ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน
ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ
การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่
ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง
ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน
Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน
น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์”
ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง
ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง
ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทันทีหลังจาก ทรัมป์ โพสต์ประกาศ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมองสัญญาณนี้ในเชิงบวกอย่างมาก
การที่ตลาดตอบสนองในลักษณะนี้สามารถอธิบายได้ผ่านตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ที่ชัดเจน หากการเจรจาประสบความสำเร็จและสงครามยุติลง ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และเปิดทางให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ความระมัดระวังยังคงจำเป็น เพราะการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาก่อน และตลาดได้เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดแล้วว่า ความหวังที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจดับสูญได้ในวันพรุ่งนี้
มนุษยธรรมที่หยิบยกขึ้นมา: 23,000 ลูกเรือที่ติดค้าง
หนึ่งในแง่มุมที่สำคัญที่สุดและมักถูกมองข้ามในการรายงานข่าวสงครามคือผลกระทบต่อบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง รัฐมนตรีต่างประเทศ Marco Rubio เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาววันอังคารว่า มีลูกเรือพลเรือนเกือบ 23,000 คน บนเรือที่เป็นตัวแทนของ 87 ประเทศ ที่ติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซียเนื่องจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดย de facto ของอิหร่าน
“ชาติต่างๆ จากทั่วโลก ส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งทางทหารใดๆ ขณะนี้กำลังเสี่ยง ไม่เพียงแต่จะสูญเสียสินค้าของพวกเขา แต่ยังสูญเสียชีวิตของพลเมืองของตัวเองเพราะการปิดกั้นนี้” Rubio กล่าว “พวกเขาเป็นเป้านิ่ง พวกเขาถูกแยกออก พวกเขากำลังอดอาหาร พวกเขาเปราะบาง และลูกเรืออย่างน้อย 10 คน เสียชีวิตแล้วอันเป็นผลมาจากการปิดกั้นของอิหร่าน”
ตัวเลขเหล่านี้ฉายภาพที่ชัดเจนว่าความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน แต่กำลังส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อประเทศที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงครามจำนวนมาก ทั้งในด้านเศรษฐกิจและด้านมนุษยธรรม
Project Freedom: ปฏิบัติการที่ยิ่งใหญ่และสิ้นสุดในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง
เพื่อเข้าใจความสำคัญของการระงับครั้งนี้ จำเป็นต้องมองย้อนกลับไปที่ขนาดและความทะเยอทะยานของปฏิบัติการที่เพิ่งถูกหยุดลง
ทรัมป์ ประกาศ Project Freedom ในคืนวันอาทิตย์ว่าสหรัฐฯ จะนำทางเรือสินค้าที่ติดอยู่ออกจากน่านน้ำที่ถูกจำกัดอย่างปลอดภัย และ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ระบุว่าจะส่งกำลัง “เรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี เครื่องบินภาคพื้นดินและทางทะเลรวมกว่า 100 ลำ แพลตฟอร์มไร้คนขับหลายโดเมน และกำลังพล 15,000 นาย” เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการ
นี่คือการส่งกำลังทางทหารขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มองปฏิบัติการนี้อย่างจริงจังเพียงใด แต่ในท้ายที่สุด ปฏิบัติการที่ต้องการกำลังพล 15,000 นายกลับถูกระงับก่อนที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายใดๆ ได้อย่างมีนัยสำคัญ
การตอบโต้ของอิหร่าน: ทดสอบขีดจำกัดของการหยุดยิง
ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังดำเนินการ Project Freedom อิหร่านไม่ได้นิ่งเฉย แต่กลับตอบโต้ด้วยการกระทำที่ทดสอบขีดจำกัดของการหยุดยิงที่เปราะบางอยู่แล้ว
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานเมื่อวันจันทร์ว่าถูกโจมตีด้วย ขีปนาวุธพิสัยไกล ขีปนาวุธนำวิถี และโดรน จากอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บสามราย ในเวลาเดียวกัน พลเรือเอก Brad Cooper ผู้บัญชาการ CENTCOM รายงานว่ากองกำลัง Revolutionary Guard ของอิหร่านได้ “ยิงขีปนาวุธนำวิถีหลายลูก โดรน และเรือขนาดเล็กใส่เรือที่เรากำลังปกป้องอยู่”
นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าเรือที่ดำเนินการโดยเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซเกิดไฟไหม้เมื่อวันจันทร์ โดย ทรัมป์ ระบุในภายหลังว่าอิหร่านเป็นผู้โจมตี การกระทำเหล่านี้ของอิหร่านสร้างแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ให้ต้องเลือกระหว่างการตอบโต้ทางทหารซึ่งจะทำให้การเจรจาล้มเหลว หรือการยับยั้งตัวเองซึ่งอาจถูกมองว่าอ่อนแอ
ความย้อนแย้งของ Project Freedom: บอกอีกอย่างแต่ทำอีกอย่าง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเรื่องราวนี้คือการพลิกผันที่รวดเร็วของรัฐบาล ทรัมป์ เอง เพราะในตอนเช้าวันอังคาร ทำเนียบขาวยังคงนำเสนอ Project Freedom ว่าเป็น “เรื่องของชีวิตและความตายสำหรับลูกเรือพลเรือนหลายพันคน” และ Rubio ยังกล่าวถึงลูกเรือที่ “ถูกทอดทิ้งให้ตาย” โดยระบอบอิหร่าน
แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์ ก็ประกาศระงับปฏิบัติการเดียวกันนั้น โดยอ้างเหตุผลด้านการทูต ความย้อนแย้งนี้ตั้งคำถามสำคัญว่า หากสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเร่งด่วนขนาดนี้จริง การระงับปฏิบัติการในทันทีนั้นมีความเสี่ยงต่อชีวิตลูกเรือที่ติดค้างอยู่หรือไม่
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า Project Freedom อาจเป็น “ไพ่ต่อรอง” ที่ ทรัมป์ ใช้เพื่อเร่งกดดันอิหร่านให้เร่งสรุปข้อตกลง ด้วยการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีทั้งเจตนารมณ์และกำลังทหารที่จะดำเนินการ แต่เมื่ออิหร่านส่งสัญญาณความพร้อมที่จะเจรจา ทรัมป์ ก็พร้อมที่จะถอยออกมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้การทูต
ผู้เชี่ยวชาญสงสัย: Project Freedom จะสำเร็จได้จริงหรือ?
ก่อนที่ ทรัมป์ จะประกาศระงับ ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศและภูมิรัฐศาสตร์จำนวนมากได้แสดงความสงสัยต่อ CNBC ว่า Project Freedom จะบรรลุเป้าหมายได้จริงหรือไม่
ความท้าทายทางการปฏิบัติมีอยู่มากมาย ทั้งการนำทางเรือสินค้าขนาดใหญ่จำนวนมากผ่านน่านน้ำที่มีการขัดแย้งนั้นต้องการการประสานงานที่ซับซ้อนมาก ความเสี่ยงที่อิหร่านจะตีความว่าเป็นการเพิ่มระดับความขัดแย้ง และผลกระทบต่อการเจรจาสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่
ในแง่นี้ การที่ ทรัมป์ ตัดสินใจระงับปฏิบัติการอาจสะท้อนถึงการประเมินในทำเนียบขาวว่าความเสี่ยงของการดำเนินการต่อนั้นสูงเกินไปเมื่อเทียบกับโอกาสที่ประตูการทูตกำลังเปิดออก
วิเคราะห์เชิงลึก: ทรัมป์ กำลังเล่นเกมอะไร?
เมื่อมองรูปแบบของการตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นความขัดแย้งจนถึงตอนนี้ มีโครงสร้างที่น่าสนใจปรากฏออกมา ทรัมป์ ดูเหมือนจะใช้กลยุทธ์ที่เขาเรียกว่า “Madman Theory” หรือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่แน่ใจว่าจะตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างไร โดยการสลับระหว่างการแสดงกำลังทางทหารและการเปิดประตูทางการทูตอย่างรวดเร็วและไม่คาดเดาได้
Project Freedom เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ด้วยกำลังพล 15,000 นายและเครื่องบิน 100 ลำ ส่งสัญญาณให้อิหร่านเห็นว่าสหรัฐฯ พร้อมที่จะใช้กำลังทหารในระดับสูง แต่เมื่ออิหร่านส่งสัญญาณความพร้อมที่จะเจรจา ทรัมป์ ก็ยับยั้งปฏิบัติการทันที แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความปรารถนาดีในการมองหาทางออกทางสันติ
กลยุทธ์นี้มีทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน จุดแข็งคือมันสร้างแรงกดดันต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่องและทำให้คาดเดาได้ยาก จุดอ่อนคือมันอาจทำให้พันธมิตรและคู่ค้าสหรัฐฯ สับสนและไม่มั่นใจในความน่าเชื่อถือของคำประกาศและการกระทำต่างๆ
ผลกระทบต่อตลาดพลังงานและเศรษฐกิจโลก
สัญญาณที่ออกมาจากการระงับ Project Freedom ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก เพราะหากการเจรจาสำเร็จและช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดทำการ ราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกขนาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจโลกที่กำลังถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงมาตลอดหลายเดือน
Moody’s Analytics ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่าราคา Brent ที่ระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเวลายาวนานจะผลักดันเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย และตลาดทำนาย Kalshi ประเมินว่ามีโอกาสมากกว่า 50% ที่ WTI จะแตะ 127 ดอลลาร์ในปีนี้ ดังนั้นการที่ความขัดแย้งอาจคลี่คลายจึงเป็นข่าวดีที่มีผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทุกประเทศทั่วโลก
บทสรุป: ความหวังที่เปราะบางในโลกที่ซับซ้อน
การระงับ Project Freedom โดย ทรัมป์ ในวันอังคารนั้นเป็นทั้งสัญญาณความหวังและเครื่องเตือนใจในเวลาเดียวกัน ความหวังที่ว่าเส้นทางสู่การยุติสงครามอาจกำลังเปิดออก และเครื่องเตือนใจว่าในโลกที่ซับซ้อนนี้ ไม่มีอะไรแน่นอนจนกว่าจะมีการลงนามในเอกสารจริง
ตลาดการเงิน ผู้นำโลก และลูกเรือ 23,000 คนที่ยังคงติดอยู่ในอ่าวเปอร์เซียต่างรอดูว่า “ความคืบหน้าครั้งใหญ่” ที่ ทรัมป์ พูดถึงนั้นจะนำไปสู่ “ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” ได้จริงหรือไม่ และหากมันเกิดขึ้นจริง มันจะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางพลังงาน เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์โลกไปอย่างลึกซึ้งในหลายปีที่จะมาถึง
