Trump ขู่โจมตีอิหร่านในระดับสูงขึ้นหากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ท่ามกลางสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังใกล้บรรลุข้อตกลง
|

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านในระดับสูงขึ้นหากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ท่ามกลางสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังใกล้บรรลุข้อตกลง

ในวันพุธที่ผ่านมา บรรยากาศทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงในชั่วโมงเดียวกัน สลับไปมาระหว่างความหวังว่าสงครามที่กินเวลากว่าสองเดือนกำลังจะสิ้นสุดลง กับคำขู่ทางทหารที่น่าหวาดเกรงจากผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าอิหร่านจะถูกโจมตี “ในระดับที่สูงขึ้นมากอย่างน่าเศร้า” หากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน สำนักข่าว Axios รายงานว่าวอชิงตันและเตหะรานกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่มี 14 ประเด็น ซึ่งอาจยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาต่อไป

สถานการณ์ในวันนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวคือ โลกกำลังเดินบนเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างสันติภาพและการทวีความรุนแรงของสงคราม และทุกคำพูด ทุกโพสต์ และทุกท่าทีของผู้นำแต่ละฝ่ายกำลังส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินโลกและชีวิตของผู้คนนับล้านในเวลาเดียวกัน

สิ่งที่ ทรัมป์ พูด: ข้อความที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

การสื่อสารของ ทรัมป์ ในวันพุธนี้มีหลายชั้นและหลายช่องทาง ซึ่งแต่ละข้อความมีน้ำเสียงและความหมายที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มผู้รับสาร

บน Truth Social ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหาร “Operation Epic Fury” จะสิ้นสุดลงหากอิหร่าน “ยอมรับในสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้ว ซึ่งอาจเป็นข้อสันนิษฐานที่ใหญ่” และหากเป็นเช่นนั้น การปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ในท่าเรืออิหร่านในอ่าวโอมานจะ “อนุญาตให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสำหรับทุกคน รวมถึงอิหร่านด้วย” แต่ท้ายข้อความเขาเพิ่มคำขู่ที่ชัดเจนว่า “ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ การทิ้งระเบิดจะเริ่มต้น และมันจะเป็น อย่างน่าเศร้า ในระดับและความรุนแรงที่สูงกว่าที่เคยเป็นมา”

กับ New York Post ทรัมป์ บอกว่าเร็วเกินไปที่จะเริ่มคิดถึงการพบปะเพื่อเจรจาสันติภาพแบบตัวต่อตัวกับอิหร่าน ซึ่งตีความได้ว่าข้อตกลงยังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นและยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก

กับ PBS News ทรัมป์ กล่าวว่าสงครามมี “โอกาสดีมากที่จะสิ้นสุด” แต่เพิ่มเติมว่า “ถ้ามันไม่สิ้นสุด เราต้องกลับไปทิ้งระเบิดพวกเขาให้ย่อยยับ” ซึ่งแม้จะเป็นการส่งสัญญาณทางบวกกว่าโพสต์บน Truth Social แต่ก็ยังคงรักษาตัวเลือกทางทหารไว้อย่างชัดเจน

ในงานเฉลิมฉลองวันแม่กับครอบครัวทหาร ทรัมป์ บอกผู้สื่อข่าวว่าอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลง “เรากำลังจัดการกับผู้คนที่ต้องการทำข้อตกลงมากๆ และเราจะดูว่าพวกเขาสามารถทำข้อตกลงที่เป็นที่พอใจของเราได้หรือไม่” ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่ผ่อนคลายกว่าโพสต์ก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

ความหลากหลายของน้ำเสียงในช่วงเวลาเดียวกันนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ ทรัมป์ ใช้อยู่ นั่นคือการส่งสัญญาณที่แตกต่างกันไปยังกลุ่มผู้รับสารที่แตกต่างกัน เพื่อรักษาความยืดหยุ่นสูงสุดและความได้เปรียบในการเจรจา

รายงาน Axios: บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่อาจเปลี่ยนโลก

หัวใจของความหวังในวันนี้มาจากรายงานของ Axios ที่ระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังพิจารณา บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) หนึ่งหน้าที่มี 14 ประเด็น ซึ่งจะยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาต่อไป

เนื้อหาหลักของบันทึกตามที่ Axios รายงานประกอบด้วยสามเสาหลัก ได้แก่ อิหร่านจะผูกพันกับการระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ชั่วคราว สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และทั้งสองฝ่ายจะถอนการควบคุมการผ่านของเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม Axios เพิ่มเติมสำคัญว่าเงื่อนไขหลายประการเป็น “เงื่อนไขขึ้นอยู่กับการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย” ระหว่างคณะผู้แทนของทั้งสองประเทศ ซึ่งหมายความว่าบันทึกความเข้าใจนี้ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่สมบูรณ์ แต่เป็นเพียงกรอบเบื้องต้นที่ต้องนำไปพัฒนาต่ออีกมาก

วอชิงตันคาดว่าจะได้รับการตอบสนองจากเตหะรานใน “ประเด็นสำคัญหลายประการ” ภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งกำหนดเวลานี้ทำให้ตลาดและผู้สังเกตการณ์ต่างจับตามองว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์

ปฏิกิริยาของตลาด: ความหวังที่วัดได้เป็นตัวเลข

ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อข่าวนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าการยุติสงครามมีความหมายต่อเศรษฐกิจโลกขนาดไหน

ดัชนีหุ้นพุ่งขึ้น ทันทีหลังจากรายงานของ Axios แพร่กระจายออกไป ขณะที่ ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เพราะตลาดตีราคาว่าหากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิด อุปทานน้ำมันที่ถูกปิดกั้นมากว่าสองเดือนจะไหลออกมาสู่ตลาดโลกอีกครั้ง

การเคลื่อนไหวของตลาดในลักษณะนี้มีนัยสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าตลาดมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจโลก และการยุติความขัดแย้งจะเป็นตัวเร่งสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังระมัดระวัง เพราะได้เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดจากความหวังที่ดับสูญซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา

การตอบสนองของอิหร่าน: ระมัดระวัง ไม่ปฏิเสธ แต่ยืนยันหลักการ

ฝ่ายอิหร่านตอบสนองต่อพัฒนาการนี้ด้วยความระมัดระวังที่น่าสนใจ ทั้งในระดับโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและระดับรัฐมนตรี

Esmaeil Baqaei โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าเตหะรานยังคงพิจารณาข้อเสนออยู่และจะนำเสนอการตอบสนองต่อตัวกลางในปากีสถาน ซึ่งเป็นการตอบสนองที่ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ยืนยัน และบ่งชี้ว่าอิหร่านยังคงอยู่ในกระบวนการเจรจาอยู่

ในโพสต์บน X Baqaei ยังอ้างอิงคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเกี่ยวกับความหมายของ “การเจรจา” โดยเขียนว่าแนวคิดของ “การเจรจา” ต้องการอย่างน้อย “ความพยายามอย่างจริงใจในการมีส่วนร่วมในการอภิปรายเพื่อแก้ไขข้อพิพาท” ไม่ใช่ “การโต้แย้ง การกำหนด การหลอกลวง การรีดไถ หรือการบีบบังคับ” การที่อิหร่านอ้างอิงกฎหมายระหว่างประเทศนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าเตหะรานต้องการให้การเจรจาเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เท่าเทียมกันมากกว่า ไม่ใช่ภายใต้แรงกดดันทางทหาร

ในระดับที่สูงกว่า Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่กำลังพบกับ Wang Yi ในปักกิ่ง ระบุว่าทั้งเตหะรานและปักกิ่ง “ยืนยันสิทธิของอิหร่านในการรักษาอำนาจอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ” และกล่าวว่า “อิหร่านวางใจในจีน”

ปากีสถานในฐานะตัวกลาง: บทบาทที่สำคัญแต่ถูกมองข้าม

หนึ่งในตัวละครที่มักถูกมองข้ามในการรายงานข่าวความขัดแย้งนี้คือ ปากีสถาน ในฐานะตัวกลาง ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดข้อเสนอและการตอบสนองระหว่างสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่รัฐบาลปากีสถานบอกกับสื่อก่อน ทรัมป์ จะโพสต์ในเช้าวันพุธว่า “โอกาสของข้อเสนอเพื่อยุติสงครามมีแนวโน้มสูงมากในวันข้างหน้า” ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญจากฝ่ายที่อยู่ใกล้ชิดกับกระบวนการเจรจามากที่สุด

ความน่าสนใจของปากีสถานในฐานะตัวกลางคือมันมีความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย ทั้งกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ยาวนาน และกับอิหร่านในฐานะประเทศมุสลิมเพื่อนบ้านที่แบ่งปันพรมแดนและผลประโยชน์ร่วมกันหลายประการ

น้ำมันและ Big Oil: ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่

เรื่องราวที่น่าสนใจอีกหนึ่งที่ ทรัมป์ เปิดเผยในวันพุธคือการที่เขาพบกับผู้บริหารของ ExxonMobil, Chevron และบริษัทพลังงานรายใหญ่อื่นๆ ที่ทำเนียบขาวเมื่อคืนวันอังคาร โดยหัวข้อหนึ่งที่ ทรัมป์ เปิดเผยคือเวเนซุเอลา แต่เขาไม่ได้บอกว่าพวกเขาคุยเรื่องอิหร่านหรือช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่

การที่ผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่มาพบ ทรัมป์ ในช่วงเวลาที่กำลังมีการเจรจาสันติภาพนั้นน่าสนใจอย่างมาก เพราะภาคพลังงานเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญที่สุดในผลลัพธ์ของสงครามนี้ บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากราคาน้ำมันที่สูงในช่วงสงคราม แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความไม่แน่นอนและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งน้ำมันในภูมิภาค

ความซับซ้อนของปฏิบัติการทางทหารที่ยังดำเนินอยู่

แม้จะมีการพูดคุยเรื่องสันติภาพ ความขัดแย้งทางทหารยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาในขณะที่ยังคงยิงใส่กันอยู่

ในช่วงต้นสัปดาห์ อิหร่านโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ที่กำลังช่วยเหลือเรือสินค้าเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยขีปนาวุธและโดรน สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการจมเรือเร็วขนาดเล็กของอิหร่านหกลำ และในวันพุธ กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) รายงานว่าได้ยิงปืนใหญ่ใส่เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านที่พยายามแล่นฝ่าการปิดล้อม

รูปแบบนี้ ซึ่งการเจรจาเกิดขึ้นพร้อมกับการยิงใส่กัน เป็นลักษณะที่พบในความขัดแย้งที่ซับซ้อนหลายครั้งในประวัติศาสตร์ มันไม่ได้หมายความว่าการเจรจาล้มเหลว แต่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามรักษาอำนาจต่อรองไว้สูงสุดในขณะที่มองหาทางออก

วิเคราะห์เชิงลึก: กลยุทธ์ “Madman” ของ ทรัมป์ ใช้ได้ผลหรือเปล่า?

เมื่อมองรูปแบบของการสื่อสารและการกระทำของ ทรัมป์ ตลอดช่วงสงครามนี้ จะเห็น pattern ที่ชัดเจนของการสลับระหว่างการคุกคามทางทหารและการเปิดประตูทางการทูต ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายระบุว่าเป็นการใช้ “Madman Theory” หรือทฤษฎีความไม่แน่นอนเชิงกลยุทธ์

แนวคิดนี้คือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่แน่ใจว่าผู้นำพร้อมที่จะใช้กำลังรุนแรงมากแค่ไหน ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ยอมรับข้อตกลงเร็วขึ้น กลยุทธ์นี้มีจุดแข็งคือสร้างความไม่แน่นอนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่อีกฝ่ายอาจตีความผิดและตัดสินใจทวีความรุนแรงแทนที่จะยอมรับข้อตกลง

ในกรณีของอิหร่าน สัญญาณที่ออกมาจากเตหะรานบ่งชี้ว่าพวกเขากำลังประเมินอย่างระมัดระวังว่าจะตอบสนองต่อแรงกดดันนี้อย่างไร โดยไม่ปฏิเสธโต้งๆ แต่ก็ยังไม่ยืนยันข้อตกลงอย่างชัดเจน

บทสรุป: 48 ชั่วโมงที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันพุธสรุปได้ว่าโลกกำลังยืนอยู่ที่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่ Axios รายงานอาจกลายเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยุติสงครามกว่าสองเดือน หรืออาจล้มเหลวและนำไปสู่การทวีความรุนแรงที่ ทรัมป์ ขู่ไว้

สำหรับตลาดการเงินโลก ราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจของผู้คนนับพันล้านคน คำตอบที่จะได้รับใน 48 ชั่วโมงข้างหน้าจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะกำหนดว่าโลกจะเดินหน้าสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม หรือจะต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ลึกขึ้นจากการขยายตัวของความขัดแย้ง

Similar Posts

  • |

    วิกฤตฮอร์มุซเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก: ทองคำ เงิน และน้ำมัน ในพายุภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026

    ตลาดโภคภัณฑ์โลกกำลังเผชิญกับพายุที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ได้กลายเป็นแรงกระแทกอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดพลังงานยุคใหม่ ผลสะเทือนลุกลามออกไปไกลกว่าแค่ราคาน้ำมัน — ทองคำที่เคยพุ่งทะยานในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยกลับต้องพลิกทิศ เงินกลายเป็นตัวแปรที่ซับซ้อนระหว่างอุปสงค์อุตสาหกรรมและแรงขายทำกำไร ขณะที่ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิกำลังแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในทุกมิติ ณ วันที่ 27-28 พฤษภาคม 2026 ตลาดกำลังลุ้นกับสัญญาณที่ยังสับสน: ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ดิ่งลงต่ำกว่า 89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีรายงานว่าอิหร่านพร้อมฟื้นฟูการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซภายในหนึ่งเดือนหลังบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ แต่ตลาดยังคงระแวดระวัง หลังทำเนียบขาวออกมาปฏิเสธว่ารายงานดังกล่าวเป็น “การสร้างข้อมูลเท็จโดยสิ้นเชิง” ความผันผวนของเหตุการณ์แต่ละชั่วโมงในสัปดาห์นี้สะท้อนว่าตลาดพลังงานโลกยังไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนในเร็ววัน วิกฤตฮอร์มุซ: แรงกระแทกอุปทานที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงาน ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2026 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเป็นทางการ ข่มขู่และโจมตีเรือที่พยายามเดินผ่านช่องแคบ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักสำหรับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งออกสู่ตลาดโลก. ในแง่ของปริมาณอุปทานที่หายไป การปิดช่องแคบฮอร์มุซปี 2026 ถือเป็นวิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันยุคใหม่ เมื่อวัดจากปริมาณน้ำมันที่หายออกจากระบบ ซึ่งหนักกว่าทั้งวิกฤตน้ำมันปี 1973 และการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุในรายงานตลาดน้ำมันเดือนพฤษภาคมว่า อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน รวมการสูญเสียทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์แตะ…

  • |

    CEO ธนาคารใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เปิดใจ สิ่งที่ทำให้เธอนอนไม่หลับทุกคืน

    ในโลกที่ความเสี่ยงทางการเงินมักถูกมองว่ามาจากความผันผวนของตลาด ภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ Tan Su Shan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DBS ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลับชี้ไปที่ภัยคุกคามที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง นั่นคือ การโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งในสายตาของเธอกำลังกลายเป็นสมรภูมิรบแห่งใหม่ของโลกยุคนี้ Tan เปิดเผยมุมมองดังกล่าวกับ CNBC ที่ขอบเวทีงานประชุมประจำปี CONVERGE LIVE ในสิงคโปร์ โดยพูดถึงสิ่งที่รบกวนจิตใจเธอมากที่สุดในฐานะผู้นำสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ในยุคที่ภัยคุกคามทางดิจิทัลกำลังพัฒนาและซับซ้อนมากขึ้นทุกวัน “ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ฉันคิดว่าสงครามใหม่คือไซเบอร์ สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นนอนตอนกลางคืนคือไซเบอร์ มันคือใครจะโจมตีใคร และมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ผู้คนจะได้รับผลกระทบอย่างไร” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง คำเตือนของ Tan ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความกังวลเชิงสัญลักษณ์ แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวิธีที่สถาบันการเงินทั่วโลกมองและรับมือกับความเสี่ยง ขณะที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังพันกันอย่างแนบแน่นกับภูมิรัฐศาสตร์และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ “ไม่เชื่อใคร ไม่ไว้ใจสิ่งใด” ปรัชญาการรับมือไซเบอร์ของ DBS สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือวิธีที่ DBS เลือกรับมือกับภัยคุกคามนี้ในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่ใช่แค่การลงทุนในซอฟต์แวร์ป้องกันขั้นสูง แต่เป็นการปลูกฝัง วัฒนธรรมองค์กร ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความระแวดระวังอย่างมีสติ “ไม่ตั้งสมมติฐาน ไม่ไว้ใจสิ่งใด ไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น” Tan อธิบายหลักคิดที่ DBS นำมาใช้ภายในองค์กร ซึ่งฟังดูรุนแรง แต่เธอมองว่านี่คือสิ่งจำเป็นในสภาพแวดล้อมที่ความเสี่ยงทางไซเบอร์มีความต่อเนื่องและพัฒนาไปตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุดพัก ในทางปฏิบัติ แนวคิดนี้ได้ถูกแปลงออกมาเป็นกิจกรรม…

  • |

    ราคาน้ำมันพุ่งหลัง Netanyahu เตือนความขัดแย้งกับอิหร่าน “ยังไม่จบ” ขณะ ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของเตหะราน

    เมื่อวันจันทร์เริ่มต้นด้วยแรงกระแทกที่ตลาดพลังงานโลกไม่ได้คาดไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนตันยาฮู ของอิสราเอลออกมาส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่สิ้นสุด ตามมาด้วยการที่ประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ประกาศปฏิเสธข้อเสนอตอบโต้ของอิหร่านอย่างหนักแน่น ทำให้ความหวังสันติภาพที่สั่นคลอนอยู่แล้วยิ่งเปราะบางลงอีก และราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันทีเพื่อสะท้อนความเสี่ยงที่กลับมาเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนมิถุนายน ปรับตัวขึ้น 3.08% ไปอยู่ที่ 95.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ น้ำมันดิบ Brent มาตรฐานสากล สัญญาส่งมอบเดือนกรกฎาคม ขึ้น 3.16% มาอยู่ที่ 104.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การปรับตัวขึ้นในระดับนี้ภายในวันเดียวสะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานยังคงอ่อนไหวอย่างมากต่อสัญญาณใดๆ ที่บ่งชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อออกไปอีก เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าการปรับตัวขึ้น 3% ในวันเดียวนั้นมีนัยสำคัญแค่ไหน ลองคิดว่าหากราคาน้ำมัน Brent อยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขึ้น 3% หมายถึงราคาเพิ่มขึ้น 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเมื่อโลกบริโภคน้ำมันดิบประมาณ 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน นั่นหมายความว่าต้นทุนพลังงานโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน จากข่าวเดียว ทรัมป์ ปฏิเสธข้อเสนออิหร่าน: “ยอมรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิง” หลังจากที่โลกรอคอยการตอบสนองของอิหร่านต่อข้อเสนอสันติภาพมาหลายวัน…

  • |

    ราคาน้ำมัน ทองคำ เงิน ผันผวนหนัก สงครามอิหร่านเขย่าตลาดโภคภัณฑ์โลก 2569

    ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เผชิญกับความปั่นป่วนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายทศวรรษ ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งทะลุ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง ไปจนถึงทองคำที่ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 16% ในเวลาต่อมา สาเหตุหลักทั้งหมดสามารถย้อนกลับไปยังจุดเดียวกัน นั่นคือสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 และส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญที่หล่อเลี้ยงพลังงานให้กับโลกถึงราว 20% ของอุปทานพลังงานทั้งหมด ช่องแคบฮอร์มุซ: ชนวนวิกฤตพลังงานโลก เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านในปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดพลังงานโลกเข้าสู่ภาวะตึงเครียดที่ไม่เคยเห็นมาตั้งแต่ยุควิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ถูกปิดกั้นอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางต้องระงับการผลิตรวมกันถึง 13 ล้านบาร์เรลต่อวัน ตามรายงานของ Energy Aspects Al Jazeera รายงานว่าในช่วงปลายเดือนเมษายน ราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 6.95% แตะ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบรนท์ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงระหว่างประเทศปรับตัวขึ้น 6.08% มาที่ 118.03…

  • |

    เฟดเปลี่ยนท่าที-อีซีบี ขึ้นดอกเบี้ยรอบแรกใน 3 ปี วิกฤตน้ำมันอิหร่านยังกดเงินเฟ้อโลก

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2026 กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดต้องสะดุ้งคือน้ำเสียงที่ “แข็งกร้าวกว่าที่คาด” ของถ้อยแถลง พร้อมกับการเปิดเผยว่าคณะกรรมการ FOMC เกือบครึ่งเห็นว่าธนาคารกลางอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ไม่ใช่ลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2023 เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่กลับมาคุกรุ่นจากวิกฤตพลังงาน ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเงาของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กดทับราคาพลังงานและความเชื่อมั่นของตลาดทุนทั่วโลกอยู่จนถึงวันนี้ สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องวางแผนพอร์ตการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของสถานการณ์ พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจตามมา เฟดเปลี่ยนเกม: ประธานใหม่ ท่าทีใหม่ ความเสี่ยงขึ้นดอกเบี้ยกลับมาอีกครั้ง การประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ถือเป็นการประชุมแรกที่ Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธานเฟดอย่างเป็นทางการ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดไม่น้อย คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่กรอบ 3.50-3.75% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่สี่ของปีนี้ สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขดอกเบี้ยคือรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในการประชุมครั้งแรกของ Warsh แถลงการณ์ของเฟดได้รับการปรับให้สั้นกระชับขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญกว่านั้น Warsh…

  • |

    ทรัมป์ ระงับ Project Freedom กะทันหัน อ้างความคืบหน้าการเจรจากับอิหร่าน

    ในการพลิกผันที่ไม่มีใครคาดคิดและสร้างความประหลาดใจให้กับทั้งวงการทหาร การทูต และตลาดการเงินพร้อมกัน ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศในวันอังคารว่าจะระงับ “Project Freedom” ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีเป้าหมายนำทางเรือสินค้าพลเรือนออกจากช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่ปฏิบัติการดังกล่าวเพิ่งเริ่มต้นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจที่พลิกกลับอย่างรวดเร็วครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงทางยุทธวิธีทางทหาร แต่เป็นสัญญาณที่สำคัญอย่างยิ่งว่ากระบวนการทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากพอที่ ทรัมป์ จะเลือกหยุดปฏิบัติการที่เขาเพิ่งสั่งการไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน และมีนัยสำคัญอย่างมากต่อทั้งตลาดการเงินโลกและอนาคตของสงครามที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ ถ้อยคำของ ทรัมป์: ความคืบหน้าที่เขาอ้างถึง ทรัมป์ เผยแพร่ประกาศบน Truth Social โดยระบุว่าการตัดสินใจระงับปฏิบัติการนี้มาจากส่วนหนึ่งของ “ความจริงที่ว่ามีความคืบหน้าครั้งใหญ่สู่ข้อตกลงที่สมบูรณ์และขั้นสุดท้าย” กับอิหร่าน Project Freedom “จะถูกระงับชั่วคราวเพื่อดูว่าข้อตกลงสามารถสรุปและลงนามได้หรือไม่” ทรัมป์ เขียน น่าสนใจที่ว่า ทรัมป์ ดูเหมือนจะคาดการณ์ถึงความขัดแย้งระหว่างปฏิบัติการทางทหารกับความพยายามทางการทูตไว้ก่อนแล้ว เมื่อเขาเพิ่มเติมในโพสต์ว่า “ผมตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ว่าตัวแทนของผมกำลังมีการพูดคุยที่เป็นบวกมากกับประเทศอิหร่าน และการพูดคุยเหล่านี้อาจนำไปสู่สิ่งที่เป็นบวกมากสำหรับทุกคน การเคลื่อนย้ายเรือเพียงแต่มีเจตนาเพื่อปลดปล่อยผู้คน บริษัท และประเทศที่ไม่ได้ทำสิ่งผิดใดๆ เลย พวกเขาเป็นเหยื่อของสถานการณ์” ถ้อยคำเหล่านี้เปิดเผยให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาล ทรัมป์ เองที่ต้องสมดุลระหว่างการกดดันทางทหารซึ่งอาจทำให้ฝ่ายอิหร่านรู้สึกว่าถูกบีบบังคับจนยากที่จะยอมรับข้อตกลง กับการเจรจาทางการทูตที่ต้องการพื้นที่และความไว้วางใจในระดับหนึ่ง ตลาดการเงินตอบสนองทันที: หุ้นฟิวเจอร์สพุ่ง ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อการประกาศระงับ Project Freedom นั้นรวดเร็วและชัดเจน ฟิวเจอร์สของดัชนีหุ้นสหรัฐฯ…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *