Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้

ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์พาตลาดบุกทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 26,274.13 จุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 โดยมีดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้น 2.6% ในวันเดียว แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่บิ๊กเทคทุ่มเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางคำถามจากนักวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนหรือกำลังจะระเบิดเหมือนฟองสบู่ดอตคอม

Nvidia: จักรพรรดิชิป AI ทุบสถิติรายได้ $216 พันล้านเหรียญ

ไม่มีบริษัทใดครองหัวใจตลาดในยุค AI ได้เท่า Nvidia ผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2026 ที่ $68.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน และทั้งปีการเงิน 2026 รายได้รวมแตะ $215.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 65% โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ $120 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทอเมริกันลำดับที่ 4 ที่เคยมีกำไรสุทธิทะลุ $100 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ต่อจาก Alphabet, Apple และ Microsoft

รายได้ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ AI ทำรายได้ $62.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 75% ปีต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการ GPU เพื่อฝึกและรันโมเดล AI ยังคงเดือดพล่านต่อเนื่อง

หุ้น Nvidia ยังพุ่งขึ้น 4.3% แตะระดับ $208.27 ส่งมูลค่าตลาดทะลุ $5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม โดย CEO Jensen Huang ให้คำแนะนำรายได้ไตรมาสแรกปีการเงิน 2027 ที่ราว $78 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนั่นหมายถึงการเติบโต 73-80% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งมากสำหรับบริษัทขนาดนี้

Nvidia กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 ซึ่งตลาดจับตามองว่าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโมเมนตัมยังคงอยู่หรือไม่

Microsoft: ธุรกิจ AI ทะลุ $37 พันล้านต่อปี Azure โตพุ่ง

ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดมีนาคม 2026) รายได้รวมอยู่ที่ $82.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% กำไรสุทธิแตะ $31.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% และที่สำคัญ ธุรกิจ AI ของ Microsoft มีรายได้ run rate ทะลุ $37 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้น 123% ปีต่อปี

รายได้ Microsoft Cloud อยู่ที่ $54.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29% และ commercial remaining performance obligation พุ่งขึ้น 99% สู่ $627 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าลูกค้าองค์กรทั่วโลกต่างผูกพันกับ Microsoft Cloud ในระยะยาวมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด

Bloomberg รายงานว่า ในภาพรวม hyperscalers ทั้ง 4 รายอย่าง Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon คาดว่าจะเพิ่ม capital expenditure รวมกันสูงถึงกว่า $470 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 จาก $350 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังไม่มีทีท่าชะลอตัว

Apple: iPhone 17 สร้างประวัติศาสตร์ Services โตไม่หยุด

Apple พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ AI แบบ “มองไม่เห็น” ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ผ่าน Apple Intelligence ก็ได้ผลเช่นกัน ไตรมาส 1 ปีการเงิน 2026 Apple ทำรายได้ $143.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นขยับขึ้น 19% สู่ $2.84 ซึ่ง iPhone ทำสถิติรายได้รายไตรมาสสูงสุดตลอดกาล และ Services ก็แตะระดับ all-time high ที่ $30 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14%

ต่อเนื่องในไตรมาส 2 Apple ก็ยังรักษาโมเมนตัมได้ โดยรายได้รวม $111.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นพุ่งขึ้น 22% สู่ $2.01 ซึ่งเป็น March quarter ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

จีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ Apple กลับเป็นจุดเด่นในไตรมาสนี้ โดยรายได้จาก Greater China เพิ่มขึ้น 28% ทำสถิติใหม่ของไตรมาส March โดย iPhone เป็นสมาร์ตโฟนขายดีที่สุดในเมืองใหญ่ของจีน

CNBC รายงานว่า Apple มีแผนลงทุน data center $13 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งมาก แต่กลยุทธ์ Private Cloud ของ Apple ดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า โดยราคาหุ้นขยับขึ้น 3.4% หลังรายงานผลประกอบการ

คลื่นลูกใหม่ของเซมิคอนดักเตอร์: AMD, Intel, Micron พาเหรดโตแซง Nvidia

ภาพที่น่าสนใจในปี 2026 คือการที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์รุ่นเก่าหลายตัวกลับมาร้อนแรงแซงหน้า Nvidia

ขณะที่ Nvidia เพิ่งขึ้นมา 15% ในปีนี้ หุ้นอย่าง Intel, AMD และ Micron กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดย Intel นำโด่งด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 200%

AMD เองก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน โดยหุ้นขึ้นมาแล้ว 66% ในปี 2026 CEO Lisa Su ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของตลาด Server CPU ระยะ 3-5 ปี จาก 18% เป็น 35% ต่อปี

ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX SOX พุ่งขึ้นกว่า 65% ตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยบันทึก 22 วันที่ปิดบวกจาก 23 วันทำการล่าสุด และทำ intraday all-time high ครั้งที่ 15 ของปีแล้ว

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bernstein ต่างปรับ AMD เป็น Buy โดยอ้างถึงแรงหนุนจากการเติบโตของ CPU ดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ JPMorgan Chase มองว่าผลประกอบการล่าสุดของ AMD แสดงให้เห็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ในอุตสาหกรรม

เสียงเตือน: ฟองสบู่หรือการเติบโตที่ยั่งยืน?

ท่ามกลางความร้อนแรงนี้ เสียงเตือนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ Jonathan Krinsky นักวิเคราะห์จาก BTIG เปรียบเทียบการพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์กับปี 1999 ก่อนที่ฟองสบู่ดอตคอมจะแตก โดยเตือนถึงโอกาสที่ดัชนี SOX อาจปรับลง 25-30%

ก่อนหน้านี้ Michael Burry ผู้มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ “Big Short” เคยเปิดเผยว่าถือสถานะ short ต่อ Nvidia และ Palantir และยังกล่าวหาว่า hyperscalers ปรับตัวเลขกำไรเพื่อให้ดูดีกว่าความจริง

อย่างไรก็ตาม ฝั่งที่มองบวกโต้ว่า ความต้องการ AI นั้นเป็นของจริง CEO Sundar Pichai ของ Alphabet เคยกล่าวในงานแถลงผลประกอบการว่า “รายได้ Cloud ของเราจะสูงกว่านี้ถ้ามี compute มากกว่านี้” สะท้อนว่าทุกบริษัทยังขาดแคลน compute และไม่มีใครได้ Nvidia เพียงพอ

ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา

สำหรับนักลงทุนไทย คลื่นของ AI และเซมิคอนดักเตอร์นี้มีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กองทุนรวม Global Technology และ Semiconductor ที่จำหน่ายในไทยหลายกองมีสัดส่วนการลงทุนใน Nvidia, Apple, Microsoft และ AMD เป็นหุ้นหลัก นักลงทุนที่ถือกองทุนเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมาย่อมได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดย Goldman Sachs ประเมินว่า Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet, Broadcom และ Meta จะรับผิดชอบการเติบโตกำไรของ S&P 500 ถึง 46% ในปี 2026

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวเทียบดอลลาร์สหรัฐ และภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐกำลังพิจารณา อาจสร้างความผันผวนเพิ่มเติม ประกอบกับการที่ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์บางตัวมีมูลค่าที่ตึงตัวมากจนนักวิเคราะห์เริ่มเปรียบเทียบกับยุคดอตคอม บ่งชี้ว่าการเข้าลงทุนในจังหวะนี้ต้องการ position sizing และ stop-loss ที่รัดกุม

สำหรับนักลงทุนระยะยาว การกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุน ETF ที่ครอบคลุมทั้งหุ้น AI Infrastructure อย่าง Nvidia และ AMD รวมถึงหุ้น AI Enabler อย่าง Microsoft และ Alphabet น่าจะเป็นแนวทางที่สมดุลกว่าการทุ่มทั้งหมดในชิปตัวใดตัวหนึ่ง

ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขกำไรในช่วงที่ผ่านมาจะน่าประทับใจ แต่ความสำเร็จในระยะยาวของหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับว่าการลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ใน AI จะสร้างรายได้และผลกำไรที่จับต้องได้จริงในระดับไหน ซึ่งคำตอบจะค่อยๆ เผยออกมาผ่านผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้เอง

Similar Posts

  • | |

    ตลาดหุ้นเอเชียพุ่ง นิกเกอิบวก 5% หลังดีลสหรัฐ-อิหร่าน SET มุ่งสู่ 1,600 จุด

    ตลาดทุนเอเชียเปิดสัปดาห์ใหม่ด้วยบรรยากาศที่คึกคักผิดปกติ หลังข้อตกลงสงบศึก 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจุดชนวนให้ราคาน้ำมันดิ่งลงแรงที่สุดในรอบปี พร้อมเปิดทางช่องแคบฮอร์มุซคืนสู่ปกติ ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นพุ่งแรงกว่า 5% ในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ ส่วนดัชนี SET ของไทยได้แรงหนุนมุ่งทดสอบระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น นักวิเคราะห์ในพื้นที่ชี้ว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะช่วยบรรเทาแรงกดดันเงินเฟ้อและเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ กระนั้น ตลาดยังต้องลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) คืนนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของ “เควิน วอร์ช” ประธานเฟดคนใหม่ โดยตลาดจับตาทิศทางนโยบายดอกเบี้ยและสัญญาณจาก dot plot อย่างใจจดใจจ่อ ดีล “สหรัฐ-อิหร่าน” จุดพลุตลาดเอเชีย นิกเกอิพุ่ง 5% ฮอร์มุซเปิดทาง การประกาศกรอบข้อตกลงสงบศึก 60 วัน ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเมื่อวันที่ 14–15 มิถุนายน 2568 ถือเป็นพลิกผันครั้งสำคัญที่สุดของตลาดการเงินโลกในปีนี้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการยุติการสู้รบโดยตรง การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการตั้งกรอบเจรจา 60 วันในประเด็นโครงการนิวเคลียร์และการคลายมาตรการแซงก์ชั่น โดยมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในกรุงเจนีวาวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2568…

  • |

    เฟดยึดดอกเบี้ย 3.5-3.75% ส่งไม้ให้ “วอร์ช” นำทัพ ขณะ ECB สู้ศึกเงินเฟ้อสงครามตะวันออกกลาง

    นโยบายการเงินโลกกำลังเข้าสู่บทใหม่ที่ซับซ้อนที่สุดในรอบหลายปี เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างยืนหยัดคงอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางพายุคู่ขนาน ทั้งเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย และสงครามสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านที่ส่งแรงกระเพื่อมต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานโลก บทบาทของเจอโรม พาวเวลล์ในฐานะประธาน Fed สิ้นสุดลงแล้ว ขณะที่เควิน วอร์ช ทายาทที่ทรัมป์เลือกสรร เพิ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเฉียดฉิว 54-45 เสียง เมื่อ 13 พฤษภาคม 2026 พร้อมรับภารกิจที่ท้าทายที่สุดในอาชีพการงาน — นั่นคือการพิสูจน์ว่าเขาสามารถลดดอกเบี้ยได้ตามที่ทรัมป์ต้องการ โดยไม่จุดเชื้อเงินเฟ้อที่ยังคุอยู่ให้ลุกโชนอีกครั้ง เส้นทางดอกเบี้ย Fed: จากพาวเวลล์สู่วอร์ช คณะกรรมการตลาดการเงินแบบเปิด (FOMC) ของ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไว้ที่ช่วง 3.5-3.75% ในการประชุมเดือนมกราคม 2026 ซึ่งถือเป็นการหยุดพักหลังจากลดดอกเบี้ยติดต่อกันสามครั้งก่อนหน้านี้ ตามรายงานของ CNBC ในการประชุมเดือนมีนาคม 2026 FOMC มีมติ 11 ต่อ 1 เสียง คงอัตราดอกเบี้ยพื้นฐาน (benchmark federal funds rate) ไว้ที่ช่วง 3.5-3.75%…

  • พอร์ตการลงทุนปี 2026: ETF ตราสารหนี้-ตลาดเกิดใหม่ บทเรียนและโอกาสที่นักลงทุนไทยไม่ควรมองข้าม

    ปี 2026 กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลกที่ต้องการจัดสรรพอร์ตให้รับมือกับความผันผวนจากสงครามการค้า ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และวัฏจักรดอกเบี้ยที่กำลังเปลี่ยนทิศ สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้คือ เงินทุนกำลังไหลออกจากสินทรัพย์สหรัฐฯ ขณะที่ ETF ตราสารหนี้และตลาดเกิดใหม่กำลังดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายปี CNBC รายงานว่า การถกเถียงเรื่อง “Sell America” และการหมุนเวียนเงินทุนออกจากตลาดสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้พอร์ตการลงทุนขยายตัวไปสู่ทั้งหุ้นและพันธบัตรต่างประเทศ โดย Joanna Gallegos ผู้ร่วมก่อตั้ง BondBloxx บริษัท ETF ตราสารหนี้ ระบุในรายการ “ETF Edge” ว่า “พื้นที่ที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดในตราสารหนี้ทั้งปีที่แล้วและปีนี้จนถึงปัจจุบัน คือตลาดเกิดใหม่” และยกตัวอย่างว่า iShares JPMorgan USD Emerging Markets Bond ETF (EMB) สร้างผลตอบแทนกว่า 13% ในปี 2025 บทความนี้รวบรวมและวิเคราะห์ภาพรวมจากรายงานของสำนักข่าวการเงินชั้นนำระดับโลก เพื่อให้นักลงทุนไทยเข้าใจทิศทางของตลาดและสามารถปรับกลยุทธ์พอร์ตได้อย่างมีข้อมูลรองรับ 1. ปี 2025 สร้างบทพิสูจน์: ตลาดเกิดใหม่พิชิตทุกคลาสสินทรัพย์ หากมองย้อนกลับไปยังปี 2025 ซึ่งเป็นปีฐานของการตัดสินใจลงทุนปัจจุบัน ตลาดเกิดใหม่แสดงผลงานที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง…

  • | |

    XRPL เร่งยกระดับความปลอดภัย: วิเคราะห์ Audit $550,000 และผลกระทบต่ออนาคตของ XRP

    ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซีได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว จากการเป็นเพียงระบบโอนเงินแบบกระจายศูนย์ ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่ซับซ้อน ซึ่งรองรับทั้ง DeFi, NFT, และแอปพลิเคชัน Web3 ระดับโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้มาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในด้าน “ความปลอดภัย” ที่กลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินความสำเร็จของโปรเจกต์บล็อกเชน ล่าสุด XRP Ledger (XRPL) ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ ด้วยการสนับสนุนการแข่งขันตรวจสอบความปลอดภัย (Audit Contest) มูลค่า 550,000 ดอลลาร์ ซึ่งไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความจริงจังในการพัฒนาเครือข่าย แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของ XRP และระบบนิเวศทั้งหมด บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจข่าวดังกล่าว พร้อมวิเคราะห์เชิงลึกถึงผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ และการลงทุน สรุปข่าว: XRPL เปิดเกมตรวจสอบความปลอดภัยครั้งใหญ่ Vet ซึ่งเป็น validator ของ XRP Ledger ได้เปิดเผยว่า ระบบนิเวศ XRPL กำลังเดินหน้าโครงการสำคัญเพื่อยกระดับความปลอดภัย โดยอ้างอิงถึงการประกาศของ SHERLOCK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการตรวจสอบ smart contract โครงการนี้เป็นการแข่งขัน audit…

  • ดอลลาร์แข็งสวนทาง! เงินยังไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ จับตาเฟด-SET ครึ่งปีหลัง 2026

    ตลาดการเงินโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 กำลังเผชิญกับความขัดแย้งเชิงทิศทางที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องคิดใหม่เรื่องการจัดพอร์ต หลังจากที่ธีมหลักของปีนี้ตลอดช่วงต้นปีคือ “ดอลลาร์อ่อน เงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่” กลับพลิกผันเมื่อธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ภายใต้การนำของประธานคนใหม่ Kevin Warsh ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา พร้อมส่งสัญญาณ “hawkish” ที่ทำให้ตลาดต้องปรับมุมมองเรื่องจังหวะการลดดอกเบี้ยใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน ดัชนีดอลลาร์ (DXY) ก็ไต่ขึ้นมาแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025 ที่ราว 100.7 จุด สวนทางกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้ตอนต้นปีว่าดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อเนื่อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) ยังคงรักษาผลตอบแทนที่โดดเด่นไว้ได้ ดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับตัวขึ้นกว่า 25% ตั้งแต่ต้นปี ขณะที่กองทุน iShares MSCI Emerging Markets ETF (EEM) ให้ผลตอบแทนแบบ price return ราว 23% เทียบกับ S&P 500…

  • | |

    S&P 500 ทะลุ 7,800 จุดทำนิวไฮ! เงินเฟ้อชะลอ-เฟดจ่อคงดอกเบี้ย

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2026 ด้วยการทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง เมื่อดัชนี S&P 500 ทะยานผ่านระดับ 7,800 จุดได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด หลังตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนกรกฎาคมออกมา “แบนราบ” เกินความคาดหมายของนักเศรษฐศาสตร์ ตอกย้ำสัญญาณจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในวันก่อนหน้าที่บ่งชี้ว่าแรงกดดันด้านราคากำลังคลี่คลาย และเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจ “คงดอกเบี้ย” ต่อไปได้ แทนที่จะต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมตามที่ตลาดหวาดกลัวมาตลอดหลายเดือน ทว่าเบื้องหลังตัวเลขนิวไฮที่ดูสวยงามนั้น กลับซ่อนความเปราะบางและความขัดแย้งเชิงโครงสร้างเอาไว้หลายชั้น ทั้งภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยืดเยื้อและยังปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการค้าน้ำมันโลก การแบ่งฝ่ายภายในคณะกรรมการนโยบายการเงินของเฟดที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ตลอดจนปรากฏการณ์ที่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่าง Cisco และ Cerebras ถูกเทขายอย่างหนัก ทั้งที่รายงานผลประกอบการออกมาเติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนว่าตลาดกำลังเข้าสู่ช่วงที่ “ดีแค่ไหนก็ยังไม่พอ” บทความนี้จะพาผู้อ่านไปสำรวจภาพรวมทั้งหมดของวอลล์สตรีทในสัปดาห์นี้ พร้อมวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจส่งตรงถึงพอร์ตของนักลงทุนไทย ภาพรวมตลาด: สามดัชนีหลักปิดบวก S&P 500 นำทัพทำนิวไฮเหนือ 7,800 จุด ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ดัชนี S&P…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *