Nvidia-Apple-Microsoft ทุบสถิติกำไร AI ดัน SOX พุ่ง 65% นักลงทุนไทยต้องรู้
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทร้อนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์พาตลาดบุกทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,412.84 จุด ขณะที่ Nasdaq Composite แตะระดับสูงสุดใหม่ที่ 26,274.13 จุด เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2026 โดยมีดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX Semiconductor Index พุ่งขึ้น 2.6% ในวันเดียว แรงขับเคลื่อนหลักยังคงเป็น AI และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่บิ๊กเทคทุ่มเงินลงทุนมหาศาล ท่ามกลางคำถามจากนักวิเคราะห์ว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนหรือกำลังจะระเบิดเหมือนฟองสบู่ดอตคอม
Nvidia: จักรพรรดิชิป AI ทุบสถิติรายได้ $216 พันล้านเหรียญ
ไม่มีบริษัทใดครองหัวใจตลาดในยุค AI ได้เท่า Nvidia ผู้ผลิตชิปรายนี้รายงานรายได้ไตรมาส 4 ปีการเงิน 2026 ที่ $68.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 73% จากปีก่อน และทั้งปีการเงิน 2026 รายได้รวมแตะ $215.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 65% โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ $120 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Nvidia กลายเป็นบริษัทอเมริกันลำดับที่ 4 ที่เคยมีกำไรสุทธิทะลุ $100 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ต่อจาก Alphabet, Apple และ Microsoft
รายได้ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ AI ทำรายได้ $62.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 75% ปีต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการ GPU เพื่อฝึกและรันโมเดล AI ยังคงเดือดพล่านต่อเนื่อง
หุ้น Nvidia ยังพุ่งขึ้น 4.3% แตะระดับ $208.27 ส่งมูลค่าตลาดทะลุ $5 ล้านล้านดอลลาร์ เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนตุลาคม โดย CEO Jensen Huang ให้คำแนะนำรายได้ไตรมาสแรกปีการเงิน 2027 ที่ราว $78 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนั่นหมายถึงการเติบโต 73-80% ปีต่อปี ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งมากสำหรับบริษัทขนาดนี้
Nvidia กำลังจะรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดในวันที่ 20 พฤษภาคม 2026 ซึ่งตลาดจับตามองว่าจะเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าโมเมนตัมยังคงอยู่หรือไม่
Microsoft: ธุรกิจ AI ทะลุ $37 พันล้านต่อปี Azure โตพุ่ง
ยักษ์ใหญ่ซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ผลประกอบการไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดมีนาคม 2026) รายได้รวมอยู่ที่ $82.9 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% กำไรสุทธิแตะ $31.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 23% และที่สำคัญ ธุรกิจ AI ของ Microsoft มีรายได้ run rate ทะลุ $37 พันล้านดอลลาร์ต่อปี เพิ่มขึ้น 123% ปีต่อปี
รายได้ Microsoft Cloud อยู่ที่ $54.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29% และ commercial remaining performance obligation พุ่งขึ้น 99% สู่ $627 พันล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าลูกค้าองค์กรทั่วโลกต่างผูกพันกับ Microsoft Cloud ในระยะยาวมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
Bloomberg รายงานว่า ในภาพรวม hyperscalers ทั้ง 4 รายอย่าง Microsoft, Meta, Alphabet และ Amazon คาดว่าจะเพิ่ม capital expenditure รวมกันสูงถึงกว่า $470 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 จาก $350 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังไม่มีทีท่าชะลอตัว
Apple: iPhone 17 สร้างประวัติศาสตร์ Services โตไม่หยุด
Apple พิสูจน์ให้เห็นว่ากลยุทธ์ AI แบบ “มองไม่เห็น” ที่เน้นประสบการณ์ผู้ใช้ผ่าน Apple Intelligence ก็ได้ผลเช่นกัน ไตรมาส 1 ปีการเงิน 2026 Apple ทำรายได้ $143.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นขยับขึ้น 19% สู่ $2.84 ซึ่ง iPhone ทำสถิติรายได้รายไตรมาสสูงสุดตลอดกาล และ Services ก็แตะระดับ all-time high ที่ $30 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 14%
ต่อเนื่องในไตรมาส 2 Apple ก็ยังรักษาโมเมนตัมได้ โดยรายได้รวม $111.2 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17% ปีต่อปี และกำไรต่อหุ้นพุ่งขึ้น 22% สู่ $2.01 ซึ่งเป็น March quarter ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท
จีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ Apple กลับเป็นจุดเด่นในไตรมาสนี้ โดยรายได้จาก Greater China เพิ่มขึ้น 28% ทำสถิติใหม่ของไตรมาส March โดย iPhone เป็นสมาร์ตโฟนขายดีที่สุดในเมืองใหญ่ของจีน
CNBC รายงานว่า Apple มีแผนลงทุน data center $13 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งน้อยกว่าคู่แข่งมาก แต่กลยุทธ์ Private Cloud ของ Apple ดูเหมือนจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า โดยราคาหุ้นขยับขึ้น 3.4% หลังรายงานผลประกอบการ
คลื่นลูกใหม่ของเซมิคอนดักเตอร์: AMD, Intel, Micron พาเหรดโตแซง Nvidia
ภาพที่น่าสนใจในปี 2026 คือการที่หุ้นเซมิคอนดักเตอร์รุ่นเก่าหลายตัวกลับมาร้อนแรงแซงหน้า Nvidia
ขณะที่ Nvidia เพิ่งขึ้นมา 15% ในปีนี้ หุ้นอย่าง Intel, AMD และ Micron กลับเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า โดย Intel นำโด่งด้วยการพุ่งขึ้นกว่า 200%
AMD เองก็น่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน โดยหุ้นขึ้นมาแล้ว 66% ในปี 2026 CEO Lisa Su ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของตลาด Server CPU ระยะ 3-5 ปี จาก 18% เป็น 35% ต่อปี
ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ PHLX SOX พุ่งขึ้นกว่า 65% ตั้งแต่ต้นปี 2026 โดยบันทึก 22 วันที่ปิดบวกจาก 23 วันทำการล่าสุด และทำ intraday all-time high ครั้งที่ 15 ของปีแล้ว
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs และ Bernstein ต่างปรับ AMD เป็น Buy โดยอ้างถึงแรงหนุนจากการเติบโตของ CPU ดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ JPMorgan Chase มองว่าผลประกอบการล่าสุดของ AMD แสดงให้เห็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ในอุตสาหกรรม
เสียงเตือน: ฟองสบู่หรือการเติบโตที่ยั่งยืน?
ท่ามกลางความร้อนแรงนี้ เสียงเตือนก็ดังขึ้นเรื่อยๆ Jonathan Krinsky นักวิเคราะห์จาก BTIG เปรียบเทียบการพุ่งขึ้นของหุ้นเซมิคอนดักเตอร์กับปี 1999 ก่อนที่ฟองสบู่ดอตคอมจะแตก โดยเตือนถึงโอกาสที่ดัชนี SOX อาจปรับลง 25-30%
ก่อนหน้านี้ Michael Burry ผู้มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ “Big Short” เคยเปิดเผยว่าถือสถานะ short ต่อ Nvidia และ Palantir และยังกล่าวหาว่า hyperscalers ปรับตัวเลขกำไรเพื่อให้ดูดีกว่าความจริง
อย่างไรก็ตาม ฝั่งที่มองบวกโต้ว่า ความต้องการ AI นั้นเป็นของจริง CEO Sundar Pichai ของ Alphabet เคยกล่าวในงานแถลงผลประกอบการว่า “รายได้ Cloud ของเราจะสูงกว่านี้ถ้ามี compute มากกว่านี้” สะท้อนว่าทุกบริษัทยังขาดแคลน compute และไม่มีใครได้ Nvidia เพียงพอ
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทย: โอกาสและความเสี่ยงที่ต้องจับตา
สำหรับนักลงทุนไทย คลื่นของ AI และเซมิคอนดักเตอร์นี้มีทั้งโอกาสและความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
กองทุนรวม Global Technology และ Semiconductor ที่จำหน่ายในไทยหลายกองมีสัดส่วนการลงทุนใน Nvidia, Apple, Microsoft และ AMD เป็นหุ้นหลัก นักลงทุนที่ถือกองทุนเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมาย่อมได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดย Goldman Sachs ประเมินว่า Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet, Broadcom และ Meta จะรับผิดชอบการเติบโตกำไรของ S&P 500 ถึง 46% ในปี 2026
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่เคลื่อนไหวเทียบดอลลาร์สหรัฐ และภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์ที่สหรัฐกำลังพิจารณา อาจสร้างความผันผวนเพิ่มเติม ประกอบกับการที่ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์บางตัวมีมูลค่าที่ตึงตัวมากจนนักวิเคราะห์เริ่มเปรียบเทียบกับยุคดอตคอม บ่งชี้ว่าการเข้าลงทุนในจังหวะนี้ต้องการ position sizing และ stop-loss ที่รัดกุม
สำหรับนักลงทุนระยะยาว การกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุน ETF ที่ครอบคลุมทั้งหุ้น AI Infrastructure อย่าง Nvidia และ AMD รวมถึงหุ้น AI Enabler อย่าง Microsoft และ Alphabet น่าจะเป็นแนวทางที่สมดุลกว่าการทุ่มทั้งหมดในชิปตัวใดตัวหนึ่ง
ท้ายที่สุด แม้ตัวเลขกำไรในช่วงที่ผ่านมาจะน่าประทับใจ แต่ความสำเร็จในระยะยาวของหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นอยู่กับว่าการลงทุนหลายแสนล้านดอลลาร์ใน AI จะสร้างรายได้และผลกำไรที่จับต้องได้จริงในระดับไหน ซึ่งคำตอบจะค่อยๆ เผยออกมาผ่านผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 นี้เอง
