2,630 ล้านดอลลาร์ อยู่ถึง 570 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ถึงกว่า 21%

เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า ภาพยิ่งชัดเจนขึ้นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปีที่แล้วอยู่ที่เพียง 1,380 ล้านดอลลาร์ และในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ 1,540 ล้านดอลลาร์ การกระโดดขึ้นมาที่ 3,200 ล้านดอลลาร์ในครั้งนี้จึงหมายความว่ากำไรเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบปีต่อปี และเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าด้วย

BP อธิบายว่าผลลัพธ์ไตรมาสแรกนี้สะท้อนถึงการมีส่วนร่วมจากการซื้อขายน้ำมันที่ “ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ” และผลการดำเนินงานกลางน้ำที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยล้วนได้รับประโยชน์โดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง

เสียงจาก CEO: ความมั่นใจที่มาพร้อมความระมัดระวัง

Meg O’Neill ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BP ออกมาให้ความเห็นในแถลงการณ์ด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจแต่สุขุม

“โดยรวมแล้ว ธุรกิจของเรายังคงดำเนินไปได้อย่างดี นี่เป็นอีกไตรมาสหนึ่งของการส่งมอบผลงานด้านปฏิบัติการและการเงินที่แข็งแกร่ง และเราได้คืบหน้าเพิ่มเติมไปสู่เป้าหมายปี 2570” O’Neill กล่าว

ถ้อยคำ “ยังคงดำเนินไปได้อย่างดี” และ “คืบหน้าเพิ่มเติม” สะท้อนให้เห็นถึงการวางกรอบที่ระมัดระวัง เพราะ BP รู้ดีว่าในขณะที่ผลประกอบการแข็งแกร่งเป็นพิเศษ บริษัทกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทางพร้อมกัน ทั้งความไม่แน่นอนของสงคราม หนี้สินที่ยังสูงอยู่ และแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ

บริบทของตลาดพลังงาน: สงครามในฐานะตัวเปลี่ยนเกม

เพื่อเข้าใจว่าทำไม BP ถึงทำกำไรได้ดีขนาดนี้ จำเป็นต้องมองภาพรวมของตลาดพลังงานในช่วงที่ผ่านมา

สงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ส่งแรงกระแทกอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะความขัดแย้งที่ส่งผลต่อการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20-21% ของการผลิตโลก การหยุดชะงักในช่องแคบนี้ถูกสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) อธิบายว่าเป็น ภัยคุกคามด้านความมั่นคงพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ในช่วงตลอดไตรมาสแรก ราคาน้ำมันดิบ Brent ทะยานขึ้นจากระดับประมาณ 75-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปสู่ระดับ 100 ดอลลาร์ขึ้นไป และล่าสุดแตะระดับ 107.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันในระดับนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของบริษัทพลังงานทุกแห่งที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซ เพราะต้นทุนการผลิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของราคาขาย ทำให้มาร์จิ้นกำไรพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

สำหรับ BP ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าน้ำมัน ความผันผวนของราคาในระดับสูงกลับเป็นโอกาสทำกำไรมากกว่าเป็นความเสี่ยง เพราะแผนกการค้าพลังงาน (Energy Trading) ของบริษัทสามารถทำกำไรได้อย่างงดงามจากการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรงนี้

ราคาหุ้นและตำแหน่งในตลาด: ดาวรุ่งในกลุ่มพลังงาน

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งสะท้อนออกมาในราคาหุ้นอย่างชัดเจน หุ้น BP ปรับตัวขึ้น 3% ในการซื้อขายช่วงเช้าหลังประกาศผล และหากมองภาพรวมทั้งปี หุ้นที่จดทะเบียนในตลาดลอนดอนแห่งนี้ได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วมากกว่า 32% ตั้งแต่ต้นปี ทำให้ BP กลายเป็นบริษัทที่มีผลตอบแทนสูงเป็นอันดับสองในกลุ่ม 5 บริษัทพลังงานชั้นนำของโลก (Oil Supermajors) รองจาก TotalEnergies ของฝรั่งเศสเท่านั้น

การที่ BP สามารถทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ExxonMobil, Chevron และ Shell นั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสังเกต เพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา BP ถูกมองว่าเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานอ่อนแอกว่าคู่แข่งอเมริกัน และกำลังดิ้นรนกับการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านพลังงานสะอาด บวกกับภาระหนี้สินที่หนักอยู่

ภาระหนี้สิน: จุดอ่อนที่ยังต้องแก้ไข

แม้ผลประกอบการจะน่าประทับใจ แต่ BP ยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญในด้านงบดุล หนี้สินสุทธิ (Net Debt) ของบริษัท ณ สิ้นไตรมาสแรก อยู่ที่ 25,300 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจาก 22,180 ล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 3,100 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาเพียงสามเดือน

บริษัทมีเป้าหมายที่จะลดหนี้สินสุทธิลงมาอยู่ระหว่าง 14,000 ถึง 18,000 ล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีหน้า ซึ่งหมายความว่า BP ต้องลดหนี้ลงอีกอย่างน้อย 7,000 ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาประมาณ 18 เดือน เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว

แผนการที่บริษัทวางไว้เพื่อลดหนี้รวมถึงการขายสินทรัพย์และการดำเนินการอื่นๆ ที่คาดว่าจะสร้างรายได้ระหว่าง 9,000 ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ตลอดปีนี้ ควบคู่กับการรักษาการลงทุนด้านทุน (Capital Expenditure) ไว้ที่ระดับ 13,000 ถึง 13,500 ล้านดอลลาร์

มองไปข้างหน้า: ระวังความผันผวนในไตรมาสถัดไป

แม้ผลประกอบการไตรมาสแรกจะโดดเด่น แต่ BP ก็ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับไตรมาสถัดไป โดยระบุว่าคาดว่าการผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำที่รายงานจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับสามเดือนแรกของปี เนื่องจากการบำรุงรักษาตามฤดูกาลและการหยุดชะงักในตะวันออกกลาง

สัญญาณเตือนนี้บ่งชี้ว่า BP คาดว่าปัญหาจากสงครามในอิหร่านจะยังคงส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในพื้นที่ตะวันออกกลางในระยะต่อไป แม้ว่าในเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันที่สูงจากสงครามก็ยังคงเป็นปัจจัยหนุนรายได้อยู่

การกบฏของผู้ถือหุ้น: วิกฤตธรรมาภิบาลที่ซ่อนอยู่

หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองและมักถูกมองข้ามในท่ามกลางข่าวผลประกอบการที่ดีคือสิ่งที่เกิดขึ้นในการประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) ของ BP เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็น การกบฏของผู้ถือหุ้น (Shareholder Revolt) ที่น่าอึดอัดใจสำหรับคณะกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัทไม่สามารถได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ในสองประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะผ่านง่าย ได้แก่ การอนุญาตให้จัดประชุม AGM แบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว และการยกเว้นข้อผูกพันสองข้อเกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศที่เฉพาะเจาะจงกับบริษัท

ยิ่งไปกว่านั้น การประชุม AGM ยังเกิดการต่อต้านในวงกว้างมากขึ้น โดยผู้ถือหุ้นให้การสนับสนุน Albert Manifold ประธานคณะกรรมการ BP ในระดับที่อ่อนแอกว่าปกติ และในขณะเดียวกันกลับให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันต่อมติที่เรียกร้องให้ BP อธิบายและพิสูจน์ความมีวินัยด้านทุนในการลงทุนน้ำมันและก๊าซของตน

การกบฏนี้สะท้อนความตึงเครียดที่ลึกกว่าระหว่างนักลงทุนสองกลุ่ม กลุ่มแรกต้องการให้ BPใช้ประโยชน์จากราคาน้ำมันสูงในการลงทุนขุดเจาะเพิ่มเติมและเพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น ในขณะที่กลุ่มที่สองซึ่งเน้นด้านความยั่งยืนต้องการให้บริษัทยึดมั่นในพันธกิจด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพอากาศ

วิเคราะห์เชิงลึก: ความขัดแย้งทางศีลธรรมของกำไรจากสงคราม

ผลประกอบการของ BP ในครั้งนี้หยิบยกคำถามสำคัญที่สังคมต้องเผชิญอย่างตรงไปตรงมา นั่นคือเรื่องของ กำไรที่เกิดจากความทุกข์ยากของผู้อื่น

ในขณะที่สงครามในอิหร่านสร้างความทุกข์ยากให้กับผู้คนนับล้าน ทำลายห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มต้นทุนการดำรงชีพของผู้บริโภคทั่วโลก และสร้างวิกฤตด้านพลังงานที่ IEA ระบุว่าร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ บริษัทน้ำมันอย่าง BP กลับรายงานกำไรที่พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าและราคาหุ้นที่ทะยานขึ้น 32% ในปีเดียวกัน

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน เพราะบริษัทน้ำมันมักทำกำไรได้สูงสุดในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤต แต่ในยุคที่ผู้ถือหุ้นสถาบันรายใหญ่และสาธารณชนให้ความสนใจกับประเด็น ESG มากขึ้นเรื่อยๆ การทำกำไรจากสงครามกำลังกลายเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองและสังคมมากขึ้น

บทสรุป: ไตรมาสทองของ BP ในโลกที่เจ็บปวด

ผลประกอบการไตรมาสแรกของ BP บอกเล่าเรื่องราวสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความสำเร็จทางธุรกิจที่น่าประทับใจของบริษัทพลังงานที่สามารถใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมตลาดที่เป็นใจ และอีกด้านคือภาพสะท้อนอันเจ็บปวดของโลกที่ความขัดแย้งทางทหารกำลังสร้างผู้ชนะและผู้แพ้ที่ชัดเจน

สำหรับนักลงทุน BP ดูน่าสนใจมากในระยะสั้น ตราบใดที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงและสงครามยังไม่คลี่คลาย แต่ในระยะยาว บริษัทยังต้องแก้ปัญหาหนี้สินก้อนใหญ่ รับมือกับแรงกดดันจากผู้ถือหุ้นด้านสภาพอากาศ และเตรียมพร้อมสำหรับวันที่ราคาน้ำมันอาจกลับมาลดลงเมื่อความขัดแย้งสิ้นสุดลง และในวันนั้น ความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของ BP จะถูกทดสอบอีกครั้งในสนามที่เป็นธรรมกว่านี้

Similar Posts

  • |

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตัวลบ ขณะ ทรัมป์ พิจารณาข้อเสนอสันติภาพของอิหร่าน

    ตลาดหุ้นยุโรปเปิดทำการในแดนลบเล็กน้อยในวันอังคาร ท่ามกลางบรรยากาศที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูว่าวอชิงตันจะตอบสนองอย่างไรต่อข้อเสนอสันติภาพที่อิหร่านเพิ่งส่งมา ในขณะเดียวกันตลาดยังต้องย่อยผลประกอบการของบริษัทชั้นนำหลายแห่งที่ประกาศออกมาพร้อมกันในวันเดียวกัน ทำให้บรรยากาศการลงทุนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนที่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น ดัชนี Stoxx 600 ซึ่งครอบคลุมตลาดหุ้นยุโรปในวงกว้างปรับตัวลดลง 0.1% ในช่วงต้นการซื้อขาย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงเช้าของการซื้อขาย สะท้อนให้เห็นว่าความไม่แน่นอนของสงครามในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยที่ตลาดพลังงานต้องตีราคาความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรป: ทิศทางที่แตกต่างกัน ในรายละเอียดของดัชนีแต่ละประเทศพบว่ามีทิศทางที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรปรับตัวลง 0.1% ณ เวลา 8:10 น. ตามเวลาลอนดอน ขณะที่ DAX ของเยอรมนีลดลง 0.2% และ CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลง 0.3% อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางทิศทางที่ลบของตลาดส่วนใหญ่ FTSE MIB ของอิตาลีกลับโดดเด่นขึ้นมาในทางตรงข้ามด้วยการปรับตัวขึ้น 0.5% ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยเฉพาะของตลาดอิตาลี ซึ่งมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มธนาคารและพลังงานสูง และอาจได้รับประโยชน์จากบริบทของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ความแตกต่างในทิศทางระหว่างตลาดยุโรปนี้บ่งบอกว่านักลงทุนในแต่ละประเทศกำลังตีความสัญญาณจากสงครามอิหร่านและข้อเสนอสันติภาพแตกต่างกัน โดยได้รับอิทธิพลจากองค์ประกอบของดัชนีและความเชื่อมโยงของเศรษฐกิจแต่ละประเทศกับตลาดพลังงาน หัวใจของความไม่แน่นอน: ข้อเสนอสันติภาพที่ยังไม่ได้คำตอบ ปัจจัยที่กำหนดบรรยากาศในตลาดวันนี้มากที่สุดคือข่าวที่ Karoline Leavitt โฆษกทำเนียบขาวยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และทีมความมั่นคงแห่งชาติได้หารือถึงข้อเสนอของอิหร่านที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อมและสงครามสิ้นสุดลง…

  • |

    หุ้น Mitsubishi Heavy Industries พุ่งเกือบ 4% หลังคว้าดีลส่งออกเรือรบครั้งแรกของญี่ปุ่น

    ราคาหุ้นของ Mitsubishi Heavy Industries (MHI) บริษัทด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 4% ในวันจันทร์ หลังจากรัฐบาลญี่ปุ่นบรรลุข้อตกลงกับ Australia ในการสร้างเรือรบฟริเกตอเนกประสงค์จำนวน 3 ลำ ดีลดังกล่าวถือเป็น “การส่งออกเรือรบครั้งแรกในประวัติศาสตร์” ของญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งในเชิงนโยบายความมั่นคงและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศ โดยมีกำหนดส่งมอบเรือลำแรกให้กับกองทัพเรือออสเตรเลียในปี 2029 ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หุ้นของ MHI ปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 75% สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมกลาโหมญี่ปุ่นที่กำลังเติบโต บทวิเคราะห์: ดีลนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่น การที่ญี่ปุ่นสามารถส่งออกเรือรบได้เป็นครั้งแรก ไม่ใช่เพียงดีลเชิงพาณิชย์ธรรมดา แต่เป็น “สัญญาณเชิงนโยบาย” ที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ: ดีลนี้จึงไม่ใช่แค่รายได้ แต่เป็นการ “เปิดตลาดโลก” ให้กับบริษัทญี่ปุ่นในระยะยาว รายละเอียดของดีลมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ข้อตกลงดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 7.15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาวของออสเตรเลียในการพัฒนากองเรือฟริเกตจำนวน 11 ลำ ซึ่งมีงบประมาณรวมสูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย…

  • | |

    วอลล์สตรีทพุ่งต่อเนื่อง 8 สัปดาห์ติด แต่ระวัง! พันธบัตรส่งสัญญาณอันตราย ยุค “Warsh Fed” เพิ่งเริ่มต้น

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดสัปดาห์ล่าสุดในแดนบวกเป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกัน ซึ่งนับเป็นสถิติชนะรายสัปดาห์ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 โดย ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 50,579.70 จุด บวก 294.04 จุด หรือ 0.58% พร้อมทำ All-Time High ใหม่ทั้งระหว่างวันและตอนปิดตลาด ขณะที่ S&P 500 ปรับตัวขึ้น 0.37% ปิดที่ 7,473.47 จุด และ Nasdaq Composite ขึ้น 0.19% ปิดที่ 26,343.97 จุด แต่ภาพรวมที่ดูสดใสนี้กำลังซ่อนความตึงเครียดลึกๆ ไว้ใต้พื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบเกือบ 2 ทศวรรษ เงินเฟ้อที่กลับมาร้อนแรง การเปลี่ยนผ่านผู้นำธนาคารกลางสหรัฐฯ ครั้งสำคัญ และสงครามอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าจะจบ — ทั้งหมดนี้กำลังทดสอบความอดทนของตลาดวัวกระทิงที่กำลังวิ่งต่อเนื่องมาหลายเดือน สัปดาห์แห่งการทดสอบ: จากดิ่งเหวถึงฟื้นตัว สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นบทสะท้อนชัดเจนของตลาดที่เต็มไปด้วยความผันผวน เริ่มต้นสัปดาห์ด้วยหุ้นสหรัฐฯ…

  • | |

    KOSPI ร่วงหนักสุดตั้งแต่ต้มยำกุ้ง ก่อนพุ่ง 17.91% ทำสถิติวันเดียวสูงสุดในประวัติศาสตร์

    ภายในเวลาเพียงห้าวันทำการ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้เขียนประวัติศาสตร์ทั้งด้านมืดและด้านสว่างพร้อมกัน ดัชนี KOSPI ดิ่งลงอย่างรุนแรงจนต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) สองวันติดต่อกันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี ก่อนจะทะยานกลับขึ้นถึง 17.91% ในวันเดียวเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 ปิดที่ระดับ 6,595.45 จุด นับเป็นการปรับตัวขึ้นวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งดัชนี และเป็นครั้งแรกที่ดัชนีบวกเกิน 1,000 จุดในหนึ่งวัน สัปดาห์นี้จึงกลายเป็นบทเรียนราคาแพงว่าด้วยความเปราะบางของตลาดที่ถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเพียงไม่กี่ตัว เลเวอเรจของนักลงทุนรายย่อย และความกังวลเรื่องการแข่งขันจากจีนในอุตสาหกรรมชิปความจำ (Memory Chip) ห้าวันที่เหวี่ยงจากตื่นตระหนกสู่ความคลั่งไคล้ หากต้องสรุปสภาพตลาดหุ้นเกาหลีใต้ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคมด้วยชุดตัวเลข คงหนีไม่พ้นอัตราการเปลี่ยนแปลงรายวันของดัชนี KOSPI ตลอดห้าวันทำการที่ผ่านมา ได้แก่ +0.97%, -10.84%, -5.98%, -1.23% และ +17.91% ตัวเลขชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวของตลาดที่แกว่งตัวจากภาวะตื่นตระหนกไปสู่ความคลั่งไคล้ภายในเวลาไม่กี่วัน จนนักวิเคราะห์บางรายเปรียบเปรยว่าตลาดกำลังซื้อขายราวกับผู้ป่วยที่มีอาการทางอารมณ์แปรปรวน จุดเริ่มต้นของพายุคือวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม ที่ดัชนียังทรงตัวได้ในแดนบวกเล็กน้อย ก่อนที่วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งสื่อต่างประเทศขนานนามว่าเป็น ‘Black Tuesday’ ดัชนี KOSPI จะร่วงลงถึง 10.84% ปิดที่…

  • |

    โลกยุคอาวุธเศรษฐกิจ: สงครามการค้า คว่ำบาตร วิกฤตพลังงาน สั่นคลอนตลาดปี 2026

    ครึ่งหลังของปี 2026 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อ “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” อย่างภาษีศุลกากร มาตรการคว่ำบาตร และการควบคุมเส้นทางพลังงาน ถูกยกระดับเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์อย่างเปิดเผย กำแพงภาษี Section 122 ของสหรัฐฯ กำลังจะหมดอายุในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ พร้อมกับเงาของมาตรการ Section 301 ที่รออยู่ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นอัมพาตจากสงครามอิหร่านที่ผลักราคาน้ำมันขึ้นสู่ระดับใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สหภาพยุโรปเดินหน้ามาตรการคว่ำบาตรรอบที่ 21 ที่ลุกลามจากรัสเซียไปถึงจีน สวนทางกับดัชนีดาวโจนส์ที่กลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ รายงานฉบับนี้ประมวลภาพความขัดแย้งทางเศรษฐกิจที่กำลังหล่อหลอมทิศทางตลาดโลก และวิเคราะห์นัยสำคัญต่อพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนไทย ในช่วงเวลาที่ตลาดการเงินโลกดูเหมือนจะแยกขาดจากความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์ ตัวเลขและเหตุการณ์ต่าง ๆ กลับบอกเล่าเรื่องราวที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก ดัชนี Dow Jones ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 52,900 จุด เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม แต่ในอีกฟากหนึ่งของเศรษฐกิจ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนมิถุนายนกลับเพิ่มขึ้นเพียง 57,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 110,000 ตำแหน่งเกือบครึ่งหนึ่ง สะท้อนภาพเศรษฐกิจสองด้านที่กำลังดำเนินไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือความคึกคักของกระแสลงทุนปัญญาประดิษฐ์ (AI)…

  • |

    วอลล์สตรีทรีบาวด์ก่อนศึกงบ Big Tech จับตา Alphabet-Tesla ทดสอบ AI

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาปิดในแดนบวกทั้งสามดัชนีหลักในการซื้อขายวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ตัดวงจรขาลงติดต่อกันสามวันทำการ โดยได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และผลประกอบการไตรมาสสองที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดจากบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ ทว่าบรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังถูกปกคลุมด้วยความไม่แน่นอนสามชั้นซ้อนกัน ทั้งการรอผลประกอบการของกลุ่ม Big Tech ที่จะเป็นบทพิสูจน์ครั้งใหญ่ที่สุดของเมกะเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ การประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ ภายใต้ประธานคนใหม่ที่มีท่าทีสายเหยี่ยว และสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงกดดันราคาน้ำมันและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สำหรับนักลงทุนไทยที่ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดโลก สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ต้องจับตาใกล้ชิดที่สุดของครึ่งหลังปี 2569 เพราะทิศทางของวอลล์สตรีทในไม่กี่วันข้างหน้าจะส่งผลต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ ค่าเงินบาท และดัชนี SET โดยตรง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดในเวลานี้ พร้อมประเมินผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ รีบาวด์ — สามดัชนีหลักตัดวงจรขาลงสามวัน จากรายงานของ CNBC การซื้อขายในวันอังคารปิดตลาดในแดนบวกทั้งกระดาน โดยดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) บวกขึ้น 385.38 จุด หรือคิดเป็น 0.74% ปิดที่ระดับ 52,224.64 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ซึ่งเป็นตัวชี้วัดตลาดในวงกว้าง ปรับขึ้น 0.89% ปิดที่ 7,509.20 จุด ส่วนดัชนี…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *