ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านในระดับสูงขึ้นหากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ ท่ามกลางสัญญาณว่าทั้งสองฝ่ายกำลังใกล้บรรลุข้อตกลง
ในวันพุธที่ผ่านมา บรรยากาศทางการทูตระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านผันผวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงในชั่วโมงเดียวกัน สลับไปมาระหว่างความหวังว่าสงครามที่กินเวลากว่าสองเดือนกำลังจะสิ้นสุดลง กับคำขู่ทางทหารที่น่าหวาดเกรงจากผู้นำสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าอิหร่านจะถูกโจมตี “ในระดับที่สูงขึ้นมากอย่างน่าเศร้า” หากไม่ยอมรับข้อตกลงสันติภาพ แต่ในเวลาเดียวกัน สำนักข่าว Axios รายงานว่าวอชิงตันและเตหะรานกำลังเข้าใกล้บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่มี 14 ประเด็น ซึ่งอาจยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาต่อไป
สถานการณ์ในวันนี้สรุปได้ด้วยประโยคเดียวคือ โลกกำลังเดินบนเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างสันติภาพและการทวีความรุนแรงของสงคราม และทุกคำพูด ทุกโพสต์ และทุกท่าทีของผู้นำแต่ละฝ่ายกำลังส่งผลต่อทิศทางของตลาดการเงินโลกและชีวิตของผู้คนนับล้านในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ ทรัมป์ พูด: ข้อความที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
การสื่อสารของ ทรัมป์ ในวันพุธนี้มีหลายชั้นและหลายช่องทาง ซึ่งแต่ละข้อความมีน้ำเสียงและความหมายที่แตกต่างกันออกไปตามกลุ่มผู้รับสาร
บน Truth Social ทรัมป์ ระบุว่าปฏิบัติการทางทหาร “Operation Epic Fury” จะสิ้นสุดลงหากอิหร่าน “ยอมรับในสิ่งที่ตกลงกันไว้แล้ว ซึ่งอาจเป็นข้อสันนิษฐานที่ใหญ่” และหากเป็นเช่นนั้น การปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ในท่าเรืออิหร่านในอ่าวโอมานจะ “อนุญาตให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดสำหรับทุกคน รวมถึงอิหร่านด้วย” แต่ท้ายข้อความเขาเพิ่มคำขู่ที่ชัดเจนว่า “ถ้าพวกเขาไม่ยอมรับ การทิ้งระเบิดจะเริ่มต้น และมันจะเป็น อย่างน่าเศร้า ในระดับและความรุนแรงที่สูงกว่าที่เคยเป็นมา”
กับ New York Post ทรัมป์ บอกว่าเร็วเกินไปที่จะเริ่มคิดถึงการพบปะเพื่อเจรจาสันติภาพแบบตัวต่อตัวกับอิหร่าน ซึ่งตีความได้ว่าข้อตกลงยังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นและยังมีความไม่แน่นอนอีกมาก
กับ PBS News ทรัมป์ กล่าวว่าสงครามมี “โอกาสดีมากที่จะสิ้นสุด” แต่เพิ่มเติมว่า “ถ้ามันไม่สิ้นสุด เราต้องกลับไปทิ้งระเบิดพวกเขาให้ย่อยยับ” ซึ่งแม้จะเป็นการส่งสัญญาณทางบวกกว่าโพสต์บน Truth Social แต่ก็ยังคงรักษาตัวเลือกทางทหารไว้อย่างชัดเจน
ในงานเฉลิมฉลองวันแม่กับครอบครัวทหาร ทรัมป์ บอกผู้สื่อข่าวว่าอิหร่านต้องการบรรลุข้อตกลง “เรากำลังจัดการกับผู้คนที่ต้องการทำข้อตกลงมากๆ และเราจะดูว่าพวกเขาสามารถทำข้อตกลงที่เป็นที่พอใจของเราได้หรือไม่” ซึ่งเป็นน้ำเสียงที่ผ่อนคลายกว่าโพสต์ก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ความหลากหลายของน้ำเสียงในช่วงเวลาเดียวกันนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ ทรัมป์ ใช้อยู่ นั่นคือการส่งสัญญาณที่แตกต่างกันไปยังกลุ่มผู้รับสารที่แตกต่างกัน เพื่อรักษาความยืดหยุ่นสูงสุดและความได้เปรียบในการเจรจา
รายงาน Axios: บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่อาจเปลี่ยนโลก
หัวใจของความหวังในวันนี้มาจากรายงานของ Axios ที่ระบุว่าสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังพิจารณา บันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) หนึ่งหน้าที่มี 14 ประเด็น ซึ่งจะยุติสงครามและวางกรอบสำหรับการเจรจาต่อไป
เนื้อหาหลักของบันทึกตามที่ Axios รายงานประกอบด้วยสามเสาหลัก ได้แก่ อิหร่านจะผูกพันกับการระงับการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ชั่วคราว สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่าน และทั้งสองฝ่ายจะถอนการควบคุมการผ่านของเรือในช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ตาม Axios เพิ่มเติมสำคัญว่าเงื่อนไขหลายประการเป็น “เงื่อนไขขึ้นอยู่กับการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย” ระหว่างคณะผู้แทนของทั้งสองประเทศ ซึ่งหมายความว่าบันทึกความเข้าใจนี้ไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพที่สมบูรณ์ แต่เป็นเพียงกรอบเบื้องต้นที่ต้องนำไปพัฒนาต่ออีกมาก
วอชิงตันคาดว่าจะได้รับการตอบสนองจากเตหะรานใน “ประเด็นสำคัญหลายประการ” ภายใน 48 ชั่วโมง ซึ่งกำหนดเวลานี้ทำให้ตลาดและผู้สังเกตการณ์ต่างจับตามองว่าอะไรจะเกิดขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์
ปฏิกิริยาของตลาด: ความหวังที่วัดได้เป็นตัวเลข
ปฏิกิริยาของตลาดการเงินต่อข่าวนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วและชัดเจน สะท้อนให้เห็นว่าการยุติสงครามมีความหมายต่อเศรษฐกิจโลกขนาดไหน
ดัชนีหุ้นพุ่งขึ้น ทันทีหลังจากรายงานของ Axios แพร่กระจายออกไป ขณะที่ ราคาน้ำมันดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เพราะตลาดตีราคาว่าหากช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิด อุปทานน้ำมันที่ถูกปิดกั้นมากว่าสองเดือนจะไหลออกมาสู่ตลาดโลกอีกครั้ง
การเคลื่อนไหวของตลาดในลักษณะนี้มีนัยสำคัญ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าตลาดมองว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้เป็นปัจจัยหลักที่กดดันเศรษฐกิจโลก และการยุติความขัดแย้งจะเป็นตัวเร่งสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังระมัดระวัง เพราะได้เรียนรู้บทเรียนอันเจ็บปวดจากความหวังที่ดับสูญซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา
การตอบสนองของอิหร่าน: ระมัดระวัง ไม่ปฏิเสธ แต่ยืนยันหลักการ
ฝ่ายอิหร่านตอบสนองต่อพัฒนาการนี้ด้วยความระมัดระวังที่น่าสนใจ ทั้งในระดับโฆษกกระทรวงการต่างประเทศและระดับรัฐมนตรี
Esmaeil Baqaei โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน แจ้งต่อสื่อมวลชนว่าเตหะรานยังคงพิจารณาข้อเสนออยู่และจะนำเสนอการตอบสนองต่อตัวกลางในปากีสถาน ซึ่งเป็นการตอบสนองที่ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ยืนยัน และบ่งชี้ว่าอิหร่านยังคงอยู่ในกระบวนการเจรจาอยู่
ในโพสต์บน X Baqaei ยังอ้างอิงคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเกี่ยวกับความหมายของ “การเจรจา” โดยเขียนว่าแนวคิดของ “การเจรจา” ต้องการอย่างน้อย “ความพยายามอย่างจริงใจในการมีส่วนร่วมในการอภิปรายเพื่อแก้ไขข้อพิพาท” ไม่ใช่ “การโต้แย้ง การกำหนด การหลอกลวง การรีดไถ หรือการบีบบังคับ” การที่อิหร่านอ้างอิงกฎหมายระหว่างประเทศนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าเตหะรานต้องการให้การเจรจาเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เท่าเทียมกันมากกว่า ไม่ใช่ภายใต้แรงกดดันทางทหาร
ในระดับที่สูงกว่า Abbas Araghchi รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่กำลังพบกับ Wang Yi ในปักกิ่ง ระบุว่าทั้งเตหะรานและปักกิ่ง “ยืนยันสิทธิของอิหร่านในการรักษาอำนาจอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ” และกล่าวว่า “อิหร่านวางใจในจีน”
ปากีสถานในฐานะตัวกลาง: บทบาทที่สำคัญแต่ถูกมองข้าม
หนึ่งในตัวละครที่มักถูกมองข้ามในการรายงานข่าวความขัดแย้งนี้คือ ปากีสถาน ในฐานะตัวกลาง ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดข้อเสนอและการตอบสนองระหว่างสองฝ่าย
เจ้าหน้าที่รัฐบาลปากีสถานบอกกับสื่อก่อน ทรัมป์ จะโพสต์ในเช้าวันพุธว่า “โอกาสของข้อเสนอเพื่อยุติสงครามมีแนวโน้มสูงมากในวันข้างหน้า” ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญจากฝ่ายที่อยู่ใกล้ชิดกับกระบวนการเจรจามากที่สุด
ความน่าสนใจของปากีสถานในฐานะตัวกลางคือมันมีความสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่าย ทั้งกับสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงที่ยาวนาน และกับอิหร่านในฐานะประเทศมุสลิมเพื่อนบ้านที่แบ่งปันพรมแดนและผลประโยชน์ร่วมกันหลายประการ
น้ำมันและ Big Oil: ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่
เรื่องราวที่น่าสนใจอีกหนึ่งที่ ทรัมป์ เปิดเผยในวันพุธคือการที่เขาพบกับผู้บริหารของ ExxonMobil, Chevron และบริษัทพลังงานรายใหญ่อื่นๆ ที่ทำเนียบขาวเมื่อคืนวันอังคาร โดยหัวข้อหนึ่งที่ ทรัมป์ เปิดเผยคือเวเนซุเอลา แต่เขาไม่ได้บอกว่าพวกเขาคุยเรื่องอิหร่านหรือช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่
การที่ผู้บริหารบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่มาพบ ทรัมป์ ในช่วงเวลาที่กำลังมีการเจรจาสันติภาพนั้นน่าสนใจอย่างมาก เพราะภาคพลังงานเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญที่สุดในผลลัพธ์ของสงครามนี้ บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ได้รับประโยชน์อย่างมากจากราคาน้ำมันที่สูงในช่วงสงคราม แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับความไม่แน่นอนและข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งน้ำมันในภูมิภาค
ความซับซ้อนของปฏิบัติการทางทหารที่ยังดำเนินอยู่
แม้จะมีการพูดคุยเรื่องสันติภาพ ความขัดแย้งทางทหารยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจาในขณะที่ยังคงยิงใส่กันอยู่
ในช่วงต้นสัปดาห์ อิหร่านโจมตีกองกำลังสหรัฐฯ ที่กำลังช่วยเหลือเรือสินค้าเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยขีปนาวุธและโดรน สหรัฐฯ ตอบโต้ด้วยการจมเรือเร็วขนาดเล็กของอิหร่านหกลำ และในวันพุธ กองบัญชาการกลาง (CENTCOM) รายงานว่าได้ยิงปืนใหญ่ใส่เรือบรรทุกน้ำมันที่ชักธงอิหร่านที่พยายามแล่นฝ่าการปิดล้อม
รูปแบบนี้ ซึ่งการเจรจาเกิดขึ้นพร้อมกับการยิงใส่กัน เป็นลักษณะที่พบในความขัดแย้งที่ซับซ้อนหลายครั้งในประวัติศาสตร์ มันไม่ได้หมายความว่าการเจรจาล้มเหลว แต่แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามรักษาอำนาจต่อรองไว้สูงสุดในขณะที่มองหาทางออก
วิเคราะห์เชิงลึก: กลยุทธ์ “Madman” ของ ทรัมป์ ใช้ได้ผลหรือเปล่า?
เมื่อมองรูปแบบของการสื่อสารและการกระทำของ ทรัมป์ ตลอดช่วงสงครามนี้ จะเห็น pattern ที่ชัดเจนของการสลับระหว่างการคุกคามทางทหารและการเปิดประตูทางการทูต ซึ่งนักวิเคราะห์หลายรายระบุว่าเป็นการใช้ “Madman Theory” หรือทฤษฎีความไม่แน่นอนเชิงกลยุทธ์
แนวคิดนี้คือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่แน่ใจว่าผู้นำพร้อมที่จะใช้กำลังรุนแรงมากแค่ไหน ซึ่งสร้างแรงกดดันให้ยอมรับข้อตกลงเร็วขึ้น กลยุทธ์นี้มีจุดแข็งคือสร้างความไม่แน่นอนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่อีกฝ่ายอาจตีความผิดและตัดสินใจทวีความรุนแรงแทนที่จะยอมรับข้อตกลง
ในกรณีของอิหร่าน สัญญาณที่ออกมาจากเตหะรานบ่งชี้ว่าพวกเขากำลังประเมินอย่างระมัดระวังว่าจะตอบสนองต่อแรงกดดันนี้อย่างไร โดยไม่ปฏิเสธโต้งๆ แต่ก็ยังไม่ยืนยันข้อตกลงอย่างชัดเจน
บทสรุป: 48 ชั่วโมงที่อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันพุธสรุปได้ว่าโลกกำลังยืนอยู่ที่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ บันทึกความเข้าใจหนึ่งหน้าที่ Axios รายงานอาจกลายเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยุติสงครามกว่าสองเดือน หรืออาจล้มเหลวและนำไปสู่การทวีความรุนแรงที่ ทรัมป์ ขู่ไว้
สำหรับตลาดการเงินโลก ราคาน้ำมัน และเศรษฐกิจของผู้คนนับพันล้านคน คำตอบที่จะได้รับใน 48 ชั่วโมงข้างหน้าจะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันจะกำหนดว่าโลกจะเดินหน้าสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสงคราม หรือจะต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจที่ลึกขึ้นจากการขยายตัวของความขัดแย้ง
